เย่หยุนซีและหลิงจีใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมาถึงกำแพงเมืองอีกฝั่ง ที่บริเวณเบื้องหน้าของพวกเขานั้นคือกองทัพขนาดใหญ่สองกองทัพที่ใกล้จะปะทะกันเต็มที ทั้งยังมีเสียงกลองศึกดังก้องกังวานอยู่ตลอดเวลา
“เสี่ยวหลิง ดูเหมือนว่าครั้งนี้ท่านจะต้องทำงานหนักหน่อยแล้วล่ะนะ” เย่หยุนซีกวาดสายตามองทั่วทั้งสนามรบพลางกล่าว
หลิงจีเผยรอยยิ้มบางเบา “เชิญคุณชายออกคำสั่ง”
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ข้าจำได้ว่าขั้นที่ 2 ของทักษะคลื่นเสียงชำระจิตคือ การป้องกันจิตใจ ข้าอยากให้ท่านช่วยบรรเลงท่วงทำนองนั้นป้องกันทหารของพวกเราในตอนนี้ และหากเข้าสู่การสู้รบเมื่อไรค่อยบรรเลงทักษะท่วงทำนองมายา”
หลิงจีราวกับเข้าใจในความปรารถนาของเด็กหนุ่ม นางจึงยกยิ้มพลางพยักหน้าตอบรับคำสั่งอย่างว่าง่าย
ทั้งสองสวมใส่เสื้อคลุมสีดำในทันใด ก่อนจะขี่กระบี่น้ำแข็งขนาดใหญ่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของเหล่าทหารกองทัพประจิม
“ต้องรบกวนท่านแล้ว” เด็กหนุ่มยกยิ้ม
หลิงจีรีบนั่งลงบนตัวกระบี่พร้อมทั้งเรียกพิณออกจากถุงเก็บของเริ่มบรรเลงท่วงทำนองป้องกันจิตใจโดยมีเย่หยุนซีทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ไม่ห่าง
ส่วนเหล่าทหารประจิมเบื้องล่าง เมื่อได้ยินท่วงทำนองอันแสนไพรเราะพวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองมีความมั่นใจในการทำศึกเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าประหลาด
เย่ชิงหยาง หยุนฉางตง และหยุนฉางเยว่ซึ่งอยู่แนวหน้าสุดของกองทัพอดไม่ได้ที่จะแหงนมองไปทางต้นเสียง แต่พวกเขากลับพบเห็นเพียงหมู่เมฆที่บดบังทัศนวิสัย
“ท่วงทำนองพิณที่ล้ำลึกเช่นนี้ คนที่เล่นคือผู้ใด?” หยุนฉางตงอดอยากรู้ไม่ได้ แน่นอน! หยุนฉางเยว่เองก็อยากรู้เช่นกัน
“พวกเจ้าอย่าพึ่งคิดเรื่องอื่น ดูนั่น! แม่ทัพของอีกฝ่ายมาแล้ว” เย่ชิงหยางชี้ทวนไปยังด้านหน้ากองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาดขณะกล่าว
ทั้งหยุนฉางตงและหยุนฉางเยว่จึงเข้าสู่สภาวะจริงจังในทันที ก่อนที่เบนสายตามองตามแม่ทัพเย่ชิงหยาง ซึ่งสิ่งของพวกเขาเห็นนั้น ก็คือชายร่างกำยำสวมใส่ชุดเกราะสีแดงโลหิตดุดัน น่าเกรงขาม
“แม่ทัพดาบโลหิต ต้าหวาง ตบะระดับจักรพรรดิขั้น 9 เทียบเท่าข้า” เย่ชิงหยางกล่าวข้อมูลคร่าวๆของอีกฝ่ายออกมา เหตุผลที่เขารู้ก็เพราะเคยประมือกับอีกฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง
แต่ทว่าในตอนนั้น สายตาของเย่ชิงหยางก็พลันไปกระทบเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งยืนอย่างหยิ่งผยองอยู่ทางด้านหลังของแม่ทัพดาบโลหิต
“มีอะไรผิดปกติหรือขอรับ” หยุนฉางตงเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นอาจารย์เงียบไป
“ฉางตง ฉางเยว่ พวกเจ้าจงจับตามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังแม่ทัพดาบโลหิตเอาไว้ เพราะนั่นคือคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าในสนามรบนี้ และยังเป็นถึงเจ้าชายลำดับที่ 4 แห่งอาณาจักรมังกรสีชาด ตบะระดับปรมาจารย์ขั้น 5” เย่ชิงหยางหันมากล่าว
