อสูรข้ามฟ้า

ตอนที่ 189 ข้ายอมสละชีวิต

ตอนที่ 189


“ร่มโลหะพิรุณ!!”

 

สามหัวหน้าหน่วยลับ เบิกตาโพรงโดยพลัน...หากเห็นเพียงร่มคงไม่แน่ชัด แต่เมื่อเห็นธงผืนสีดำนั้นแล้ว ก็ไม่หลงเหลือความลังเลทั้งสามหัวหน้าหน่วยระเบิดความเร็วสูงสุดเพื่อหลบหนีในทันทีไม่สนใจแม้แต่เหล่าลูกสมุน!!

 

ร่มโลหะทั้งสาม เมื่อถูกปลดสลักกลไกแล้ว ไม่กี่อึดใจก็เริ่มกางออก หมุนวนในอากาศชั่วจังหวะหนึ่งจากนั้นก็พลันเกิดเสียง ตูม! ตูม! ตูม! จากร่มสามคันที่ระเบิดอานุภาพอาวุธลับออกมาคมมีดโลหะจำนวนนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายออกไปรอบทิศทางทุกเล่มเต็มไปด้วยอำนาจทะลุทะลวงอย่างถึงที่สุด ต่ำกว่าปราณคุ้มกันชนชั้นลมปราณสีส้มยังสามารถเจาะทะลวงได้ในใต้หล้า

 

พริบตาที่คมมีดโลหะกระจายตัวออกเกิดเป็นภาพที่งดงามแต่แฝงเร้นด้วยวิกฤตอันตรายไร้สิ้นสุดแม้แต่สามหัวหน้าหน่วยลับ ยังกัดฟันชักศาสตรารับมืออย่างสุดกำลัง แม้ว่า ร่มโลหะพิรุณคือสุดยอดอาวุธลับที่ทางกลุ่มมังกรทองคิดค้นขึ้นมา แต่เพราะ ร่มโลหะพิรุณ มีต้นทุนทางทรัพยากรที่มหาศาลอย่างมากสามารถใช้งานได้ครั้งเดียวแต่กลับมีราคาเทียบเคียงอาวุธอักขระชิ้นหนึ่ง

 

ดังนั้นเกือบทั้งหมดจึงถูกถือครองโดยแกนนำทั้ง 10 สำหรับชนชั้นตำแหน่งที่ต่ำกว่านั้นน้อยคนนักจึงที่จะมีไว้ในครอบครองได้ ทั้งสามซึ่งไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะถือครองระเบิดอาวุธลับชิ้นนี้ย่อมต้องไม่มีธงสีดำสำหรับป้องกัน

 

กว่าหลายอึดใจที่อาวุธลับสาดกระจายคมมีดออกมา...แม้แต่ขอบข่ายพลังของขบวนศิษย์สำนัก ยังปรากกฎรอยร้าวขึ้นมาหลายจุดไม่ต้องกล่าวถึงกลุ่มยอดฝีมือพเนจร ที่เวลานี้พรุนไปทั้งร่าง ไม่หลงเหลือลมหายใจใดๆ อีกแล้ว

 

แม้แต่เหล่าบรรดาลูกสมุนจากกลุ่มมังกรทองที่รู้จักระเบิดอาวุธลับทรงอานุภาพชิ้นนี้ ยังมีส่วนหนึ่งที่ต้องตายอีกส่วนบาดเจ็บหนัก นอกเหนือจากผู้นำกลุ่มลับทั้งสามที่ไหวตัวได้ทันในคราแรก ทั้งยังยอมใช้หยกเวทย์อาคมและเครื่องป้องกันทุกอย่างออกมาทำให้ไม่ได้รับบาดแผลฉกรรจ์ คนอื่น ๆ ที่เหลือล้วนบาดเจ็บกันถ้วนหน้า...

