หลังจากจัดการกับร่างพวกลิ่วล้อของตาเฒ่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว แผนต่อไปคือการให้ชาวบ้านปลอมตัวเพื่อสวมรอยแทนโดยใช้ชุดของพวกมันเอง ดีที่ว่าชุดของคนพวกนี้จะมีสีน้ำตาลเข้มและมีผ้าสีดำปิดบังใบหน้าเอาไว้ จุดนี้เองที่เป็นช่องทางเหมาะในการแฝงตัวเข้าไปเนียนๆ จากการค้นตัวพวกมันไม่ค่อยพกอะไรมีค่าติดตัวมากนัก แต่สิ่งที่แกรนด์ต้องการมากที่สุดคือแผนที่ และมันก็อยู่ในแหวนของคนเป็นหัวหน้าที่พาคนพวกนี้มา ข้างในแผนที่แสดงข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งรังของพวกมันและหมู่บ้านอื่นๆ ที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุม เส้นทาง รวมถึงกับดักในจุดต่างๆ ก่อนที่จะถึงรังอีกด้วย แกรนด์รู้สึกสนใจเกี่ยวกับรังใหญ่และตัวตนของตาเฒ่านี้เป็นอย่างมาก ทำไมพวกมันต้องใช้เส้นทางที่วกวนแถมยังมีกับดักมากมาย? นี่ไม่ใช่แค่การระมัดระวังตัวธรรมดาแล้ว สถานที่แห่งนั้นต้องปกปิดความลับอะไรบางอย่างเอาไว้แน่ ความลับที่ไม่อยากให้คนภายนอกได้รู้ เพราะตามคำบอกเล่าของหัวหน้าหมู่บ้าน คนที่ถูกพาไปยังที่แห่งนั้นไม่เคยมีใครได้กลับออกมาเลยสักคน แล้วยังหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกมันอีกหลายสิบแห่ง ถ้าจะให้เดาแล้ว สภาพก็คงไม่ต่างจากหมู่บ้านแห่งนี้เท่าไหร่นัก แต่จากการสำรวจค้นทุกอย่างดูแล้ว เหมือนว่าพวกมันจะไปทีละหมู่บ้าน เมื่อนำของไปส่งที่รังแล้วค่อยไปที่หมู่บ้านอื่นต่อ หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ขบวนเก็บบรรณาการปลอมก็มุ่งหน้าไปยังรังของพวกมันตามเส้นทางในแผนที่ ส่วนแกรนด์กับพรรคพวกได้พานักรบที่มีฝีมือจำนวนสิบกว่าคนคอยติดตามและสอดแนมอยู่ห่างๆ จากขบวน ภายในขบวนได้ขนทุกอย่างตามที่พวกมันเรียกร้องเพื่อตบตา เมื่อถึงที่นั่นแผนการขั้นต่อไปจะเริ่มขึ้น
“นายท่าน ข้ารู้สึกว่ากลิ่นแถวนี้มันแปลกๆ ชอบกล”
“นั่นสิ ข้ารู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองพวกเราอยู่จากที่ไหนสักที่ เป็นไปได้ยังไงกัน?”
การเดินทางผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว แม้ทุกอย่างจะดูปกติและเป็นไปได้สวยตามแผนที่วางเอาไว้ แต่ไคลน์รู้สึกถึงกลิ่นอายที่ผิดปกติแต่ไม่อาจระบุที่มาได้ แกรนด์ก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่นึ่งจับจ้องมาที่ตนจากตรงไหนสักแห่งที่ไกลออกไปเกินเขตสัมผัสของเขา ใครกันที่มีพลังการจ้องมองที่ไกลขนาดนั้นได้? และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้นคือมันจ้องมายังพวกเขาที่แอบอยู่! หน่วยสอดแนมที่แกรนด์เป็นผู้นำทีมจะทำหน้าที่แอบและแฝงตัวเข้าไปในรังของตาเฒ่าโดยใช้ขบวนบรรณาการปลอมเบี่ยงเบนเพื่อล่อความสนใจของพวกมัน แต่การตรวจจับและมองเห็นได้ระยะไกลขนาดนี้มันอะไรกัน?
“หรือว่าข้าจะคิดมากไปเอง? ไม่! ลางสังหรณ์ของข้าไม่น่าพลาด ยังไงก็บอกเอเลน่าระวังตัวไว้ด้วยแล้วกัน ส่วนเจ้า หาที่มาของกลิ่นนั่นซะ แต่อย่าทำอะไรให้ผิดสังเกต ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการสอดแนมและลบตัวตนก็ได้”
“รับทราบ”
แกรนด์สั่งไคลน์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยที่ตัวเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อยู่ไหนกันแน่? พวกเจ้าอยากเล่นสงครามประสาทกับข้างั้นหรอ?”
...ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร...
