หลังจากตกลงกับหลิวจื่อซีเรียบร้อย พร้อมกับเขียนสูตรขนมใหม่ให้พวกเขาหนึ่งสูตร อวิ๋นซีก็เรียกลู่เซิงให้กลับบ้าน ตอนนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตรงศีรษะอยู่รอมร่อแล้ว อวิ๋นซีเงยหน้ามองท้องฟ้า รู้สึกแสบตาเล็กน้อย นางไม่ได้ตกลงขายสูตรขนมปลาให้พวกเขาเพราะไม่อาจแน่ใจว่าโรงน้ำชาจื่อซีจะสามารถอยู่ต่อไปได้หรือไม่
“ใกล้จะที่ยงแล้วสิ ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่รอแย่แล้วล่ะ” อวิ๋นซีและลู่เซิงสองพี่นน้องรีบเร่งเพื่อเดินกลับบ้าน ใช้เวลากว่า1ชั่วยามทั้งสองก็เดินมาจนถึงประตูบ้าน อวิ๋นซีดึงแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเม็ดเหงื่อบนใบหน้าตนเองแล้วก้าวเข้าประตูบ้านไป เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงห้องโถงก็พบบิดามารดาที่กำลังนั่งเปิดดูห่อผ้าที่นางซื้อมาอย่าแปลกใจ
“โอ้ ผ้ามาส่งแล้วหรือ มาเร็วกว่าข้าอีกสิเนี่ย” อวิ๋นซีหัวเราะกลบเกลื่อน
“เหตุใดจึงกลับมาเอาป่านนี้เล่า หิวกันแล้วละสิ มาวางตระกร้าลงก่อน แม่จะไปยกอาหารมาให้” ฮุ่ยเหนียงดุลูกเสียงเบาแล้วเดินหายเข้าครัวไป
“แฮะๆ” อวิ๋นซีมองตามมารดาไปพร้อมหัวเราะเขิน
“ทำไมถึงมาช้านักเล่า ไปซื้ออะไรมาหรือลูก”ลู่เซียวถาม เมื่อเห็นว่าในตระกร้ามีของเยอะแยะ
“ของใช้เล็กน้อยน่ะท่านพ่อ” อวิ๋นซีบอกไปเพียงแค่นั้น นางไม่รู้จะอธิบายยังไง ั้แ่นางมาจนถึงตอนนี้นางล้วนใช้น้ำเปล่าอาบน้ำสระผม ซึ่งนางรู้สึกว่า ไม่ชินและไม่สบายใจอย่างมาก แม้ของใช้ที่นางซื้อมาจะเทียบไม่ได้กับของใช้ยุคปัจจุบันแต่ยังพอทำใจได้นิดหน่อย อีกอย่างนางไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำสบู่ ยาสระผมออแกนิคอะไรประเภทนั้น
ซื้อเอาสะดวกกว่า…..
หลังจากกินข้าวเที่ยงอิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นซีเหนื่อยเกินกว่าจะไปทำอะไรต่อมิอะไร จึงแยกย้ายกับลู่เซิงกลับเข้าห้องมานอนพักกลางวันสักหน่อย ขณะที่นอนก็ครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ของร้านน้ำชาจื่อซี หากว่าสูตรขนมที่นางให้พวกเขาไว้มันขายดีทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น อวิ๋นซีจะมีหุ้นส่วนในร้านน้ำชาของคุณชายจื่อซีห้าส่วน โดยที่นางจะรับผิดชอบคิดสูตรขนมต่างๆเพื่อไปวางขายในร้าน
