นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 197 กับดัก?

        ตอนที่ 197 กับดัก?

         

         

        กำแพงด้านสุดท้ายนั้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่มาสนับสนุนไฟกัลป์อย่างเผ่ารูเบียส เผ่าซือบาส จักรวรรดิมาลาไค และสมาคมนักผจญภัย ไม่ได้มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก ส่วนมากเป็นเพียงวิธีการสนับสนุนและกลยุทธ์เท่านั้น

         

        ส่วนที่นิทานสนใจจึงเป็นช่วงที่ขุนนางพันธุ์ผสมให้ความเห็นหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับองค์นางพญาในสงครามเสียมากกว่า

         

        ‘เผ่ารูเบียส เผ่าซือบาส จักรวรรดิมาลาไค และสมาคมนักผจญภัยเคลื่อนไหวแล้ว’

         

        ‘เป็นเรื่องเกินคาดที่สตรีแห่งไฟสามารถสร้างพันธมิตรได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้’

         

        ‘ข้าเคยสิ้นหวังยามรับทราบข่าวนี้ ขุมกำลังเหล่านั้นแข็งแกร่งจนเกินไป ไม่ว่าขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่งก็สามารถต่อสู้กับทัพเราได้แล้ว หากครานี้กลับมากันมากมาย’

         

        ‘ความกลัวนั้นอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อข้าได้เห็นท่าทีขององค์นางพญา นางไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ราวกับนางคาดการณ์ทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว’

         

        ‘นางเพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ดาบ ผืนดิน ผืนฟ้า และอัญมณีย่อมไม่เข้าร่วมสงคราม’

         

        ‘เป็นอย่างที่นางว่าไว้ทุกประการ ราชันแห่งขุมกำลังไม่มีใครออกหน้า แม้แต่ระดับสูงในขุมกำลังก็ไม่ มีเพียงชนรุ่นหลังและทัพระดับนักสลักเท่านั้นที่เข้าร่วม เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเพียงทัพที่ส่งมาเพื่อให้เกียรติเท่านั้น’

         

        ‘มีเพียงสมาคมนักผจญภัยที่เป็นเสี้ยนหนาม รางวัลภารกิจในการเข้าร่วมครั้งนี้ถึงกับเรียกรวมนักผจญภัยระดับจันทรกานต์มาได้มากมาย ยังมีระดับเพทายที่เข้าร่วม’

         

        ระดับเพทาย? สูงกว่าระดับจันทรกานต์อีกเหรอ สูงกว่าผู้แสวงวิถีถ้าจำไม่ผิดจะเรียกว่าผู้ร้อยเรียงรึเปล่านะ นิทานพึมพำ

         

        ดาบ ผืนดิน ผืนฟ้า อัญมณี ใครอีกล่ะนั่น แต่ดูจากบริบทก็น่าจะเป็นบุคคลระดับสูงของขุมกำลัง

         

        ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ

         

        นอกเหนือจากนั้นไม่มีสิ่งใดอีกที่เขาสนใจ เพียงอ่านข้าม ๆ ผ่าน ๆ เท่านั้น กำแพงฝั่งนี้ไม่ปรากฏอักษรที่เขียนอย่างเร่งรีบเช่นเดียวกัน นิทานพยายามกวาดตามองเป็นครั้งสุดท้ายว่าเขาไม่ได้พลาดสิ่งใดไปแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พบ

         

        “มีใครเจอร่องรอยอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ” นิทานถามขึ้น เขานั้นมีความรู้สึกตงิด ๆ ขึ้นว่าห้องนี้สมควรมีบางอย่างอยู่อีก

         

        “ระหว่างที่อ่านกัน ผมเดินสำรวจหลาย ๆ จุดแล้วครับ ไม่เจอทางลับเลย หรือถ้ามีอยู่ผมก็หาไม่เจอครับ นอกนั้นตรงที่อักษรแปลก ๆ ผมก็พยายามถอดคำหรือรหัสแล้วแต่ไม่เจออะไรที่ดูจะเข้าท่าเลย คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ” เพชฌฆาตกล่าวเรียกสายตาของทุกคนให้มารวมกัน

         

        “ฉันก็พยายามเรียงตัวอักษรกับใช้คำแห่งพลังช่วยตีความแล้วค่ะ ไม่มีผลอะไรเลย” ฟาง หมิงชี้ไปยังตัวอักษรประหลาด ๆ เช่นกัน

         

        “ผมก็ถอดรหัสไม่ออกเหมือนกัน เห็นด้วยกับคุณเพชฌฆาตครับ ที่นี่น่าจะเป็นแค่ห้องบันทึกเรื่องราวจริง ๆ” โฮโจเสริม

         

        “ถึงจะน่าแปลกที่ถึงกับต้องมีสัตว์อสูรระดับอริยะคอยปกป้องเป็นพิเศษ แต่ถ้ามองในแง่ของคุณค่าทางประวัติศาสตร์ก็เข้าใจได้นะคะ อย่างเช่นตัวขุนนางพันธุ์ผสมเองไม่อยากให้ห้องนี้ถูกทำลายเพราะต้องการถ่ายทอดจิตใจจริง ๆ ของตัวเองที่ไม่โดนบงการ” เลโอให้ความเห็น

         

        “เป็นเหมือนสารสุดท้ายของชีวิตที่อยากฝากไว้ให้คนได้รับรู้เพราะตั้งแต่ต้นก็ไม่มั่นใจนักว่าตัวตนของตัวเองโดนบงการไปมากเท่าไหนแล้ว…”

         

        ทุกคนเงียบเสียงลงไป เมื่อมองในมุมนั้นแล้วทุกอย่างก็ค่อนข้างจะเข้าเค้า หากเป็นตัวพวกเขาเองก็คงอยากจะปกป้องเศษเสี้ยวสุดท้ายที่เป็นตัวตนอันแท้จริงไว้เช่นกัน

         

        นิทานถอนหายใจน้อย ๆ เขาเกิดความรู้สึกสงสารขุนนางพันธุ์ผสมขึ้นมาอย่างแท้จริง แม้จะเป็นศัตรู แม้จะยืนอยู่คนละฝั่ง แม้จะตายไปแล้ว หากการที่ต้องสูญเสียตัวตนของตนไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยนั้นก็เป็นเรื่องที่เศร้าเกินไปอยู่ดี

         

        “เราออกไปกันเถอะครับ แล้วค่อยไปคุยกันต่อว่าเราจะสำรวจต่อหรือพอแค่นี้ก่อนสำหรับครั้งนี้” อิซึมิเสนอ ทุกคนพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา การขุดค้นครั้งแรกนี้พวกเขาได้ข้อมูลและครอบคลุมพื้นที่น่าพึงพอใจมากพอแล้ว แม้จะยังไม่เจอเบาะแสสำหรับข้อมูลชุดนั้นก็ตาม

         

        พวกเขาไม่ได้หวังว่าจะสำเร็จในครั้งเดียวตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว สุสานของผู้แสวงวิถีย่อมไม่ได้สำรวจจนทั่วง่ายดายเพียงนั้น

         

        “คุณเลโอครับ ถ้าไม่ได้ขัดกับหลักคำสอนอะไร อย่างน้อย ๆ ช่วยสวดภาวนาให้หน่อยได้มั้ยครับ” นิทานพูดขึ้นช้า ๆ เขาไม่มั่นใจนักว่าการขอเช่นนี้จะเกินไปหรือไม่

         

        ขุนนางพันธุ์ผสมคือหนึ่งในแม่ทัพของฝ่ายศัตรู เป็นผู้ที่สังหารมนุษย์ไปหลายหมื่นชีวิต ภายในนั้นอาจมีคนที่เกี่ยวข้องกับเลโออยู่ก็เป็นได้ นักบวชของศาสนาเช่นเธออาจไม่ยินดีสวดภาวนาให้ศัตรูเช่นนี้

         

        เลโอเผยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอนั้นเข้าใจความคิดของนิทานได้ทันทีจากสีหน้าและท่าทางของเขา เป็นเรื่องจริงที่ในสงครามครั้งนั้นมีนักบวชจากศาสนาปฐมมันตราเข้าร่วมด้วย แม้จะไม่มากนักแต่ก็พอจะพูดได้ว่าสัตว์อสูรนั้นเป็นศัตรู

         

        “ได้ค่ะ จุดยืนที่แตกต่างไม่สมควรเป็นตัวตัดสินคุณค่าของชีวิต ปฐมมันตรายินดีโอบรับทุกดวงวิญญาณที่อ่อนล้า” ตัวเธอเองนั้นค่อนข้างเห็นใจขุนนางพันธุ์ผสมเช่นกัน สุดท้ายแล้วในสงคราม ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ทั้งสองฝั่งก็คือผู้สูญเสีย