“หัวหน้า ขบวนขนส่งทาสผ่านมาทางนี้ตามที่คาดไว้เลย”
สิ่งมีชีวิตรูปร่างครึ่งคนครึ่งเหยี่ยวเอ่ยขึ้น สายตาของมันจับจ้องไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลออกไปมาก แม้จะเป็นป่าที่มีใบไม้ปกคลุมจนแสงแทบจะส่องไม่ถึงพื้นดินเบื้องล่าง แต่สายตาคู่นั้นกลับจดจ้องไปยังเป้าหมายได้ชัดเจนเหมือนอยู่ห่างเพียงไม่กี่สิบเมตร และดูเหมือนว่าพวกมันมารออยู่ที่นี่สักพักแล้ว
“ดี! มาไวกว่าที่คาดไว้นะ เห็นว่าพวกมันเพิ่งจะไปก็เลยมาดักรอที่นี่ กะว่าจะนอนสักงีบก่อนแท้ๆ แต่มาไวก็ดี ข้าจะได้ไม่เสียเวลา”
“แต่หัวหน้า ดูเหมือนข้างๆ ขบวนของพวกมันจะมีกลุ่มคนซุ่มตัวและเคลื่อนไปพร้อมกันอยู่ห่างๆ”
“ซุ่มตัวอยู่ห่างๆ ขบวน? พวกคุ้มกันขบวนอีกชั้นงั้นหรอ? รอบคอบไม่เบาหนิ พวกนั้นมีกันเท่าไหร่?”
“ไม่แน่ใจเรื่องจำนวน แต่ดูแล้วประมาณสิบกว่าคนได้ ดูเหมือนพวกมันจะมีความสามารถในการแฝงตัว น่าจะตึงมืออยู่พอดู”
“บอกตำแหน่งเจ้าคนที่น่าจะเป็นหัวหน้าของพวกมันมา”
ชายหนุ่มผมสีดำมันเงาลุกขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังทิศทางที่ชายผู้ผสานร่างกับเหยี่ยวมองไป พวกเขาอยู่บนเนินไหล่เขาจึงสามารถมองกราดลงไปยังพื้นที่ป่าที่อยู่ต่ำกว่าได้
“15 องศาทางทิศเหนือ ห่างออกไป 412 เมตร”
“ใครก็ได้เอาหอกมายืมหน่อย”
ชายหนุ่มผมดำเงาหยิบหอกที่ลูกน้องยื่นให้ เขาจับมันขึ้นมากระชับไว้ในท่าพุ่ง ออร่าสีดำหลั่งไหลออกมาปกคลุมหอกทั่วทั้งเล่ม สายตาของชายหนุ่มเล็งไปยังพิกัดที่คนของเขาชี้เป้าไว้
“ไปตายซะไอ้พวกเดนมนุษย์!”
เฟี๊ยว!!!
หอกถูกซัดออกจากมือชายหนุ่มด้วยพลังอันน่าสะพรึง ความเร็วที่มันพุ่งตัดอากาศตรงดิ่งเข้าหาเป้าหมายรวดเร็วดุจสายฟ้า
“หือ!!!”
ปั้ง!!!
นอกเหนือจากการชี้พิกัดอันแม่นยำคือฝีมือการซัดหอกอันร้ายกาจนี้ด้วย หอกที่พุ่งด้วยความเร็วสูงจากนอกเขตสัมผัสของแกรนด์ทำให้เขารับรู้การมาของมันอย่างกะทันหันไม่ได้ และเมื่อครู่ถ้าไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณการรับรู้ที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี หัวของเขาคงเป็นรูไปเรียบร้อยแล้ว ในเสี้ยววินาทีนั้นแกรนด์โยกหัวหลบได้ทันทำให้คมหอกพุ่งเฉียดหน้าไปนิดเดียว แต่ถึงอย่างนั้นที่แก้มข้างขวากลับมีรอยแผลลากเป็นทางยาวแต่ไม่ลึกมากนัก เลือดเป็นสายเริ่มไหลหยดย้อยออกจากปากแผล อาวุธต้นเหตุนั้นพุ่งไปปักยังก้อนหินใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล สภาพของหินก้อนนั้นเป็นรู มีรอยร้าวลากเป็นทางยาวและมีรอยไหม้เล็กน้อย ทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ ตกใจจนแทบจะหยุดหายใจ นี่มันอะไรกัน? มีคนลอบโจมตี? แต่เดี๋ยว ทำไมมันไม่โจมตีขบวนบรรณาการ? การโจมตีระดับนี้ถ้าเล็งที่ขบวนทำไมมันจะไม่โดน
“เป็นอะไรรึเปล่า?”
เอเลน่าเข้ามาถามแกรนด์ด้วยสีหน้าวิตก นี่นับได้เป็นครั้งแรกที่มีคนลอบโจมตีแกรนด์โดยที่เขาไม่รู้ตัว
“เป็นมันเองหรอกเหรอ?”
แกรนด์จ้องมองออร่าที่ติดอยู่ด้ามหอก แผลเล็กน้อยแค่นี้ปกติแล้วไม่ทำให้เขารู้สึกอะไรด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นแผลที่เจ็บปวดเหมือนบาดแผลฉกรรจ์ แกรนด์นำคันธนูออกมาจากแหวนพร้อมกับจ้องไปยังทิศทางที่หอกเล่มนี้มันพุ่งลงมา ลูกธนูหัวเหล็กกำใหญ่ถูกเสียบลงพื้นดินที่อยู่ต่อหน้า
“ลอบโจมตีสินะ โผล่หัวออกมาซะไอ้บัดซบเอ้ย!”
