แสงแดดยามสายอ่อนโยนลอดผ่านบานหน้าต่างกระดาษสาละอองแสงพาดทาบลงบนพื้นไม้เรียบสะอาดเสียงจิ้งหรีดหริ่งเรไรจากนอกจวนคล้ายจะกลบความอึดอัดที่กำลังขยายตัวช้า ๆภายในห้อง
ฮวาเสี่ยวซีนั่งนิ่งบนเก้าอี้ไม้เนื้อดีอาภรณ์สีอ่อนแนบกายพริ้วไหวเพียงนิดยามลมพัดดวงตาคมเฉียบของนางจ้องตรงไปยังบุรุษตรงหน้าอี้หานเฟิง ชินอ๋องแห่งแคว้นเขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าขรึมเคร่งอาบแสงเช้า ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลราวกับกำลังเลือกวางชิ้นกระดานที่สำคัญที่สุดในเกมชีวิต
“หลังจากเจ้าถูกธนูยิงตกแม่น้ำซูเหอ…” เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ข้าเป็นคนไปพบเจ้าที่ริมตลิ่ง เจ้าหมดสติไปหลายวันทีเดียว…”
ไม่มีเสียงแทรกใดจากฮวาเสี่ยวซี นางแค่ขยับปลายนิ้วเล็กน้อยบนตัก คำว่า“ซูเหอ” ฟังดูคลับคล้ายคลับคลาจนเส้นขนอ่อนลุกซู่
อี้หานเฟิงเล่าต่อเนิบช้า แววตาไม่หลบเลี่ยง “ข้าพาเจ้ากลับไปที่กระท่อมที่ข้าพักอาศัยอยู่...ที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ไม่มีใครตามเจอ... ไม่มีใครรบกวน”
เขายิ้มน้อย ๆ ราวจะซ่อนบางอย่าง
“เจ้าสลบไปนานมาก... อาจจะสิบวัน หรือยี่สิบวัน ข้าดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิด เช็ดตัวเปลี่ยนผ้า ป้อนข้าวป้อนน้ำ... ทั้งหมดด้วยตัวข้าเอง”
สีหน้าของอี้หานเฟิงนั้นสงบหากในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่มิได้ปรากฏให้ใครเห็นบ่อยนัก
“เมื่อเจ้าฟื้นขึ้นมา เจ้าจำอะไรไม่ได้เลย…แม้แต่ชื่อของตัวเองข้าจึงตั้งชื่อเจ้าใหม่ ‘เสี่ยวหว่าน’”
ฮวาเสี่ยวซีกะพริบตาถี่ ดวงหน้างามสะพรั่งปรากฏแววตงิดใจความสงสัยเจือปนหวั่น ไหวฉายชัดในดวงตาคู่นั้น ริมฝีปากขยับเล็กน้อยแต่ไม่มีถ้อยคำใดเปล่งออกมา
อี้หานเฟิงสูดลมหายใจเข้าเบา ๆราวจะตัดสินใจว่า...เขาจะพูดสิ่งนั้นหรือไม่
“เราอยู่ด้วยกันที่กระท่อมนั้น...หลายเดือน” เขาเอ่ยเรียบ ๆ“ใช้ชีวิตร่วมกัน...เหมือนสามีภรรยา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาสบตานางตรง ๆก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
"คืนหนึ่ง... เจ้าละเมอ คิดว่า...ของข้าเป็นของกิน... เจ้าเอาเข้าปาก"น้ำเสียงของเขานุ่มลึก ไม่มีความหยาบโลน ไม่มีการเยาะหยัน มีเพียงความจริงที่ปล่อยออกมาช้าๆ ราวกลัวคำพูดของตนจะบาดลึกเกินไป หลังจากนั้นพวกเขา
ทะเลาะกันเจ้าวิ่งหนีออกไปข้างนอกลำพัง ในตอนกลางคืนข้าวิ่งตามหาเจ้าและข้าได้พบเจ้าแต่พวกเขาทะเลาะกันอย่างหนักหลังจากนั้นเพื่อยืนยันว่าข้ารักเจ้าเพียงใดและด้วยอารมณ์โมโหพวกเราจึงได้...ทำในสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืน"
สิ่งที่เขาเอ่ยออกมานั้นมิได้ต้องการให้นางอับอายแม้แต่น้อยแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการแสดงให้หลานชายของ
เขาได้ประจักษ์ชัดว่า เขาคือสามีของนางและนางจะเป็นภรรยาของเขาเสมอ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ได้ตัวนางไปแม้แต่หลานชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ตามที
ฮวาเสี่ยวซีสำลักน้ำชาในลำคอทันทีที่ได้ยิน นางรีบยกมือปิดปากดวงตาเบิกกว้างกว่าปกติอย่างห้ามไม่ได้ใบหน้าที่เคยขาวนวลเริ่มแต้มสีแดงระเรื่อราวผลท้อสุก สองแก้มร้อนผ่าวริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความตกใจปนเขินอาย
“ขะ...ข้า...” นางเอ่ยเบา ๆ ไม่สุดคำก่อนจะกลืนคำพูดนั้นกลับลงคออย่างทุลักทุเล
ใจนางเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำเสียงหัวใจดังก้องในหูยิ่งกว่าคำพูดของเขาเสียอีก
เอา...เข้าปาก? ของเขา? นาง?!