นางมีเป้าหมายคือลูกคุณหนูร่ำรวยในเมืองเ่าั้ นางคิดว่าอยากจะตกแต่งร้านใหม่ให้เหมือนกับคาเฟ่ดังๆที่เคยไปนั่งในชาติก่อน ยิ่งในยุคโบราณนี้ไม่มีร้านอะไรแบบนั้นต้องเรียกลูกค้าได้เยอะแน่ อวิ๋นซีคิดแล้วก็นอนยิ้มไป รอให้ผ่านไปสักระยะก็รู้ผลแล้วว่าร้านน้ำชาจื่อซีนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป …
หลังจากฮุ่ยเหนียงได้รับการจัดแจงพับผ้าที่อวิ๋นซีซื้อมาก็ไม่อยู่เฉย ตัดผ้าแต่ละส่วนตามแบบที่อวิ๋นซีวาดให้เพื่อเย็บเป็เครื่องนอนแต่ละชินของแต่ละคนไว้ แยกเศษผ้ากองนั้นที่อวิ๋นซีซื้อมาเพื่อทำ ‘ผ้าม่าน’ แยกเก็บไว้ก่อน ที่เหลือเมื่อตัดเป็ชิ้นๆตามแบบเรียบร้อยก็เริ่มเย็บไปทีละผืน
ส่วนลู่เซียวก็หยิบพร้าแบกตระกร้าขึ้นไปทีู่เาเพื่อตัดไม้มาไว้สร้างรั้วบ้าน อาจจะใช้เวลาสักหลายวันกว่าจะได้ไม้พอกับการสร้างรั้ว แต่กว่าจะปรับปรุงบ้านเสร็จเขาก็น่าจะทำรั้วบ้านเสร็จพอดีเหมือนกัน
อวิ๋นซีนอนหลับไปสักพักและตื่นขึ้นมาในยามบ่าย เมื่อเดินออกมายังพบว่าฮุ่ยเหนียงยังคงนั่งเย็บเครื่องนอนอยู่ที่โต๊ะกลางโถง
“ท่านแม่พักบ้างรึยังเ้าค่ะ ไม่ได้ให้รีบขนาดนั้นเสียหน่อย” อวิ๋นซีทักท้วง
“แม่ก็เย็บไปเรื่อยๆนะ ยิ่งเสร็จไวพวกเ้าจะได้มีเครื่องนอนใหม่ใช้กันอย่างไร” ฮุ่ยเหนียงยิ้มตอบบุตรสาว พอเย็บของอวิ๋นซีกับลู่เซิงเสร็จก็จะไปหานุ่นมายัดสักหน่อย ตากแดดสักนิดก็ใช้ได้แล้ว
อวิ๋นซีไม่รู้จะกล่อมให้มารดาหยุดอย่างไรจึงเดินไปที่สวนหลังบ้าน นั่งเล่นบนชิงช้าแล้วแกว่งไปมา ผักในสวนที่นางปลูกไว้กำลังงามทีเดียว
“โอะ พริกสุกแล้วนี่นา” อวิ๋นซีเหลือบไปเห็นพริกแดงๆที่สุกอยู่บนต้นก็ะโลงจากชิงช้าด้วยความตื่นเต้น เย็นนี้ถึงเวลาแสดงฝีมืออีกแล้วสิทำอะไรกินดีน้าาา ∼
ปลาราดพริก? กระเพราหมูสับ? ผัดพริกถั่วฝักยาวหมูสามชั้น? ต้มแซ่บกระดูกอ่อน? หรือเล้งแซ่บดี? ฮ่า ฮ่า ฮ่า
“กระเพราะหมูสับดีกว่าง่ายดี ว่าแต่ที่นี่มีใบกระเพราไหมนะ?” คิดดังนั้นอวิ๋นซีจึงเดินกลับเข้าบ้านไปหาฮุ่ยเหนียง นางพบว่าลู่เซิงก็ตื่นนานแล้ว มานั่งช่วยฮุ่ยเหนียงร้อยด้ายใส่เข็มอยู่
“ท่านแม่ไม่รู้ว่า ท่านจะรู้จักใบกระเพราหรือไม่เ้าคะ” อวิ๋นซีลองถาม
“ใบกระเพราหรือ?” ฮุ่ยเหนียงมองบุตรสาวด้วยหน้าตาสงสัย
“เอ่อ ไม่มีสินะ” อวิ๋นซียกมือขึ้นลูบผมแก้เขินกำลังคิดว่าจะเอาพริกมาทำเมนูอะไรดี
“บ้านเราไม่มีหรอก แม่ไม่ได้ปลูกไว้น่ะ” ฮุ่ยเหนียงตอบบุตรสาวพลางเย็นปลอกหมอนในมือ
“ก็ใช่นะสินะ บ้านเราไม่มี เอ๋..หมายความว่าบ้านเราไม่มีแต่บ้านอื่นอาจจะมีนะสิ!”