แกรนด์หยิบลูกธนูดอกแรกขึ้นมา ง้างคันธนูจนสุดพร้อมกับเล็งไปยังทิศทางเป้าหมาย สายฟ้าสว่างวับถูกควบแน่นไว้ที่ปลายของลูกดอก
“หัวหน้า ดูเหมือนหอกของท่านจะพลาด ตอนนี้มันกำลังจะ..”
เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว! เฟี้ยว!
หลังจากลูกแรกถูกดีดออกจากสาย ลูกต่อไปก็ถูกแกรนด์ประเคนปล่อยตามกันไปอย่างรวดเร็ว ลูกธนูสายฟ้าพุ่งไปด้วยความเร็วสูงดุจฝนดาวตก และไม่กี่วินาทีต่อมาหอกที่ห่อหุ้มด้วยออร่าสีดำเล่มที่สองก็พุ่งเข้ามาจากทิศทางเดิม แกรนด์ให้มือขวาจับเพื่อให้มันหยุด แต่ด้วยแรงพุ่งของมันได้ลากเขาไปหลายเมตรกว่าที่มันจะหมดกำลัง ถ้ารู้ว่าการโจมตีจะมาจากทางไหนแกรนด์เองก็คงจะไม่ตกอยู่ใต้สภาวการณ์ที่คับขันจนเกือบจะมีอันตรายถึงชีวิตแบบเมื่อครู่นี้แน่
“ต้องบอกว่าเป็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อสินะ จริงๆ แล้วเจ้าควรจะโดนเสียบทะลุไปแล้วแท้ๆ”
เสียงชายผู้หนึ่งดังก้องขึ้นจากทั่วทุกทิศทางของป่า ทุกคนที่อยู่ในขบวนต่างมองไปรอบๆ ทิศทางอย่างหวาดระแวง
“หรือว่าตาเฒ่านั่นมันรู้ว่าพวกเราฆ่าลูกน้องของมันแล้ว?”
“เราจะทำยังไงกันดี?”
“มีแต่ต้องสู้ตายกับมันเท่านั้นแหละ แต่เจ้าของเสียงนี้เป็นใครกัน? ข้าไม่คุ้นรึเคยได้ยินมาก่อน”
เหล่านักรบชาวบ้านต่างพูดกันไปต่างๆ นาๆ แกรนด์จ้องมองไปยังทิศทางที่หอกทั้งสองพุ่งมาอย่างไม่วางตา เพียงชั่วครู่ก็มีกลุ่มคนเข้ามาในเขตสัมผัสของเขา และมีพลังจุดหนึ่งที่แปลกประหลาด นั่นยิ่งทำให้แน่ใจว่าใช่ไอ้คนที่ซัดหอกมาแน่นอน แม้จะยังไม่รู้ว่ามันเป็นใครแต่พลังนั้นแกรนด์รู้จัก ไม่ใช่ ต้องบอกว่าเป็นพลังที่รู้สึกคุ้นเคยต่างหาก
“โผล่หัวออกมาจนได้นะไอ้พวกหมาลอบกัด”
แกรนด์เอ่ยขึ้นขณะที่ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมา และไม่นานคนอื่นๆ ก็ปรากฏตัวตามกันมาหลายสิบคน ซึ่งพลังของแต่ละคนล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับสูงกันทั้งนั้น ว่ากันตามตรงคือครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว กว่าครึ่งของกลุ่มอยู่ระดับคลาสที่ 6! แต่ที่แกรนด์เป็นกังวลมากกว่าระดับพลังคือความรู้สึกและแรงกดดันของคนเหล่านี้ต่างหาก ความรู้สึกที่บอกว่าแต่ละคนล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ มีทั้งนักรบและผู้ใช้เวทย์ แถมแต่ละคนยังสามารถพัฒนาตนต่อไปได้อีกมากเพราะดูแล้วอายุน่าจะอยู่ในช่วงราวๆ 30 กันทั้งนั้น ส่วนผู้นำกลุ่มก็คงเป็นมันอย่างไม่ต้องสงสัย ชายหนุ่มผมสีดำมันวาว นัยน์ตาสีดำเข้มแต่แฝงไปด้วยความดุดัน เคราลากลงมาจรดคาง มีหนวดขึ้นแต่ไม่หนามาก ที่แก้มด้านซ้ายมีรอยแผลเป็นเส้นหนึ่งบาดจากคางลากขึ้นมาถึงครึ่งแก้ม รูปร่างโดยรวมใกล้เคียงกับแกรนด์แต่กำยำกว่าเล็กน้อย
“นี่ของเจ้ารึเปล่า?”
ชายหนุ่มผมดำชูลูกธนูเต็มกำมือของเขาให้แกรนด์ดู จากนั้นจึงเพิ่มแรงบีบจนลูกธนูทั้งกำหักไปต่อหน้า
ฟึ๊บ!
