หลังจากที่ตรวจสอบจนละเอียดแล้วก็พบว่าตรงบริเวณด้ามจับของค้อนอันนี้มีสัญลักษณ์ที่ดูแปลกตาสลักอยู่
เป็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวเพลิงสีน้ำเงินหม่นๆ
ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้านั้นดอกไม้แบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของนักการช่างที่เก่าแก่และมากความสามารถท่านหนึ่ง
ซึ่งสัญลักษณ์นี้จะปรากฏอยู่บนค้อนที่นักการช่างผู้นั้นเคยใช้ขณะเดียวกัน หลินหยางยังรู้อีกว่า ค้อนแบบนี้ทุกอันล้วนมีความลับซ่อนอยู่หนึ่งอย่าง
จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเองก็เคยได้พบปะกับนักการช่างคนนั้นเหมือนกันอีกทั้งยังได้รับค้อนลักษณะแบบเดียวกันแต่คุณภาพสูงกว่ามาด้วยอันหนึ่งถึงแม้หลินหยางจะไม่เคยได้รับค้อนสุดเทพอันนั้นมาเลยก็ตามแต่หลินหยางก็สามารถรับรู้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในค้อนอันนี้ได้
เขาจับค้อนหมุนกลับหัวจากนั้นก็ตรวจสอบสัญลักษณ์ดอกบัวนั่นอย่างละเอียดอีกครั้ง นิ้วข้างหนึ่งก็ปล่อยพลังฟ้าดินธาตุไฟออกมาจากนั้นก็ชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปดอกบัวเพลิงอันนั้น
มันเป็นดอกบัวที่มีกลีบดอกแปดกลีบหลินหยางใช้นิ้วจิ้มไปที่กลีบดอกกลีบที่สาม หก สี่ ห้า แล้วก็จิ้มดอกที่หนึ่งไปสามครั้งติดต่อกันจากนั้นก็มีเสียงกึกดังขึ้นบริเวณด้ามจับ มีกลไกอะไรบางอย่างถูกเปิดออกมาแล้ว
ดีละ
หลินหยางแย้มยิ้มบริเวณมุมปาก
จากนั้นเขาก็หมุนๆ บริเวณค้อนไปนิดหน่อยก็ได้ออกมาเป็นของบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับพู่กันขนาดหนาประมาณนิ้วหนึ่งอยู่ในกำมือของเขา
ของที่ดูคล้ายกับพู่กันนี่มีขนาดยาวประมาณสามสิบเซนติเมตรตัวด้ามมันทำมาจากผลึกสีน้ำเงิน สามารถมองเห็นท่อเล็กๆ บางๆ สายหนึ่งเหมือนกับจะสามารถบรรจุอะไรบางอย่างเข้าไปได้
ส่วนหัวของพู่กันด้ามนี้ไม่ได้ทำจากเส้นขนเหมือนพู่กันทั่วๆ ไปแต่เป็นอะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นเหมือนเจลเย็นๆ ที่เปล่งประกาย
หลินหยางนั่งมองพู่กันที่ทำจากผลึกนี่ในมือแบบเงียบๆจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอ ‘พู่กันสลักอักษร’ ในโลกนี้ โชคดีจริงๆ”
แต่ใบหน้าของหลินหยางไม่ได้แสดงสีหน้าได้ใจเกินเหตุออกมา ตรงข้ามเขากลับยังคงมีท่าทางนิ่งขรึมพร้อมกับค่อยๆปล่อยพลังฟ้าดินธาตุไฟออกมา จากนั้นก็บรรจุพลังลงไปในพู่กันนั่น
ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น
ท่อที่อยู่ภายในพู่กันด้ามนี้พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงจากนั้นก็เกิดแรงดึงดูดอันรุนแรงสายหนึ่ง ดูดเอาพลังฟ้าดินของเขาเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
ขนาดดูดไปแค่แป๊บเดียว สีหน้าของหลินหยางก็เริ่มขาวซีดแล้ว
ตัวเขาในตอนนี้นั้นอยู่ในระดับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายจุดชี่ไห่ในตัวเขาก็มีขนาดใหญ่ประมาณสองกำปั้น พลังฟ้าดินธาตุไฟที่มีก็มากกว่าเหล่ายอดฝีมือระดับเดียวกันอยู่ไม่น้อย
แต่ถึงจะมีพลังมากขนาดนั้นแล้วก็ยังถูกพู่กันจิ๋วนี่ดูดพลังไปมากกว่าครึ่งในเสี้ยวพริบตา
ยังดีที่หลินหยางเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว
เขารีบตัดการหนุนส่งพลังฟ้าดินออกทันทีขณะเดียวกันก็ยื่นมือขวาที่จับพู่กันไว้ออกไป จากนั้นขีดเส้นตรงกลางอากาศหนึ่งเส้น
หนึ่งเส้น
แค่หนึ่งเส้นเท่านั้น
พอหลินหยางขีดเสร็จเส้นสีแดงก็ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงลอยอยู่ในห้องการช่างนี้โดยมันลุกไหม้อยู่อย่างนั้นนานกว่าครึ่งนาทีมันถึงจะดับลง
ฟิ้ว...
