เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 51 ต่อรอง

    สภาพของอาร์โทสที่ถูกมือของแกรนด์กุมคอไว้แน่น ห้อยต่องแต่งอย่างไร้ทางสู้ทำเอาคนของค่ายเจ็ดดาวพูดไม่ออก พวกเขามึนงงว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนเกิดเหตุทุกคนได้ยินชัดเจนว่าอาร์โทสได้ตะโกนสั่งให้แกรนด์ปล่อยมืออะไรสักอย่างด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดสุดขีดก่อนที่จะอยู่ในสภาพนี้

    “พร้อมที่จะเดินทางหาโคตรเหง้าของเจ้าที่โลกหน้ารึยัง? หึหึ”

    แกรนด์ยิ้มพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย สายฟ้าที่ปล่อยเข้าไปในร่างของอาร์โทสตอนนี้ได้ทำให้ตัวของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกและไม่สามารถที่จะสั่งการร่างกายได้แล้ว ผลจากสายฟ้าที่ไหลเวียนไปทั่วทั้งตัวทำให้ร่างกายกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ขนทุกเส้นในร่างกายไหม้จนหมด ผมที่อยู่บนหัวเหลือแต่ตอหร็อมแหร็ม ผิวกายทั่วร่างเริ่มมีสีดำไหม้ขึ้นมาช้าๆ แต่สติของอาร์โทสยังไม่ดับลงเหมือนแกรนด์จงใจที่จะปล่อยพลังไม่ให้ถึงขั้นช็อกจนสลบไป ผู้คนที่มองอยู่บางคนแทบอยากจะเบือนหน้าหนีด้วยความสมเพช

    “เก่งกว่าเจ้าข้าก็ล้มมันมาแล้ว ต่อให้มีเจ้าสักสองคนมัดรวมกันมาข้าก็ไม่กลัว”

    แกรนด์นึกย้อนกลับไปถ้าตอนที่ลอบโจมตีมันเปิดวอริเออร์ฟอร์ซเข้ามาจู่โจมคงจะตึงมืออยู่บ้าง แต่มันคงประมาทเมื่อเห็นพลังของเขาอ่อนด้อยกว่ามันถึงสองขั้น ตามที่จริงทักษะอัสนีซ่อนเงาที่แกรนด์ใช้คือทักษะการพลางพลัง เป็นทักษะที่สามารถลวงผู้ที่ฝึกสกิลตรวจสอบธรรมดาไม่ให้มองเห็นพลังที่แท้จริงได้ จะพลางพลังให้เหลือเท่าไหร่หรือไม่มีพลังก็ได้ แต่ไม่สามารถที่จะแสดงให้เห็นว่าพลังสูงยิ่งกว่าระดับพลังจริงของผู้ใช้ได้ ประโยชน์ของการพลางพลังคือจะทำให้ผู้ใช้ไม่เป็นจุดสนใจและเมื่อถึงคราวคับขันมันก็ทำให้คู่ต่อสู้ประมาทได้เช่นกัน! แกรนด์คิดว่าที่อะไรๆ มันง่ายขึ้นก็เพราะมีคนประเภทเดียวกันกับไอ้โง่นี่เต็มไปหมดนี่แหละ คนที่ตัดสินคุณสมบัติของคนอื่นจากแค่ระดับพลัง

    “ปล่อยท่านอาร์โทสเดี๋ยวนี้นะ!”

    ชายสามคนที่เป็นลูกน้องคนสนิทนำดาบออกมากำไว้แน่นพร้อมกับตะโกนขึ้น แม้จะเสียงดังฟังชัดแต่น้ำเสียงกลับเจือไปด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แกรนด์หันหน้าไปทางทั้งสาม ทันทีที่ดวงตาของขาเปล่งประกายสีฟ้าขึ้นอาวุธของทั้งสามก็หลุดออกจากมือทันที คนที่มีพลังคลาส 5 เหงื่อตก ขาหมดเรี่ยวแรงแทบจะยืนไม่ขึ้น ส่วนคนที่มีพลังคลาส 4 ล้มพับไปแบบไม่มีแรงลุกขึ้นกันเลย ใบหน้าของทั้งสามปรากฏความกลัวอย่างเห็นได้ชัด พลังจิตข่มขวัญนี้ไม่ใช่อะไรที่ผู้ฝึกพลังที่ยังไม่ข้ามขีดจำกัดจะต้านทานได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม แกรนด์ไม่ได้สนใจพวกนี้มากนักเพราะพวกมันทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าปิดปากของพวกมันให้เงียบหูได้ก็จะดีไม่น้อย