พริบตาเดียวชายหนุ่มผมดำที่อยู่ห่างจากแกรนด์ไปกว่า 30 เมตรก็แว็บเข้ามาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพร้อมกับหน้าแข้งที่ตวัดตรงมาหมายจะหวดเข้าที่ก้านคอเน้นๆ แต่แกรนด์ที่ไม่ประมาทและระวังตัวอยู่ตลอดก็จับสัมผัสได้อยู่แล้วในเสี้ยวพริบตาที่ชายหนุ่มขยับตัว มือข้างหนึ่งของแกรนด์ขว้าแข้งของชายหนุ่มผู้นี้เอาไว้ อีกข้างสาวหมัดเข้าเต็มท้องของผู้ที่จู่โจมก่อนเข้าอย่างจัง แต่แทนที่ชายหนุ่มจะถูกแรงส่งหมัดของแกรนด์ให้ลอยลิ่วไป เขากลับหมุนตัวกลางอากาศเพื่อสลายแรงส่ง มือทั้งสองข้างของเขาจับหัวของแกรนด์เอาไว้ก่อนที่จะตวัดเข่ากระแทกเข้าที่ใบหน้าของแกรนด์อย่างจัง พลังสายฟ้าระเบิดเปรี้ยงไปทั่วบริเวณ แต่สายฟ้าที่ระเบิดออกมานั้นกลับกลายเป็นสีดำ? ยังไม่ทันที่รอยยิ้มเยาะจะได้ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มก็มีกำปั้นสวนขึ้นมาเสยคางของเขาเข้าอย่างจัง พลังสายฟ้าระเบิดออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้มันกลับทอแสงเจิดจ้าและเป็นสีฟ้า! ร่างของชายหนุ่มเลือนหายจากเบื้องหน้าของแกรนด์ไปปรากฏยังจุดเดิมที่ตนเคยยืนอยู่ หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมึนงงว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น เพราะมันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนมองแทบไม่ทัน รวมๆ แล้วไม่เกิน 2-3 วินาทีด้วยซ้ำ บางคนกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ได้ยินเสียงและเห็นสายฟ้าทั้งสองสีระเบิดออกมาแล้ว
“ปฏิกิริยาตอบโต้ดีเยี่ยม แค่ความหนักหน่วงนี่มันอะไรกัน? สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีน้ำยาแค่นี้เองรึไง?”
ชายหนุ่มลูบคางจุดที่โดนกำปั้นเมื่อครู่พลางชำเลืองหางตาไปหาแกรนด์
“ถุ้ย! สายฟ้าทมิฬมันก็งั้นๆ ล่ะวะ ขนาดลอบโจมตียังโดนสวนคืนตั้งสองที จะแกทับกันก็ให้มันมีลิมิตหน่อย ข้องใจเรื่องความหนักหน่วงหรอ? หมัดต่อไประวังหน้าสั่นก็แล้วกัน!”
แกรนด์บ้วนน้ำลายที่ปนกับสีแดงของเลือดจางๆ ทิ้ง สายฟ้าถูกรวบรวมจนอัดแน่นที่กำปั้นขวาของเขา ด้านชายหนุ่มผมดำที่มือซ้ายของเขาก็อัดแน่นไปด้วยสายฟ้าสีดำเช่นกัน แรงกดดันที่แผ่ออกมาของทั้งสองไม่ได้ด้อยกว่ากันเลย
“อะไรกัน? นั่นมันสายฟ้าหรอ?”
คาเรตจ้องมองไปที่ทั้งสองอย่างตื่นตะลึง ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้เขาเพิ่งจะเคยเห็นผู้ใช้ธาตุสายฟ้าประจันหน้ากัน แต่ทำไมสีของมันต่างกันล่ะ?
“สายฟ้าสีดำ?”
เอเลน่าจ้องมองอย่างฉงน ครั้งแรกที่เธอเห็นแกรนด์ใช้พลังสายฟ้าก็ประหลาดใจไปทีนึงแล้ว ตอนนี้เธอกลับประหลาดใจขึ้นอีกรอบ เพราะสายฟ้าทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ลักษณะที่พึงมีของผู้ใช้ธาตุสายฟ้า กล่าวคือ ธาตุสายฟ้าโดยปกติเป็นธาตุหายากที่น้อยคนนักจะมี และสีพลังของประกายสายฟ้าจะออกเป็นสีเหลืองทอง แต่ของแกรนด์ประกายสายฟ้าจะออกเป็นสีฟ้าสว่าง เพราะเป็นพลังเฉพาะของผู้สืบสายเลือดเทพมังกร ถ้างั้นชายหนุ่มคนนี้ก็คงเป็น...
“เจ้านั่นเป็นพวกที่เหมือนกับหัวหน้ามาแชลงั้นหรอ?”
ลูกน้องของชายหนุ่มหันไปถามอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ก็เหมือนไม่มีใครใส่ใจกับคำถามนี้นัก เพราะความสนใจของทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“เทพมังกรฝากคำพูดประโยคหนึ่งมาให้แกผ่านกำปั้นว่ะ”
“พอดีเลย เทพอสูรก็บอกแบบนี้เหมือนกัน”
“สายฟ้าแห่งราชันย์มีเพียงสายฟ้าของเทพมังกร! : หมัดเหล็กเทพสายฟ้า!!!”
“สายฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุดคือสายฟ้าของเทพอสูร! : กรงเล็บอสูรสายฟ้า!!!”
