หากไม่ใช่เพราะเจียงจืออวี๋เจิ้งตงก็คงไม่ต้องตาย หลวี่อีก็ไม่จำเป็นต้องสอดมือเข้ามายุ่งและตัวเขาเองก็ไม่ต้องมาบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
ดังนั้นหลังจากที่ทำให้เขาต้องสูญเสียอย่างหนักหน่วงขนาดนี้มีเพียงความตายของเจียงจืออวี๋เท่านั้นที่จะชดเชยและเยียวยาจิตใจของเขาได้
ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเจียงจืออวี๋เห็นว่าการโจมตีเต็มกำลังของตนถูกหลวี่อีรับไว้ได้อย่างง่ายดายเธอจึงตัดสินใจปล่อยมือจากหอกโลหะผสมทันทีพร้อมกับเตะเข้าที่ด้ามหอกเพื่อส่งแรงกระแทกสุดท้ายเข้าใส่หลวี่อีก่อนจะทะยานร่างถอยกลับมาสมทบข้างกายไป๋ฉางเซิง
ไป๋ฉางเซิงเองก็สลายพลังโจมตีที่โหมกระหน่ำอยู่ให้มอดลงหลังจากที่เจียงจืออวี๋ถอยกลับมาถึง
มวลพลังงานจางหายไปบรรยากาศระหว่างฟ้าดินกลับคืนสู่ความมืดมิดที่มีเพียงแสงดาวสลัวอีกครั้ง
ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้กลับยิ่งขับเน้นให้เงาร่างของหลวี่อีและหวังเหมิ่งดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
หลวี่อีไม่ได้เลือกที่จะโจมตีในทันทีเขาดูเหมือนจะกำลังรื่นรมย์กับความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจของไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋
ส่วนหวังเหมิ่งก็ยังคงก้าวเดินอย่างหนักแน่นเขาสืบเท้าเข้ามาหาพวกเขาทีละก้าว ๆ อย่างไม่รีบร้อน
“แม่สาวน้อย ยอมแพ้ซะดีกว่า”
“ถ้ายังขัดขืนอีกละก็ ฉันจะทำให้เธอได้รู้ซึ้งว่า 'ตายทั้งเป็น'มันเป็นยังไง”
เสียงของหลวี่อียังคงแห้งผากเหมือนเคยต่อให้จะได้รับบาดเจ็บ เขาก็ไม่มีความคิดที่จะปล่อยเจียงจืออวี๋ไปแม้แต่น้อย
“เพราะเธอนั่นแหละ ฉันถึงต้องมาเจ็บหนักขนาดนี้”
“ถ้าไม่ได้สูบเลือดเธอให้แห้ง และรีดเค้นพลังจิตวิญญาณออกมาจนหมดฉันคงชดเชยความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้หรอกนะ”
ไม่รู้ว่าทำไมไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกได้ว่าในยามนี้หลวี่อีคงกำลังเลียริมฝีปากพลางส่งสายตาที่หยาบโลนกระหายเลือด
หลวี่อีเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหวังเหมิ่ง
“พี่รอง เรื่องเมื่อกี้ไม่อยู่ในข้อตกลงที่เราคุยกันไว้นะ”
“ขอยาแปรวิญญาณเพิ่มอีกห้าเม็ดไม่อย่างนั้นความสูญเสียของฉันมันจะมากกว่าที่ได้มา คงจะดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นะ”
หวังเหมิ่งขมวดคิ้วมุ่นเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
“รีบ ๆ เข้าเถอะ ฆ่าเจียงจืออวี๋ก่อนแล้วที่เหลือเราค่อยหาเวลาคุยกันอีกยาว”
ในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกแล้วในสายตาของหวังเหมิ่งมีเพียงเจียงจืออวี๋คนเดียวเท่านั้น
และหลวี่อีก็ไม่ได้กังวลว่าหวังเหมิ่งจะเบี้ยวหนี้ในภายหลังเขาเป็นเพื่อนกับหวังเหมิ่งมานานหลายปี ย่อมรู้ใจกันดี
ตราบใดที่หมอนี่ยังเป็นคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเบี้ยว
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ คือการสยบเจียงจืออวี๋ให้ได้
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินตรงเข้ามาพร้อมกันจะบอกว่าไม่ตื่นตระหนกก็คงเป็นการโกหก แต่ต่อให้จะกังวลเพียงใดไป๋ฉางเซิงก็พยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง
ในหัวของเขาครุ่นคิดหากลยุทธ์รับมืออย่างรวดเร็ว
บอกได้ไม่เกินจริงเลยว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาและเจียงจืออวี๋เคยเผชิญมา
แม้แต่ตอนที่เจอกับราชันหมาป่ากระดูกเหล็กก็ยังไม่สุ่มเสี่ยงเท่าครั้งนี้
อย่างน้อยตอนนั้นพวกเขายังพอมีแผนการรับมืออยู่บ้างแต่ตอนนี้...
การปะทะเมื่อครู่พิสูจน์แล้วว่าพลังรบของหลวี่อียังคงอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ต่อให้จะไม่ใช่สภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต่อกรด้วยได้เลย
ต้องทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ หรือพลิกกลับมาสังหารพวกมันได้?
ไป๋ฉางเซิงยังคิดหาทางออกไม่ได้เขาหันไปมองเจียงจืออวี๋ และพบว่าเธอก็กำลังขมวดคิ้วเครียดเช่นกัน
“เดี๋ยวฉันจะหาทางถ่วงเวลาพวกมันสองคนไว้ให้นะ นายหาโอกาสหนีไปซะ”
“เป้าหมายของพวกมันคือฉัน มันคงไม่ไล่ตามนายแบบกัดไม่ปล่อยหรอก”
“พอหนีไปได้แล้ว อย่าเพิ่งกลับเข้าเมืองให้กบดานอยู่ในเขตทุ่งร้างนี่ไปก่อน”
“ด้วยพรสวรรค์ของนาย การจะเติบโตขึ้นมาไม่ใช่เรื่องยากเลย”
“แต่หลังจากที่ฉันตายไปมหาพันธะเทพสถิตอาจจะส่งผลเสียต่อจิตวิญญาณของนายอย่างหนัก...”
พูดมาถึงตรงนี้เจียงจืออวี๋ก็เงียบไปชั่วครู่
“ฉันขอโทษนะ...”
นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋ฉางเซิงได้เห็นสีหน้าเช่นนี้จากเจียงจืออวี๋เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติได้ทันควัน
“บัดซบ! เป็นไงเป็นกัน!”
“เธอหาทางพัวพันหลวี่อีไว้สักพัก ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเอง!”
ไป๋ฉางเซิงโพล่งขึ้นสิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของเจียงจืออวี๋ราวกับเธอกำลังถามว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่
ในสถานการณ์ที่แม้แต่เธอเองยังมืดแปดด้านไป๋ฉางเซิงจะยังมีวิธีอะไรอีก?
ทว่าในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงไม่มีเวลามาอธิบายให้เธอฟังแล้วสมาธิทั้งหมดของเขาพุ่งเป้าไปที่หน้าต่างสถานะทันที
[หักแต้มวิวัฒนาการ 900 แต้มเลื่อนระดับสายวิวัฒนาการย่อย: พิษ]
[แต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับครั้งต่อไป: 2,700 แต้ม]
[พิษ Lv.5: การโจมตีจะทำให้เป้าหมายติดสถานะผิดปกติ(ติดพิษ) ตามระดับความแข็งแกร่ง และบังคับลดพลังชีวิต]
ธาตุอัสนีและเพลิงสวรรค์ต้องใช้แต้มวิวัฒนาการมากเกินไปและต่อให้เลื่อนระดับได้ก็เกรงว่าจะยากที่จะทลายการป้องกันของระดับโหวแห่งยุทธ์ลงได้ในยามนี้ทางรอดเดียวที่เป็นไปได้ คือ ‘พิษ’เท่านั้น!
มันไม่สนเรื่องความต่างของระดับพลังตราบใดที่พิษเข้าสู่ร่างกายได้ มันจะบังคับลดพลังชีวิตทันที!
ตั้งแต่ได้รับมาไป๋ฉางเซิงก็มองว่าพิษคืออาวุธลับสำหรับการต่อสู้ข้ามระดับ
เพียงแต่เพราะมันมีข้อจำกัดสูงหลังจากที่ได้ธาตุอัสนีและเพลิงสวรรค์มา เขาจึงลดความสำคัญของพิษลงไปเรื่อย ๆ
ทว่าในสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้พิษกลับเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ แม้จะเป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุดก็ตาม
และเป้าหมายที่ไป๋ฉางเซิงเล็งไว้ก็คือหวังเหมิ่งที่ชุดเกราะป้องกันพังทลายจนหมด บาดเจ็บสาหัสแผลเหวอะหวะจนมองเห็นกระดูกคนนั้น!