    “ลูกพี่ วางมันลงเลย พวกข้าพร้อมจะกระทืบมันแล้ว”

    “เดี๋ยวก่อนบ็อบ ข้าคิดอะไรบางอย่างออกพอดี”

    แกรนด์ส่งยิ้มให้บ็อบอย่างมีเลสนัยก่อนที่ดวงตาจะเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนออกมา พลังจิตข่มขวัญของแกรนด์ได้สอดแทรกเข้าไปในจิตใจของเป้าหมายอย่างไร้สิ่งใดมาต้านทาน

    “ก่อนจากกันข้าอยากจะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับมันซะหน่อย มันจะได้ไม่ลืมพวกเราไง เป็นความคิดที่ดีใช่มั้ย? หึหึ”

    แกรนด์ฝังความกลัวไว้ในจิตใต้สำนึกของอาร์โทสเหมือนเช่นที่ทำกับเอลรอน พร้อมทั้งสร้างตราวิญญาณอสนีบังคับไม่ให้อาร์โทสบอกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาไห้ใครรู้ทั้งนั้น หากฝ่าฝืนคิดจะเอ่ยปากบอกพลังสายฟ้าจากตราที่ผนึกเอาไว้จะช็อตสมองทำให้เกิดอาการปวดหัวจนแทบคลุ้มคลั่ง และที่ร้ายกาจกว่านั้นคือตรานี่ถูกฝังไว้ภายในหัว ไม่มีใครมองเห็นมันได้ นี่เป็นครั้งแรกที่แกรนด์ใช้ตราวิญญาณอสนีกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งหลังจากพลังตื่นขึ้นมาก็มีทักษะใหม่ๆ ออกมาให้ฝึกหลายทักษะด้วยกันรวมถึงตรานี้ด้วย แกรนด์ก็นึกไม่ถึงว่าจะได้ใช้มันเร็วขนาดนี้ นี่เป็นทักษะของเทพมังกร ถ้าใครคิดจะลบมันออกก็คงลำบากหน่อยล่ะนะ หลังจากเสร็จธุระจากการฝังตราผนึก แกรนด์มองแววตาที่หวาดกลัวอย่างสุดขีดของมันอย่างพึงพอใจพร้อมกับลากคอมันมาแล้วโยนร่างดำเมี่ยมที่อยู่ในกำมือให้ไปเกลือกกลิ้งอยู่เบื้องหน้าเหล่าผู้คุ้มกันของค่ายเจ็ดดาว

    “มีคนของค่ายเจ็ดดาวลอบสังหารข้าอย่างไร้เหตุผล แถมมันยังกระทำอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมาย การกระทำนี้ต่างจากโจรป่าตรงไหน ในฐานะคุณหนูแห่งค่ายฝึกอันดับหนึ่งเจ้าจะให้คำตอบข้าว่ายังไง?”

    แกรนด์ถามเซย์ร่าไปตรงๆ ผู้คุ้มกันค่ายเจ็ดดาวคนอื่นๆ ถึงกับหน้าถอดสี แม้จะได้ชื่อว่าค่ายฝึกอันดับหนึ่งของจักรวรรดิที่มีกำลังเหนือกว่าเมืองใหญ่หลายๆ เมือง แต่กฎของค่ายข้อที่สำคัญที่สุดคือห้ามสังหารผู้อื่นตามอำเภอใจ นอกเสียจากว่าจะเป็นบุคคลอันตรายหรือบุคคลที่ถูกระบุในภารกิจ ไม่ต้องพูดถึงการจงใจลอบสังหารอย่างโจ่งแจ้งเลย เซย์ร่าหน้าซีดลงตั้งแต่ที่เธอเห็นคนของตนพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างขาดสติแต่ไม่อาจห้ามได้ทัน เธอมองไปยังร่างดำเมี่ยมที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าซับซ้อน ในตอนนี้เธอไม่รู้ว่าจะตัดสินใจว่าอย่างไรดี

    “ข้าขอโทษแทนคนของข้าด้วย หวังว่าท่านคงจะอภัย...”

    “ข้าไม่อภัยให้มัน!”

