เสิ่นเหยารู้ดีว่าแม่คิดสิ่งใดอยู่เขาวางแผ่นแป้งในมือลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แม่ครับในเมื่อบ้านเรามีสภาพความเป็อยู่แบบนี้อีกไม่ช้าก็เร็วเธอจะปรับตัวให้ชินไปได้เอง”
หรือบางที...ก่อนที่เธอจะทันได้ปรับตัวจนชิน ทั้งสองคนอาจจะต้องแยกทางกันไปเสียก่อน
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกัดแผ่นแป้งพลางทอดถอนใจ“เฮ้อ อยากกินเนื้อจังเลย...”
เสิ่นชิ่งหงถลึงตาใส่ลูกสาวทันควัน“อยากกินก็ไปหาเงินมาซื้อเอง! ถ้ายังคุมปากคุมใจไม่ได้แบบนี้อีกไม่นานต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นเป็แน่!”
เธอยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย!
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นวางแผ่นแป้งลงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ“หนูจะไปทำงานในนาแล้ว!”
ทว่าในจังหวะที่กำลังจะก้าวพ้นประตูเจียงอิ๋งอิ๋งก็ร้องเรียกไว้เสียก่อน “น้องเล็กเดี๋ยวก่อนจ้ะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเพิ่งจะถูกดุมาหมาดๆอารมณ์จึงไม่สู้ดีนัก เธอยืนหน้าบึ้งตึงอยู่อย่างนั้น“พี่สะใภ้ มีอะไรหรือ?”
อันที่จริง...หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานได้กินเนื้อไปตั้งสองมื้อป่านนี้เธอคงไม่โหยหาอยากกินเนื้อขนาดนี้หรอก...
ยังไม่ทันที่ความขุ่นเคืองในใจจะพวยพุ่งขึ้นมาในมือของเธอก็ถูกยัดด้วยขนมห่อกระดาษชิ้นหนึ่ง
เจียงอิ๋งอิ๋งกระซิบแ่เบา“น้องเล็ก ตอนเช้าทำงานเหนื่อยๆ ก็เอาออกมากินสักสองคำนะจ๊ะบ่ายนี้พี่จะเข้าเมือง เดี๋ยวจะซื้อของอร่อยมาฝากอีก!”
นี่มันพี่สะใภ้นางฟ้าชัดๆ!
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นรู้สึกเรี่ยวแรงพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีเธอกำขนมชิ้นนั้นไว้แน่น ตื้นตันใจจนเกือบจะร้องไห้ “พี่สะใภ้พี่วางใจเถอะ งานในนาหนูจัดการเองคนเดียวได้!”
พูดจบเธอก็เดินออกจากบ้านไปด้วยจิตใจฮึกเหิมเมื่อเจอเข้ากับป้าเสิ่นที่อยู่ข้างนอก เธอก็เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจว่า“คุณป้าคะ พี่สะใภ้ของหนูดีกับหนูมากเลยล่ะค่ะ!”
ป้าเสิ่นแค่นเสียงขึ้นจมูก“ดีงั้นหรือ? ดีภาษาอะไรถึงปล่อยให้แกไปลงนาทำงานคนเดียว?”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเบิกตาโพลง“ป้าคะ พูดจาอะไรอย่างนั้น? พี่สะใภ้หนูแสนดีขนาดนี้ถ้าหนูยังยอมให้พี่เขาลงนาทำงานอีก หนูยังจะมีมโนธรรมเหลืออยู่ไหม?”
ป้าเสิ่นถึงกับไปไม่เป็ครอบครัวของเสวี่ยเหลียนนี่ท่าจะบ้ากันไปหมดแล้วหรือไง ถึงได้ยกยอสะใภ้ปานนั้น?
พอกลับถึงบ้านเธอก็เอาเื่นี้ไปเล่าให้สามีฟังแบบใส่สีตีไข่ ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า“ฉันว่านะ เสวี่ยเหลียนไม่ควรรับสะใภ้คนนี้เข้ามาเลยจริงๆ!ทั้งฟุ่มเฟือยทั้งี้เี วันข้างหน้าจะประคองชีวิตให้รอดได้ยังไง?”