โดยไม่ลังเลแม้แต่นาทีเดียวไป๋ฉางเซิงส่งกระแสจิตเรียกใช้พลัง ลูกไฟหลายลูกควบแน่นขึ้นกลางอากาศทันทีและถูกซัดเข้าใส่หวังเหมิ่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีการหยุดพัก
ในขณะที่ลูกไฟดึงความสนใจของหวังเหมิ่งไป๋ฉางเซิงก็พุ่งทะยานร่างเข้าหาหวังเหมิ่งสุดกำลังเช่นกัน
“นี่แก... คิดว่าฉันเป็นพวกสวะพลังรบห้าหรือไง?”
หวังเหมิ่งมองดูลูกไฟที่พุ่งเข้ามาด้วยสายตาดุร้าย
จริงอยู่ที่เขาบาดเจ็บสาหัสจนแทบจะโคจรพลังเลือดไม่ได้เลยแต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมีพละกำลังในระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงอยู่
ไป๋ฉางเซิงที่เป็นเพียงแม่ทัพอสูรระดับต้นกลับกล้าพุ่งเข้ามาหาเขาตัวคนเดียวแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย!
ต่อให้ตอนนี้เขาจะอยู่ในระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเหมือนกันแต่เขาไม่ใช่สวะอย่างเจิ้งตง!
หวังเหมิ่งเงื้อหมัดชกออกไปทีเดียวลูกไฟที่พุ่งเข้ามาก็แตกกระจาย ท่ามกลางเปลวเพลิงที่มอดไหม้เขายังเหวี่ยงหมัดเข้าใส่อีกหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง
เปลวเพลิงเหล่านั้นไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่หวังเหมิ่งเลยแม้แต่นิดเดียวหรือแม้แต่จะทำให้แผลเขาฉกรรจ์ขึ้นก็ยังทำไม่ได้
ทว่านั่นคือสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงต้องการอยู่แล้ว
ท่ามกลางกลุ่มเพลิงไป๋ฉางเซิงพุ่งร่างออกมาอย่างรวดเร็วสะบัดหางฟาดเข้าใส่ศีรษะของหวังเหมิ่งดั่งแส้เหล็ก
หากเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงคนอื่นมาเจอการโจมตีแบบนี้ของไป๋ฉางเซิงก็อาจจะลนลานอยู่บ้างแต่หวังเหมิ่งไม่ใช่แม่ทัพยุทธ์ธรรมดาทั่วไป
เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงกล้าบุกเข้ามาตรงๆ หวังเหมิ่งก็ตาเป็นประกายเย็นเยียบ เขาใช้มือข้างหนึ่งรับการโจมตีนั้นไว้ก่อนจะตะปบหมับเข้าที่หางของไป๋ฉางเซิงทันที ฝ่ามือนั้นหน่วงหนักราวกับคีมเหล็กล็อกหางของไป๋ฉางเซิงไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด
แต่เดิมทีไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้คิดจะดิ้นรนหนีอยู่แล้ว
หวังเหมิ่งต้องการรั้งตัวเขาไว้และไป๋ฉางเซิงเองก็ต้องการเช่นนั้น ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวฉับไวเลื้อยรัดพันรอบกายหวังเหมิ่งทันที
ในขณะเดียวกันเขาก็ฝังเขี้ยวลงบนบาดแผลที่เปิดกว้างจนเห็นกระดูกบริเวณแผ่นหลังของหวังเหมิ่งอย่างสุดแรงพร้อมกับรีดเค้นพิษที่เตรียมไว้พุ่งเข้าสู่ร่างกายอีกฝ่ายในชั่วพริบตา
หวังเหมิ่งเองก็คงคิดไม่ถึงว่าไป๋ฉางเซิงจะกล้าเลื้อยเข้ามาพันตัวเขาแบบนี้
ชั่ววูบหนึ่งเขาถึงกับสงสัยว่าไป๋ฉางเซิงเสียสติไปแล้วหรือเปล่า
สัตว์อสูรประเภทงูจะโจมตีด้วยการรัดพันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ปัญหาคือพลังเลือดของเขาสูงกว่าไป๋ฉางเซิงตั้งไม่รู้กี่เท่าการเข้ามาพันตัวแบบนี้ นอกจากจะทำอะไรเขาไม่ได้แล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้เขาโจมตีได้ถนัดขึ้นเสียอีก
เมื่อเส้นเชือกต้องเผชิญกับแรงดึงที่มันรับไม่ไหวผลลัพธ์เดียวที่เกิดขึ้นได้คือการขาดสะบั้น
ในตอนนี้หวังเหมิ่งเพียงแค่ต้องออกแรงทั้งตัวเขาก็สามารถหักร่างของไป๋ฉางเซิงให้แหลกคามือได้ทันที!