ตอนที่ 40 มุ่งหน้าสู่ป่าไผ่เขียว
ซุนลี่จ้องมองเนี่ยฟงด้วยความตกตะลึงนิ่งค้าง ไม่เพียงไม่ปฏิเสธยังตอบรับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แม้สถานที่แห่งนั้นจะอันตรายเพียงใด กลับไม่ปรากฏความหวาดกลัวในแววตา หรือว่าเนี่ยฟงนั้นรู้จักกับหญิงสาวที่ร้องของความช่วยเหลือ เมื่อลองสังเกตทั้งสองก็เหมือนดั่งคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วไยต้องเสี่ยงชีวิตไปช่วยคนที่ไม่รู้จักด้วย ทำให้ซุนลี่รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกเนี่ยฟงลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ไม่สนใจสายตาของผู้คนที่กำลังจับจ้อง ก้าวเดินไปยังทางประตูทิศใต้ของเมืองอย่างไม่หวั่นเกรง แม้จะมีเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนมากมาย ว่าเนี่ยฟงหาเรื่องตายโดยไม่รู้ตัว แม้เสียงซุบซิบนินทาจะผ่านเข้ามาในกกหู เนี่ยฟงก็ยังก้าวเดินอย่างมุ่งมั่น ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาที่ทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง ในขณะที่กำลังก้าวเดินอยู่นั้น มุมปากของเนี่ยฟงกลับยกยิ้มขึ้น พลางคิดถึงตัวตนในอดีตชาติที่ต้องจบชีวิตลง เพราะการเข้าไปช่วยเหลือเด็กสาวในกองเพลิง ก่อนจะบ่นพึมพำออกมาอย่างบางเบา “นี่เพราะข้าใจดีเกินไป...หรือเพราะข้าแพ้น้ำตาอิสตรี” ซุนลี่จ้องมองเนี่ยฟงที่เดินผ่านฝูงชนอย่างเชื่องช้า ภายในใจรู้สึกสั่นสะท้านและสั่นไหว พลางคิดในใจว่าบุรุษผู้นี้เป็นบ้าหรือเป็นวีรบุรุษกันแน่ และทุกครั้งที่มีเรื่องที่ไม่เป็นธรรม ชายผู้นี้จะไม่ยอมนิ่งเฉยและยื่นมือเข้าช่วยเหลือตลอด จนทำให้นางพลางคิดถึงเรื่องเมื่อคืนก่อน ที่เนี่ยฟงยื่นมือมาช่วยเหลือนาง จากการฉุดคร่าไปข่มขืน ก็ทำให้ใบหน้าของแดงก่ำขึ้นมาทันที ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา แล้ววิ่งตามหลังเนี่ยฟงไป “เจ้าบ้า! คิดว่าตนเป็นวีรบุรุษหรือไง?” เสี่ยวหลานตกตะลึงงัน เมื่อยามที่นายของตนเร่งรีบจากไป เมื่อพยายามจะตะโกนเรียกนาง พวกเขาทั้งสองก็หายไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว “อ๊า~!! คุณหนู แล้วข้าจะกลับไปรายงานนายท่านอย่างไรกัน” เนี่ยฟงก้าวเดินจนมาถึงประตูทิศใต้ของเมือง ในระหว่างทางเขาได้ซื้อเสบียงอาหารเก็บไว้ในแหวนมิติเผื่อยามฉุกเฉิน เมื่อยามก้าวผ่านประตูเมืองออกมา ก็พบกับท่าน้ำที่มีเรือพายจอดอยู่หลายลำ เนี่ยฟงเห็นดังนั้นก็เดินปรี่เข้าไปหาทันที “ท่านลุง! พอจะขายเชือกผูกหลักเรือให้ข้าสองเส้นได้หรือไม่?” ชายชราพายเรือมองเนี่ยฟงด้วยความสงสัย ก่อนจะหยิบเชือกผูกหลักเรือเส้นยาวส่งให้เนี่ยฟง “ได้ซิพ่อหนุ่มลุงมีอยู่หลายเส้น เจ้าจะจ่ายเท่าไรก็แล้วแต่เจ้า แต่ว่าเจ้าจะเอาไปทำสิ่งใดกัน” เนี่ยฟงยื่นมือรับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยตอบออกมา “เอาไปถักหมัดน่ะลุง” “ถักหมัด? มันคืออะไรกัน” เนี่ยฟงส่งยิ้มให้ชายชราแทนคำตอบ พร้อมกับส่งหนึ่งเหรียญตำลึงเงินให้ ทำให้ชายชราพลันตาเบิกกว้างรับเงินอย่างรวดเร็ว แล้วไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีกต่อไป