เสิ่นซานผิงถลึงตาจนหนวดกระดิก“วันๆ เอาแต่สอดรู้เื่บ้านคนอื่น! สะใภ้เขาจะแย่แค่ไหนอย่างน้อยเขาก็แต่งเข้าบ้านมาแล้ว! ดูเ้าชวนกุ้ยลูกเราสิอายุอานามก็เท่ากับเสิ่นเหยา แต่นี่แม้แต่แม่ม่ายสักคนยังหาแต่งด้วยไม่ได้เลย!”
ป้าเสิ่นหุบปากฉับในทันที
เสิ่นชวนกุ้ยคือลูกชายของเธอเมื่อหลายปีก่อนขึ้นเขาแล้วพลัดตกจนขาหักนอกจากจะเดินเหินดูไม่สง่าผ่าเผยแล้วยังทำงานหนักไม่ได้ซึ่งถือเป็จุดตายสำคัญสำหรับคนในชนบท
เด็กสาวที่แต่เดิมเคยหมายปองกันไว้ก็ไม่ยอมแต่งงานด้วยเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงบัดนี้ เขาก็ยังครองตัวเป็โสดอยู่ร่ำไป
เธอมีลูกสาวตั้งสี่คนกว่าจะได้ชวนกุ้ยมาสืบสกุลต้องยอมแลกด้วยชีวิตและเผาธูปอ้อนวอนเทพเ้าไปตั้งเท่าไรใครจะคิดว่าตอนนี้เขาจะต้องกลายเป็หนุ่มโสดไร้คู่ครองนี่ไม่เท่ากับขาดสิ้นวงศ์ตระกูลหรอกหรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรันทดใจอยู่ดีๆ ป้าเสิ่นก็รู้สึกว่าเจียงอิ๋งอิ๋งดูเจริญหูเจริญตาขึ้นมาเสียอย่างนั้นตอนนี้ขอเพียงแค่มีใครสักคนยอมแต่งกับลูกชายเธอต่อให้เป็คนี้เีสันหลังยาวเธอก็ยอมรับได้ทั้งนั้น!
ขอแค่ให้กำเนิดทายาทได้ต่อให้เธอต้องประคบประหงมรับใช้อีกฝ่ายดุจเ้าหญิงแล้วจะเป็ไรไปเล่า?
..........
ในขณะเดียวกันที่สุดฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านหญิงวัยกลางคนร่างสูงโปร่งยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่หน้าประตูบ้าน“ทำไมอิ๋งอิ๋งยังไม่กลับมาอีกนะ? ตระกูลเสิ่นคงไม่ได้รังแกลูกสาวฉันหรอกใช่ไหม?”
เจียงชางหรูนั่งอยู่ภายในลานบ้านเขามีอายุไม่ถึงหกสิบปี ร่างกายยังคงแข็งแรงกำยำและเป็ยอดฝีมือในการทำไร่ทำนาเมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ฉันรู้จักนิสัยใจคอของชิ่งหงดีพวกเขาทั้งสองเป็คนจิตใจดีไม่อย่างนั้นฉันจะกล้าปล่อยให้อิ๋งอิ๋งแต่งออกไปได้ยังไง?”
หลิวซิ่วฉินถลึงตาใส่เขา“คุณยังกล้าพูดอีกหรือ? ลูกสาวฉันสวยหยาดเยิ้มขนาดนั้นแต่งกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในเมืองยังได้เลย! แต่ดูเสิ่นเหยานั่นสิบ้านก็จนขนาดนั้น ลูกสาวฉันจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง!”
พูดไปพูดมาเธอก็เริ่มจะซับน้ำตา
เจียงชางหรูเคาะกล้องยาสูบอย่างรำคาญใจ“พอได้แล้ว ตบแต่งกันไปแล้ว มาพูดเื่นี้ตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กๆไม่สบายใจเสียเปล่าๆ เดี๋ยวพอเสิ่นเหยามา คุณก็อย่าทำหน้าบึ้งตึงใส่เขานักล่ะพอกลับไปแล้วอิ๋งอิ๋งนั่นแหละที่จะเป็คนลำบากใจ”
“รู้แล้วน่า!”