 

ซุน เลือกจังหวะลงมือได้เกินความคาดหมายในด้านของอาวุธยิ่งเหนือการคาดเดา ลงมือฉับไวและตรงจุดอย่างยิ่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมหาศาลอย่างที่สุดสำหรับเหล่าศัตรู...ชายหนุ่ม โบกสะบัดธงสีดำเผยตัวออกมา มองไปยังซากศพและกลุ่มคนเจ็บด้วยสายตาที่เย็นชามิได้เผยความรู้สึกผิดออกมาสักนิด

 

การลงมือสังหารของ ซุนในเวลานี้ถึงขั้นไร้ความลังเลและไม่ต้องกะพริบตาแล้ว หากตัดสินใจแน่วแน่ว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูไม่ว่าจะสตรีหรือผู้ชราก็สามารถลงมือขั้นเด็ดขาดได้อย่างเหี้ยมหาญเข้าใจในวิถีทางแห่งยุทธภพ ว่าความใจอ่อนจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามยามเผชิญหน้าศัตรู

 

จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ สองผู้คุ้มกันขบวน หลังจากหลบอยู่ด้านหลังธงสีดำด้วยความงุนงงเมื่อโผล่หน้าออกมาอีกครั้งก็เต็มไปด้วยความอึ้งงัน ไม่คิดว่า ซุนจะเผยอำนาจสังหารออกมาได้มากมายเพียงนี้

 

เย่ต้าเฟิง แม้จะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เมื่อหันไปรอบ ๆก็ถึงกับจิตใจสะท้านสะเทือน เด็กหนุ่มทั้ง 6 คนผู้ที่ถูกจับมาเป็นทาสบำเรอกามอารมณ์ เวลานี้ทั้ง 6 ล้วนนอนจมกองเลือด ไร้ลมหายใจไปแล้ว

 

“ร่มโลหะพิรุณ ทำไมเจ้าเด็กนั่น ถึงได้มีระเบิดอาวุธลับระดับสูงของกลุ่มมังกรทองเราได้!!” ดวงตาของชายแก่ถึงกับแดงฉาน ทางด้าน ฉุยป๋อ และ หวางเย่หลิงก็มีลูกน้องบาดเจ็บล้มตายไปบางส่วนเช่นกัน เขม็งมองไปยังธงสีดำในมือ ซุน

 

“ธงดำและร่มโลหะพิรุณ นั่นมันคืออาวุธลับสำคัญของ เกาถิง ได้ยินว่าตระกูลเกาถูกดับล้างตระกูลไปแล้วเกาถิง เองก็หายสาบสูญไป... ที่แท้ เกาถิง ก็ถูกสังหารลงไปแล้ว และยังเป็นฝีมือของเจ้าเด็กนี่ซึ่งมันคงต้องใช้วิธีการบางอย่าง หรือไม่ก็ต้องมีคนช่วยเหลือแน่นอน…” ฉุยป๋อ กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่มืดดำ

 

การลงมือของ ซุน ทำให้สถานการณ์พลิกตลบในทันที ทว่าก็ไม่เพียงพอที่จะเล่นงานหัวหน้าหน่วยลับทั้งสามคนนี้ได้ ซึ่งตราบใดที่สามหัวหน้าหน่วยยังสมบูรณ์พร้อมเช่นนี้ก็ยังกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ภาพร่วมยังนับเป็นวิกฤกได้อยู่ดี...

 

ฝ่ายของ ซุน มีสองผู้คุ้มกันขบวนก็จริง... อีกฝ่ายยอดฝีมือระดับเดียวกันถึงสามคนซึ่งความแตกต่างด้านจำนวนของยอดฝีมือระดับนี้ ถึงจะเป็นจำนวนเพียงแค่คนเดียว แต่ก็นับเป็นช่องว่างที่แม้แต่ศิษย์หลักทั้งขบวนก็มิอาจถมให้เต็มได้...

 

“เจ้าเด็กบัดซบ!! เจ้าจะต้องมาเป็นตัวแทนเหล่าทาสของข้า!!”เย่ต้าเฟิง คำรามออกมาเสียงกังวานดังไปแปดทิศ รู้สึกเดือดดาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหากถูกยอดฝีมือระดับเดียวกันเล่นงานก็ยังพอทำเนา แต่นี่กลับถูกเด็กหนุ่มแตะเกล็ดย้อนสำหรับคนที่มองเหล่าเด็กหนุ่ม เป็นเพียงทาสบำเรอตนเอง ไหนเลยที่จะพึงรับได้...