เมื่อเนี่ยฟงเห็นดังนั้นก็ออกเดินทางต่อทันที โดยในระหว่างทางนั้น เนี่ยฟงก็เริ่มใช้เชือกหลักแจวพันที่หมัด พร้อมทั้งบริกรรมคาถาสากเหล็ก และคาถาธนูมือ ในขณะที่พันด้วยความคุ้นชิน ทำให้เผลอหลุดเสียงหัวร่อออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า! นี่เรากำลังจะขึ้นสังเวียนหรือไงกันซึ่งในขณะที่เนี่ยฟงกำลังพันหมัดอยู่นั้น ใบหน้าของเด่นเพื่อนยากก็ล่องลอยขึ้นมาทันที ทำให้สีหน้าของเนี่ยฟงแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างบางเบา “ไอ้เด่น ข้าคิดถึงเอ็งว่ะ!” เนี่ยฟงถักหมัดอย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามหลักสูตร ทั้งแข้งสิงห์และขดก้นหอยต่างโดดเด่นและเห็นได้ชัด ก่อนปะทะหมัดเข้าหากันจนเกิดเสียงดัง “ปัง!!” เพื่อตรวจดูความกระชับที่หมัดของตน ซุนลี่แอบเฝ้ามองดูเนี่ยฟงจากระยะไกล ทุกการกระทำของเนี่ยฟง ถูกซุนลี่แอบจ้องมองมาตลอดทั้งเส้นทางเดิน แต่มีหรือที่เนี่ยฟงจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของนาง เพียงแต่เขาแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ในขณะนั้นเองที่ซุนลี่พึมพำออกมาอย่างเบาที่สุด “เจ้าโจรราคะผู้นี้เป็นบ้าจริงๆ หรือไงกัน เดี๋ยวหัวร่อ เดี๋ยวทำหน้าเศร้า แล้วยังเอาเชือกเหม็นๆ มาพันหมัดของตนอีก นี่ข้าแอบตามคนบ้าอยู่หรือเนี้ย!!” “คนบ้าที่ไหนจะหล่อเหลาป่านนี้ และถ้าหากข้าเป็นโจรราคะจริง คืนนั้น...เจ้าคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือของข้าหรอก แอบตามข้าไม่พอยังแอบนินทาข้าลับหลังอีก ออกมาได้แล้ว!!” เนี่ยฟงเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมอง ในตอนนั้นเองที่ซุนลี่ก้าวเดินออกมาจากต้นไม้ใหญ่ ด้วยสีหน้าที่ขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยวาจาออกมา ด้วยสีหน้าที่ยียวนกวนประสาท “หูข้ามันปิดไม่ได้ แต่ปากของเจ้า...มันปิดได้ไม่ใช่หรือไง?” “เจ้านี่มันนางมารน้อยจริงๆ ! ย้อนคำพูดของข้าอย่างงั้นรึ? แล้วแอบตามข้ามาทำไม กลับบ้านไปได้แล้ว” เนี่ยฟงรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ เมื่อถูกซุนลี่ย้อนคำของตน ก่อนจะเอ่ยปากไล่นางกลับบ้าน เพราะไม่อยากต่อเถียงกับนาง อีกนัยหนึ่งก็รู้สึกเป็นห่วงนางเล็กน้อย ที่ต้องไปเผชิญกับอันตรายที่อยู่เบื้องหน้า แต่แทนที่นางจะกลับไปกลับเอ่ยออกมาทันที “เจ้าหลงตัวเองเกินไปหรือเปล่า! ใครกันที่แอบติดตามเจ้า อีกอย่างถนนสายนี้บิดามารดาเจ้าเป็นผู้สร้างไว้หรือไง ถึงได้หวงห้ามไม่ให้ผู้คนเดิน หากเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าควรปักป้ายไว้ที่ทางเดินด้วยนะ ว่าเป็นทาง...