    แกรนด์พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ทำเอาเซย์ร่าพูดต่อไม่ออก

    “ถ้าข้าสวนกลับมันไม่ทันข้าคงตายไปแล้ว ตายอย่างเปล่าประโยชน์ แล้วจะให้ข้าอภัยให้คนที่คิดจะสังหารตัวเองเนี่ยนะ ใครมันจะใจบุญขนาดนั้น แต่ข้าเป็นคนที่พอจะมีคุณธรรมและเมตตา ข้าจะให้เจ้าจัดการตามกฎของพวกเจ้าแล้วกัน เจ้าจะว่าไง?”

    ‘มาแล้วว่ะ โหมดคุณธรรมและเมตตาธรรม ฮ่าๆ ๆ ๆ’

    ‘ลูกพี่น่าจะให้ข้าเตะมันสักครั้งก่อนค่อยลากคอมันไปต่อรอง’

    ‘ถ้าเจ้าเตะมันข้าว่าไส้คงไหลออกปากก่อนที่จะได้เอามันไปต่อรอง’

    บ็อบกับครีทเอนหัวมาซุบซิบกันขณะที่บรรยากาศกลางลานดูตึงเครียด และคนที่อยู่มุงดูก็เป็นผู้คนที่มาชมการประลองซึ่งแห่กันมาเกือบทั้งหมู่บ้าน

    “ข้าไม่ได้อยากให้ท่านอภัยให้กับการกระทำที่เกิดจากคนของเรา แต่ข้าอยากจะขอโทษและอยากแสดงความจริงใจเท่านั้น ส่วนเรื่องการลงโทษคนของเราแน่นอนว่าจะต้องเป็นไปตามกฎของค่าย และทางเราจะชดใช้ในสิ่งที่เขาก่อขึ้นตามข้อเสนอที่ท่านเรียกร้อง”

    “งั้นเชิญสะสางเรื่องคนของเจ้าก่อนแล้วกัน เจอกันที่โรงแรมนะ ข้าจะรออยู่โต๊ะอาหาร ไปกันเถอะพวกเรา”

    แกรนด์หันหลังให้พร้อมกับกลุ่มของเขาที่เดินตามไป เซย์ร่าหันมามองยังร่างของอาร์โทสที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในสภาพยับเยิน มีเพียงดวงตาที่กลอกไปมาอย่างหวาดระแวงกับปากที่สั่นอยู่เท่านั้น

    “ข้าให้เกียรติเจ้าในฐานะลูกชายของท่านอาจารย์ ให้เกียรติในฐานะศิษย์พี่ ให้เกียรติในฐานะผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของค่าย ไม่เคยกล่าวห้ามปรามรึแสดงออกว่าไม่อยากให้เจ้าตามมาแม้ในใจอยากจะบอกแบบนั้น แต่เจ้า ระหว่างทางในการทำภารกิจแต่ละครั้ง เจ้ากลับสร้างปัญหาให้ข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างอื่นแม้จะพออภัยให้ได้แต่ครั้งนี้เจ้ากล้าถึงขนาดลอบสังหารผู้อื่นต่อหน้าผู้คนมากมาย ช่างน่าขายหน้า ข้าขอออกคำสั่งในฐานะว่าที่ผู้สืบทอดของผู้นำค่ายเจ็ดดาวเกราะตะวัน ให้เจ้ารับโทษจองจำในคุกมืดของค่าย 1 ปี ริบทรัพยากรย้อนหลังที่เจ้าเคยได้รับมา 2 ปี เมื่อพ้นโทษงดแจกจ่ายทรัพยากรให้อีก 2 ปี ในระหว่าง 2 ปีที่รับโทษทุกภารกิจที่เจ้าทำรางวัลครึ่งหนึ่งจะถูกหักออก และที่สำคัญห้ามเจ้ามาเกาะแกะข้าอีก! พวกเจ้าทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ด้วย ห้ามแพร่งพรายเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เด็ดขาด แม้แต่ตอนกลับไปแจ้งรายละเอียดหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ค่ายก็ตามที ส่วนเรื่องทำไมสภาพอาร์โทสถึงเป็นแบบนี้ก็จงบอกไปว่าข้าเป็นคนเผามันเอง!”