 

ซุน กดหัวคิ้วต่ำลง คราแรกยังไม่อาจย้อนนึกแต่พอให้เห็นอีกฝ่ายอย่างแจ่มชัดตรงหน้า ห้วงความทรงจำบางส่วนของ เกาถิง ที่ ซุน เคยเห็นมาจากนิมิตห้วงวิญญาณก็เริ่มที่จะผุดข้อมูลตัวตนออกมาว่า เย่ต้าเฟิง ผู้นี้ เนื้อแท้แล้วมีอุปนิสัยเช่นไร

 

ทำเอา ซุน ถึงกับขนลุกชูชันตลอดร่าง เป้าหมายของอีกฝ่ายคือการจับเป็นก็จริงแต่หากตนถูกตาแก่วิปลาส เย่ต้าเฟิง ผู้นี้จับตัวได้ ก็ไม่กล้าที่จะนึกภาพเหตุการณ์หลังจากนั้น...แต่อย่างไรเสีย หากต้องการเอาชนะ และมีชีวิตต่อการเผชิญหน้าก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซุน ที่ล่วงรู้เป้าหมายของศัตรูอยู่ก่อนแล้ว ว่าต้องหาทางจับเป็นสำหรับตนเท่านั้นเพื่อพาตนไปใช้ข่มขู่ เหยาหมิง อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นความหวาดกลัวกริ่งเกรงก็ค่อยลดทอนลงตามลำดับความคิดในหัวแล่นเร็วจี๋หาหนทาง ไม่นานดวงตาก็พลันเจิดจรัสขึ้นมา...

 

ซุน เหลือบมองไปยังด้านหลังด้วยใบหน้าที่เศร้าอาดูรกล่าวกับสองผู้ปกป้องขบวน จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบคล้ายผู้ปลดปลงอนิจจัง...

 

“ข้าพอจะมีแผนโง่ ๆ อยู่แผนหนึ่ง... นั่นคือข้าจะล่อตาแก่ผู้นั้นไปจากที่นี่เองหวังว่าพวกท่านทั้งสองจะสามารถรับมือกับ ชายร่างกำยำ และหญิงสาวที่เต็มไปด้วยหมอกพิษผู้นั้นได้...ส่วนลูกสมุนบาดเจ็บคนที่เหลือ เชื่อว่าอาศัยพลังฝีมือของกลุ่มศิษย์พี่ในขบวนทั้งหลายคงสามารถต่อต้านสมุนที่บาดเจ็บเหล่านั้นได้...”

 

“!!!!!!!!!!” จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ เบิกตากว้างขึ้นในทันที

“จะบ้าหรือ... วิธีนั้น จะต่างอะไรกับการปล่อยให้เจ้าไปตาย!!”

 

วาจาของ ซุน ที่เอ่ยออกมามิได้แผ่วเบาเท่าใดนัก ดังนั้นถ้อยวาจาจึงดังเข้าไปถึงในขบวนส่งผลให้หมู่ศิษย์ทุกคนมีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างมาก ไม่มีใครคิดว่า แมวสวรรค์จะกล้าเอ่ยแผนการที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อทุกคน!!

 

ซุน ประสานมือ พร้อมเผยแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา...

“ได้โปรดยอมรับวิธีนี้เถอะ หลังจากที่ใคร่ครวญดูแล้ว นี่เป็นทางเดียวที่จะมีโอกาสรอดมากที่สุดชีวิตข้าหากแลกมาด้วยความปลอดภัยของทุกคนในขบวนได้ ข้าก็สามารถนอนตายตาหลับแล้ว...

 

ตาแก่ผู้นั้นกำลังมีโทสะต่อข้า นี่จึงเป็นโอกาสเดียวของพวกเราถึงข้าจะมีโอกาสน้อยนิดที่จะรอดชีวิตได้ ทว่าข้าก็จะไม่ยินยอมรับความตายแต่โดยดี หากจะมีปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้นก็สมควรเกิดขึ้นในวันนี้!!”

 

คำพูดของ ซุน เปี่ยมไปด้วยความแน่นหนักจริงใจในทุกน้ำเสียงทุกคนสัมผัสได้ถึงความเสียสละที่มากมายอย่างมหาศาล ชีวิตที่แลกมาด้วยความปลอดภัยของเหล่าพี่น้องร่วมสำนักไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถกระทำได้...