“ลองไปดูบ้านท่านยายลูกสิ นางอาจจะปลูกไว้ก็ได้” ฮุ่ยเหนียงแนะบุตรสาวแต่มือยังคงเย็บปลอกหมอนในมือไม่หยุด
อวิ๋นซีพยักหน้าหงึกหงึก ดึงมือลู่เซิงวิ่งออกจากบ้านไปอย่างตื่นเต้น ใช้เวลาเพียงไม่นานด้วยสั้นๆ ทั้งสองก็มาจนถึงหน้าบ้านท่านยายที่มีประตูไม้ไผ่เก่าๆปิดอยู่ อวิ๋นซีลังเลอยู่นานว่าจะะโเรียกดีหรือไม่ ในตอนนั้นก็เห็นหญิงชรานางหนึ่งเดินถือตระกร้ามุ่งหน้าไปอีกด้านหนึ่งของบ้าน
ลู่เซิงแง้มประตูไม้ไผ่เล็กน้อยแล้วทำใจกล้าะโเรียกนาง
“ท่านยายขอรับ ท่านยาย..” ลู่เซิงะโเรียกนางด้วยเสียงน่ารัก นางหยุดเดินชั่วชณะและหันหน้ามาเล็กน้อยเพราะได้ยินเสียงเล็กๆของเขา
“ใครน่ะ?” นางร้องถามเพราะเห็นคนที่อยู่หลังประตูไม้ไผ่ที่แง้มเล็กน้อย แต่มองไม่ออกว่าเป็ใคร
อวิ๋นซีเห็นดังนั้นจึงเปิดบานประตูออกแล้วดันลู่เซิงเข้าไปในบ้าน “ท่านยายพวกข้าเองเ้าค่ะ”
“พวกเ้าเองหรือ มากันได้อย่างไรล่ะ แม่เ้าล่ะไม่มาด้วยหรือ” นางร่ายคำถามยาวจนตอบไม่ทันพร้อมกับเดินมาหาสองพี่น้องที่หน้าประตูบ้าน
“ท่านแม่ไม่ได้มาขอรับ ข้ามากับท่านพี่สองคนขอรับ” ลู่เซิงตอบท่านยาย
“ท่านยายข้าอยากถามว่าบ้านท่านปลูกกระเพราไว้หรือไม่เ้าคะ” อวิ๋นซีถามนาง แล้วเฝ้ารอคำตอบอย่างตั้งตารอ เมื่อนางเห็นดังนั้นก็เอามือที่ยังว่างลูบหัวอวิ๋นซีด้วยความเอ็นดู
“มีสิยายปลูกไว้หลายต้น เ้าอยากได้หรือ?” นางถาม
“ท่านยาย ท่านพี่จะทำเมนูใหม่อยากได้กระเพราขอรับ” ลู่เซิงเดินไปจับมือท่านยายทั้งสองยายหลานจึงเดินไปที่สวนผักข้างบ้านจุดมุ่งหมายแรกของท่านยาย โดยมีอวิ๋นซีเดินตามอยู่ข้างหลัง
“แล้วนี่จะเอากี่ต้นล่ะ?” ท่านยายถามนาง แม้จะงุงนงงว่าเอาสมุนไพรไปทำอาหารอย่างไรแต่ไม่ได้ซักไซ้
“เอาแค่ต้นเดียวก็ได้เ้าค่ะ ข้าจะถอนรากไปปลูกไว้ที่บ้านด้วยเลยจะได้ไหมเ้าคะ” อวิ๋นซีร้องขอต้นกระเพรากับท่านยาย
“ได้สิ เอาไปหลายๆต้นหน่อยก็ได้” ท่านยายยิ้มมองสองหลาน จู่ๆนางก็มีสีหน้าแปลกไปคล้ายกับว่าครุ่นคิดเื่บางอย่าง อวิ๋นซีเห็นนางเงียบไปจึงหันไปมองเห็นนางมีสีหน้าไม่ค่อยดีจึงเอ่ยถาม
“ท่านยายมีอะไรหรือเปล่าเ้าคะ”
“เอ่อ ก็ที่ฮุ่ยเหนียงมาถามข้าเื่การปลูกมันหวานและถั่วดำน่ะ ข้ามาคิดแล้วว่าปลูกก็ดีเหมือนกัน” เื่นี้นางคิดอยู่นานแล้วแต่เห็นว่าบุตรสาวเงียบไป นางจึงไม่ได้นำมาพูดอีก แต่พอคิดว่าหากปลูกถั่วและมันหวานขายให้บุตรสาวอย่างน้อยอยู่บ้านก็มีรายได้เล็กๆน้อยๆ
“แล้วท่านปลูกรึยังละเ้าคะ ข้ารีบใช้นะเ้าคะ” อวิ๋นซีมองออกว่านางเป็กังวล เป็นางที่ลืมเื่นี้ไปเสียสนิทแม้แต่มารดาเองก็ลืมไปแล้ว
“ยังเลยนะสิ” เมื่อได้ยินอวิ๋นซีกล่าวดังนี้นางก็ใจชื้นขึ้นมา แล้วพาสองพี่น้องชมสวนผักของนางด้วยอารมณ์สดชื่นขึ้น สวนผักที่ท่านยายปลูกมีผักหลากหลายชนิด ทั้งฟักทอง ถั่วฟักยาว แตงกวา ต้นหอม พริก และสมุนไพรอื่นๆเล็กน้อย รวมถึงกระเพราะด้วย นางเด็ดผักให้สองพี่น้องเต็มสองตระกร้า แล้วขุุดต้นกระเพราะให้อีก2ต้นจึงให้ทั้งสองรีบกลับบ้าน