    เซย์ร่าสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด จากนั้นก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้ลูกน้องสามคนช่วยกันแบกร่างหัวหน้าตามกลับไปที่โรงแรมทีหลัง เซย์ร่าใช้อักขระสื่อสารชั้นสูงติดต่อพ่อของเธอเพื่อบอกกล่าวถึงการตัดสินใจลงโทษในครั้งนี้ เนื่องด้วยระยะทางที่ห่างไกลมากและอักขระสื่อสารยิ่งทางไกลยิ่งกินพลังมากเลยทำให้คุยกันได้เพียงแค่ไม่นาน เซย์ร่าจะให้อาร์โทสรักษาตัวอยู่ที่นี่รอจนกว่าเธอจะนำขบวนสินค้าไปส่งยังเมืองกลอเซนจนเสร็จ ขากลับถึงจะพากลับไปด้วย และในสภาพแบบนั้นเอาไปก็คงจะเป็นการเพิ่มภาระซะเปล่า ตอนนี้อาร์โทสไม่เหลือเค้าลางของนักรบผู้น่าเกรงขามอีกแล้ว

    “ลูกพี่ ท่านอยากได้อะไรจากพวกนั้น? แล้วในการประลองทำไมท่านต้องออมมือด้วย?”

    “ในตอนนี้ข้าต้องการรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด และที่ข้าออมมือก็เพื่อเก็บข้อมูลยังไงล่ะ มันจะมีประโยชน์เวลาที่ข้าต้องประจันหน้ากับพวกตระกูลฟลูตัน ข้ารู้เกี่ยวกับพวกมันแทบทุกอย่างแต่พวกมันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าเลยสักอย่าง ความได้เปรียบตรงนี้จะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น แม้จะไม่ชนะเราก็จะหนีได้อย่างปลอดภัย”

    “เจ้าหลอกลวงหญิงสาวเพื่อหาประโยชน์ให้ตัวเอง?”

    เอเลน่าที่เดินฟังอยู่ข้างหลังเอ่ยขึ้นแทรกขึ้นมาบ้าง

    “ข้าไม่ได้หลอกลวงซะหน่อย นั่นมันแค่คำขอของข้าที่เป็นค่าตอบแทนเรื่องแบ่งอาหารให้ก็แค่นั้น เธอก็ได้สู้ตามคำขอของข้าอย่างเต็มใจ ไม่ได้พูดหลอกลวงอะไรหนิ แต่นู้น เจ้าดูคนได้ประโยชน์เต็มๆ สิ”

    แกรนด์ชี้ไปทางครีทกับเวนไฮร์ที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นับเงินอย่างสนุกมือไม่สนใจเสียงรอบข้าง วันนี้แค่วันเดียวก็กวาดรายได้เข้ากระเป๋าไปได้หลายตังค์เหมือนทำงานหลายเดือน จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ทั้งสองยังคุยฟุ้งอีกว่าถ้าถึงที่พักหรือหมู่บ้านจุดถัดไปพวกเขาจะเป็นคนเลี้ยงเอง

    “นายท่าน อาหารเช้าเสร็จแล้ว เชิญทุกท่านขอรับ แล้วคุณหนูผมแดงไปไหนแล้ว ไม่ได้กลับมาพร้อมกันหรอกหรือ?”

    เจ้าของโรงแรมออกมาต้อนรับพร้อมกับเชื้อเชิญให้เข้าไปในห้องอาหารด้วยท่าทีกระฉับกระเฉงเช่นเคย

    “เดี๋ยวก็ตามแล้วล่ะ”

    แกรนด์ตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินเข้าไปข้างใน แม้เจ้าของโรงแรมจะไม่ได้ไปดูเพราะยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมอาหาร แต่เขาก็ได้รับแจ้งจากคนที่ไปดูแล้วว่าผลการประลองเป็นอย่างไร ไม่นานนักคนของค่ายเจ็ดดาวก็ทยอยกันกลับมา เซย์ร่าเดินตรงเข้าไปยังโต๊ะที่แกรนด์และคนอื่นๆ นั่งอยู่ ในตอนนี้ไม่มีใครกล้าคิดที่จะมีเรื่องกับคนกลุ่มนี้อีกแล้ว จัดการนักรบคลาส 7 ได้ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว! นี่มันพลังระดับไหนกัน? ถ้าไม่เห็นด้วยตาของตัวเองคงไม่มีใครเชื่อแน่ๆ หลายคนซุบซิบกันอย่างกังขาถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

    “มิใช่เขามีพลังคลาส 10 หรอ?”

