หลังจากเดินทางฝ่าเปลวแดดยามบ่ายมาตลอดวัน ในที่สุดขบวนรถม้าของจวนสกุลจ้าวก็มาถึง จุดพักม้าและโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมเส้นทางสัญจรหลัก บรรยากาศที่นี่คึกคัก และพลุกพล่านกว่าที่จ้าวมู่เฉินเคยประสบมา
เสียงพูดคุยโหวกเหวกของพ่อค้า นักเดินทาง และคนดูแลม้าดังผสมปนเป เสียงร้องของสัตว์เลี้ยง เสียงล้อเกวียนบดถนน กลิ่นอาหารจากโรงครัว กลิ่นสาบม้า และกลิ่นฝุ่นคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ลานกว้างหน้าโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยรถม้าและเกวียนจอดอยู่ระเกะระกะ ผู้คนเดินขวักไขว่
เหล่าหยวนบังคับรถม้าให้ชะลอลง มองหาที่จอดเหมาะๆ เพื่อขนย้ายสัมภาระและให้คุณชายได้พักผ่อน แต่ดูเหมือนว่าบริเวณที่ร่ม และใกล้ทางเข้าที่สุด จะมีเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เทอะทะคันหนึ่งจอดขวางทางอยู่ เ้าของเกวียนซึ่งเป็พ่อค้าท่าทางอ้วนท้วนกำลังง่วนอยู่กับการตรวจนับสินค้า โดยไม่สนใจยวดยานอื่นที่้าใช้พื้นที่
เหล่าหยวนลงจากรถม้า เดินเข้าไปหาพ่อค้าผู้นั้น พยายามจะเจรจาด้วยท่าทีนอบน้อม แต่ก็แฝงความประหม่าเล็กน้อย
“เอ่อ... ท่านพ่อค้าขอรับ พอจะ... เอ่อ... ขยับเกวียนของท่านสักเล็กน้อยได้หรือไม่ขอรับ? พอดีขบวนของพวกข้า้าขนถ่ายสัมภาระตรงนี้...”
พ่อค้าเหลือบมองเหล่าหยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ “รอไปก่อนสิ! ข้ายังตรวจของไม่เสร็จ ไม่เห็นรึไง!”
ขณะที่เหล่าหยวนกำลังจะอ้าปากพูดต่อ จ้าวมู่เฉิน ก็ก้าวลงมาจากรถม้าโดยมีถิงถิงคอยประคอง เขามองไปรอบๆ ด้วย ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น และอยากรู้อยากเห็น
“ท่านลุงหยวน!” เขาเรียกเหล่าหยวนด้วยคำเรียกขานแบบเด็กๆ ที่ติดปาก “ที่นี่คือที่ใดหรือขอรับ? คนเยอะแยะจังเลย! มีของขายเยอะแยะเหมือนในตลาดเลย!” เขาชี้ชวนให้ดูร้านค้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ
“เป็จุดพักม้าขอรับ คุณชาย” เหล่าหยวนตอบ พลางหันกลับไปพยายามเจรจากับพ่อค้าอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็ผล
อาไค่ ซึ่งลงมายืดเส้นยืดสายอยู่ข้างเกวียนสัมภาระ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาขมวดคิ้ว มองเกวียนคันใหญ่นั้นสลับกับมองเหล่าหยวนที่เริ่มมีท่าทีลำบากใจ ด้วย ความซื่อ และความคิดที่ไม่ซับซ้อน เขาจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด
“ท่านลุง! เกวียนมันเกะกะ ข้าว่า... ข้ายกหลบไปทางโน้นแป๊บเดียวก็หมดเื่แล้วขอรับ!” อาไค่ร้องบอกเสียงดัง พร้อมกับเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเกวียนคันนั้นทันที
“เดี๋ยว..! เดี๋ยวสิอาไค่..! อย่าเพิ่ง..!” เหล่าหยวนร้องห้าม พยายามจะเข้าไปขวาง แต่ดูเหมือนจะก้าวขาพันกันเองจนเกือบสะดุดล้ม
แต่ช้าไปเสียแล้ว! อาไค่วางมือใหญ่ปานใบตาลลงบนคานเกวียนไม้เนื้อแข็ง ออกแรงเพียงนิดเดียว เกวียนบรรทุกสินค้าที่หนักอึ้งทั้งคันก็ถูก ยกมุมหนึ่งลอยขึ้นจากพื้น ก่อนที่เขาจะดันมันให้ไถลไปด้านข้างได้อย่างง่ายดายราวกับเป็เกวียนของเล่น!