หยุนฉางตงเมื่อได้ยินก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์ ต้องรู้ก่อนว่าเขามีพลังเพียงปรมาจารย์ขั้นที่ 2 ส่วนหยุนฉางเยว่ผู้เป็นน้องอยู่ในขั้นปรมาจารย์ขั้นที่ 1 ซึ่งไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
“ท่านพี่อย่าพยายามคิดอะไรให้มากมาย ที่นี่คือสนามรบไม่ใช่สนามประลอง” หยุนฉางเยว่ชักกระบี่เตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบอย่างเต็มที่
หยุนฉางตงได้ยินคำพูดนี้ของน้องสาวก็เริ่มได้รับความกระจ่าง จริงด้วยสินะ! ที่นี่คือสงครามไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ส่งผลต่อชัยชนะนอกเหนือจากพลัง
มองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของทั้งองค์หญิงและองค์ชาย ผู้เป็นแม่ทัพอย่างเย่ชิงหยางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพึงพอใจยิ่ง
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจ ใบหน้าของเย่ชิงหยางก็กลับกลายเป็นจริงจังอีกครั้ง เนื่องจากมีเสียงอันดุดันดังกังวานออกมาจากฝ่ายตรงข้าม
“เทพสงครามกิเลนสายฟ้า เย่ชิงหยาง! ไม่ได้พบเจอกันนาน เจ้าเตรียมพร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง!!” เป็นแม่ทัพดาบโลหิต ต้าหวาง ที่เอ่ยปากตะโกนกล่าวอย่างมั่นใจ
“เหอะ! มันก็ยังไม่แน่หรอกว่าใครจะตาย สงครามครั้งก่อนก็เป็นเจ้าที่หนีหัวซุกหัวซุนไม่ใช่หรือ!!” เย่ชิงหยางยกทวนชี้หน้า พร้อมทั้งเอ่ยวาจายั่วโทสะอีกฝ่ายจนทำให้เหล่าทหารประจิมหัวเราะลั่น
ผิดกับทางด้านของต้าหวางและกองทัพอาณาจักรมังกรสีชาดที่บัดนี้เต็มไปด้วยความอับอาย โกรธแค้น ชิงชัง เสียจนอยากจะกัดกินเลือดกินเนื้ออีกฝั่งให้รู้แล้วรู้รอดไป
.
.
หลังจากนั้นอีกไม่กี่ลมหายใจ! แม่ทัพทั้งสองก็ประกาศเปิดสงครามพร้อมกัน กองทัพประจิมแห่งจักรวรรดิเมฆครามและกองทัพจากอาณาจักรมังกรสีชาดจึงเริ่มเคลื่อนพล
เย่หยุนซีที่มองดูอยู่บนฟากฟ้าสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ปลดปล่อยธงค่ายกลหยินหยางทั้งหมดพุ่งเข้าโอบล้อมสนามรบเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
“เย่ชิงหยาง ตายให้ข้า!!” แม่ทัพดาบโลหิตพุ่งตรงเข้ามาหาเทพสงครามกิเลนสายฟ้าด้วยความเร็วสูงสุดของมัน พร้อมทั้งฟาดฟันดาบยักษ์สีแดงฉานหมายสังหารอีกฝ่ายให้สิ้นซาก
“ตามแผน พวกเจ้าไปจัดการองค์ชายของอีกฝ่ายซะ” พูดจบ! เย่ชิงหยางควงทวนคู่ใจ พุ่งเข้าปะทะกับแม่ทัพดาบโลหิตในทันที
ซึ่งด้วยความที่ทั้งสองต่างเป็นจักรพรรดิขั้น 9 การต่อสู้ของพวกเขาจึงรุนแรงเสียจนท้องฟ้าแปรปรวนราวกับจะกำลังเกิดพายุลูกใหญ่
ทางฝั่งหยุนฉางเยว่และหยุนฉางตงก็มิได้อยู่เฉยแต่อย่างใด พวกเขาพุ่งตรงไปหาเป้าหมายหรือก็คือองค์ชายลำดับ 4 แห่งอาณาจักรมังกรสีชาด
“ช่างงดงามยิ่งนัก! หลังจากศึกนี้เจ้าจะต้องมาเป็นชายาของข้า” มองเห็นองค์หญิงและองค์ชายของจักรวรรดิเมฆครามพุ่งเข้ามา องค์ชายแห่งอาณาจักรมังกรสีชาดนาม เหยียนเฉิน อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย มิได้มีท่าทีหวาดหวั่น
เพราะในสายตาของมันอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ขั้น 1 และ3 เท่านั้น มิได้เป็นภัยคุกคามสำหรับปรมาจารย์ขั้น 5 เช่นมันเลยสักนิด