ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 68 ปฏิเสธที่จะกลับไปด้วยดี

    บทที่ 68 

    ปฏิเสธที่จะกลับไปด้วยดี


    ภายในห้องนั่งเล่นที่กว้างใหญ่ บนโซฟาที่นุ่มนิ่ม ทั้งสองร่างกำลังกอดกัดนัวเนียอยู่บนนั้น 


    เมื่อได้มองไปยังหนุ่มหล่อที่อยู่ตรงหน้า และได้สัมผัสเรือนร่างที่กล้ามเนื้อกระจายไปทั่วทั้งตัวนั้น เซลล์สาวก็ยิ่งรู้สึกสับสนมึนงงอัดแน่นไปหมด 


    เธอไม่รอให้เขาเป็นคนเปิดก่อน เซลล์สาวเป็นฝ่ายที่เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนตัวของเธอเองเลย 


    ทั้งเสื้อและกระโปรงถูกถอดออกไปและวางทิ้งไว้บนพื้นเหลือไว้เพียงผ้า 2 ชิ้นสุดท้ายที่คอยปกป้องส่วนเย้ายวนเอาไว้ 


    “ตาเธอแล้วนะน้องชาย”


    หลังจากถอดเสื้อผ้าเหล่านั้นไปแล้ว เซลล์สาวก็เตรียมจะกระโดดไปขั้นต่อไปเร็วๆ 


    แต่ทันใดนั้น ดวงตาของอู๋ตี้ที่มองกลับไปยังเธอนั้นก็แสดงออกถึงความรู้สึกที่แปลกประหลาดออกไป เขาใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของเธอราวกับจะให้เธอเงียบลงก่อน 


    “อะไรเล่า~ อย่าเล่นแบบนี้สิน้องชาย ฉันถอดเสื้อผ้าแล้ว เธอก็ควรจะรีบๆด้วยสิ~”


    เซลล์สาวนั้นคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเธอนั้นกำลังเล่นตัว เพราะงั้นเธอจึงไม่ยอมหยุดพร้อมกับใช้ทั้งตัวโอบกอดเขาลงไป 


    มันควรจะอะไรที่สุดแสนจะสบายเนื้อสบายตัวเมื่อร่างที่นุ่มลื่นและมันเงานี้นาบไปกับกายของเขาภายใต้อ้อมแขน แต่กลับกันเขากลับเลือกที่จะผลักเธอออก


    “นายทำอะไรน่ะ?”


    เธอเริ่มจะโกรธขึ้นมานิดหน่อยแล้ว ทั้งๆที่เธอก็พร้อมขนาดนี้จนเห็นได้ชัดผ่านผ้าชิ้นน้อยด้านล่างที่ชุ่มชื้นไปหมดแล้วแท้ๆ แต่เขาคนนี้กลับยังทำแบบนี้กับเธออยู่อีก 


    “ก็แค่...ไม่คิดว่าประตูมันปิดดีแล้วน่ะ”


    อู๋ตี้พูดด้วยเสียงจริงจังขึ้นมา จากนั้นเขาก็มองไปยังประตูนั้นแบบจ้องไม่วางตาเลย 


    “อ๋า!? ไม่ใช่ว่านายปิดประตูไปแล้วเหรอ?”


    หญิงสาวถึงกับร้องออกมาด้วยความกังวลเลย ความโกรธนั้นหายวับไปในทันที และเธอเตรียมจะไปหยิบเสื้อผ้าที่อยู่บนพื้นมาด้วยสัญชาตญาณแล้ว 


    ทว่า อู๋ตี้นั้นหยุดเธอไว้ในทันใด จากนั้นก็พูดพร้อมกับยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย “ไม่ต้องกลัวไปน่า แค่ไปเช็กดูให้ดี ถ้าประตูมันปิดก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมล่ะ? แบบนั้นแล้วจะรีบใส่เสื้อผ้าไปทำไม? เสียเวลาถอดอีกรอบจะตายไป”


    “ก็ได้อยู่หรอก แต่...” เซลล์สาวทำอะไรไม่ถูกไปอยู่ครู่หนึ่ง เพราะตามปกติของเธออยู่แล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มรูปงามขนาดนี้สมองมันยอมมีเบลอบ้างเป็นธรรมดา ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าผู้หญิงสาวๆแล้วจะทำอะไรไม่ถูกหรอก 