สายตานางพลันหลบต่ำไปยังพื้นไม้ตรงหน้าอยากจะเลื่อนตัวหนีไปใต้โต๊ะเสียให้ได้ แต่ก็ต้องนั่งสงบอย่าง"คุณหนูผู้สูงศักดิ์" ผู้ไร้ทางหนี
นางกะพริบตาถี่ ภาพบางอย่าง ความอบอุ่นจากเปลวไฟในกระท่อม เสียงฟืนแตกเสียงทุ้มที่กระซิบชิดใบหู และ...รสสัมผัสแปลกประหลาดแวบเข้ามาเพียงครู่ก่อนจะเลือนหายไปในเงามืดของความจำที่พร่าเลือน
“บะ...บ้า” เสียงเธอสั่นพึมพำอย่างแผ่วเบา สีหน้าปั้นไม่ถูกว่าควรจะตกใจประชด หรือหัวเราะกลบเกลื่อนดี “ท่านเล่า
เรื่องละเมอเช่นนั้น...ต่อหน้าบุรุษอีกสองคน?”
น้ำเสียงของนางเจือทั้งความโกรธขึง ความอับอายและความประชดประชันจนไม่อาจกลั้นได้สีหน้าของฮวาเสี่ยวซีในยามนี้ทั้งแดงก่ำทั้งกระวนกระวาย นางหลบตาอี้หานเฟิงแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาของเขาที่จ้องแน่วแน่มาราวจะล้วงลึกเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของนาง
และทันใดนั้น...
เสียงของบุรุษอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาเบา ๆ
เสียงของบุรุษอีกคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาเบา ๆ “เจ้า...เจ้ากล้าจริงๆ” น้ำเสียงของ อี้เฟยหลง เต็มไปด้วยความผิดหวังและเหลือเชื่อจนแทบเอ่ยเสียงไม่ขึ้น
“แม้แต่...ในยามไม่มีสติ เจ้าก็ยัง...” เขาพูดไม่จบ ปลายเสียงนั้นแผ่วราวกับไม่กล้าจะผลักความจริงออกจากอกตนเอง
ฮวาเสี่ยวซีหันขวับไปมองเขา ดวงตาเบิกกว้างแล้วค่อย ๆ หรี่ลงอย่างอันตราย
“ยังมีอีกหรือ?” เสียงของนางค่อย ๆ สูงขึ้นใบหน้าประชิดเล็กน้อย ริมฝีปากบิดยิ้มบางอย่างไม่แน่ใจว่าประชดหรือปั่นประสาท
“ท่านจะกล่าวเพิ่มอีกกี่ข้อหาก็เชิญเลยเถิด! จะว่าข้า กลืนทั้งตัว ไปด้วยก็ได้ข้าจะได้ไม่ต้องเหลือใบหน้างาม ๆ ไว้ให้พวกเจ้ามองกันอีก!”