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!
ทั้งแกรนด์และมาแซลใช้พลังสูงสุดที่ตนมีซัดใส่อีกฝ่าย สายฟ้าทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังกัมปนาท พื้นที่รอบข้างสั่นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว สายฟ้าทั้งสองสีพุ่งผ่านออกมากวาดทำลายทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบ ทุกผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ ต่างถอยกระเจิงออกไปให้ไกลจากทั้งสองโดยไม่ต้องมีคำเตือนใดๆ จากการปะทะตรงๆ ทำให้คนของมาแชลรู้สึกตัวถึงเรื่องที่ควรทำ พวกเขาคือกองกำลังอสูรทมิฬ กองกำลังปลดแอกทาสแห่งภูมิภาคตะวันตก เป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันจากชนชั้นต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการกีดกันและแบ่งแยกชนชั้นอย่างรุนแรงในสังคม ผู้นำของกองกำลังคือมาแชล ชายหนุ่มผู้มีความคิดสุดโต่งและผู้ครอบครองสายเลือดแห่งเทพในฐานะร่างสถิตอสูร ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองกำลังพวกเขาได้สร้างความปวดหัวให้กับทางการของเอโดราสอย่างมาก ตอนนี้กองกำลังอสูรทมิฬกำลังวางแผนถล่มรังพ่อค้าทาสรายใหญ่ที่อยู่ในแถบนี้ และหนึ่งในเป้าหมายนั้นคือพวกลิ่วล้อที่มาเก็บบรรณาการ กลุ่มคนที่เอเลน่าจัดการไปนั่นเอง พวกเขากะว่าจะถล่มและปลดปล่อยคนที่พวกมันจับมา ตอนขากลับจึงได้ดักรอที่เนินห่างออกไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เมื่อตระหนักขึ้นว่ากลุ่มคนพวกนี้เป็นศัตรูกองกำลังอสูรทมิฬจึงเปลี่ยนท่าที พวกเขาเร่งพลังขึ้นจนอยู่ในสภาพพร้อมต่อสู้ ทุกคนจดจ้องไปที่แกรนด์และพร้อมจะจู่โจมเข้าไปช่วยหัวหน้าของตน
“นี่เป็นเรื่องของข้ากับมัน! พวกเจ้าอย่าสอดมือเข้ามายุ่ง!”
มาแชลตวาดขึ้นทำให้คนของเขาหยุดชะงักไป หัวหน้าของพวกเขาต้องการรับมือเพียงลำพังอย่างงั้นหรือ? หรือหัวหน้ารู้จักคนผู้นี้มาก่อน? ทั้งสองมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน? ดูจากท่าทีแล้วสองคนนั่นเหมือนแค้นกันมาแต่ปางไหน จากการปะทะตรงๆ ทำให้ทั้งคู่ผละจนถอยห่างออกจากกัน แกรนด์รู้สึกเจ็บแปร๊บที่มือจากการปะทะเมื่อครู่ สายฟ้าทมิฬมีคุณสมบัติสร้างความเจ็บปวดให้กับคู่ต่อสู้ ยิ่งปะทะนานความเจ็บปวดยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนคู่ต่อสู้อ่อนแรงเพราะความเจ็บปวดที่สะสม ขนาดพลังของแกรนด์สลายและป้องกันสายฟ้าทมิฬไปได้บางส่วนยังรู้สึกเจ็บปวดจากผลของมันได้ขนาดนี้ ด้านมาแชลเองจากการปะทะกันเขารู้สึกชาที่แขนและขยับนิ้วได้ยากยิ่งกว่าเดิม สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของแกรนด์มีคุณสมบัติทำให้ในบางครั้งคู่ต่อสู้จะติดชะงักและมีอาการชา ทำให้ขยับร่างกายไม่ได้ดั่งใจ ทั้งสองมองหน้ากันไม่ละสายตา ความตื่นเต้นอย่างไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนผลักดันให้เกิดความรู้สึกอยากต่อสู้และเอาชนะอีกฝ่ายขึ้นมา นั่นเป็นเพราะทั้งคู่เป็นผู้ใช้พลังประเภทเดียวกัน และด้วยเหตุผลใดไม่ทราบได้ ดูเหมือนพลังของทั้งคู่จะขัดแย้งใส่กันขึ้นมาซะดื้อๆ
“พาทุกคนถอยออกไปให้ไกล”
แกรนด์บอกเอเลน่าให้พาทุกคนหลบไปก่อนที่ดวงตาของเขาจะเปล่งประกายสีฟ้าออกมา ออร่าพลังสายฟ้าที่แข็งแกร่งเอ่อออกมาคลุมทั่วทั้งร่างเอาไว้ ทางด้านมาแชลดวงตาของเขาเปล่งสีดำทะมึนออกมา ออร่าสายฟ้าสีดำที่แข็งแกร่งพวยพุ่งขึ้นคลุมร่างของเขาไว้เช่นกัน
พรึบ!!!
เปรี๊ย!!!