    แต่อู๋ตี้ก็ไม่ได้ให้เวลาเธอคิดมากนักพร้อมกับพาเธอไปยังประตูเลย


    ยิ่งเข้าใกล้ประตูมากขึ้นเท่าไหร่ ความกังวลก็เริ่มก่อตัวมากขึ้นภายในใจของเซลล์สาว 


    เมื่อมองไปยังประตูกันขโมยนั้นดีๆแล้ว เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นมันคือความจริง หรือแค่อาการทางจิต...เธอรู้สึกว่าประตูนั้นสั่นไหวอยู่เบาๆ 


    ประตูมันไม่ได้ปิดจริงๆเหรอ? นี่เปิดอยู่ตลอดเลยเหรอ?


    บางทีตอนนี้...อาจจะมีคนแอบมองพวกเธออยู่ข้างนอกก็ได้ คงไม่มีใครแอบอยู่ในความมืดหรอก...ใช่ไหม?


    ชายชุดดำที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังจ้องมองจากในมุมมืดนั้นพร้อมกับน้ำลายไหลออกมาด้วย ไม่ต้องพูดก็เห็นได้ชัดจากสายตาว่าคิดอะไรอยู่ 


    เจ้านั่นไม่ชอบหลบออกจากประตูที่แง้มอยู่ก็เพื่อจุดประสงค์นี้ เพื่อจะได้มองกลับเข้ามา


    เซลล์สาวกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ และมันทำให้เธอกลัวมากขึ้นจริงๆ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งกลัว


    ในท้ายสุด ทั้งสองก็เดินไปถึงประตู อู๋ตี้ดึงที่จับประตูให้ดู เขาดึงมันช้าๆ และ….ประตูไม่ได้เปิดออก 


    เธอซ่อนอยู่ด้านหลังเขา เมื่อเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาทันที ความตึงเครียดและความระแวงภายในใจเหมือนถูกยกออกไปจนหมด 


    แต่จนถึงตอนนี้อู๋ตี้ก็ยังคงจับมือจับประตูอยู่ ไม่ยอมไปไหน 


    เขาหันหลังให้เซลล์สาวขณะที่ใบหน้านั้นเย็นชาและกำลังแสดงสีหน้าที่ร้ายกาจอยู่


    ทันทีทันใดมือจับประตูก็ถูกดึงลงและกระชากออกมาอย่างรวดเร็ว


    ประตูถูกเปิดออกกว้าง 


    ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากๆราวกับไฟฟ้าที่กระทบหิน เร็วเสียจนเซลล์สาวนั้นไม่ทันได้ตอบสนองอะไร 


    แรงมหาศาลจับเข้ามาที่แขนของเธอ มันคือแขนของอู๋ตี้ที่จับเธอและโยนออกไปนอกประตู 


    “อ๊ะ---”


    เพราะเพิ่งจะได้ผ่อนคลาย ทั่วทั้งร่างเลยไม่ได้เตรียมการอะไรไว้นอกจากปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้พักผ่อน ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นมันจึงเป็นอะไรที่ไม่คาดคิดมากๆ เพราะงั้นเธอจึงถูกโยนออกไปได้โดยง่าย

    *ตึก ตึก ตึก ตึก*


    เธอเซและสะดุดขาตัวเอง และเมื่อหันกลับไปประตูบานนั้นก็ปิดตามหลังเธอไปเสียแล้ว 


    หญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้น เธอหันไปมองประตูที่อยู่ด้านหลังอยู่ 3 วินาที


    เกิดอะไรขึ้น? ฉันเป็นใคร? แล้วฉันมาอยู่ที่ไหน? ฉันกำลังจะทำอะไร? แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!?


    “นายจะทำอะไรน่ะ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! เปิดประตู!!”