นางยกถ้วยชาขึ้นหมายจะกลบความร้อนใจแต่พอปลายน้ำแตะลิ้นก็ต้องชะงักรสชาร้อนขมปี๋ราวกับแกล้ง หรือจิตนางมันเป็นไฟไปเสียเอง
“แค่... เอาเข้าปาก ก็กลืนข้าวไม่ลงแล้ว!จะให้นั่งฟังพวกเจ้าคลำอดีตกลางห้องเช่นนี้ไปถึงเมื่อใดกัน?!”
เสียงนางดังขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สองแก้มแดงจัดจนคล้ายจะระเบิดได้ทุกเมื่อริมฝีปากสั่นเบา ๆ ราวกับไม่กล้าจะเอ่ยต่อ
ฮวาเสี่ยวซี นัยน์ตาสั่นไหวแต่วาววับ"ท่านจะพูดก็พูดให้จบเถิด!" นางกระแทกเสียงต่ำอย่างขุ่นเคือง"จะกล่าวหาข้าเป็นหญิงไร้ยางอายที่ไล่เก็บบุรุษทั้งตระกูลก็เอาให้สุด!”
น้ำเสียงประชดประชันของนางพ่นออกมาราวควันกรด ใบหน้าของอี้เฟยหลงซีดขาวสั่นเงียบ
ก่อนที่อีกเสียงจะดังขึ้นแทรก
“เจ้ายังนอนละเมอบอกว่ารักท่านอาหลี่...”
คำพูดจาก จิ้นอ๋อง ลอยมาเบา ๆ แต่กลับกระแทกกลางใจทั้งห้องดวงตาของเขาไม่แม้แต่จะมองนางตรง ๆ ด้วยซ้ำทว่าริมฝีปากที่เอ่ยคำประชดออกมานั้นคล้ายจะปิดไม่มิดความขมขื่นที่ก่อตัวอยู่ลึกในใจ
อี้หานเฟิงชะงักไป ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นปรากฏแววตกใจชัดเจน
“เจ้าละเมอ...ถึงข้า?” เขาถามเสียงเบา แต่แววตาเปล่งประกายอย่างควบคุมไม่อยู่ราวกับประกายแห่งความหวังบาง
อย่างกำลังก่อตัวท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย
“ข้าฝัน...ถึงท่าน?” ฮวาเสี่ยวซีพึมพำตอบกับตนเองลมหายใจสะดุดไปครู่หนึ่ง นางไม่รู้เลยว่าควรจะรู้สึกดีใจ อับอายหรืออยากจะวิ่งหนีไปจากที่ตรงนี้เสียให้พ้น บรรยากาศในห้องกลายเป็นสนามรบของความรู้สึกที่ไม่ได้เอ่ยออกมาแต่ละคนต่างพกความคาดหวัง ความผิดหวัง และความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบในหัวใจ และใจกลางวงล้อมนั้น...มีเพียงฮวาเสี่ยวซีที่ตอนนี้แม้จะสวมบท "หญิงเจ้าปัญหา" แต่ในหัวกลับว่างเปล่า สับสนและวูบวาบไปหมด
นางเหลือบตามองเขาอย่างเร็วดวงตาคู่นั้นทั้งอับอายทั้งประหลาดใจ ทั้งเคลือบแคลงทั้งหวั่นไหว
ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างกระทันหันราวกับหากสบตาเขานานกว่านี้ หัวใจจะระเบิดออกจากอก
“นั่น...เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราลึกซึ้งเกินเลย”อี้หานเฟิงกล่าวปิดท้ายอย่างสงบ ทิ้งน้ำเสียงกลางอากาศราวบทกวีที่ไร้บทสรุป
บรรยากาศในห้องพลันนิ่งงันไม่ใช่ด้วยความสงบ...แต่ด้วยความตึงเครียดที่เริ่มแทรกซึมเหมือนหมอกยามค่ำ
ฮวาเสี่ยวซีหันหน้าหนีอย่างช้าๆ ไม่ใช่เพราะอาย...แต่เพราะใจเธอไม่แน่ใจว่า หญิงนางหนึ่งเช่นตนจะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นจริงหรือไม่
ม่านตาสั่นไหวภายในใจปั่นป่วน แต่ริมฝีปากยังเงียบงัน
และในความเงียบที่อัดแน่นนั้นเอง...เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น เสียงเก้าอี้ขยับตามแรงลุกของใครบางคน ผู้ที่นั่งฟังอยู่นานพอแล้ว