หลิวซิ่วฉินสะบัดหน้าเดินเข้าครัวไป“สะใภ้ใหญ่ ปลาที่ให้จัดการเสร็จหรือยัง? เดี๋ยวเอาไปทอดก่อนแล้วค่อยตุ๋นนะ!”
สะใภ้คนโตเป็คนซื่อๆเธอพยักหน้ารับพลางเอ่ย “คุณแม่วางใจเถอะค่ะหนูจะรีบก่อไฟเดี๋ยวนี้แหละ”
พอหลิวซิ่วฉินเดินจากไปหญิงสาวท่าทางปราดเปรียวผมสั้นเสมอหูที่อยู่ข้างๆ ก็ขยับเข้าใกล้“พี่สะใภ้ใหญ่ ของดีๆ ในบ้านนี้นถูกอิ๋งอิ๋งหอบเอาไปหมดแล้วคุณพ่ออุตส่าห์หาปลามาได้ตัวหนึ่งก็ยังจะเก็บไว้ให้เธออีกมันไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อยหรือ? พี่กำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ!”
สะใภ้คนโตชื่อหลี่เหม่ยเจวียนส่วนคนที่พูดจายุยงคือเฉินรุ่ยเสวี่ย สะใภ้คนที่สอง
“สะใภ้รอง วันนี้ลูกสาวคนเล็กกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมปลาตัวนี้ก็ควรจะตุ๋นให้เธอกินนั่นแหละถูกแล้ว” หลี่เหม่ยเจวียนยิ้มบางๆไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ พลางพยุงครรภ์นั่งก่อไฟต่อไป
เฉินรุ่ยเสวี่ยเบ้ปากแสร้งทำเป็ชะโงกดูหม้อ“อุ๊ย น้ำไม่พอนี่นา เดี๋ยวฉันไปตักน้ำมาเพิ่มให้แล้วกัน”
ในห้องครัวควันโขมงจนแทบจะสำลักเธอไม่อยากอุดอู้อยู่ที่นี่หรอก
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นห้องครัวหลิวซิ่วฉินก็ถลึงตาใส่เข้าให้ “สะใภ้รองพี่สะใภ้ใหญ่เขามีท้องมีไส้ แกนั่นแหละเข้าไปก่อไฟ!”
“ทราบแล้วค่ะแม่” เฉินรุ่ยเสวี่ยเดินกลับเข้าครัวไปด้วยความไม่เต็มใจ
ในบ้านหลังนี้แม้พ่อสามีจะเป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน แต่เขากลับไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการจัดการภายในบ้านลูกชายทุกคนต่างก็เชื่อฟังคำสั่งของหลิวซิ่วฉินอย่างเคร่งครัด
เสบียงอาหารและเงินทองทั้งหมดของครอบครัวล้วนอยู่ในมือของหลิวซิ่วฉินทั้งสิ้นพวกเธอที่เป็สะใภ้ไม่มีสิทธิ์มีเสียงแม้แต่น้อยได้แต่ต้องก้มหน้าทำตามคำสั่งต่อไป
เจียงอิ๋งอิ๋งเคยก่อเื่งามหน้าไว้ตั้งมากมายแต่เพราะมีหลิวซิ่วฉินคอยหนุนหลัง พวกเธอจึงทำได้เพียงอดกลั้นไว้เท่านั้น
นิสัยใจคอแบบนั้นต่อให้หน้าตาสะสวยแค่ไหนแล้วจะอย่างไร? ไม่ช้าก็เร็วคงถูกสามีซ้อมวันละสามหนเป็แน่!