ทั้งสองเปิดวอริเออร์ฟอร์ซพร้อมกัน แรงกดดันนั้นทำให้หลายคนเข่าอ่อนไปตามๆ กัน ที่หลังของทั้งสองปรากฏภาพเงาลางๆ ของบางสิ่ง แม้จะดูน่าสนใจแต่ท่าทีของทั้งแกรนด์และมาแชลต่างหากที่ทำให้คนที่เคยอยู่กับพวกเขาถึงกับหน้าซีด
“อุดหูไว้!!!”
ทันทีที่ทั้งสองสูดลมหายใจเข้า คนที่เคยเห็นก็ตะโกนขึ้นมาแทบจะพร้อมๆ กัน
“มังกรสายฟ้าคำราม!!!”
“อสูรทมิฬคำราม!!!”
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!”
ทั้งสองแผดเสียงข่มคู่ต่อสู้กันสุดพลัง ภาพเงาเลือนรางเมื่อครู่ได้ปรากฏขึ้นจนมองเห็นได้ชัด ภาพร่างที่น่าเกรงขามของมังกรสีฟ้าครามและราชสีห์ดำทะมึนขนาดใหญ่กำลังคำรามใส่กัน นี่เหมือนเป็นการต่อสู้ที่มีศักดิ์ศรีของเทพทั้งสองค้ำคอเอาไว้ แม้พลังเสียงที่เปล่งออกมาจะไม่มีผลและไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ แต่สำหรับคนอื่นๆ แล้ว นี่เป็นความดังที่ทำให้หูดับได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวบ้านที่เกินครึ่งสลบไป ที่เหลือบางคนแทบไม่มีแรงลุกขึ้นแม้จะอุดหูไว้ก็ตาม
ปึ้ง!!!
เสียงทุ้มเหมือนวัตถุบางอย่างกระทบกันดังสนั่น
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!
เกิดเสียงดังอย่างต่อเนื่องบริเวณที่ทั้งสองยืนอยู่ แกรนด์และมาแชลกระโจนเข้าปะทะกันตรงๆ กำปั้นทั้งสองข้างของแกรนด์หุ้มด้วยสายฟ้าสว่างของทักษะหมัดเหล็กเทพสายฟ้า ส่วนที่มือของมาแชลมีสายฟ้าสีดำหุ้มอยู่ด้วยทักษะกรงเล็บอสูรทมิฬ ทั้งคู่ใช้ความเร็วสูงสุดที่มีพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง การปะทะกันในสภาวะวอริเออร์ฟรอซ ความเร็วของทั้งคู่แทบจะมองตามไม่ทัน สายฟ้าทั้งสองสีพุ่งผสานและตัดกันออกมาจนก้อนหินต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในรัศมีถูกบดขยี้จนแตกหัก พลังจากการปะทะทำให้เกิดเสียงสะท้านก้องไปทั่ว สัตว์อสูรในรัศมีหลายกิโลเมตรเผ่นหนีกันจ้าละหวั่น ขนาดอูกี้ที่เกาะไหล่ของไคลน์อยู่ยังสั่นด้วยความหวาดกลัว การต่อสู้ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งคู่ไม่มีทีท่าว่าจะลดพลังของตนลงเลย จากทีแรกที่เป็นการปะทะระหว่างหมัดกับกรงเล็บ ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นการแลกหมัดกันซะแล้ว ทั้งแกรนด์และมาแชลต่างประเคนหมัดและกรงเล็บของตนใส่คู่ต่อสู้ไม่ยั้งมือ แม้ว่าทั้งคู่จะมีพลังป้องกันธาตุสายฟ้าที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งจนถึงที่สุด แต่ความรุนแรงของทักษะมันก็อีกเรื่อง สภาพในตอนนี้ไม่ว่าใครก็มีบาดแผลและรอยจ้ำเลือดอยู่เต็มตัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกระหน่ำใส่กันไม่หยุดเหมือนกับว่าต้องการให้อีกฝ่ายหมอบลงแทบเท้าของตนให้ได้เท่านั้น
ผลั้ว!
หมัดของแกรนด์ดอกนึงโดนเข้าเต็มหน้าของมาแชลจนหน้าสั่น ทำให้ชายหนุ่มผมดำเคลื่อนที่ถอยหลังด้วยความเร็วสูงหมายจะตั้งหลัก แต่แกรนด์ที่เห็นทีว่าได้โอกาสก็รีบไล่กวดไปด้วยความเร็วที่เท่าเทียมกัน มาแชลพุ่งตัวลอยขึ้นท้องฟ้าแต่แกรนด์ก็ยังพุ่งตัวตามขึ้นไป จนสังเวียนเปลี่ยนจากพื้นดินเป็นการต่อสู้กลางอากาศแทน แล้วการต่อสู้กลางอากาศนี้เองทำให้ความเร็วของทั้งคู่ลดลงเพราะการเคลื่อนที่กลางอากาศไม่สามารถใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่เหมือนพื้นดินได้
อุ๊ก!
แกรนด์โดนเข่าเข้าที่ท้องอย่างแรงจนตัวขดลงไป เสี้ยววินาทีนั้นเองก็มีส้นเท้าถีบเข้าที่ยอดหน้าของเขาเข้าอย่างจัง แรงถีบนี้ส่งให้ร่างของแกรนด์พุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วไปกระแทกเข้ากับต้นไม้จนหักลง
“สายฟ้าทมิฬระเบิดพิภพ!!!”