    “เป็นไปได้ยังไง? ขนาดค่ายของเรายังมีแค่ 2 คน ผู้ฝึกพลังคลาส 10 จะพบเห็นได้ง่ายขนาดนี้เลยรึไง? อีกอย่างข้าก็วัดพลังเขาได้แค่คลาส 5 ขั้นสูงเท่านั้น”

    “เจ้าโง่เอ้ย! พวกเจ้าคิดดูนะ หน้าตาของเขาอายุราวๆ 20 ต้นๆ ผู้ฝึกพลังคลาส 10 ย้อนวัยมาได้สบาย แค่สกิลตรวจสอบของเจ้าคิดว่าจะตรวจสอบคนระดับนั้นได้รึไง ถ้าไม่ใช่อย่างที่ข้าว่าพวกเจ้าคิดว่ามีเหตุผลอื่นมั้ยล่ะ ถึงข้าไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ก็คงต้องยอมรับว่าท่านอาร์โทสแส่หาเรื่องเอง ดีนะที่ไม่พ่วงพวกเราไปตายด้วย”

    ในวงสนทนานั้นไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาโต้แย้งได้เหมือนกับมีแค่เหตุผลนี้ที่อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้สมเหตุสมผลที่สุด เพราะแม้ผู้ฝึกพลังคลาส 8 ขึ้นไปจะสามารถย้อนอายุให้ดูอ่อนวัยลงได้ก็จริง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยผู้ฝึกพลังคลาส 8 จะย้อนวัยให้ร่างกายคงอายุได้ต่ำสุดแค่ 40 ปี อย่างดูเอลที่หน้าตาดูเหมือนคนอายุ 40 ทั้งที่อายุจริง 60 แล้ว แต่ในกรณีที่ถึงคลาส 8 ก่อนอายุ 40 ปีจะไม่สามารถย้อนวัยได้ คลาส 9 ย้อนได้ไม่ต่ำกว่า 30 ปี คลาส 10 ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ส่วนผู้ฝึกพลังขั้นที่สูงกว่านั้นไม่มีข้อจำกัด แม้บทสนทนานี้จะอยู่ห่างออกไปพอสมควร แต่ประสาทรับรู้เสียงของแกรนด์ก็ได้ยินอย่างแผ่วเบา เมื่อจับใจความบทสนทนานั้นได้เขาแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ คลาส 10? ยอกันขนาดนี้เลยหรอ? จินตนาการของพวกมันจะสูงไปไหน

    “เชิญนั่งก่อน”

    แกรนด์เชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งที่โต๊ะซึ่งรายล้อมไปด้วยพรรคพวกของเขา เซย์ร่านั่งลงตามที่แกรนด์เชื้อเชิญ เธอมองหน้าเขาเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อม

    “ท่านต้องการเรียกร้องสิ่งใด หากไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไปนัก ทางเรายินดีที่จะชดเชยให้ท่าน”

    “หากไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไป? งั้นข้าถามเจ้า เจ้าคิดคิดว่าชีวิตของข้ามีมูลค่าเท่าไหร่? สูงสุดที่เจ้าจะจ่ายให้กับชีวิตน้อยๆ ของข้าคือเท่าไหร่?”

    “............”

    “ผ่อนคลายเถอะ ข้าก็ถามเล่นๆ ไปงั้น จริงๆ ข้าก็ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก แค่สั่งสอนมันพอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว แต่การต่อสู้ของเจ้าเมื่อครู่นี้ยอดเยี่ยมมาก”

    “ข้ายังเทียบท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งตอนที่ท่านล้มอาร์โทสด้วยแล้ว ข้าขอถามท่านอย่างหนึ่ง ท่านอายุเท่าไหร่กันแน่?”

    เซร่าเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองมาที่แกรนด์ ดวงตาของเธอเปล่งประกายมาที่เขาด้วยความนับถือ เธออยากรู้เหมือนกับทุกคนว่าแกรนด์อายุเท่าไหร่กันแน่

    “ข้าเพิ่งจะ 20 เอง ยังเอาะๆ อยู่”

    “ห๊ะ!! อายุพอๆ กับข้าแต่กลับล้มผู้ฝึกพลังคลาส 7ได้แล้ว???”