    เซลล์สาวรู้สึกตัวแล้ว และเธอก็รีบวิ่งเข้าไปที่ประตูพร้อมกับทุบประตูนั้นเสียงดัง 


    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเธอจะตะโกนหรือทุบประตูรุนแรงขนาดไหน บานประตูขนาดใหญ่นั้นก็ไม่มีแม้แต่จะขยับแม้แต่น้อย


    อีกฟากหนึ่งของประตู ภายในห้องห้องนั้น อู๋ตี้ยืนอยู่แทบจะติดกับประตู  เขากำลังแยกเอาเสื้อผ้าที่เธอสัมผัสนั้นออก


    ความรู้สึกที่เธอกำลังทุบประตูนั้นผ่านมาถึงหลังเขาผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ประตูนั้น ถ้อยคำที่ตะโกนเข้ามานั้นเริ่มเปลี่ยนไปเป็นถ้อยคำที่ไม่น่าฟังเสียเท่าไหร่แต่กระนั้นเขาก็ค่อยๆยิ้มอย่างผ่อนคลายออกมา 


    เธอคนนั้นเกือบจะฆ่าเขาแล้วเมื่อวาน การลงโทษแบบนี้มันไม่ได้มากไปเสียด้วยซ้ำ 


    คุณรู้อะไรไหม? เมื่อวานอู๋ตี้ต้องถูกฟ้าผ่าถึง 15 ครั้ง แถมเสื้อผ้ายังกลายเป็นเถ้าถ่านไปจนหมดอีก หลังจากที่เขาอาบน้ำไปแล้วไม่ต้องเดาเลย เขานั้นต้องออกไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ในคืนนั้นทันที 


    อย่างน้อยๆเขาเองก็ไม่ได้โฉบเอาผ้า 2 ชิ้นนั้นของเธอมาด้วยนะ ฮ่าๆๆ 


    อย่างไรก็ตาม เซลล์สาวนั้นไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนุ่มหล่อที่จู่ๆก็จับเธอโยนออกมานั้นคืออู๋ตี้ 


    เธอทั้งสับสน โกรธ อับอาย ผิดหวัง ความรู้สึกมากมายมันถาโถมเข้ามาและรวมเข้าด้วยกัน จนเธอแทบจะแตกสลายไปแล้ว


    ไม่มีอะไรที่เธอสามารถเข้าใจได้เลย ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ไอ้หมอนั่นไม่ชอบท่าควบม้าหรือไงน่ะ? หรือเป็นโรคจิตอะไร? ทำไมฉันถึงถูกไล่ออกมาแบบนี้!


    ช่องว่างระหว่างก่อนและหลังมันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันไม่มีความชัดเจนอะไรเลย เธอรู้สึกงงไปหมด ครั้งนี้มันเป็นอะไรที่พูดยากจริงๆ


    หลังจากที่ทั้งทุบประตูและทำเสียงดังอยู่ด้านนอกมาพักหนึ่งแล้ว มันก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นที่ประตู แถมยังไม่มีเสียงอะไรดังออกมาจากด้านในด้วย 


    ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ด้านในนั้นตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว 


    ยิ่งไปกว่านั้น เสียงเอะอะโวยวายที่เซลล์สาวก่อไว้ มันก็ทำให้ผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆในตึกเดียวกัน เปิดประตูออกมาดูด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะเตรียมถ่ายวิดีโอเก็บไว้เลย 


    มองไปยังโทรศัพท์มือถือหลายเครื่องที่หันกล้องมาทางเธอแล้ว เซลล์สาวก็เกิดเกรงกลัวและไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่ต่อขึ้นมา 


    มือหนึ่งปกปิดช่วงล่างไว้ ส่วนอีกมือก็ปกปิดช่วงบน เธอพยายามปกปิดร่างกายของเธอไว้ราวกับหนูที่กำลังสับสนกับเรื่องต่างๆ 


    วันต่อมา วิดีโอสั้นๆมากมายถูกปล่อยขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ต และวิดีโอทุกชิ้นล้วนมีตัวเอกของเรื่องเป็นคนเดียวกัน


    หญิงสาวที่อยู่ในวิดีโอนั้นสวมเสื้อผ้าเพียงแค่ 2 ชิ้นเท่านั้น บางวิดีโอก็เป็นเธอที่กำลังวิ่งไปบนถนน บางอันก็เป็นเธอพยายามหลบซ่อนในต้นไม้ หรือบ้างก็เป็นขึ้นแท็กซี่ แม้แต่คนขับแท็กซี่เองยังถ่ายคลิปเธอไว้และอัปโหลดขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ตเลย 


    ในตอนนี้เซลล์สาวน่ะโด่งดังไปทั่วอินเทอร์เน็ตแล้ว กลายเป็นเรื่องราวที่คนหยิบมาพูดคุยที่สุดแห่งปีไปเลยก็ว่าได้