“ครืดดด... โครม! เคร้ง!”
เสียงเกวียนครูดกับพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว สินค้าบางส่วนบนเกวียนที่มัดไว้ไม่แ่าพอ ตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังโครมคราม ไก่หลายตัวที่ผูกอยู่ใกล้ๆ ใบินกระเจิงไปคนละทิศละทาง ผู้คนรอบข้างต่างหันมามองเป็ตาเดียว บ้างอ้าปากค้าง บ้างหัวเราะ บ้างส่ายหน้าอย่างระอา
“เฮ้ย!!! เ้าบ่าวร่างั์! ทำบ้าอะไรกับเกวียนข้า!!!” พ่อค้าเ้าของเกวียนร้องลั่น วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาดูสินค้าของตนที่หล่นกระจาย
อาไค่ยังคงยืนเกาหัวด้วยท่าทางงงๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความวุ่นวายขึ้น “ข้า... ข้าก็แค่ช่วยขยับให้พ้นทาง...”
เหล่าหยวนรีบวิ่งเข้าไปโค้งหัวขอโทษขอโพยพ่อค้าเป็การใหญ่
“ขออภัยท่านพ่อค้า! ขออภัยจริงๆ! บ่าวผู้นี้ของข้ามันซื่อบื้อไปหน่อย ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เสียหายเลยนะขอรับ! เดี๋ยวข้าจะชดใช้ให้... เอ่อ... ทั้งหมดเลยขอรับ!” เขากล่าวอย่างลนลาน พลางแอบถลึงตาใส่อาไค่
แต่ จ้าวมู่เฉิน กลับมองภาพนั้นด้วย ดวงตาเป็ประกาย ทึ่งในพละกำลังของอาไค่ เขาดึงแขนเสื้อถิงถิงเบาๆ พลางชี้ไปที่อาไค่แล้วพูดเสียงดังฟังชัด
“ถิงถิงดูสิ! พี่ไค่ แข็งแรงเหมือนวัวกระทิงที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังเลย! ยกเกวียนใหญ่ๆ ได้ด้วย! เก่งจริงๆ เลย!” คำชมอันใสซื่อนั้นทำให้พ่อค้าที่กำลังโมโหถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ขณะที่เหล่าหยวนได้แต่กุมขมับอย่างอ่อนใจ
กว่าเหล่าหยวนจะไกล่เกลี่ยและชดใช้ค่าเสียหาย ให้พ่อค้าจอมหัวเสียสงบลงได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปหลายยก เขาหันมากำชับอาไค่เสียงเข้ม
“ทีหลังอย่าทำอะไรโดยพลการอีกนะอาไค่! รอให้ข้าสั่งก่อน เข้าใจหรือไม่!”
อาไค่พยักหน้าหงึกๆ รับคำอย่างว่าง่าย แม้จะยังดูไม่ค่อยเข้าใจนักว่าตนทำผิดตรงไหน
ขบวนของจ้าวมู่เฉินจึงสามารถขนสัมภาระ และเข้าที่พักในโรงเตี๊ยมได้ในที่สุด ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คน จ้าวมู่เฉินยังคงชื่นชมในความแข็งแรงของ “พี่ไค่” ไม่หยุด ขณะที่เหล่าหยวนได้แต่ถอนหายใจ... ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้ เขาคงต้องรับบทหนัก ทั้งในฐานะองครักษ์ลับ สารถีขี้เบิ่น และพี่เลี้ยงเด็กกำพร้า (ความทรงจำ) ไปพร้อมๆ กันเสียแล้ว!