บอลสายฟ้าทมิฬขนาดใหญ่ถูกยิงตามลงมาหวังจะเผด็จศึกในพริบตา
ตู้มมมมมมมมมมม!!!
บอลสายฟ้าสีดำเข้มระเบิดออกเป็นวงกว้าง ปัดเป่าทุกสิ่งอย่างในรัศมีของแรงระเบิดออกไปจนเหลือแต่พื้นดินโล่งเตียนที่มีสายฟ้าสีดำช็อตอยู่เป็นช่วงๆ แต่ลมที่พัดผ่านให้ฝุ่นจางลงก็ทำให้แลเห็นม่านบาเรียสีฟ้าปกคลุมร่างของแกรนด์เอาไว้
แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!
เสียงหายใจอย่างหนักหน่วงบ่งบอกได้ว่าเขานั้นสูญเสียพลังไปมากแค่ไหนในการกางบาเรียเพื่อต้านแรงระเบิดเมื่อครู่เอาไว้
ฟุบ!
แกรนด์พุ่งตัวไปตรงข้ามกับทิศทางกับที่มาแชลลอยอยู่ ทำให้ทุกคนมองตามไปอย่างสงสัย
“จะหนีรึไง?”
มาแชลที่ลอยตัวอยู่พุ่งตัวตามไปหมายจะปิดบัญชีในตอนที่เห็นว่าแกรนด์กำลังอ่อนล้า
“ใครหนีกัน?”
แกรนด์กระโดดม้วนตัวเหยียบต้นไม้ก่อนที่จะกระโดดพุ่งตัวสุดแรงจนต้นไม้สองคนโอบโค่นลงทั้งราก เขาใช้แรงดีดตัวจากต้นไม้เป็นแรงส่งเพื่อพุ่งขึ้นไปให้เร็วที่สุด มาแชลชะงักทันทีที่แกรนด์พุ่งขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย และด้วยความเร็วนี้ถ้าเป็นที่พื้นดินคงหลบได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่อยู่บนอากาศมันคนละเรื่อง เมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงตั้งการ์ดเอาไว้เพื่อป้องกัน แกรนด์ที่พุ่งตัวเข้ามาเหวี่ยงหมัดสุดแรงตรงใส่ยังเป้าหมาย ความรุนแรงของมันกระทั่งการ์ดที่ตั้งกันไว้แตกออก ที่แกรนด์พุ่งตัวไปอีกทางตอนที่อยู่พื้นดินเพราะมีเหตุผลสองข้อ หนึ่งคือล่อให้มาแชลพุ่งตามไปเพราะเขาอ่อนแอมากแล้ว ทำไมมันจะไม่ตามเมื่อมีโอกาส สองคือแกรนด์หาที่ดีดตัวขึ้นมาเพื่อจู่โจมสายฟ้าแลบ เพราะต้นไม้แถวนั้นเละหมดแล้วจึงไม่มีทางเลือกที่จะวิ่งไปทางอื่น จะลอยขึ้นมาเองก็ต้องตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบมากๆ แน่
“จมดินไปซะ!”
แกรนด์เงื้อหมัดพร้อมกำหวดเข้าที่หน้าของมาแชลสุดแรงจนร่างพุ่งดิ่งลงมากระแทกพื้นดินเบื้องล่างอย่างจัง ส่วนมืออีกข้างก็รวบรวมพลังเอาไว้
“อสนีบาตระเบิดดารา!!!”
แทนที่บอลสายฟ้าจะถูกปล่อยลงมาใส่ให้ระเบิดเหมือนเมื่อครู่ กลับกลายว่าแกรนด์ขว้างมันขึ้นไปบนท้องฟ้า และมันก็แตกออกกลายเป็นสายฟ้าหลายสิบสายพุ่งผ่าลงมายังพื้นดิน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
มาแชลพุ่งตัวหลบสายฟ้าที่กระหน่ำผ่าลงมาอย่างหนักหน่วง แต่กระนั้นเขาเองก็หลบไม่พ้นทั้งหมด ที่กลางลำตัวโดนเข้าไปอย่างจังสองเส้นจนต้องหอบสังขารกระเซอะกระเซิงออกมา เมื่อมีโอกาสเหมาะที่จะเผด็จศึกแกรนด์จึงรีดพลังที่เหลือหมายจะพุ่งตัวตามไป แต่เหมือนมีบางสิ่งมาฉุดรั้งเอาไว้ เขาเกิดวูบขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ร่างกายของแกรนด์หยุดชะงักไป ขาของเขายืนไม่อยู่จนล้มลงคุกเข่า กล้ามเนื้อกระตุกไปทั่วทั้งตัว การฝืนใช้วอริเออร์ฟอร์ซที่นานเกินไปพร้อมกับใช้พลังอย่างเกินขีดจำกัดทำให้ร่างแบกรับภาระมาก ด้านมาแชลเองออร่าวอริเออร์ฟอร์ซของเขาก็ดับลงแล้วเช่นกัน แต่ยังคงพอขยับได้บ้าง เมื่อสบโอกาสเหมาะอีกครั้งเขาจึงรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อที่จะโจมตีครั้งสุดท้าย
“สายฟ้าทมิฬระเบิดพิภพ!”