อวิ๋นซีมองผักสดมากมายเต็มตระกร้าด้วยความเกรงใจ นางจึงคิดว่าจะทำผัดกระเพราะเผื่อท่านยายอีกสักจาน ว่าแล้วก็วิ่งกลับบ้านเหมือนตอนขามา เมื่อกลับถึงบ้าน อวิ็นซีก็รีบลงมือเข้าครัวโดยใช้มีดตัดกิ่งของต้นกระเพราะออกให้เหลือแต่ลำต้นแล้วยื่นกิ่งให้ลู่เซิงเด็ดใบออกใส่ตระกร้าเพื่อเอาไว้ผัด แล้วนำต้นกระเพราะที่โดนตัดกิ่งจนโล่งไปลงดินปลูกไว้ที่แปลงผัก
เมื่อเดินกลับมาที่ครัวลู่เซิงก็เด็ดใบกระเพราะเสร็จเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นซีจึงนำเนื้อหมูที่เหลือจากเมื้อเช้าเล็กน้อยออกมาสับให้ละเอียด แล้วโขลกพริกกระเทียมเข้าด้วยกัน จากนั้นเทน้ำมันใส่กระทะที่ลู่เซิงคุมไฟไว้จนกระทะร้อนได้ที่แล้วนำพริกกระเทียมลงไปผัด
เมื่อพริกกระเทียมบนกระทะเริ่มมีกลิ่นหอม ลู่เซิงที่นั่งอยู่ข้างๆก็เริ่มแสบหูแสบตาแล้วจามไม่หยุด
“ฮาดดชิ้ว นี่กินได้จริงหรือ ฮาดด ฮาดดชิ้ว” ลู่เซิงที่แสบจมูกจามจนน้ำหูน้ำตาไหลทนไม่ไหวได้แต่วิ่งออกไปจากห้องครัวพร้อมร้องหามารดา
“ท่านแม่ท่านพี่จะฆ่าข้าแล้ว ท่านพี่จะฆ่าข้า” ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว
อวิ๋นซีที่กำลัผัดพริกในกระทะได้แต่ดึงชายแขนเสื้อมาปิดจมูกแล้วหัวเราะน้องชายที่วิ่งออกจากครัวไป
“ฮัด ฮาดดดชิ้ว” ไม่รอดเหมือนกันแฮะ อวิ๋นซีเทเนื้อหมูที่สับไว้ลงไปผัดจนเริ่มสุกจากนั้นเติมน้ำตาลเล็กน้อย ซอสปรุงรส ใบกระเพราและเติมน้ำเล็กน้อยผัดให้เข้ากันจนสุก แล้วค่อยยกกระทะลงจากเตา
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย อวิ๋นซีก็ต้มน้ำซุบทิ้งไว้แล้วไปเก็บแตงกวามาฝานเป็แว่นๆใส่จาน ทอดไข่ดาวห้าฟอง และทำยำแตงกวาเพิ่มอีกหนึ่งจาน
เมื่ออาหารเสร็จแล้วก็จัดขึ้นโต๊ะ เตรียมกินอาหารเย็นโดยไม่ลืมที่จะตักแบ่งผัดกระเพราพร้อมไข่ดาวทอดไปให้ท่านยายที่อยู่อีกบ้านด้วย
ลู่เซียวเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วเห็นอาหารเย็นที่จัดวางอยู่บนโต๊ะก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย เขาหันมองฮุ่ยเหนียงที่กำลังตักน้ำซุบใส่ชามเล็กอย่างตั้งคำถาม
“มื้อนี้อวิ๋นซีทำอาหารเย็น ท่านไปล้างมือเตรียมกินข้าวได้แล้ว” ตอนที่ผัดพริกนั้นอย่าว่าแต่ลู่เซิงที่อยู่ในครัวจามจนวิ่งหนีออกมาเลย แม้แต่นางที่อยู่ในห้องโถงในบ้านเมื่อได้กลิ่นก็จามไปตั้งหลายครั้งจนน้ำตาไหล หากมีเพื่อบ้านที่อยู่ใกล้ๆคงได้จามกันหมดแน่
ลู่เซียวที่เห็นเมล็ดพริกสีแดงอยู่บนผัดเนื้อหมูก็เริ่มใจไม่ดี
“ภรรยาจ๋า นี่จะกินได้จริงหรือ?” ดูพริกแดงๆในจานนั่นสิ
“เอ่อ .. ข้าว่าคงไม่ตายหรอกท่านพี่” (⌒_⌒;)