    คนส่วนมากต่างคิดว่าเธอนั้นเมา ในยุคนี้ผู้คนมากมายต่างยอมทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขอบเขตเพื่อให้ตัวเองโด่งดังและเป็นที่รู้จัก 


    และด้วยกระแสด้านลบจากสังคม เซลล์สาวก็ถูกไล่ออกจากเมืองแห่งเฟอร์นิเจอร์ฮั้วเชียงในที่สุด หลังจากนั้นเป็นเวลาเนิ่นนานก็ไม่มีใครได้พบเจอเธออีกเลย


    มองดูหัวข้อข่าวในโทรศัพท์เกี่ยวกับเซลล์สาวคนนั้น อู๋ตี้ก็แค่ยิ้มออกมา


    ไม่กี่วันถัดมา ที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ 


    เช้าวันนั้น ตรงหน้าเตียงดอกไม้ในสนามหญ้า เย่เฉินกำลังรดน้ำต้นไม้ด้วยบัวรดน้ำของเขาอยู่ พักใหญ่ๆชายชุดดำก็ตรงเข้ามาหาเขา ร่างที่ผมและสูงนั้นยืนด้วยความเคารพอยู่ด้านหลัง 


    “ท่านเฉินครับ ผลการทดสอบขี้เถ้าพวกนั้นออกมาแล้วครับ”


    “โอ้? เป็นยังไงบ้าง?”


    เย่เฉินดูเหมือนจะถามไปเรื่อยเปื่อย แต่จริงๆแล้วเขาหยุดรดน้ำต้นไม้ไปในทันทีเลย ชัดเจนว่าเปิดโอกาสให้พูดอยู่


    “ท่านเฉิน ผลการทดสอบบอกมาว่า ขี้เถ้านั้นมี DNA ของชายที่ชื่อว่าอู๋ตี้อยู่ครับ ถึงแม้ว่าส่วนที่ตรวจเจอนั้นจะน้อยมากเพราะมันถูกเผากับไฟ แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะเจอ DNA มากมายนัก เพราะงั้นแล้ว เราจึงสามารถสรุปได้ว่า ชายที่ชื่ออู๋ตี้ น่าจะถูกไฟคลอกตายไปแล้วครับ”

    หลังจากที่ได้ฟังการรายงาน สีหน้าของเย่เฉินก็ดูผ่อนคลายลงมากๆ เขาเริ่มรดน้ำต้นไม้ต่ออย่างมีความสุข แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นจนเวลามันผ่านไปพักใหญ่


    “ไปได้แล้ว”


    อีกฟากหนึ่ง หลี่จุนเองก็กำลังโทรศัพท์อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเย่เช่นกัน


    “โอเค อู๋ตี้นั่นตายแล้ว นายไม่ต้องไปตามหาผู้หญิงคนนั้นแล้ว กลับมาได้แล้วล่ะ”


    แต่ทว่า เสียงที่ตอบกลับจากปลายสายนั้นกลับกลายเป็นเสียงของคนที่กำลังเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด 


    “พี่จุน พี่หลิวตายแล้ว ช่วยฉันด้วย! ช่วยฉันด้วย---อ้ากกกกกก!!”


    เสียงกรีดร้องนั้นดังออกมา จากนั้นก็ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาอีกเลย 

    ดวงตาของหลี่จุนเปิดกว้างในทันที “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?! ฮัลโหล! พูดสิ! ฮัลโหล!”


    ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีการตอบสนองกลับมา จะโทรกลับไปอีกครั้งก็ไม่มีใครรับ


    หลี่จุนวางโทรศัพท์ลงพร้อมกับความรู้สึกหนักที่เพิ่มพูดขึ้นมาในใจ ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งและกดหมายเลขโทรออก 


    “เหม็งซี น่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับพี่หลิวกับเหล่าเฉา นายโทรเรียกเหล่าเก้อ แล้วไปที่หยุนหนานอีกครั้ง พวกเราจะไปตามหาผู้หญิงที่ชื่อเอ้อซีซีกัน! ครั้งนี้พกอาวุธดีๆไปด้วยล่ะ การตรวจสอบลับๆน่าจะไปด้วยดีแท้ๆ เกิดอะไรขึ้นกันนะ จำเอาไว้ว่า ถ้าเกิดเจอเหตุการณ์ที่รับมือไม่ไหว ให้ฆ่าเธอได้ทันที!”