ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 วิชาสลักอักษร

            หลังจากที่ตรวจสอบจนละเอียดแล้วก็พบว่าตรงบริเวณด้ามจับของค้อนอันนี้มีสัญลักษณ์ที่ดูแปลกตาสลักอยู่

            เป็นสัญลักษณ์รูปดอกบัวเพลิงสีน้ำเงินหม่นๆ

            ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้านั้นดอกไม้แบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของนักการช่างที่เก่าแก่และมากความสามารถท่านหนึ่ง

            ซึ่งสัญลักษณ์นี้จะปรากฏอยู่บนค้อนที่นักการช่างผู้นั้นเคยใช้ขณะเดียวกัน หลินหยางยังรู้อีกว่า ค้อนแบบนี้ทุกอันล้วนมีความลับซ่อนอยู่หนึ่งอย่าง

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเองก็เคยได้พบปะกับนักการช่างคนนั้นเหมือนกันอีกทั้งยังได้รับค้อนลักษณะแบบเดียวกันแต่คุณภาพสูงกว่ามาด้วยอันหนึ่งถึงแม้หลินหยางจะไม่เคยได้รับค้อนสุดเทพอันนั้นมาเลยก็ตามแต่หลินหยางก็สามารถรับรู้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในค้อนอันนี้ได้

            เขาจับค้อนหมุนกลับหัวจากนั้นก็ตรวจสอบสัญลักษณ์ดอกบัวนั่นอย่างละเอียดอีกครั้ง นิ้วข้างหนึ่งก็ปล่อยพลังฟ้าดินธาตุไฟออกมาจากนั้นก็ชี้ไปที่สัญลักษณ์รูปดอกบัวเพลิงอันนั้น

            มันเป็นดอกบัวที่มีกลีบดอกแปดกลีบหลินหยางใช้นิ้วจิ้มไปที่กลีบดอกกลีบที่สาม หก สี่ ห้า แล้วก็จิ้มดอกที่หนึ่งไปสามครั้งติดต่อกันจากนั้นก็มีเสียงกึกดังขึ้นบริเวณด้ามจับ มีกลไกอะไรบางอย่างถูกเปิดออกมาแล้ว

            ดีละ

            หลินหยางแย้มยิ้มบริเวณมุมปาก

            จากนั้นเขาก็หมุนๆ บริเวณค้อนไปนิดหน่อยก็ได้ออกมาเป็นของบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับพู่กันขนาดหนาประมาณนิ้วหนึ่งอยู่ในกำมือของเขา

            ของที่ดูคล้ายกับพู่กันนี่มีขนาดยาวประมาณสามสิบเซนติเมตรตัวด้ามมันทำมาจากผลึกสีน้ำเงิน สามารถมองเห็นท่อเล็กๆ บางๆ สายหนึ่งเหมือนกับจะสามารถบรรจุอะไรบางอย่างเข้าไปได้

            ส่วนหัวของพู่กันด้ามนี้ไม่ได้ทำจากเส้นขนเหมือนพู่กันทั่วๆ ไปแต่เป็นอะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นเหมือนเจลเย็นๆ ที่เปล่งประกาย

            หลินหยางนั่งมองพู่กันที่ทำจากผลึกนี่ในมือแบบเงียบๆจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอ ‘พู่กันสลักอักษร’ ในโลกนี้ โชคดีจริงๆ”

            แต่ใบหน้าของหลินหยางไม่ได้แสดงสีหน้าได้ใจเกินเหตุออกมา ตรงข้ามเขากลับยังคงมีท่าทางนิ่งขรึมพร้อมกับค่อยๆปล่อยพลังฟ้าดินธาตุไฟออกมา จากนั้นก็บรรจุพลังลงไปในพู่กันนั่น

            ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น

            ท่อที่อยู่ภายในพู่กันด้ามนี้พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงจากนั้นก็เกิดแรงดึงดูดอันรุนแรงสายหนึ่ง ดูดเอาพลังฟ้าดินของเขาเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

            ขนาดดูดไปแค่แป๊บเดียว สีหน้าของหลินหยางก็เริ่มขาวซีดแล้ว

            ตัวเขาในตอนนี้นั้นอยู่ในระดับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายจุดชี่ไห่ในตัวเขาก็มีขนาดใหญ่ประมาณสองกำปั้น พลังฟ้าดินธาตุไฟที่มีก็มากกว่าเหล่ายอดฝีมือระดับเดียวกันอยู่ไม่น้อย

            แต่ถึงจะมีพลังมากขนาดนั้นแล้วก็ยังถูกพู่กันจิ๋วนี่ดูดพลังไปมากกว่าครึ่งในเสี้ยวพริบตา

            ยังดีที่หลินหยางเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว

            เขารีบตัดการหนุนส่งพลังฟ้าดินออกทันทีขณะเดียวกันก็ยื่นมือขวาที่จับพู่กันไว้ออกไป จากนั้นขีดเส้นตรงกลางอากาศหนึ่งเส้น

            หนึ่งเส้น

            แค่หนึ่งเส้นเท่านั้น

            พอหลินหยางขีดเสร็จเส้นสีแดงก็ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงลอยอยู่ในห้องการช่างนี้โดยมันลุกไหม้อยู่อย่างนั้นนานกว่าครึ่งนาทีมันถึงจะดับลง

            ฟิ้ว...