ค่ำคืนอันเหนื่อยล้าจากการเดินทางและเหตุการณ์วุ่นวายเล็กๆ หน้าโรงเตี๊ยมผ่านพ้นไป เช้าวันใหม่ ณ จุดพักม้า และโรงเตี๊ยมกลางทางแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่ยังคงคึกคักจอแจ เสียงพ่อค้าเริ่มตั้งแผง เสียงคนเตรียมม้า และเกวียน เสียงพูดคุยทักทายของผู้คนที่เพิ่งตื่นนอน ดังลอดเข้ามาถึงห้องพักที่ขบวนของจ้าวมู่เฉินได้จับจองไว้
หลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แล้ว ขณะที่เหล่าหยวนกำลังออกไปกำกับดูแลอาไค่ในการเตรียมม้า และเกวียนให้พร้อมสำหรับการเดินทาง่ต่อไป จ้าวมู่เฉิน ซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องพัก มองลงไปยังลานกว้าง และถนนเบื้องล่างที่บัดนี้กลายเป็ตลาดเช้าขนาดย่อมๆ ไปแล้ว ดวงตาของเขาเป็ประกายด้วยความสนใจใคร่รู้ อีกครั้ง พ่อค้าแม่ขายนำสินค้ามาวางขายมากมาย ทั้งของกิน ของใช้ ผู้คนเดินเลือกซื้อกันอย่างขวักไขว่
“พี่ถิงถิง!” เขาหันไปเรียกบ่าวรับใช้สาวที่กำลังเก็บสำรับอาหารอยู่ “ข้างล่างนั่นมีตลาดด้วยหรือขอรับ? เสียงดังคึกคักเชียว! ดูน่าสนุกจังเลย! ก่อนที่เราจะออกเดินทาง... ข้า... ข้าขออกไปเดินดูสักประเดี๋ยวได้หรือไม่ขอรับ? นะขอรับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียง และแววตาออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย
ถิงถิงมองคุณชายแล้วอมยิ้มเล็กน้อย นางเดินไปเรียนถามเหล่าหยวนที่เพิ่งกลับเข้ามาในห้องพักพอดี เหล่าหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าการให้คุณชายได้เปิดหูเปิดตาบ้างเล็กน้อยก่อนเดินทางต่อ อาจจะช่วยให้ท่านอารมณ์ดีขึ้น และยังพอมีเวลาอยู่บ้าง
“ก็ได้ขอรับคุณชาย” เหล่าหยวนตอบ
“แต่ไปได้ไม่นานนะขอรับ อีกครึ่งชั่วยามเราต้องออกเดินทางต่อแล้ว ให้ถิงถิงกับอาไค่พาไป ห้ามเดินไปไหนไกล หรือซื้อของฟุ่มเฟือยล่ะขอรับ” เขากำชับ พลางส่งสัญญาณให้อาไค่ที่ยืนรออยู่หน้าห้อง
“ขอรับ ท่านลุงหยวน!” จ้าวมู่เฉินรับคำอย่างดีใจ รีบลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมทันที
เหล่าหยวนจึงมอบหมายให้ถิงถิงคอยดูแลคุณชายอย่างใกล้ชิด และสั่งให้อาไค่ ซึ่งดูจะยังงัวเงียเล็กน้อย คอยระวังภัยอยู่ไม่ห่าง ส่วนตนเองจะไปจัดการเื่ค่าที่พัก และเสบียงให้เรียบร้อย
เมื่อได้รับอนุญาต จ้าวมู่เฉินก็ก้าวเดินออกจากโรงเตี๊ยมอย่างกระตือรือร้น มุ่งหน้าสู่ตลาดเช้าเบื้องล่าง โดยมีถิงถิงเดินตามติด และอาไค่เดินตามหลังด้วยท่าทางแข็งแรงแต่มึนงงเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างในตลาดเช้าดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา
“โอ้โห! พี่ถิงถิง ดูสิขอรับ! อันนั้นบ๊ะจ่างใช่หรือไม่? กลิ่นหอมจัง!” เขาชี้ไปยังแผงขายอาหารนึ่งร้อนๆ
“ใช่แล้วเ้าค่ะ คุณชาย” ถิงถิงตอบ
“แล้วทางโน้นเล่า? เขาปั้นอะไรกลมๆ สีขาวๆ?” เขาชี้ไปยังร้านขายหมั่นโถว
“นั่นหมั่นโถวเ้าค่ะ เป็อาหารเช้า...”