แค่ขีดออกมาเส้นเดียว เหนื่อยยิ่งกว่าสร้างอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งอีกเจ้าพู่กันนี้มันปีศาจกินพลังชัดๆ ด้วยพลังระดับของหลินหยางกว่าครึ่งในตอนนี้ยังขีดออกมาเป็นเส้นตรงเส้นเดียวได้ด้วยความยาวแค่ประมาณหนึ่งนิ้วเท่านั้น
เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ ยังไม่สามารถทำการสลักอักษรได้จริงๆ ด้วย...”
ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่ใช่แค่หลิหยางที่ทำไม่ได้ทั่วทั้งทวีปชี่อู่แห่งนี้ยังไม่เคยมีใครได้ยินคำว่า “สลักอักษร” เลยด้วยซ้ำ
ทักษะการสลักอักษร เป็นทักษะชั้นสูงที่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้พลังฟ้าดินที่สูงระดับหนึ่งถึงจะสามารถใช้ได้
ในความทรงจำของหลินหยางนั้น หากคิดจะฝึกฝนวิชานี้ละก็ก่อนอื่นต้องเพิ่มระดับความสามารถของตัวเองให้ไปถึงขอบเขตที่เหนือกว่าอวิ้นหลิงอย่างระดับ“โพ่ไห่” ให้ได้ก่อน ซึ่งจอมยุทธ์ที่มาถึงระดับนี้จะสามารถทะลวงจุดชี่ไห่ได้จนทั่วทั้งร่างกายของพวกเขากลายเป็นดั่งพาหนะกักเก็บพลังฟ้าดินขนาดมหึมาจนมีพลังฟ้าดินมากพอที่จะใช้ในการสลักอักษรได้
ซึ่งการจะใช้ทักษะแบบนั้นได้ จำเป็นจะต้องใช้พู่กันสลักอักษรแบบที่อยู่ในมือของเขาด้ามนี้
เห็นมันเป็นแค่พู่กันเล็กๆ ด้ามหนึ่งแบบนี้แต่มันถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุระดับห้าเป็นอย่างต่ำอีกทั้งการจะสร้างพู่กันแบบนี้ได้จำเป็นต้องใช้ทักษะการช่างที่สูงมาก อย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็นนักการช่างขั้นสูงสุดของระดับวิถีราชัน หรืออาจจะต้องเป็นถึงระดับวิถีจักรพรรดิเลยถึงจะสร้างมันขึ้นมาได้
และสุดท้ายคือ การสลักอักษรรูปแบบต่างๆ นั้นเป็นดั่งขุมสมบัติลับที่จะไม่มีการสืบทอดต่อให้ผู้อื่น
อักษรอันทรงพลังบางตัวที่ถูกสลักออกมานั้นนอกจากจะสามารถทำให้ผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้นแล้วมันยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ได้ พลังของมันนั้นเรียกได้ว่าสามารถพลิกฟ้าแยกแผ่นดินได้เลย
ที่ค้อนสะเทือนขุนเขาของหลินหยางมีพู่กันสลักอักษรแบบนี้รวมอยู่ด้วยนั้นนั่นเป็นเพราะนักการช่างยุคโบราณเองก็เป็นผู้ที่รู้ลึกเกี่ยวกับการสลักอักษรเหมือนกันเลยมักจะสร้างพู่กันแบบเดียวกันนี้แฝงเข้าไปในค้อนด้วยและตอนนี้มันก็บังเอิญหลุดมาอยู่ในมือของหลินหยางแล้ว
จักรพรรดิฟ้าในสมัยก่อนเองก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้ด้วยเหมือนกันหลินหยางเองก็ได้รับความรู้ด้านนี้มาด้วยไม่น้อย แต่สำหรับเขาแล้วการจะทำแบบนั้นได้ นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากมากเรื่องหนึ่งเลย
แต่ต่อให้ยุ่งยากและลำบากแค่ไหนก็ตาม... แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้
หากคิดจะสลักอักษรละก็นอกจากจะต้องใช้พลังฟ้าดินที่แฝงอยู่ในตัวแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบภายนอกมาเสริมได้อีกด้วย ท่ามกลางตัวอักษรสุดแกร่งทั้งหลายที่หลินหยางยังไม่สามารถสร้างได้นั้นมีอยู่บางคำที่พอจะฝืนสร้างออกมาได้ หากได้รับการสนับสนุนจากวัตถุดิบภายนอก
ตัวอย่างเช่น การสลักอักษรธาตุไฟแบบที่ง่ายที่สุด - อักษรระเบิด
หลินหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เรียกเอาใบไม้ของต้นผลึกไฟหลีหั่วที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมาใบหนึ่งจากถุงฟ้าดินจากนั้นก็ใช้ค้อนสะเทือนขุนเขาบดออกเป็นผง จากนั้นก็เอามาผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ แล้วจึงเอาไปหลอมจนกลายเป็นน้ำยาเหลวๆอันร้อนแรง
ซึ่งปริมาณของผลึกไฟหลีหั่วนี้ไม่ได้น้อยเลย อย่างต่ำๆ ก็น่าจะขายได้หลักร้อยล้านชั่งแต่พอหลินหยางเอามันมาสกัดจนกลายเป็นสารละลายแล้วมันกลับเหลือแค่ประมาณครึ่งถ้วยชาเท่านั้น จากนั้นหลินหยางก็ค่อยๆ บรรจุมันลงในพู่กันสลักอักษรตามด้วยหยิบเอาหินแร่สีดำก้อนหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดิน
วัตถุดิบระดับสี่ “ศิลาเหล็กไหลนิลกาฬ”
หินแร่ชนิดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่แข็งแกร่งมากที่สุดของทวีปชี่อู่แล้ว
หลินหยางจับพู่กันในมือแน่น เขาจะเริ่มลองใช้ทักษะการสลักอักษรจากในความทรงจำของตัวเองเป็นครั้งแรกแล้ว
หลินหยางค่อยๆ ใช้ส่วนปลายของพู่กันสลักอักษรแตะโดนศิลาเหล็กไหลจากนั้นก็เริ่มขีดเส้นแรกออกมาช้าๆ
ของเหลวที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงนั่นถูกสลักลงไปบนหินแร่จากนั้นอุณหภูมิในห้องก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น
อักษรโบราณเหล่านี้นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แฝงไว้ด้วยพลังอันแข็งแกร่งระดับที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้ แค่ขีดแรกก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นได้แล้ว
ในห้องอันมืดมิดนี้เริ่มมีแสงสีแดงสว่างขึ้นมาเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มห้องราวกับดวงดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าจากนั้นก็ถูกตัวอัษรขีดแรกที่หลินหยางขีดขึ้นดูดมันเข้ามาอยู่ในหินแร่ก้อนนี้
พอหินแร่ระดับสี่นี้ถูกขีดเส้นอักษรลงไปขีดแรกแล้วก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับอุณหภูมิของมันที่สูงขึ้น
หลินหยางขีดต่ออีกหลายเส้น
ภายในห้องตอนนี้ร้อนราวกับกลายเป็นเตาหลอมร้อนๆ ไปแล้วเปลวเพลิงหลายสายนั้นกำลังไหลเวียนเข้ามาอยู่ในหินแร่ก้อนนี้ดุจสายธารตัวอักษรแต่ละเส้นที่ถูกขีดขึ้นนั้นเปล่งประกายแสงไฟอันร้อนแรงออกมา
หลินหยางเริ่มใส่ถุงมือไว้แล้วกายเนื้อของเขานั้นไม่สามารถทนรับอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้ได้อีกต่อไป
แต่ในตอนที่หลินหยางกำลังจะขีดเส้นสุดท้ายของตัวอักษรเสร็จนั่นเองก็เกิดเรื่องน่าเสียดายขึ้น
โพละ
หินแร่ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งทนทานที่สุดในทวีปชี่อู่นั่นไม่สามารถทนรับพลังไฟอันร้อนแรงจากตัวอักษรได้ในเสี้ยวพริบตานั้นเอง มันก็ถูกหลอมละลายกลายเป็นเหล็กเหลวทันทีพลังฟ้าดินธาตุไฟอันมหาศาลพลันพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรุนแรงราวกับน้ำพุสายหนึ่ง
ในจังหวะนั้นหลินหยางสวมใส่ชุดเกราะสีดำเอาไว้ได้ทันพอดีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด สามารถป้องกันแรงระเบิดเอาไว้ได้
แต่ห้องการช่างตอนนี้พังเละเทะไปแล้ว
หลินหยางมองดูสภาพของห้องรอบๆ ตัว
“แม้แต่หินระดับสี่ยังไม่สามารถทนรับพลังของตัวอักษรระเบิดได้เลยหรือนี่...”
พลังของการสลักอักษรนั้นรุนแรงและมหาศาลอย่างที่เห็นถึงแม้หลินหยางจะมีพู่กันสลักอักษรอยู่ในมือแล้วก็ตามแต่หากจะนำทักษะนี้กลับมาใช้ในทวีปชี่อู่แห่งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควร
“ถ้าวัตถุดิบประเภทหินแร่ไม่ได้ละก็...” หลินหยางเอามือขึ้นมาลูบคาง “อย่างนั้นลองพวกชิ้นส่วนของสัตว์อสูรดูก็แล้วกัน”
พอพูดจบเขาก็เรียกเอากระดูกของสัตว์อสูรออกมาจากแวหนฟ้าดินชิ้นหนึ่ง
มันคือกระดูกของลิงยักษ์ตัวหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับราชัน ซึ่งลิงยักษ์ตัวนี้เองก็เคยเป็นหนึ่งในตัวตนระดับชนชั้นปกครองในส่วนใจกลางของเทือกเขาเมฆมรกตด้วยเช่นกัน
หลินหยางเริ่มทดสอบรอบที่สอง
แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้กระดูกชิ้นนี้จะแข็งแกร่งกว่าหินเหล็กไหลก็ตามแต่ในตอนที่หลินหยางกำลังขีดเส้นสุดท้ายลงไปนั้น มันก็ยังคงไม่สามารถทนรับพลังอันมหาศาลของตัวอักษรได้อยู่ดีสุดท้ายก็แตกสลายออกเป็นผุยผง
ความผิดพลาดทั้งสองครั้งนี้ทำเอาคิ้วของหลินหยางขมวดเป็นปม
และในตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกห้องการช่าง “เฮ้ย เจ้าหลินอี้น้อย ตายรึยังนี่? ทำอะไรของเจ้ากันเสียงดังรบกวนข้าตอนกินข้าวเหลือเกิน รู้รึเปล่า!”
หั่วเอ๋อร์นั่นเองทั้งที่มันได้ยินเสียงดังจนตกใจเป็นห่วงเลยรีบมาดู กลับพูดไม่ตรงกับใจตะเบ๊ะท่าแบบนั้นออกมาเสียอย่างนั้น
แต่พอหลินหยางได้ยินเสียงของหั่วเอ๋อร์แล้ว ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
แอ๊ดด
ประตูของห้องการช่างถูกเปิดออก
หลินหยางแย้มยิ้มให้กับหั่วเอ๋อร์ในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน “หั่วเอ๋อร์... แหะๆ...”
“อะไรของเจ้านี่!” หั่วเอ๋อร์ขนลุกซู่ทั้งตัว
ตั้งแต่ที่มันติดตามหลินหยางมานั้น มันเคยเห็นเจ้าบ้านี่ยิ้มแบบนี้แค่ครั้งเดียวนั่นก็คือตอนที่มันจับตัวเองไปใช้แทนเตาหลอมไฟเมื่อครั้งที่อยู่ในเทือกเขาเมฆมรกต
ซึ่งตอนนี้มันก็กำลังยิ้มแบบนั้นอีกแล้ว!!
หั่วเอ๋อร์รีบบินหนีออกไปทันที แต่หลินหยางก็หยิบเอาของสิ่งหนึ่งออกมาซึ่งเป็นจุดอ่อนที่หั่วเอ๋อร์แพ้ทางมากที่สุด
นั่นก็คือหัวของราชสีห์เก้าเศียรหัวหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีหลินหยางโยนมันลงไปบนพื้น
“เจ้าบ้าเอ๊ย!!”
หั่วเอ๋อร์รู้สึกว่ามันควบคุมปากของตัวเองไม่ได้ พลันหันทิศทางวกกลับมาโฉบเข้าใส่หัวราชสีห์นั่นทันที
จากนั้นก็งับเข้าไปเต็มปาก
สภาพของหั่วเอ๋อร์ตอนนี้เหมือนกับนกหัวขวานที่เกาะติดอยู่บนต้นไม้ปากของมันงับแน่นเข้าที่หัวของราชสีห์โดยที่ไม่ยอมปล่อย และก็ถูกหลินหยางจับหิ้วขึ้นมาทั้งอย่างนั้น