            แค่ขีดออกมาเส้นเดียว เหนื่อยยิ่งกว่าสร้างอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งอีกเจ้าพู่กันนี้มันปีศาจกินพลังชัดๆ ด้วยพลังระดับของหลินหยางกว่าครึ่งในตอนนี้ยังขีดออกมาเป็นเส้นตรงเส้นเดียวได้ด้วยความยาวแค่ประมาณหนึ่งนิ้วเท่านั้น

            เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ ยังไม่สามารถทำการสลักอักษรได้จริงๆ ด้วย...”

            ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไม่ใช่แค่หลิหยางที่ทำไม่ได้ทั่วทั้งทวีปชี่อู่แห่งนี้ยังไม่เคยมีใครได้ยินคำว่า “สลักอักษร” เลยด้วยซ้ำ

            ทักษะการสลักอักษร เป็นทักษะชั้นสูงที่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้พลังฟ้าดินที่สูงระดับหนึ่งถึงจะสามารถใช้ได้

            ในความทรงจำของหลินหยางนั้น หากคิดจะฝึกฝนวิชานี้ละก็ก่อนอื่นต้องเพิ่มระดับความสามารถของตัวเองให้ไปถึงขอบเขตที่เหนือกว่าอวิ้นหลิงอย่างระดับ“โพ่ไห่” ให้ได้ก่อน ซึ่งจอมยุทธ์ที่มาถึงระดับนี้จะสามารถทะลวงจุดชี่ไห่ได้จนทั่วทั้งร่างกายของพวกเขากลายเป็นดั่งพาหนะกักเก็บพลังฟ้าดินขนาดมหึมาจนมีพลังฟ้าดินมากพอที่จะใช้ในการสลักอักษรได้

            ซึ่งการจะใช้ทักษะแบบนั้นได้ จำเป็นจะต้องใช้พู่กันสลักอักษรแบบที่อยู่ในมือของเขาด้ามนี้

            เห็นมันเป็นแค่พู่กันเล็กๆ ด้ามหนึ่งแบบนี้แต่มันถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุระดับห้าเป็นอย่างต่ำอีกทั้งการจะสร้างพู่กันแบบนี้ได้จำเป็นต้องใช้ทักษะการช่างที่สูงมาก อย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็นนักการช่างขั้นสูงสุดของระดับวิถีราชัน หรืออาจจะต้องเป็นถึงระดับวิถีจักรพรรดิเลยถึงจะสร้างมันขึ้นมาได้

            และสุดท้ายคือ การสลักอักษรรูปแบบต่างๆ นั้นเป็นดั่งขุมสมบัติลับที่จะไม่มีการสืบทอดต่อให้ผู้อื่น

            อักษรอันทรงพลังบางตัวที่ถูกสลักออกมานั้นนอกจากจะสามารถทำให้ผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้นแล้วมันยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ได้ พลังของมันนั้นเรียกได้ว่าสามารถพลิกฟ้าแยกแผ่นดินได้เลย

            ที่ค้อนสะเทือนขุนเขาของหลินหยางมีพู่กันสลักอักษรแบบนี้รวมอยู่ด้วยนั้นนั่นเป็นเพราะนักการช่างยุคโบราณเองก็เป็นผู้ที่รู้ลึกเกี่ยวกับการสลักอักษรเหมือนกันเลยมักจะสร้างพู่กันแบบเดียวกันนี้แฝงเข้าไปในค้อนด้วยและตอนนี้มันก็บังเอิญหลุดมาอยู่ในมือของหลินหยางแล้ว

            จักรพรรดิฟ้าในสมัยก่อนเองก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้ด้วยเหมือนกันหลินหยางเองก็ได้รับความรู้ด้านนี้มาด้วยไม่น้อย แต่สำหรับเขาแล้วการจะทำแบบนั้นได้ นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากมากเรื่องหนึ่งเลย

            แต่ต่อให้ยุ่งยากและลำบากแค่ไหนก็ตาม... แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้