 

หลายคนถึงกับตื่นตันจนน้ำตาเอ่อล้น แม้แต่ศิษย์สตรีจากสำนักบุปผาประจิมที่รู้จักตัวตนของซุน แต่เพียงตื่นเขิน พวกนางยังต้องจิตใจสะท้านหวั่นไหว หากจะมีบุรุษใดสามารถตายแทนพวกนางได้ก็สมควรจะเป็นคนเยี่ยง ซุน เท่านั้น!!

 

จ้าวซือจี๋ แม้อยากจะเอ่ยคำใดออกมา สุดท้ายก็จำต้องกล้ำกลืนเนื่องด้วยแผนการของ ซุน ถือว่าเป็นแผนที่มีโอกาสให้ทุกคนรอดมากที่สุดแล้ว การดึงชายแก่ที่คาดว่าจะแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศัตรูออกไปนั่นเท่ากับว่าความเป็นได้ในหนทางชนะจะเปลี่ยนแปลงจาก 1 ใน 100 ให้กลายเป็น 1 ใน10 ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะเสี่ยงต่อแผนการนี้

 

แม้ จ้าวซือจี๋ จะมีวัยวุฒิที่มากกว่า ซุน เกือบ 20 ปีทว่าครั้งนี้กลับยอมประสานมือโค้งตัวให้อย่างสุภาพ แววตาเปี่ยมไปด้วยความนับถือและเลื่อมใสสุดใจ...“เช่นนั้นดูแลตนเองด้วย... หากพวกเราสามารถพลิกสถานการณ์ได้ ข้าจะรีบตามไปช่วยเหลือเจ้าในทันที!!”

 

ซุน ยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตวัดสายตามองไปยัง เย่ต้าเฟิง ยกปลายนิ้วชี้ตรงไปด้วยท่าทีทะนงองอาจถึงขีดสุดรอบกายของ ซุน ยังแฝงเร้นด้วยรัศมีแห่งวีรชนในสายตาของขบวนหมู่ศิษย์ที่เฝ้าจับตามอง...

 

“เจ้า!!แน่จริงก็มาเจอกับข้า ตัวต่อตัว!!”

 

เย่ต้าเฟิง เบิกตากว้างขึ้น แน่นอนว่าวาจาถ้อยคำของ ซุน ที่เอ่ยกับจ้าวซือจี๋ และพรรคพวก ชายชราก็ย่อมได้ยินด้วย แต่ทว่าสำหรับกลุ่มมังกรทองแล้วเป้าหมายสำคัญก็ยังเป็น ซุน สำหรับขบวนศิษย์เหล่านี้ จะเป็นตายร้ายดีนับเป็นเรื่องรองยังไงเสียการติดตามไปจับตัว ซุน เพียงลำพัง ก็ย่อมง่ายดายกว่าการฝ่าวงล้อมคนหมู่มากเข้าไปลงมือ

 

ที่สำคัญก็คือ... หัวหน้าหน่วยลับอีกสองคนอย่าง ฉุยป๋อ และหวางเย่หลิง ก็มีฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งสองมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย ในการเผชิญหน้ากับจ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ แบบตัวต่อตัว... ส่วนลูกสมุนที่บาดเจ็บ อย่างไรเสียก็เป็นชนชั้นยอดฝีมือลมปราณสีเหลืองขั้นต้นต่อให้ถูกรุมล้อมด้วยกลุ่มศิษย์แห่งความภาคภูมิใจชนชั้นลมปราณสีเขียวก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะพ่ายแพ้

 

เย่ต้าเฟิง หันมองเป็นสัญญาณ...

“ฉุยป๋อ... เจ้ากับข้าคงต้องสลับหน้าที่กัน ตามที่เคยตกลง เจ้ามีปัญหาอะไรหรือไม่?!”

 

ฉุยป๋อ แค่นเสียงเย็น แผ่ไอสังหารและกลิ่นอายแห่งความตายที่รุนแรงออกมา...

“ไม่มีปัญหา... ขอแค่เจ้าจับตัวเป้าหมายมาให้ได้ก็พอที่เหลือพวกเจ้าจัดการเอง!!”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตาแก่ เย่ต้าเฟิง ก็แสยะยิ้ม มองไปยัง ซุน พร้อมกับเลียริมฝีปากเผยแววตากระหายใคร่... “จับตัวเด็กนั้น คงไม่เกิน 100 ลมหายใจ...ทว่ากว่าที่ข้าจะเสร็จกิจ อาจจะมากถึง 3 ชั่วยาม!! แล้วข้าจะรีบกลับมาสมทบ!!”