เธอคิดร้ายอยู่ในใจพลางก้าวเข้าครัว“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ออกไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวฉันก่อไฟเอง”
หลี่เหม่ยเจวียนชะงักไปครู่หนึ่งรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็ไรๆ งานแค่นี้เอง”
เฉินรุ่ยเสวี่ยเห็นดังนั้นจึงนั่งลงรออยู่ข้างๆเสียเลย จะได้ไม่ต้องออกไปโดนสั่งให้ไปทำงานอื่นอีก
ไม่นานนักก็ปรากฏร่างของคนสองคนเดินมาจากทางทิศตะวันตกเสิ่นเหยารูปร่างสูงโปร่งดูโดดเด่นสะดุดตา มือข้างหนึ่งถือตะกร้าใบใหญ่อีกข้างหนึ่งหิ้วถุงข้าวของพะรุงพะรัง
เจียงอิ๋งอิ๋งเดินตามหลังมาด้วยฝีเท้าเบาสบายในมือถือเพียงห่อผ้าเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
“โถ่... ลูกสาวแม่!”
หลิวซิ่วฉินสาวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็วเธอเดินผ่านเสิ่นเหยาไปอย่างไม่ใยดี แล้วคว้ามือเจียงอิ๋งอิ๋งมากุมไว้แน่น“ให้แม่ดูหน่อยสิ โถ... ผอมลงไปตั้งเยอะอยู่ทางนั้นกินอิ่มนอนหลับหรือเปล่าลูก?”
สภาพความเป็อยู่ของตระกูลเสิ่นขัดสนจะตายไปไม่อย่างนั้นเธอคงไม่เตรียมเนื้อแห้งไว้ให้ลูกสาวมากมายขนาดนั้นหรอก...
เจียงอิ๋งอิ๋งกุมมือหลิวซิ่วฉินตอบพลางเอ่ยตอบเสียงใส“แม่คะ ผอมที่ไหนกัน แม่ดูสิหน้าหนูเริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาแล้วนะ!”
หลิวซิ่วฉินทอดถอนใจด้วยความสงสาร“ไม่ต้องพูดแล้ว เดี๋ยวมื้อเที่ยงนี้แม่จะบำรุงให้ลูกอย่างดีเลย”
พูดจบเธอก็ปรายตามองเสิ่นเหยาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เข้ามาสิ”
ส่วนข้าวของที่เขาถือมานั้นเธอไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
บ้านยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีข้าวกินจะเอาของดีอะไรติดมือกลับมาเยี่ยมบ้านได้? ช่างน่าสงสารอิ๋งอิ๋งของเธอเสียจริง!
เสิ่นเหยาเดินตามเข้าไปด้วยสีหน้าสงบนิ่งเขาวางตะกร้าและข้าวของทั้งหลายลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียกเจียงชางหรู“พ่อครับ”
เฉินรุ่ยเสวี่ยซึ่งเป็คนสอดรู้สอดเห็นชะโงกหน้าเข้ามาแสร้งทำเป็ทักอย่างไม่เจาะจง“อุ๊ยตาย อิ๋งอิ๋งกลับมาเยี่ยมบ้านคราวนี้หอบหิ้วข้าวของมาไม่น้อยเลยนะเนี่ย!”
พูดพลางก็เอื้อมมือไปเลิกผ้าที่คลุมตะกร้าออกแล้วเธอก็ต้องชะงักงันไป เพราะข้างในนั้นเต็มไปด้วยไข่ไก่สดๆวางเรียงรายอยู่เต็มตะกร้า! ดูจากจำนวนแล้วอย่างน้อยต้องมีหลายสิบฟองแน่!
เธอกรีดร้องออกมาเบาๆด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบหันไปสำรวจห่อของอื่นๆแม้จะเป็แค่น้ำตาลทรายขาวและผลไม้แห้งทั่วไป แต่ก็นับว่าเป็ของหายากในยุคนี้
เมื่อรวมกับไก่เป็ๆสองตัวที่ส่งเสียงร้องกระต๊ากๆ อยู่กลางลานบ้านแล้วของเยี่ยมบ้านชุดนี้ช่างดูมีค่าและยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เธอแต่งงานแล้วกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมเสียอีก!