“ท่านแม่ ้าสิ่งใดหรือไม่ขอรับ”จางอี้เทาเอ่ยถามมารดาตอนเช้าในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มจัดเตรียมของให้พร้อม วันนี้เขากับบุตรชายจะเข้าเมืองเพื่อเอาสูตรพะโล้แห้งไปลองเสนอขายแก่บรรดาเหลาอาหารในเมืองตามที่ได้คุยกันไว้ั้แ่เมื่อวาน
“อาเทา นี่เงินหนึ่งตำลึงเ้าเอาติดตัวไว้ ซื้อพวกเนื้อสัตว์กับเครื่องเทศและข้าวสารก็เพียงพอแล้วอย่างอื่นยังพอมีเหลือ ถ้าเ้าเห็นว่าสิ่งไหนดีก็ซื้อมาเถอะเราคงต้องเริ่มเก็บสะสมเสบียงสำหรับฤดูหนาวแล้ว ถ้ารอซื้อในตอนนั้นแม่เกรงว่าราคาสินค้าอาจจะขึ้นเอา”นางหูยื่นเงินให้กับบุตรชายพร้อมกับเอ่ยสำทับอีกเล็กน้อย
“ได้ขอรับ น้องหญิงเล่า เ้าอยากได้สิ่งใดหรือไม่”จางอี้เทารับเงินมาจากมารดาแล้วจึงหันไปถามภรรยาเสียงนุ่ม
“ท่านพี่ รอข้าสักประเดี๋ยวเ้าค่ะ”หลี่อ้ายแจ้งสามีและเดินไปที่มุมหนึ่งสำหรับวางเสื้อผ้านางหยิบเอาผ้าปักและถุงหอมที่เก็บพับไว้อย่างเรียบร้อยออกมาทั้งหมดที่มีอยู่แล้วจึงกลับมาหาสามี
“ท่านพี่ ผ้าปักกับถุงหอมพวกนี้ ท่านพี่ลองเอาไปถามที่ร้านผ้าดูว่าพอจะขายได้หรือไม่ข้านำมาด้วยตอนที่เราย้ายออกจากเมืองหลวง ก่อนหน้านี้ข้าเก็บไว้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็จริงๆ จะไม่นำออกมาขาย ตอนนี้พวกเรา้าเงินสำหรับซื้อเสบียงตามที่ท่านแม่บอกท่านพี่เอาไปขายเถอะเ้าค่ะ” หลี่อ้ายยื่นห่อผ้าขนาดไม่ใหญ่มากให้กับสามี
“แต่ว่าของพวกนี้มันเป็สินเดิมของน้องหญิงมิใช่หรือเหตุใดถึง...” จางอี้เทามองดูผ้าในมือ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจนจบ หลี่อ้ายก็ชิงกล่าวออกมาเสียก่อน
“ท่านพี่ ตอนนี้ครอบครัวเรา้าเงินเพื่อนำมาซื้อเสบียงสำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ของพวกนี้ถ้ามันช่วยครอบครัวเราได้ ข้าไม่เสียดาย อีกอย่าง เรากำลังจะสร้างบ้านใหม่ยังมีสิ่งของที่ต้องซื้ออีกมาก ท่านพี่อย่าได้กังวลไปเลยเ้าค่ะ”
หลี่อ้ายยกมือสามีขึ้นมาแล้วตบลงไปเบา ๆเป็การให้กำลังใจชายหนุ่มทางหนึ่ง นางรู้ว่าสามีไม่อยากขายสมบัติของภรรยาเขาอยากทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดี แต่ในตอนนี้ นางควรจะอยู่เคียงข้างเขาในฐานะภรรยา อะไรที่ช่วยได้ นางก็ยินดี
“ขอบใจน้องหญิงมาก พี่จะพยายามให้มากขึ้น พี่สัญญาว่าในอนาคตพี่จะซื้อผ้าสวย ๆ มาให้น้องหญิงได้ปักจนไม่มีที่เก็บเป็แน่”จางอี้เทาได้แต่กุมมือภรรยาไว้แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังทำไมเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งของพวกนี้มีความหมายอย่างไรเขามองเพียงปราดเดียวก็รู้ถึงราคาของสิ่งในมือนี้แล้ว
ั้แ่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านหลัวถงภรรยาของเขาก็ไม่เคยได้สวมใส่เสื้อผ้าที่สวยงามเครื่องประดับก็เป็เพียงปิ่นเงินเก่า ๆ อันเดียว แป้งผัดหน้าอย่าได้ถามถึงเพราะแม้แต่เงินที่จะเอาไปซื้ออาหารยังไม่มีสักอีแปะ
เพราะ้าช่วยเหลือครอบครัวในยามยาก นางจึงนำออกมาขาย ภรรยาที่ดีเช่นนี้เขาจะหาได้จากที่ไหนอีกอี้เทาจึงได้แต่ให้สัญญากับตนเองในใจว่าสักวันหนึ่งภรรยาของเขาต้องได้สวมใส่ชุดที่ดีที่สุดเครื่องประดับต่าง ๆ เขาก็จะไม่ให้น้อยหน้าภรรยาบ้านอื่นเป็แน่
“ท่านพี่ ผ้าปักนี้ราคาขายไม่ควรต่ำกว่าห้าตำลึงนะเ้าคะ เพราะข้าใช้ไหมอัคนีในการปักลวดลายพวกนี้ข้าก็เป็คนออกแบบเองทั้งหมด ที่เมืองหลวงอย่างน้อยต้องได้ราคาชิ้นละเจ็ดตำลึง แต่ที่นี่ชาวบ้านหรือก็ยากจนคงขายราคานี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรได้สักห้าตำลึงเ้าค่ะ”หลี่อ้ายเอ่ยสำทับสามีอีกครั้ง
ผ้าปักลวดลายงดงามพวกนี้เป็สินเ้าสาว ถือว่ามีมูลค่าพอสมควรนางไม่เสียดายถ้ามันจะช่วยครอบครัวได้
“พี่รู้แล้ว น้องหญิงไม่ต้องเป็ห่วง”อี้เทาเอ่ยตอบรับภรรยา
“ท่านพ่อ ไปกันเถอะถ้าหากช้าอาจจะไม่ทันเกวียนท่านลุงผินนะขอรับ” จางอี้ิที่ยืนมองอยู่เห็นสองสามีภรรยาแสดงความรักกันก็ยิ่งอยากทำให้ครอบครัวร่ำรวยขึ้นในเร็ววันแทบไม่ไหว
ท่านพ่อกับท่านแม่จะต้องกลับมามั่งคั่งอีกครั้ง เขาสัญญา...
.
เมื่อบอกกล่าวกิจต่าง ๆ เสร็จพวกเขาจึงออกจากบ้านมาที่เกวียนลุงผินเพื่อมุ่งสู่เมืองไห่ถังการเดินทางใช้เวลาเท่าเดิมเหมือนที่เข้าเมืองมาครั้งแรก ไม่นานสองพ่อลูกบ้านสกุลจางก็มาเดินอยู่บนท้องถนน หลังจากที่จ่ายค่าผ่านเข้าประตูเมืองมาแล้ว
“ิเอ๋อร์ไม่ใช่เ้าจะเอาเกลือผักมาให้เถ้าแก่หวังดูเป็ตัวอย่างหรอกหรือ”จางอี้เทาถามบุตรชาย เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนแรกตนเองจะถามั้แ่ที่บ้านแล้วแต่ก็ลืม เพราะมัวแต่ซาบซึ้งใจกับภรรยาแสนดี
“ข้าว่าจะรอไปก่อน ยังไม่เอาออกมาขายขอรับท่านพ่อน้ำตาลผักเพิ่งขายเป็สินค้าใหม่ ถ้าเราเอาสินค้าตัวใหม่อันอื่นออกมาใกล้กันเกินไปอาจทำให้ยอดสั่งซื้อน้ำตาลผักน้อยลง อีกอย่าง ข้ายังหาวิธีหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับการค้าเกลือไม่ได้ขอรับ”
“นั่นสิ พ่อลืมไป ิเอ๋อร์ของพ่อช่างเก่งกาจยิ่ง”จางอี้เทาเอ่ยชมบุตรชายพร้อมกับลูบศีรษะน้อย ๆ นั้นไปมาอยู่สองสามที
“ข้ารู้ขอรับว่าข้าเก่ง อิอิ”
“เ้าเด็กขี้อวด”จางอี้เทาเปลี่ยนจากลูบผมเป็ยีผมจางอี้ิไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยวช่างหลงใหลในตัวเองเสียจริงเด็กคนนี้
“เอ่อ ท่านพ่อท่านคงไม่ลืมเอาน้ำมันหมูกับน้ำตาลผักมาใช่หรือไม่ขอรับ”อี้ิถามบิดาเพื่อความมั่นใจ
“เอามาแล้ว อยู่ในตะกร้า พ่อจะลืมได้เช่นไรในเมื่อลูกเอ่ยย้ำเช่นนั้น”จางอี้เทาเอ่ยเย้าลูกชายด้วยรอยยิ้ม ก็ิเอ๋อร์ของเขาย้ำนักหนาว่าไม่ให้เขาลืมเอาของสองอย่างนี้มาด้วย
“ิเอ๋อร์คิดว่าเถ้าแก่เหลาอาหารคงจะให้ลูกทดลองทำพะโล้แห้งให้เขาได้ชิมใช่หรือไม่ถึงให้พ่อเตรียมวัตถุดิบมาด้วย เ้าช่างฉลาดยิ่ง”
“ขอรับ ข้าคิดว่าเราจะมาขายสูตรอาหาร ถ้าเราไม่ทำให้ชิมเถ้าแก่คงไม่อยากซื้อ ข้าจึงให้ท่านพ่อเตรียมน้ำมันหมูกับน้ำตาลผักมาด้วย”อี้ิตอบก่อนจะหยุดเดิน เงยหน้าไปถามบิดาด้วยน้ำเสียงน่ารัก “ท่านพ่อ แล้วพวกเราจะไปขายสูตรอาหารที่ไหนเล่าขอรับ”
“เอาเช่นนี้พ่อจะไปถามคนแถวนี้ว่ามีเหลาอาหารไหนหรือไม่ที่เราควรจะลองเอาไปขายดู” จางอี้เทาตอบคำถามบุตรชายแล้วจูงมือจางอี้ิเดินตรงไปสอบถามยังร้านค้าแถวนั้นอยู่สี่ห้าร้านคำตอบที่ได้เหมือนกันทุกร้าน
“พ่อหนุ่ม เ้าคงมาใหม่ล่ะซิเหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองไห่ถังก็คือเหลาอาหารเฟิงฟู่เช่นไรเล่าส่วนเหลาอาหารอันดับสอง คือเหลาอาหารซิ่งฝู เหลาอาหารของพวกเขาตั้งอยู่ตรงข้ามกันคนละฝากถนนจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะแข่งขันกันอย่างลับ ๆ”เถ้าแก่ร้านบะหมี่อธิบายให้สองพ่อลูกฟังพลางป้องปากคล้ายกับกระซิบกระซาบ
“แล้วเหลาอาหารทั้งสองอยู่ตรงไหนขอรับ”จางอี้เทาถามอย่างสุภาพ
“เ้าเดินตรงไปอีกแค่หนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว ไม่ต้องเลี้ยวไปไหนนะเหลาอาหารทั้งสองอยู่ตรงถนนหลักนี่แหละ”
“ข้าขอบคุณเถ้าแก่มากขอรับ ไปเถอะิเอ๋อร์”จางอี้เทากล่าวขอบคุณเถ้าแก่ร้านบะหมี่แล้วเดินจูงมือบุตรชายไปตามทางที่ชายวัยกลางคนบอก
เดินไปไม่ถึงหนึ่งเค่อดังที่ได้ยินมา สองพ่อลูกจึงเห็นอาคารไม้สามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าป้ายชื่อเหลาที่บรรจงเขียนด้วยตัวอักษรให้ความรู้สึกมั่นคงและแข็งแกร่งปรากฎเด่นชัดตรงประตูทางเข้ามีรูปปั้นสิงโตคู่ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ถึงแม้จะมองจากข้างนอกเข้าไปไม่ได้เห็นว่าข้างในตกแต่งอย่างไร อี้เทาก็สามารถบอกได้ว่าสมกับเป็เหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองไห่ถังขนาดข้างนอกยังตกแต่งได้สวยงามเช่นนี้ ข้างในเหลาอาหารก็คงไม่แพ้กัน