            หากคิดจะสลักอักษรละก็นอกจากจะต้องใช้พลังฟ้าดินที่แฝงอยู่ในตัวแล้ว ยังสามารถใช้วัตถุดิบภายนอกมาเสริมได้อีกด้วย ท่ามกลางตัวอักษรสุดแกร่งทั้งหลายที่หลินหยางยังไม่สามารถสร้างได้นั้นมีอยู่บางคำที่พอจะฝืนสร้างออกมาได้ หากได้รับการสนับสนุนจากวัตถุดิบภายนอก

            ตัวอย่างเช่น การสลักอักษรธาตุไฟแบบที่ง่ายที่สุด - อักษรระเบิด

            หลินหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เรียกเอาใบไม้ของต้นผลึกไฟหลีหั่วที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมาใบหนึ่งจากถุงฟ้าดินจากนั้นก็ใช้ค้อนสะเทือนขุนเขาบดออกเป็นผง จากนั้นก็เอามาผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ แล้วจึงเอาไปหลอมจนกลายเป็นน้ำยาเหลวๆอันร้อนแรง

            ซึ่งปริมาณของผลึกไฟหลีหั่วนี้ไม่ได้น้อยเลย อย่างต่ำๆ ก็น่าจะขายได้หลักร้อยล้านชั่งแต่พอหลินหยางเอามันมาสกัดจนกลายเป็นสารละลายแล้วมันกลับเหลือแค่ประมาณครึ่งถ้วยชาเท่านั้น จากนั้นหลินหยางก็ค่อยๆ บรรจุมันลงในพู่กันสลักอักษรตามด้วยหยิบเอาหินแร่สีดำก้อนหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดิน

            วัตถุดิบระดับสี่ “ศิลาเหล็กไหลนิลกาฬ”

            หินแร่ชนิดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่แข็งแกร่งมากที่สุดของทวีปชี่อู่แล้ว

            หลินหยางจับพู่กันในมือแน่น เขาจะเริ่มลองใช้ทักษะการสลักอักษรจากในความทรงจำของตัวเองเป็นครั้งแรกแล้ว

            หลินหยางค่อยๆ ใช้ส่วนปลายของพู่กันสลักอักษรแตะโดนศิลาเหล็กไหลจากนั้นก็เริ่มขีดเส้นแรกออกมาช้าๆ

            ของเหลวที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงนั่นถูกสลักลงไปบนหินแร่จากนั้นอุณหภูมิในห้องก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น

            อักษรโบราณเหล่านี้นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่แฝงไว้ด้วยพลังอันแข็งแกร่งระดับที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้ แค่ขีดแรกก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นได้แล้ว

            ในห้องอันมืดมิดนี้เริ่มมีแสงสีแดงสว่างขึ้นมาเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มห้องราวกับดวงดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าจากนั้นก็ถูกตัวอัษรขีดแรกที่หลินหยางขีดขึ้นดูดมันเข้ามาอยู่ในหินแร่ก้อนนี้

            พอหินแร่ระดับสี่นี้ถูกขีดเส้นอักษรลงไปขีดแรกแล้วก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับอุณหภูมิของมันที่สูงขึ้น

            หลินหยางขีดต่ออีกหลายเส้น

            ภายในห้องตอนนี้ร้อนราวกับกลายเป็นเตาหลอมร้อนๆ ไปแล้วเปลวเพลิงหลายสายนั้นกำลังไหลเวียนเข้ามาอยู่ในหินแร่ก้อนนี้ดุจสายธารตัวอักษรแต่ละเส้นที่ถูกขีดขึ้นนั้นเปล่งประกายแสงไฟอันร้อนแรงออกมา

            หลินหยางเริ่มใส่ถุงมือไว้แล้วกายเนื้อของเขานั้นไม่สามารถทนรับอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้ได้อีกต่อไป

            แต่ในตอนที่หลินหยางกำลังจะขีดเส้นสุดท้ายของตัวอักษรเสร็จนั่นเองก็เกิดเรื่องน่าเสียดายขึ้น

            โพละ

            หินแร่ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งทนทานที่สุดในทวีปชี่อู่นั่นไม่สามารถทนรับพลังไฟอันร้อนแรงจากตัวอักษรได้ในเสี้ยวพริบตานั้นเอง มันก็ถูกหลอมละลายกลายเป็นเหล็กเหลวทันทีพลังฟ้าดินธาตุไฟอันมหาศาลพลันพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรุนแรงราวกับน้ำพุสายหนึ่ง

            ในจังหวะนั้นหลินหยางสวมใส่ชุดเกราะสีดำเอาไว้ได้ทันพอดีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด สามารถป้องกันแรงระเบิดเอาไว้ได้

            แต่ห้องการช่างตอนนี้พังเละเทะไปแล้ว

            หลินหยางมองดูสภาพของห้องรอบๆ ตัว

            “แม้แต่หินระดับสี่ยังไม่สามารถทนรับพลังของตัวอักษรระเบิดได้เลยหรือนี่...”

            พลังของการสลักอักษรนั้นรุนแรงและมหาศาลอย่างที่เห็นถึงแม้หลินหยางจะมีพู่กันสลักอักษรอยู่ในมือแล้วก็ตามแต่หากจะนำทักษะนี้กลับมาใช้ในทวีปชี่อู่แห่งนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควร

            “ถ้าวัตถุดิบประเภทหินแร่ไม่ได้ละก็...” หลินหยางเอามือขึ้นมาลูบคาง “อย่างนั้นลองพวกชิ้นส่วนของสัตว์อสูรดูก็แล้วกัน”

            พอพูดจบเขาก็เรียกเอากระดูกของสัตว์อสูรออกมาจากแวหนฟ้าดินชิ้นหนึ่ง

            มันคือกระดูกของลิงยักษ์ตัวหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับราชัน ซึ่งลิงยักษ์ตัวนี้เองก็เคยเป็นหนึ่งในตัวตนระดับชนชั้นปกครองในส่วนใจกลางของเทือกเขาเมฆมรกตด้วยเช่นกัน

            หลินหยางเริ่มทดสอบรอบที่สอง

            แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้กระดูกชิ้นนี้จะแข็งแกร่งกว่าหินเหล็กไหลก็ตามแต่ในตอนที่หลินหยางกำลังขีดเส้นสุดท้ายลงไปนั้น มันก็ยังคงไม่สามารถทนรับพลังอันมหาศาลของตัวอักษรได้อยู่ดีสุดท้ายก็แตกสลายออกเป็นผุยผง

            ความผิดพลาดทั้งสองครั้งนี้ทำเอาคิ้วของหลินหยางขมวดเป็นปม

            และในตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกห้องการช่าง “เฮ้ย เจ้าหลินอี้น้อย ตายรึยังนี่? ทำอะไรของเจ้ากันเสียงดังรบกวนข้าตอนกินข้าวเหลือเกิน รู้รึเปล่า!”

            หั่วเอ๋อร์นั่นเองทั้งที่มันได้ยินเสียงดังจนตกใจเป็นห่วงเลยรีบมาดู กลับพูดไม่ตรงกับใจตะเบ๊ะท่าแบบนั้นออกมาเสียอย่างนั้น

            แต่พอหลินหยางได้ยินเสียงของหั่วเอ๋อร์แล้ว ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา

            แอ๊ดด

            ประตูของห้องการช่างถูกเปิดออก

            หลินหยางแย้มยิ้มให้กับหั่วเอ๋อร์ในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน “หั่วเอ๋อร์... แหะๆ...”

            “อะไรของเจ้านี่!” หั่วเอ๋อร์ขนลุกซู่ทั้งตัว

            ตั้งแต่ที่มันติดตามหลินหยางมานั้น มันเคยเห็นเจ้าบ้านี่ยิ้มแบบนี้แค่ครั้งเดียวนั่นก็คือตอนที่มันจับตัวเองไปใช้แทนเตาหลอมไฟเมื่อครั้งที่อยู่ในเทือกเขาเมฆมรกต

            ซึ่งตอนนี้มันก็กำลังยิ้มแบบนั้นอีกแล้ว!!

            หั่วเอ๋อร์รีบบินหนีออกไปทันที แต่หลินหยางก็หยิบเอาของสิ่งหนึ่งออกมาซึ่งเป็นจุดอ่อนที่หั่วเอ๋อร์แพ้ทางมากที่สุด

            นั่นก็คือหัวของราชสีห์เก้าเศียรหัวหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีหลินหยางโยนมันลงไปบนพื้น

            “เจ้าบ้าเอ๊ย!!”

            หั่วเอ๋อร์รู้สึกว่ามันควบคุมปากของตัวเองไม่ได้ พลันหันทิศทางวกกลับมาโฉบเข้าใส่หัวราชสีห์นั่นทันที

            จากนั้นก็งับเข้าไปเต็มปาก

            สภาพของหั่วเอ๋อร์ตอนนี้เหมือนกับนกหัวขวานที่เกาะติดอยู่บนต้นไม้ปากของมันงับแน่นเข้าที่หัวของราชสีห์โดยที่ไม่ยอมปล่อย และก็ถูกหลินหยางจับหิ้วขึ้นมาทั้งอย่างนั้น

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    มังกรพลิกสวรรค์

    มังกรพลิกสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    161K 121
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258