กรี๊ดด~~~!!!” สายลมวูบหนึ่งที่รุนแรงและรวดเร็ว พลันผลักดันร่างของซุนลี่กระแทกกับต้นไม้ใหญ่ แม้จะไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด แต่มันก็ทำให้นางตกใจเผลอกรีดร้องออกมา เมื่อจ้องมองไปยังด้านหน้า หัวใจของนางก็สั่นไหวราวกับแผ่นดินถล่ม ใบหน้าของเนี่ยฟงห่างจากใบหน้าของนางไม่ถึงหนึ่งชุ่น (หนึ่งนิ้ว) รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่หอมละมุมที่สัมผัสเข้ากับใบหน้าของตน ดวงตาที่เป็นประกายของนางเบิกโพลงเท่าไข่ห่าน พร้อมกับแก้มทั้งสองข้างที่ค่อยๆ ปรากฏสีแดงระเรื่อ“นางมารน้อย!! หากเจ้าพูดอีกเพียงแค่ครึ่งคำ ข้าจะจูบปากเจ้าทันที!!” เนี่ยฟงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา แต่มันกลับดังสนั่นในกกหูทั้งสองข้างของซุนลี่ ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความเอียงอาย ในตอนนั้นเองที่สองรูจมูกของเนี่ยฟง ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของเนื้อสาว ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำทันที ก่อนรีบผละออกอย่างรวดเร็ว หันหลังให้กับซุนลี่ เพื่อหลบซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำเป็นลูกตำลึง แล้วเอ่ยวาจาออกมา “รีบกลับบ้านไปซะ! หนทางข้างหน้าล้วนแต่อันตราย หากเจ้าเป็นอะไรไป....พ่อของเจ้าต้องตามมาเอาชีวิตข้าแน่นอน” เนี่ยฟงเตรียมจะใช้ท่าเท้าวายุ เพื่อทะยานออกไปให้ไกลที่สุด นั่นอาจจะช่วยให้เขาและนางทิ้งระยะห่างได้ไกล จนนางไม่สามารถตามเขาได้ ในขณะที่กำลังจะพุ่งทะยานออกไป ซุนลี่ก็กล่าวออกมาทันที “เจ้ารู้จักทางไปป่าไผ่เขียวหรือไง? แม้ป้าผู้นั้นจะชี้ทางให้แก่เจ้าก็ตามที แต่เจ้าคิดว่ามันไปได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเลยหรือ? ยังต้องข้ามป่าข้ามแม่น้ำ อีกทั้งภูเขาหมอกที่มีหนทางอันซับซ้อน หากเจ้าไม่มีผู้ที่คุ้นชินกับเส้นทางนำทางให้ เจ้าคงตายกลางป่าเขาไปไม่ถึงอย่างแน่นอน” เนี่ยฟงหยุดชะงักกลางอากาศ ทำให้เสียหลักเกือบลื่นล้ม ก่อนจะหันมาหานางแล้วเอ่ยออกไป “เจ้ารู้?” ซุนลี่พยักหน้าอย่างเชื่องช้า พร้อมกับตอบออกมา “สมัยข้าเด็กๆ ท่านพ่อพาข้าไปฝึกฝนเพลงกระบี่ในหุบเขา จนเมื่อมีข่าวของพวกสมาคมมืด ท่านพ่อจึงสั่งห้ามข้าออกมาฝึกยุทธ์ที่นอกเมืองอีก แต่แน่นอนว่าข้ารู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี” เนี่ยฟงนิ่งเงียบพลางใช้ความคิด เป็นจริงดั่งที่นางกล่าว เขาไม่รู้จักเส้นทางรอบเมืองแม้แต่น้อย หากล่าช้าเกินไปลูกของป้าผู้นั้น อาจจะเป็นศพไปก่อนอย่างแน่นอน เนี่ยฟงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า อย่างน้อยมีนางไปด้วยการไปยังป่าไผ่เขียวคงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เขาต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเท่าตัว เพื่อปกป้องนางจากภัยอันตรายให้จงได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เอ่ยออกไปทันที “ตกลง! ข้ายอมให้เจ้าตามไปด้วยก็ได้ แต่จำไว้ว่า อย่าอยู่ห่างจากข้าเป็นเด็ดขาด..!!!!” เนี่ยฟงพูดไม่ทันขาดคำ ซุนลี่ก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกตะลึงงันของเนี่ยฟง ก่อนที่ซุนลี่จะหันหน้ามายกยิ้มให้ แล้วเอ่ยวาจาออกไป “เป็นข้าตั้งหากที่ยอมให้เจ้าติดตามไปด้วย และจำไว้อย่าอยู่ห่างจากข้าเป็นเด็ดขาด!! หากเจ้าหลงทางข้าไม่รับรู้ด้วยหรอกนะ!!” “นางมารน้อย!!!” เนี่ยฟงบ่นออกมา ก่อนจะพุ่งทะยานติดตามนางออกไป แม้ภายในใจจะรู้สึกโกรธเคือง แต่บนใบหน้าของเนี่ยฟงนั้น กลับยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวกาลเวลาผันเปลี่ยนหมุนวนไปอย่างรวดเร็ว เนี่ยฟงและซุนลี่เดินทางข้ามป่าข้ามแม่น้ำ มาเกือบครึ่งค่อนวัน ตลอดทั้งการเดินทางนั้นทั้งสองต่างนิ่งเงียบราวกับเป่าสาก ไม่มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็ฉุดคิดได้บางอย่าง ถึงเรื่องของจิตอสูรที่อยู่ภายในแก่นอสูร ที่พรรคใหญ่อย่างสำนักเทพกระบี่และพรรคเต่าทมิฬทุ่มราคาอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้ได้มันมา เขาจึงเอ่ยถามออกไปทันที “นางมารน้อย! เจ้าพอจะรู้เรื่องจิตอสูรที่อยู่ภายในแก่นอสูรหรือไม่?” ซุนลี่จ้องมองด้วยหางตา เมื่อถูกเรียกว่านางมารน้อย ก่อนจะถอนลมหายใจอย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยตอบออกไป “แก่นอสูรที่มีตบะมากกว่าหนึ่งพันปี มักจะมีจิตของมันฝังลงไปในแก่นอสูร การดึงจิตของมันออกมาผนึกลงไปในอาวุธได้ ล้วนแต่เพิ่มความร้ายกาจให้อาวุธหลายเท่าตัว นี้เจ้าพึ่งออกมาจากป่าเขาหรือไง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้เจ้ายังไม่รู้! อ้อ!! แล้วอีกอย่าง...ข้าไม่ใช่นางมารน้อย!!” เนี่ยฟงนิ่งเงียบขณะพุ่งทะยาน เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนถึงการหลอมรวมจิตอสูรเข้ากับศาสตราวุธ มิเช่นนั้นคงไม่ขายแก่นอสูรพยัคฆ์ขาวออกไปเป็นแน่ ในขณะนั้นเองที่ซุนลี่หยุดการเดินทางกะทันหัน จ้องมองไปยังหุบเขาที่อยู่ตรงหน้า หมอกควันที่หนาทึบทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้อย่างชัดเจน ที่ตรงบริเวณทางขึ้นหุบเขานั้น มีหลักหินก้อนหนึ่งเขียนบางอย่างไว้ เนี่ยฟงจึงเดินเข้าไปดูทันที ก่อนจะเอ่ยออกมา “หุบเขาหมอก” ในขณะที่เนี่ยฟงกำลังอ่านหลักหินอยู่นั้น ซุนลี่ก็เดินเข้ามายืนเคียงข้าง พร้อมกับใบหน้าที่แดงฉาน ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนยาวของตนออกมา ผูกที่ข้อมือของเนี่ยฟงและข้อมือของนางทันที “ในป่าหมอกเส้นทางซับซ้อน ง่ายต่อการพลัดหลงกัน การทำเช่นนี้จะทำให้เจ้ากับข้า....ไม่ต้องแยกออกจากกัน”
*หมายเหตุคำที่ขีดเส้นใต้*ถักหมัด = การคาดเชือกที่หมัดแบบมวยไชยาเชือกหลักแจว = เป็นเชือกที่คนสมัยก่อนใช้ยึดแจวไว้กับตัวเรือ หาได้ตามร้านขายเครื่องมือประมงซึ่งเป็นเชือกที่ค่อนข้างนิ่ม เพราะถ้าเชือกที่ใช้ทำแข็งเกินไป เวลาชกจะเป็นการทำร้ายตัวเองแข้งสิงห์ = เงื่อนตะกุดเบ็ดชั้นเดียวเพื่อให้เชือกที่คาดไม่หลุด และพันเรียงขึ้นมาเรื่อยๆ จนปมที่เกิดจากเงื่อนตะกุดเบ็ดชั้นเดียวเรียงกันเป็นแนวตามสันแขนถึงสันมือ เรียกกันว่า 'แข้งสิงห์'ขดก้นหอย = สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มักได้ยินก็คือ 'ขดก้นหอย' ซึ่งเกิดจากการปั่นเชือกจนเกิดการบิดตัวเป็นปม แล้วจึงค่อยๆ จัดเรียงปมที่เกิดขึ้นบนหลังหมัดและใช้ด้ายเส้นเล็กที่เรียกว่า 'หางหนู' ร้อยยึดไว้ ก้นหอยนี้นัยว่ามีไว้เพื่อเพิ่มความคม ความแข็งให้กับเชือก ว่ากันว่ามันคือสนับมือดีๆ นี่เองเครดิตจาก https://mgronline.com/live/detail/9490000024801 สามารถไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