ระหว่างที่สองพ่อลูกยืนชื่นชมความสง่างามของอาคารไม้ตรงหน้าด้วยสภาพการแต่งกายที่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ชุดที่สวมใส่ถึงแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูราบเรียบชายหนุ่มสะพายตะกร้าไม้ไผ่สานไว้ข้างหลัง ส่วนเด็กชายมีร่างกายผอมแห้งทำให้เสี่ยวเอ้อร์ที่มีหน้าที่ต้อนรับพิจารณาแล้วว่าคงไม่ใช่ลูกค้าหากเถ้าแก่ออกมาเห็นว่าปล่อยให้มีขอทานหรือชาวบ้านสกปรกมายืนบังหน้าร้านเช่นนี้ตนอาจจะถูกไล่ออกจึงตัดสินใจเดินมาไล่ให้สองพ่อลูกออกไป
“นี่ พวกเ้าสองคนนะ รีบออกไปเร็วอย่ามายืนเกะกะขวางทางลูกค้าเหลาอาหาร”
“นี่พี่ชายข้ากับท่านพ่อจะมาขอพบเถ้าแก่เพื่อขายสูตรอาหารไม่ทราบว่าพี่ชายพอจะให้ข้ากับท่านพ่อเข้าพบเถ้าแก่ได้หรือไม่”จางอี้ิยกมือคารวะและเอ่ยถามเสียงสุภาพ
“เหอะ ดูสารรูปของพวกเ้าพวกเ้าสองคนพ่อลูกมิรู้หรือว่านี่คือเหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองไห่ถังไหนเลยจะเอาอาหารพื้น ๆ ของชาวบ้านมาขายได้”เสี่ยวเอ้อร์ยกมือทั้งสองข้างเท้าสะเอวกล่าวดูถูกสองพ่อลูกปรายสายตาจ้องมองั้แ่หัวจรดปลายเท้าอยู่สองสามที
“เถ้าแก่ของข้าไม่สนใจสูตรอาหารพื้น ๆ ของพวกเ้าหรอกไป ๆ รีบออกไปก่อนที่ข้าจะให้คนมาไล่พวกเ้าสองคนพ่อลูก”เสี่ยวเอ้อร์คนเดิมยังคงเอ่ยปากไล่ เขาทั้งผลัก ทั้งดันและยังเอาไม้กวาดมาไล่จางอี้เทากับเด็กน้อยอีกด้วย
“ได้ ๆ พวกข้าไปแล้ว เหตุใดเ้าถึงได้รุนแรงเช่นนี้”จางอี้เทาเอ่ยถามพลางช้อนตัวก้มลงเพื่ออุ้มบุตรชายก่อนที่จะรีบเดินหนีออกไปจากหน้าเหลาอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็เหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองไห่ถังแต่เสี่ยวเอ้อร์กลับไร้ซึ่งมารยาทไม่รู้ว่าได้รับการขนานนามว่าเป็เหลาอาหารอันดับหนึ่งได้เช่นไร
เมื่อสองพ่อลูกเดินห่างออกมาไกลเหลาอาหารเฟิงฟู่มากแล้วจางอี้เทาจึงวางบุตรชายลง พลิกดูตามร่างกายของจางอี้ิอย่างละเอียด
“ิเอ๋อร์ เ้าาเ็หรือไม่”
“ไม่ขอรับ ข้าสบายดีขอบคุณท่านพ่อที่อุ้มข้าหนีมานะขอรับ”จางอี้ิตอบบิดาพลางหมุนร่างกายตนเองให้บิดาได้สำรวจอย่างเต็มที่
“เป็หน้าที่ของบิดาที่ต้องปกป้องบุตรอยู่แล้ว”จางอี้เทาเอ่ยบอกเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม มันเป็เื่ที่ทำให้เด็กน้อยถึงกับน้ำตาคลอไม่ใช่เพราะเจ็บจากการถูกไล่ตี แต่เพราะตื้นตันใจและซาบซึ้ง
จางอี้ิที่ชาติก่อนเป็เพียงเด็กกำพร้า ไหนเลยจะได้รับความรักหรือการปกป้องเขาเคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวคนเดียวมาตลอดทว่าตอนนี้เขามีท่านพ่อ มีครอบครัวอย่างที่ฝัน ซึ่งมันอบอุ่นและดีมากความรู้สึกตื่นเต้น ตื้นตันและดีใจผสมปนเปกันไปหมด
“ิเอ๋อร์ เป็อะไร หรือเ้าาเ็แต่ปิดบังพ่อไว้”อี้เทาเอ่ยถามบุตรชายอีกครั้งด้วยความเป็ห่วงเขารีบย่อตัวนั่งลงบนส้นเท้าให้ใบหน้าของตนเองอยู่ระดับเดียวกับบุตรชาย
จางอี้ิได้ยินเช่นนั้นก็โผเข้าไปกอดบิดาไว้แน่นและส่ายหน้าไปมาหลายครั้งเด็กน้อยกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใครทั้งที่ทั้งสองคนยืนอยู่บนถนนหลัก เต็มไปด้วยผู้คนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย
“ถ้าไม่าเ็แล้วเหตุใดถึงได้ร้องไห้มากมายเพียงนี้”จางอี้เทาเอ่ยถามพลางลูบหลังบุตรตัวน้อยขึ้นลงอย่างปลอบใจ
“ข้าซาบซึ้งใจขอรับ ที่ท่านพ่อรักข้ามากมายขนาดนี้”
“โอ๋ เด็กดี ไม่ร้องนะ พ่ออยู่ตรงนี้แล้วิเอ๋อร์เป็ดวงใจของพ่อกับแม่ รวมทั้งท่านย่าด้วยพวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายิเอ๋อร์ได้อย่างแน่นอน ไหนยิ้มให้พ่อดูหน่อยเร็วพวกเรายังต้องเอาผ้าปักและถุงหอมของแม่เ้าไปขายอีกนะ เ้าลืมแล้วเช่นนั้นหรือถ้าิเอ๋อร์ยังไม่หยุดร้องไห้ คนเดินผ่านไปมาต้องคิดว่าบิดาคนนี้รังแกบุตรชายอยู่เป็แน่”
จางอี้เทาใช้นิ้วมือเกลี่ยน้ำตาที่อาบแก้มให้กับลูกชายดูเหมือนวันนี้เด็กน้อยจะขี้แยเป็พิเศษเขาไม่โกรธเคืองอันใดลูกเลยที่แสดงความอ่อนแอ ในหลาย ๆ วันที่ผ่านมา แม้อี้ิจะแสดงให้เห็นว่าตนเองเก่งกาจขนาดไหนแต่บุตรชายของเขาก็ยังเป็เพียงเด็กอายุห้าขวบเท่านั้น
“ข้าไม่ร้องไห้แล้วขอรับ”จางอี้ิบอกบิดาพลางใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่เปรอะไปทั้งใบหน้าอีกครั้งแต่เพราะตัวเขายังเด็กเวลาร้องไห้จึงทำให้ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลออกมาด้วยกันอี้เทาจึงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาเช็ดใบหน้าให้กับบุตรชายจนสะอาด
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
“เราไปกันเถอะวันนี้พวกเราคงขายสูตรพะโล้ไม่ได้แล้วล่ะ” จางอี้เทาบอกลูกชายแล้วจึงลุกขึ้นเขากำลังจะจูงมืออี้ิเดินต่อไปยังร้านขายผ้าแต่เพราะเสียงเรียกที่ดังตามมาทางด้านหลังทำให้ต้องหยุดชะงัก หันหลังกลับไปมองตามเสียงเรียกด้วยความสงสัย
“พี่ชาย พี่ชาย อย่าเพิ่งไป รอข้าก่อน”