บอลสายฟ้าทมิฬถูกปล่อยออกไปใส่เป้าหมาย แต่เพราะอ่อนล้าอย่างมากบวกกับมีอาการชาจากพลังของแกรนด์จึงทำให้มาแชลควบคุมทิศทางพลังของตนเองไม่ได้ บอลสายฟ้าสีดำจึงเบี่ยงทิศทางและพุ่งตรงมายังจุดที่ชาวบ้านหลบอยู่แทน
ปราการน้ำแข็ง!!!
เอเลน่าสร้างกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้นมา แต่เมื่อสัมผัสกับพลังสายฟ้าทมิฬก็รู้สึกได้ทันทีว่าถ้ารับไปตรงๆ แบบที่แกรนด์ทำได้ตายกันหมดแน่ เธอจึงเบี่ยงกำแพงน้ำแข็งเพื่อให้บอลสายฟ้าทมิฬมันพุ่งไปอีกทาง และทิศทางที่มันไปคือจุดที่กองกำลังอสูรทมิฬยืนอยู่! ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต้องพุ่งตัวหลบกันจ้าละหวั่น และไม่ใช่แค่พุ่งตัวหลบ แต่ต้องหนีไปให้ไกลที่สุดด้วย แรงระเบิดกินวงกว้างพอๆ กับลูกก่อนหน้านี้ และคนของกองกำลังอสูรทุกคนหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียด มีแค่บางคนที่บาดเจ็บเล็กน้อย ชายคนหนึ่งจ้องเขม็งมาที่เอเลน่าด้วยสายตาที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“นี่เจ้า! เจ้าตั้งใจผลักมาทางพวกเราใช่มั้ย?”
“ข้าจะตั้งใจรึไม่แล้วทำไม? อีกอย่างนั่นก็เป็นพลังของหัวหน้าพวกเจ้าไม่ใช่รึไง ยิงมาไม่ดูตาม้าตาเรือเองจะมาโทษใคร”
“หนอย เจ้าพวกโจรชั่ว เรื่องก่อนหน้านี้ข้ายังไม่สะสางเลย ดี! ข้าให้เจ้าได้รู้ซึ้งเอง!”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำโห ร่างกายของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเหยี่ยว ปาก ดวงตา ปีกปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว ขนนกขึ้นเต็มตัว เล็บมือและเท้ามีกรงเล็บที่แหลมคมงอกออกมา
“เรื่องก่อนหน้านี้? พล่ามอะไรของเจ้า? เราเคยรู้จักกันตอนไหน? แต่บอกไว้อย่าง ข้าไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าโจรชั่ว”
เอเลน่าแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุดออกมา การที่ถูกคนแปลกหน้ามาปรักปรำแบบนี้ทำให้เธอไม่สบอารมณ์มาก ทั้งเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พลังสายฟ้าทมิฬเกือบจะมาระเบิดใส่ เธอแค่ปัดทิ้งเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แต่คนพวกนี้กลับพูดเหมือนเธอเป็นคนยิงใส่พวกมันซะเอง ยิ่งนึกถึงยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดขึ้นไปอีก
“ทำให้โกรธจนได้ พวกเจ้างานเข้าแล้วล่ะ”
แกรนด์เอ่ยขึ้นขณะที่ยืนคุมเชิงกับมาแชลอยู่ จริงที่ว่าทั้งสองแทบจะยืนไม่อยู่กันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครยอมใคร
“โกรธ? อย่ามาขู่ข้าหน่อยเลย จะบอกว่าถ้าเจ้าโกรธแล้วพวกข้าจะงานเข้า? ขนาดยืนก็จะไม่อยู่แล้วยังจะปากดี หัดดูจำนวนคนซะบ้าง!”
“ไม่ๆ คนที่โกรธน่ะทางนู้นต่างหาก”
แกรนด์ชี้มือไปทางหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังลอยตัวขึ้นกลางอากาศ
“โอลิเวีย”
เอเลน่าเรียกหนังสือของเธออย่างแผ่วเบา เมื่อปรากฏออกมาแสงของมันสว่างวาบไม่แพ้สายฟ้าของแกรนด์ หน้าหนังสือพลิกผึบผับไปหยุดยังหน้าหนึ่งที่มีตัวอักษรแปลกๆ ปรากฏออกมา พื้นที่โดยรอบอุณหภูมิลดต่ำลงปุบปับจนน่าตกใจ สะเก็ดน้ำแข็งล่องลอยสะท้อนแสงไปมาดูน่าอัศจรรย์
“ผลึกบุพผาเหมันต์”
ผลึกน้ำแข็งก่อตัวเป็นดอกไม้โปรยปรายรอบตัวเอเลน่าอย่างสวยงามจนไม่อยากละสายตา มาแชลที่มองอยู่ตื่นตะลึงตาค้างกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะร้องเสียงหลง
“เทรโก้! อย่าไปสัมผัสมัน! ถอยออกไปจากตรงนั้นซะ!!!”