    เซย์ร่าอุทานออกมาด้วยความแปลกใจและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่แกรนด์พูด

    “อีกไม่นานเดี๋ยวเจ้าก็รู้ ตัวเจ้าเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าหรอก มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า ที่ข้าบอกว่าไม่ได้ต้องการอะไรก็ตามที่พูดนั่นแหละ แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องติดค้างหรือข้าจะมาทวงทีหลัง แค่นี้ก็เคลียร์แล้วนะ ตามข้าออกมาข้างนอกสักครู่หน่อย ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่างที่อยากจะบอกกับเจ้า”

    หลังจากที่ทั้งสองออกไปข้างนอกแค่ไม่กี่สิบนาทีก็เดินกลับเข้ามา สีหน้าของทั้งสองคนดูผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศของความเป็นกันเอง ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ลดลงจนทุกคนสงสัยกันว่าสองคนนี้คุยอะไรกันแน่ เมื่อมื้อเช้าเสร็จสิ้นต่างฝ่ายต่างจัดเตรียมของและขบวนเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายของตน

    “รักษาตัวด้วย หวังว่าจะได้พบกันอีก”

    “เช่นกัน หวังว่าจะได้พบกันอีก ไปที่เมืองกลอเซนเจ้าอย่าลืมที่ข้าบอกล่ะ”

    “ข้าไม่ลืมหรอก ถ้าพวกเจ้าไปตอนเหนือของเอโดราสอย่าลืมแวะไปหาข้าที่ค่ายนะ อ่ะ..นี่เป็นของที่ใช้ผ่านทาง”

    ของสิ่งหนึ่งถูกยื่นมาให้ แกรนด์รับมันไว้พร้อมกับตรวจดู มันเป็นตราสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงฐานะของผู้มาเยือน ถึงจะไม่รู้ว่านอกจากผ่านทางแล้วมันทำอะไรได้บ้างแต่แกรนด์ก็รับมาพร้อมกับขอบคุณด้วยความจริงใจ แม้ว่าหน้าตาของเซย์ร่าจะดูผ่อนคลายแต่กลับกัน คนของเธอกลับมีใบหน้าหมองคล้ำเหมือนบ้านโดนไฟไหม้วอดทั้งหลัง บางคนถึงกับถอนหายใจทุกสิบวิ นั่นเป็นเพราะคนเหล่านี้เสียเงินจากการลงพนันไปเยอะ บางคนมั่นใจสุดๆ ถึงขนาดนำเงินที่ติดตัวทั้งหมดมาแทงแบบทุ่มหมดหน้าตัก เมื่อล่ำลากันเสร็จเรียบร้อยขบวนคุ้มกันสินค้าของค่ายเจ็ดดาวก็เดินทางออกไป เซย์ร่าหันกลับมาพร้อมกับส่งยิ้มและโบกมือให้ แม้จะเหมือนกับว่าเธอร่ำลาทุกคนแต่ก็ไม่มีใครโง่พอจะมองไม่ออกว่าเธอโบกมือให้ใคร

    “นี่ๆ เขาโบกมือให้กันด้วย เจ้าไม่พูดอะไรหน่อยหรอ?”

    ครีทสะกิดเอเลน่าพร้อมกับเหน็บเล็กน้อย

    “หึ! ไม่ใช่เรื่องของข้าหนิ”

    “นั่นแน่! ไม่ใช่เรื่องของข้า ฮ่าๆ ๆ ร้ายกาจว่ะแกรนด์ เจ้าออกไปพูดอะไรกันวะ ปราบพยศซะอยู่หมัดเลย ว่าแต่เจ้าบอกให้ระวังใครที่เมืองกลอเซน? ดูเอลหรอ?”

    “ใช่ ถ้าดูเอลรู้ว่าเซย์ร่าเป็นร่างสถิตวิหคเพลิงต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้เธอเป็นพวกแน่ แต่ตระกูลของเธอนั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปนี้ ดูเอลคงไม่กล้าใช้กำลังแน่ แต่ถึงยังไงก็ต้องระวังไว้อยู่ดี เซย์ร่าเป็นคนจิตใจดีเกินไป แม้จะไม่ได้อ่อนไหวจนถึงขนาดที่เราต้องเป็นห่วงแต่ถ้าเทียบกับความเหลี่ยมจัดของคนเจ้าเล่ห์อย่างดูเอลข้าว่าเตือนไว้ก่อนนี่แหละดีที่สุด”

    “แหม่ แต่ข้าว่าเธอหลงเหลี่ยมเจ้าเข้าให้แล้วนะ ดูจากสายตาที่มองเจ้า เธอคงคิดว่าเป็นคนดีจริงๆ โถ่ววววว ไม่น่าเลย เจ้าจะหลอกหญิงสาวบริสุทธิ์อีกกี่คนถึงจะพอใจ”

    “เวอร์แล้วเจ้า จริงๆ แล้วข้าก็เป็นคนอย่างที่เซย์ร่าเข้าใจนั่นแหละ”

    “ไม่ๆ เจ้าล้างสมองพวกข้าไม่ทันแล้ว”

    “ออกเดินทางกันเถอะ เราสายกันมากแล้ว”

    “ลูกพี่ เข้าป่าแล้วเราจะไปที่ไหนกันต่อ?”

    “ตรงนี้ หมู่บ้านบารุน”

    แกรนด์ชี้ไปที่จุดหนึ่ง แผนที่ฉบับนี้แกรนด์ได้มาจากเซย์ร่า เป็นแผนที่ป่าแบล็กฟอเรสต์ของค่ายเจ็ดดาว ภายในแผนที่ระบุหลายอย่างไว้อย่างละเอียด ทั้งเส้นทาง ลำน้ำ หุบเขา หมู่บ้านหรือเผ่าตามเส้นทาง ถ้ำ น้ำตก จุดอันตรายและอีกมากมาย แกรนด์รู้สึกใจชื้นขึ้นอย่างมากที่การผูกมิตรครั้งนี้ได้ผลประโยชน์เกินคาด

    “แต่มันอยู่นอกเส้นทางนะ เราจะไม่หลงรึไง”

    “ข้าถามจากเจ้าของโรงแรมมาแล้ว ที่นั่นขึ้นชื่อเรื่องการเก็บสมุนไพรชนิดต่างๆ เผื่อมีอะไรน่าสนใจอยู่ที่นั่น ลองไปดูก็ไม่เสียหาย เรามีไคลน์อยู่ด้วย จะไปหลงได้ยังไง”

    เส้นทางไปหมู่บ้านบารุนเป็นเส้นทางค่อนข้างลำบากที่ต้องลัดเลาะไปตามหุบเขา โดยเฉพาะการใช้รถม้า มันห่างออกไปจากหมู่บ้านทางเข้ากว่า 30 กิโลเมตร ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยป่าทึบ ตลอดทางเอเลน่าพบสมุนไพรหลายชนิดขึ้นประปราย หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่หลังหุบเขา นานๆ ที่จะมีคนจากหมู่บ้านรวบรวมสมุนไพรและเดินทางข้ามเขานำของมาฝากขายที่โรงแรม เผื่อมีนักเดินทางหรือขบวนการค้าใดสนใจ ยิ่งเดินทางเข้าไปในหุบเขาลึกเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกว่าอากาศรอบๆ ตัวเย็นลงทุกที บรรยากาศที่เป็นอยู่ทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากหาว

    “กลิ่นแปลกๆ”

    “กลิ่น? แปลกยังไง?”

    แกรนด์เอ่ยถามหลังจากได้ยินเอเลน่าพูดขึ้นมาลอยๆ เขาพยายามดมแต่ไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติ

    “ไม่รู้สิ ได้กลิ่นมาสักพักแล้ว ข้ารู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไหร่กลิ่นจะยิ่งแรงขึ้นนะ มันเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เหมือน...”

    “แค่ก แค่ก แค่ก”

    เสียงอริสไอออกมาพร้อมกับสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอรู้สึกหนาวสั่นขึ้นทั้งที่เมื่อช่วงสายตอนเดินทางออกจากโรงแรมยังอาการเป็นปกติอยู่เลย แบบนี้มันน่าแปลกเกินไปแล้ว

    “ไข้ขึ้นสูง ทั้งสองคนเลย”

    เอเลน่าเช็คอาการเบื้องต้น อริสกับสาวใช้ของเธอมีอาการป่วยอย่างกะทันหัน แต่อาการนี้ไม่เกิดกับคนอื่น มันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ในระหว่างที่กำลังวินิจฉัยหาสาเหตุอยู่นั้นจู่ๆ เอเลน่าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ บางอย่างที่เธอเคยอ่านเจอเมื่อนานมาแล้ว

    “หรือว่าจะเป็นมัน?”

    เอเลน่าพูดพร้อมมือที่กำไว้แน่นเพื่อระงับอาการสั่นของนิ้วทั้งห้าเอาไว้