“น่ากินจัง...” เขาพึมพำ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ
พวกเขาเดินผ่านแผงขายของเล่นไม้ จ้าวมู่เฉินหยุดมองม้าไม้แกะสลักด้วยความสนใจ เขาเอื้อมมือไปลูบเบาๆ “พี่ไค่ ดูสิ ม้าตัวนี้เหมือนม้าศึกที่ข้าเคยเห็นในภาพวาดเลย!”
อาไค่ที่เดินตามมาทันได้แต่พยักหน้าหงึกๆ “ขอรับ คุณชาย”
เดินต่อไปอีกนิด เขาเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเล่นหมากเก็บอยู่ริมทาง จ้าวมู่เฉินหยุดมองด้วยความสนใจ “พวกเขากำลังเล่นอะไรกันหรือขอรับ พี่ถิงถิง? ดูสนุกจัง”
“เขาเรียกว่าเล่นหมากเก็บเ้าค่ะ เป็การละเล่นของเด็กๆ”
จ้าวมู่เฉินมองอย่างสนใจใคร่รู้ ราวกับอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วย ถิงถิงต้องรีบชวนเดินต่อไป “ไปดูทางโน้นดีกว่าเ้าค่ะ มีคนขายผลไม้สดๆ น่าทานมากเลย”
การเดินชมตลาดดำเนินไป จ้าวมู่เฉินยังคงซักถาม และแสดงความเห็นตามประสาเด็กผสมกับความรู้จากตำราที่ติดตัวมา สร้างความเอ็นดู และบางครั้งก็ต้องทำให้ถิงถิงกับอาไค่ต้องคอยตอบคำถาม หรือเบี่ยงเบนความสนใจอย่างนุ่มนวล จนกระทั่งเห็นเหล่าหยวนเดินมาตาม
“คุณชาย ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้วขอรับ” เหล่าหยวนกล่าว
“ต้องไปแล้วหรือขอรับ ท่านลุงหยวน? ข้ายังดูไม่ทั่วเลย” จ้าวมู่เฉินทำหน้าเสียดายเล็กน้อย
“เอาไว้โอกาสหน้านะขอรับคุณชาย การเดินทางของเรายังอีกไกล” เหล่าหยวนกล่าวอย่างใจเย็น
จ้าวมู่เฉินยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี เดินตามเหล่าหยวนกลับไปยังรถม้าที่เตรียมพร้อมแล้ว “ตลาดนี่สนุกจริงๆ เลยนะขอรับ มีของแปลกๆ เยอะแยะเลย ไว้คราวหน้าข้าจะมาเดินอีก!” เขายังคงพูดถึงสิ่งที่เห็นมาด้วยความตื่นเต้น
เหล่าหยวนลอบถอนหายใจ ขณะช่วยประคองคุณชายขึ้นรถม้า การเดินทางเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ดูเหมือนว่าภารกิจดูแลคุณชายผู้มีความทรงจำย้อนวัยนี้ จะต้องอาศัยทั้งความอดทน ความรอบคอบ และ... บางทีอาจจะต้องมีเื่ให้ขบขันปนปวดหัวไปตลอดทางเป็แน่.