 

ซุน ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขนพองสยองเกล้า ทว่าก็กัดฟันแน่นระเบิดวิชาตัวเบาวายุทะยานเหยียบเมฆา พุ่งฝ่าทะเลทรายไปยังเขตอันตรายที่มีทรายดูดเป็นมรสุม...ต่อให้เป็นใครก็พอจะมองออก ว่า ซุน คงคิดที่จะใช้มรสุมภายในชั้นนี้ช่วยเหลือในการต่อสู้ที่แทบไม่มีโอกาสเอาชนะได้...

 

เย่ต้าเฟิง คำรามเสียงหัวเราะออกมา...

“ดี!! ข้าชอบเด็กหนุ่มที่ต่อต้านขัดขืนเป็นที่สุดเสียงกรีดร้องโหยหวนของเจ้า จะยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้ข้าพลุ่งพล่าน!!”

 

ชายชราแม้มองดูผอมแห้งขี้โรค แต่เมื่อระเบิดความเร็วออกมา กลับกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ราวกับภูตผีประเดี๋ยวช้า ประเดี๋ยวเร็ว แต่กลับสามารถวิ่งกวดติดตาม ประกายแสงสีเขียวของ ซุนไปได้อย่างกระชั้นชิด

 

เหล่าพี่น้องร่วมสำนักในขบวน หรือแม้แต่ศิษย์หญิงสำนักบุปผาประจิม ทุกคนล้วนมองไปยังเงาร่างของซุน ที่พยายามสุดกำลังเพื่อหลบหนี สายตาที่ปรากฏออกมาจึงเต็มด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุดก่อนที่เหล่าศิษย์ชั้นแนวหน้าจะคำรามเสียงเรียกความฮึกเหิมทำลายความหวาดกลัวทั้งหมดที่มี...

 

“ด้วยความเสียสละของศิษย์พี่ซุน พวกเราจะต้องไม่ยอมให้มันไร้ความหมาย!!” ลั่วชิงเหอ เป็นคนแรกที่ตะโกนกึกก้องไปแปดทิศก่อนจะระเบิดจิตสังหารที่รุนแรง พุ่งออกจากขอบข่ายอาคม แม้แต่ เจี่ยโย่วเทียน ที่อุปนิสัยเต็มไปด้วยความนิ่งขรึมบัดนี้ยังแฝงเร้นไปด้วยเพลิงโทสะ กระบี่ในมือสั่นไหวไม่แน่นิ่ง ทะยานติดตามลั่วชิงเหอ ไปติด ๆ

 

จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ก็ได้รับขวัญและกำลังอย่างมหาศาลเช่นเดียวกันพุ่งตรงเข้าหา ฉุยป๋อ และ หวางเย่หลิง ด้วยพลังทั้งหมดที่มี ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตทั้งสองก็จะต้องลากศัตรูลงนรกตามไปด้วย เพื่อตอบแทนความเสียสละของ ซุน ในครั้งนี้

 

กล่าวได้ว่าอิทธิพลของ ซุน มีผลอย่างใหญ่หลวงในการรบ...

 

อีกด้านมุมหนึ่ง หลังออกห่างจากสนามรบส่วนนั้นมาได้ไกลหลายลี้...ซุน ที่คราแรกเร่งความเร็วสุดกำลังประหนึ่งคนหนีตาย โดยมีเสียงหัวเราะของเย่ต้าเฟิง ติดตามหลังมาด้วยความกระหายใคร่ลำพองใจ

 

แต่แล้ว จู่ ๆ ซุน ก็หยุดฝีเท้าลงดื้อ ๆ ในตำแหน่งที่มั่นใจว่าไม่มีมรสุมทรายดูด...เผยรอยยิ้มชั่วร้ายก่อนจะหันมองกลับมายัง เย่ต้าเฟิง ชัดเจนว่าใบหน้ามิได้แสดงความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย...ผิดจากท่าทีเศร้าสลดสั่งเสีย เอ่ยปากสละชีวิตเพื่อมิตรสหายก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน...

 

ทำเอาชายชราถึงกับอึ้งงัน สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง...

 

....................................................

คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน