จักรพรรดิคนที่ 11

    บทที่ 38: เบาะแสแห่งอดีต

            หลังจากสมรภูมิที่ 'นครเจียงหนาน' สิ้นสุดลง หลี่ชิงได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย เมืองที่เคยเต็มไปด้วยความโกลาหลบัดนี้กลับคืนสู่ความสงบ การบูรณะซ่อมแซมเริ่มขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ถึงแม้ภายนอกจะดูสงบลง ทว่าภายในใจของหลี่ชิงกลับยังคงรู้สึกไม่สงบนัก 

            ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในการต่อสู้กับ 'อสูรกลืนมิติ' นั้นน่าภาคภูมิใจ แต่คำว่า 'เงาแห่งหายนะ' และ 'อสูรต่างมิติ' ยังคงก้องอยู่ในความคิดของเขา มันเป็นคำที่บ่งบอกถึงภัยคุกคามที่ใหญ่กว่าที่เขาเคยรู้จักมา

            เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ชื่อของ 'ฮันเตอร์ดาบดำ' ถูกกล่าวขานในทุกระดับชั้นของโลกฮันเตอร์ ตั้งแต่แรงค์ E ไปจนถึงแรงค์ S แม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของจักรพรรดิก็ยังแสดงความเคารพในความสามารถที่เกินธรรมดาของเขา แต่ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับการจับตามองที่มากขึ้น ทำให้การใช้ชีวิตอย่างสันโดษของเขายากขึ้นไปอีก

            ด้วยความกระหายที่จะเข้าใจถึงต้นตอของภัยคุกคามเหล่านี้ หลี่ชิงเริ่มค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง เขาใช้เวลาหลายวันในห้องสมุดข้อมูลลับของสมาคมฮันเตอร์โลก ซึ่งเขาได้รับอนุญาตให้เข้าถึงในฐานะฮันเตอร์ที่ทำคุณประโยชน์อย่างมหาศาล เขาค้นหาบันทึกโบราณ รายงานการสำรวจดันเจี้ยนที่ไม่สมบูรณ์ และตำนานที่ถูกลืมเลือน เกี่ยวกับเกท มอนสเตอร์ และที่มาของพลังงานแปลกประหลาด

            ในระหว่างการค้นคว้า หลี่ชิงสะดุดเข้ากับรายงานเก่าแก่ฉบับหนึ่ง ที่กล่าวถึง 'การเปิดเกทครั้งแรก' และการปรากฏตัวของ 'อสูรจากความว่างเปล่า' มันเป็นรายงานที่เต็มไปด้วยภาษาที่คลุมเครือและคำเตือนที่น่าขนลุก สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากที่สุดคือการกล่าวถึง 'ซากโบราณสถานเวทมนตร์' ที่ถูกค้นพบในทะเลทรายทางตะวันออก ซึ่งถูกผนึกไว้เนื่องจากมีพลังงานลึกลับและอันตรายแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง 

            รายงานนั้นระบุว่ามีเพียงฮันเตอร์ระดับสูงจำนวนน้อยเท่านั้นที่เคยพยายามจะเข้าไปสำรวจ และไม่มีใครสามารถกลับออกมาได้พร้อมข้อมูลที่สมบูรณ์นัก

    'ซากโบราณสถานเวทมนตร์... ที่เคยถูกผนึกไว้' หลี่ชิงขบคิด 'อาจจะมีเบาะแสบางอย่างอยู่ที่นั่น'

            เขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดอันเร้นลับจากสถานที่แห่งนั้น มันเป็นความรู้สึกคล้ายกับที่เขาสัมผัสได้จาก 'หินสีดำแดง' ที่เขาเก็บไว้ตั้งแต่ภารกิจแรกๆ ของเขา หินนั้นยังคงถูกเก็บไว้อย่างดีในมิติเก็บของของเขา และเขาก็ไม่เคยลืมความผิดปกติของมันเลย

    การเดินทางไปยังทะเลทรายทางตะวันออกนั้นกินเวลาหลายวัน เมื่อมาถึง หลี่ชิงพบว่าบริเวณโดยรอบซากโบราณสถานนั้นแห้งแล้งและเงียบสงัด มีเพียงพายุทรายที่พัดผ่านไปมาเป็นระยะๆ ทางเข้าของซากโบราณสถานเป็นซุ้มประตูหินขนาดใหญ่ที่พังทลายลงบางส่วน ปกคลุมไปด้วยสัญลักษณ์ที่เลือนรางและไม่คุ้นตา มันแผ่ออร่าที่เก่าแก่และกดดันออกมาอย่างรุนแรง

            ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายใน หลี่ชิงรู้สึกราวกับว่าเขาได้ก้าวข้ามผ่านมิติเวลา อากาศภายในซากโบราณสถานนั้นเย็นยะเยือกผิดธรรมชาติ แม้จะอยู่ในทะเลทรายก็ตาม กลิ่นอายของหินเก่าและพลังเวทมนตร์ที่ถูกผนึกไว้คละคลุ้งไปทั่ว กำแพงหินที่สูงใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยสัญลักษณ์และรูปแกะสลักที่เล่าเรื่องราวที่ไม่คุ้นเคย มันเป็นอารยธรรมที่ลืมเลือนไปแล้ว

            เขาเริ่มสำรวจอย่างระมัดระวัง แสงสว่างจากโพชั่นแสงของเขาช่วยให้มองเห็นทางในความมืดสลัว ภายในซากโบราณสถานมี 'ผู้พิทักษ์ศิลา' ระดับเลเวล 75 ที่มีรูปร่างคล้ายอัศวินในชุดเกราะหิน แต่เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วผิดจากรูปลักษณ์ของมัน พวกมันเฝ้าทางเดินและห้องโถงต่างๆ หลี่ชิงใช้ [ดาบเงาลวงตา] ในการลอบเร้นและหลบหลีกการตรวจจับ แต่เมื่อจำเป็นต้องต่อสู้ เขาก็ใช้พลังของดาบเหล็กดารา และสกิลทั้งหมดเพื่อจัดการพวกมันอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

            การต่อสู้กับผู้พิทักษ์ศิลานั้นต้องใช้สมาธิอย่างมาก เนื่องจากพวกมันมีความแข็งแกร่งและสามารถโจมตีด้วยพลังเวทมนตร์ที่รุนแรง หลี่ชิงต้องใช้ [กำแพงดาบ] และ [ดาบเงาลวงตา] อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและหลบหลีกการโจมตีของพวกมัน ก่อนจะสวนกลับด้วย [ฟันดาบฉับพลัน] และ [เพลงดาบวายุ]

    'ดูเหมือนพวกมันจะถูกควบคุมด้วยพลังบางอย่าง' หลี่ชิงคิดในใจขณะที่เขาสังหารผู้พิทักษ์ศิลาไปทีละตัว เขาเดินลึกเข้าไปในซากโบราณสถาน พยายามหาแก่นกลางของพลังงานที่ควบคุมสถานที่แห่งนี้

            หลังจากผ่านทางเดินที่คดเคี้ยวและห้องโถงที่พังทลายลงหลายห้อง หลี่ชิงก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดที่อยู่ใจกลางของซากโบราณสถาน ที่นี่ไม่มีแสงสว่างใดๆ นอกจากแสงสีดำอมม่วงจางๆ ที่แผ่ออกมาจากแท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนแท่นหินนั้นมีวัตถุคล้ายผลึกขนาดใหญ่ที่หมุนวนอย่างช้าๆ และมีพลังงานที่มืดมิดแผ่ออกมาอย่างเข้มข้น มันเป็นพลังงานที่คล้ายคลึงกับ 'เงาแห่งหายนะ' และ 'หินสีดำแดง' ที่เขาครอบครองอยู่

    แต่สิ่งที่ทำให้หลี่ชิงตกตะลึงที่สุดคือเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนเล็กน้อยจาก 'หินสีดำแดง' ที่อยู่ในมิติเก็บของของเขา ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองต่อพลังงานจากผลึกนั้น

            และที่ยืนเฝ้าผลึกนั้นคือ 'ผู้เฝ้าประตูโบราณ: อสูรร้ายแห่งเงา' ระดับเลเวล 80 รูปร่างของมันคล้ายกับปีศาจที่ทำจากเงาบริสุทธิ์ มีดวงตาสีม่วงเข้มที่ลุกโชน และมีกรงเล็บแหลมคม มันแผ่ออร่าแห่งความชั่วร้ายที่รุนแรงและกดดันออกมาอย่างมหาศาล

    "ผู้บุกรุก... เจ้าไม่ควรมาที่นี่..." เสียงของอสูรวายร้ายแห่งเงาดังก้องไปทั่วห้องโถง เป็นเสียงที่แหบพร่าและเย็นเยือกราวกับมาจากห้วงอวกาศที่ว่างเปล่า "ความลับที่นี่... ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พึงรู้..."

            หลี่ชิงไม่ตอบ เขากระชับดาบเหล็กดาราในมือแน่น เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของเขา เขาใช้ [จิตดาบราชันย์] กดดันอสูรวายร้ายแห่งเงา พยายามที่จะทำให้มันเคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อย อสูรวายร้ายแห่งเงาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว พุ่งเข้าใส่หลี่ชิงด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง มันใช้กรงเล็บเงาโจมตีอย่างต่อเนื่อง สร้างรอยแยกเล็กๆ ในอากาศที่สามารถดูดกลืนพลังชีวิตได้

            หลี่ชิงต้องใช้ [ดาบเงาลวงตา] อย่างเต็มที่เพื่อหลบหลีกการโจมตีที่รุนแรงและไม่คาดฝันของอสูรวายร้ายแห่งเงา แต่ละครั้งที่มันโจมตีโดน ภาพติดตาของเขาก็จะพร่าเลือนและหายไป ก่อนที่ตัวจริงจะปรากฏขึ้นในอีกจุดหนึ่ง ดาบเหล็กดาราของเขาสาดแสงเข้าปะทะกับร่างเงาของมันอย่างต่อเนื่อง พยายามจะสร้างความเสียหาย

            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและยาวนาน อสูรวายร้ายแห่งเงาสามารถสร้างร่างแยกเงาออกมาเพื่อโจมตีพร้อมกันหลายร่าง ทำให้หลี่ชิงต้องใช้สมาธิอย่างสูงสุดในการแยกแยะตัวจริงและตัวปลอม [กำแพงดาบ] ถูกใช้เพื่อป้องกันการโจมตีที่รุนแรงจนแทบไม่มีทางหลบหลีกได้ และ [มหาคลื่นดาบพิฆาต] ถูกใช้เพื่อกวาดล้างร่างแยกเงาที่เข้ามารุมล้อม

    "พลังของเจ้ามันแข็งแกร่ง... แต่มันเป็นแค่เศษเสี้ยว!" อสูรวายร้ายแห่งเงาคำราม "พลังที่แท้จริงของโลกนี้... กำลังจะตื่นขึ้น!"

    หลี่ชิงกัดฟันแน่น เขารู้สึกได้ว่ามานาของเขากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว การต่อสู้กับมอนสเตอร์ระดับ 80+ เพียงลำพังนั้นมันไม่ง่ายเลย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาต้องการข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังอสูรวายร้ายแห่งเงาตนนี้

            ในจังหวะที่อสูรวายร้ายแห่งเงากำลังใช้พลังงานมหาศาลเพื่อสร้างรอยแยกมิติขนาดใหญ่ หลี่ชิงไม่รอช้า เขาตัดสินใจที่จะใช้พลังที่ใกล้เคียงกับ 100% ที่เขาจะแสดงออกได้แล้ว ดาบเหล็กดาราในมือของเขาส่องแสงสีเงินเจิดจ้า พลังงานดาบเข้มข้นจนอากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยว

    "คลื่นดาบ... ผสานพลัง! จิตดาบราชันย์!"

            คลื่นดาบสีเงินขนาดมหึมาพุ่งเข้าปะทะร่างของอสูรวายร้ายแห่งเงาอย่างจัง! เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วห้องโถง ผลึกสีดำที่ผนังห้องโถงแตกกระจาย ร่างของอสูรวายร้ายแห่งเงาถูกพลังมหาศาลซัดกระเด็นไปปะทะกับแท่นหินที่อยู่กลางห้องโถงอย่างรุนแรง ร่างของมันเริ่มสลายตัวและกลายเป็นเถ้าธุลี

    ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! 

    [คุณกำจัด ผู้เฝ้าประตูโบราณ: อสูรร้ายแห่งเงา เลเวล 80 สำเร็จ!] 

    [ได้รับค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาลพิเศษ!!!] 

    [เลเวลอัพ! คุณบรรลุเลเวล 75!!!]

    [เลเวลอัพ! คุณบรรลุเลเวล 76!]

    หลี่ชิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง หอบหายใจถี่รัว แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น เขาทำได้แล้ว! เลเวลของเขาพุ่งขึ้นถึง 76 และเขาก็ก้าวข้ามกำแพงสำคัญอีกครั้ง!

            เมื่ออสูรวายร้ายแห่งเงาสลายไป พลังงานจากผลึกขนาดใหญ่กลางห้องโถงก็เริ่มเปล่งแสงสีดำอมม่วงที่เข้มข้นขึ้น หลี่ชิงเดินเข้าไปใกล้แท่นหิน เขาพบว่าบนแท่นหินนั้นไม่ได้มีเพียงผลึกขนาดใหญ่ แต่ยังมี 'ศิลาจารึกโบราณ' ที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้แท่นหิน

            เขาแตะศิลาจารึกนั้น ทันใดนั้นเอง ภาพและเสียงที่คลุมเครือก็พุ่งเข้ามาในจิตใจของเขา มันเป็นภาพของอารยธรรมโบราณที่รุ่งเรือง ผู้คนใช้พลังงานที่คล้ายกับพลังงานของเกทในการสร้างสรรค์และทำลาย ภาพของสงครามที่ยิ่งใหญ่ระหว่าง 'ผู้สร้าง' และ 'ผู้ทำลาย' มิติที่ถูกฉีกขาด และการปรากฏตัวของ 'เมล็ดพันธุ์แห่งความว่างเปล่า' ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับ 'หินสีดำแดง' ที่เขาครอบครองอยู่

            ภาพสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นคือภาพของนักดาบผู้หนึ่งที่ยืนอยู่กลางสนามรบที่พังทลาย ดาบของเขาส่องแสงสีเงินบริสุทธิ์ และพลังงานที่แผ่ออกมาจากเขานั้นคล้ายคลึงกับคลาส [ดาบ] ของหลี่ชิงอย่างน่าประหลาด บันทึกเหล่านั้นกล่าวถึง 'พลังแห่งดาบ' ไม่ใช่ในฐานะคลาสอาชีพ แต่เป็น 'เส้นทางแห่งการหลอมรวมพลังงาน' ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้คนในอดีตใช้เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพลังงาน

    'เมล็ดพันธุ์แห่งความว่างเปล่า... คือหินสีดำแดงนี่เอง' หลี่ชิงคิดในใจ หินสีดำแดงที่อยู่ในมิติเก็บของของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับกำลังตอบสนองต่อข้อมูลที่เขาเพิ่งได้รับ

            ข้อมูลที่ได้รับนั้นคลุมเครือและเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปริศนา แต่หลี่ชิงก็เข้าใจแล้วว่าเกท มอนสเตอร์ และแม้กระทั่งคลาสของเขา อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวงจรโบราณที่ใหญ่กว่าที่มนุษย์ยุคปัจจุบันรู้จัก 'เงาแห่งหายนะ' อาจจะเป็นเพียงกลุ่มที่พยายามจะควบคุมพลังงานเหล่านั้น หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับ 'ผู้ทำลาย' จากยุคโบราณ

            ความรู้ใหม่นี้ทำให้มุมมองของหลี่ชิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การแก้แค้นครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเดียวอีกต่อไป แต่มันถูกหลอมรวมเข้ากับการทำความเข้าใจและต่อสู้กับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่า เป็นภัยคุกคามที่อาจจะกำหนดชะตากรรมของโลกทั้งใบ

    หลี่ชิงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายของเขาแม้จะเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับสว่างไสวด้วยความเข้าใจใหม่ เขาเก็บ 'ศิลาจารึกโบราณ' ไว้กับตัว และตัดสินใจที่จะออกจากซากโบราณสถานแห่งนี้

    เขามองไปยัง 'หินสีดำแดง' ในมิติเก็บของด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่แหล่งพลังงานปริศนาอีกต่อไป แต่มันอาจจะเป็นกุญแจ หรือส่วนหนึ่งของปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

            การเดินทางของเขายังคงดำเนินต่อไป แต่บัดนี้มันได้ถูกเติมเต็มด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางที่เหล่าจักรพรรดิเดินอยู่ และบางที... เขาอาจจะก้าวไปไกลกว่านั้น เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับ 'พลังแห่งดาบ' และ 'เมล็ดพันธุ์แห่งความว่างเปล่า' ที่ถูกซ่อนไว้ในประวัติศาสตร์ของโลกนี้…

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิคนที่ 11 ที่คุณอ่าน