         

        นิทานเผยรอยยิ้ม การกระทำทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเจตนาและสภาพแวดล้อม เขาไม่มีหน้าที่จะไปชี้หน้าบอกว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เขาเพียงขอทำอะไรที่ตัวเขาอยากทำและยึดมั่น ในครั้งนี้เขาต้องการให้ขุนนางพันธุ์ผสมได้หลับไหลอย่างสงบ

         

        “ฉันต้องจุดลูกกลมแสงเพื่อเป็นการนำทางดวงวิญญาณสู่แดนของเดรฟัสค่ะ” เธอกล่าวเบา เป็นการเตือนถึงเรื่องที่ว่าเมื่อห้องนี้สว่างไสวขึ้นมาจะเกิดเป็นภาพซ้อนที่ทำให้เกิดอาการวิงเวียน

         

        อิซึมิและฟาง หมิงนั้นหลับตาลง ส่วนโฮโจและเพชฌฆาตเพียงเฝ้ามองดูอย่างเงียบ ๆ ท่าทีของเพชฌฆาตค่อนข้างนิ่งเฉย หากก็สัมผัสได้ถึงความไม่พอใจเล็กน้อยในนั้น

         

        นิทานไม่โทษเขาแต่อย่างใด เขารู้ตัวเองดีว่าคำขอนี้ของเขาค่อนข้างเห็นแก่ตัว จะอย่างไรสัตว์อสูรก็คือศัตรูและเพชฌฆาตคือหน่วยเชื้อไฟ เขาจะไม่แปลกใจเลยหากเขาต้องต่อสู้แลกชีวิตกับสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง

         

        ลูกกลมแสงถูกจุดขึ้นอีกครั้ง แสงเจิดจ้าที่อัดแน่นไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์แพร่กระจายออกปกคลุมทั่วพื้นที่ เมื่อแสงสว่างขึ้นอีกครั้ง กำแพงกระจกสะท้อนจึงเริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

         

        ภาพของทุกสิ่งในห้องที่ถูกสะท้อนซ้อนทับกันไปมาสร้างความปวดหัวชวนวิงเวียนให้แก่ผู้ที่มอง นิทานหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อลดอาการวิงเวียน

         

        เลโอหลับตาลง เธอไม่ได้ใช้สิ่งของศักดิ์สิทธิ์มาประกอบคำภาวนาเช่นเดียวกับสเตลล่าซึ่งนิทานเห็นว่าเหมาะสมแล้ว

         

        ถ้อยคำอันอ่อนโยนปลอบประโลมถูกกล่าวออกมาจากปากของเธอ ตัวของเธอเปล่งประกายราวกับดวงดารา เพียงได้ฟังก็รู้สึกราวกับได้กลับสู่อ้อมกอดของมารดา

         

        คีตาหูตั้งขึ้นเล็กน้อย มันมองรอบตัวไปมาอย่างงุนงง เพียงไม่นานมันก็หูตกลงเพราะความวิงเวียน นิทานเอียงคอมองมันอย่างสงสัย ดูจากท่าทีของมันแล้วมันสมควรเปิดใช้พลังอาณาเขต

         

        “โฮ่ง!”

        นิทาน อันนี้อะไรอะ

         

        แม้มันจะวิงเวียนเพียงใด หากมันก็ยังส่งภาพหนึ่งมาให้นิทาน นิทานเพียงมองภาพนั้นในดวงจิตเขาก็ปวดหัวแล้ว มันเป็นภาพของห้องห้องนี้ในมุมมองจากด้านล่าง เมื่อนิทานสังเกตดี ๆ จึงพบได้ว่ามุมมองนี้เกิดจากการที่คีตาวางดวงตาในจุดนั้น

         

        ภาพนี้จะเกิดขึ้นได้หากเขาไปนอนหงายอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง

         

        แต่ในภาพนั้นสิ่งที่คีตาต้องการให้นิทานเห็นคือภาพสะท้อน เมื่อมองจากในจุดนั้นแล้ว มุมตกกระทบของกระจกทั้งหลายแหล่ในห้องจะพาดทับกับอักษรมากมาย

         

        ในหมู่อักษรที่ถูกพาดทับจนยากจะอ่านออกนั้น มีอยู่ไม่กี่ตัวอักษรที่ไม่ถูกสิ่งใดบดบังอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้จะมีกระจกล้อมอยู่ทุกทิศทาง แม้จะมีอักษรอัดกันแน่น แต่ในมุมตกกระทบนี้ ช่องว่างอันเป็นทางเข้าทำให้เกิดช่องว่างที่สามารถอ่านอักษรนี้ได้

         

        “สิ่งมีชีวิตมิได้ถูกตัดสินด้วยสายพันธุ์” นิทานพึมพำเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ

         

        เพชฌฆาตหันมามองนิทานด้วยสายตางง ๆ หากเพียงพริบตาเดียวนัยน์ตาของเขาก็เบิกกว้าง ร่างของเขาพุ่งมาทางนิทานอย่างรวดเร็ว

         

        ทั้งกลุ่มตอบสนองกับท่าทีของเพชฌฆาตอย่างรวดเร็ว ทุกคนกระโดดถอยห่างออก เลโอที่สวดภาวนาอยู่พลันลืมตาขึ้นมา มีเพียงนิทานที่พึ่งจะรู้สึกตัวว่าร่างของตนยามนี้เปล่งแสงสีเขียวอย่างน่าประหลาด

         

        ร่างของเลโอและคีตาที่อยู่ใกล้กับนิทานที่สุดถูกแรงบางอย่างซัดให้กระเด็นออกไปจากห้องกระจก ลูกกลมดับมืดลง เพชฌฆาตที่พุ่งเข้ามาจะคว้าร่างนิทานปะทะเข้ากับกำแพงที่ไม่อาจมองเห็น ร่างของเขาปลิวละลิ่วออกจากห้องไป

         

        “ฟัน!” เพชฌฆาตตัดสินใจฉับไว เขาชักดาบตัดเศียรฟันไปยังกำแพงที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า ยามนี้พวกเขาทั้งกลุ่มถูกผลักออกมาข้างนอกห้องกระจก มีเพียงนิทานคนเดียวที่ติดอยู่ภายใน

         

        โฮโจและอิซึมิระดมโจมตีกำแพงที่มองไม่เห็นอย่างบ้าคลั่ง หากไม่มีการโจมตีใดที่สร้างผลกระทบต่อกำแพงนี้ได้เลย นิทานมีท่าทีตื่นตระหนก เขาบิดร่มปกปักหทัยเป็นเกลียวเพื่อโจมตีกำแพงล่องหนนี้จากอีกด้านหวังหลบหนีออกจากห้องนี้

         

        พื้นกระจกของห้องยามนี้เรืองแสงสีเขียวเจิดจ้า อักขระค่ายกลบางอย่างเผยโฉมออกมา อาคมที่ผันผวนในนั้นแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอาคมนี้ ร่มปกปักหทัยที่คลายตัวออกไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ ได้เลย

         

        นิทานแม้จะตื่นตระหนกหากเขายังคงรักษาสติไว้ได้ ยามนี้ผู้ที่สติแตกที่สุดคือคีตา มันคำรามอย่างบ้าคลั่ง พลังของมันไต่เต้าไปจนถึงระดับอริยะขั้นต้น มันส่งพลังให้นิทานแล้วจึงใช้ไล่ตามโจมตีอีกครั้ง

         

        คีตาใช้ทั้งเขี้ยวและกรงเล็บของมันโจมตีกำแพงล่องหนอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีพลังในระดับอริยะขั้นต้นแล้วหากมันกลับไม่เพียงพอแม้แต่น้อย กำแพงล่องหนนี้ไม่ปรากฏแม้แต่ความสั่นไหว

         

        นิทานเมื่อเห็นว่าการโจมตีกำแพงนั้นไม่ได้ผล เขาจึงหันมาใช้วัชระดาวตกอันเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดแทน แม้จะไม่มีเวลาตระเตรียมจนทรงพลังสูงสุดแต่ก็สมควรมากพอจะทำลายข่ายอาคม นิทานกระโดดเพื่อทิ้งระยะ วัชระดาวตกถูกยิงใส่ข่ายอาคมบนพื้น หากไม่อาจทำลายกำแพงได้ งั้นเป้าหมายต่อไปก็คือข่ายอาคม!

         

        แม้วัชระดาวตกจะยังอัดพลังหมุนไม่เต็มที่ หากพลังทำลายก็มากพอจะสังหารระดับนักสลักโททั้งมวล แต่พลังระดับนั้นถึงกับไม่อาจทิ้งริ้วรอยใด ๆ ให้กับพื้นกระจกได้แม้แต่น้อย

         

        คีตาหอนเสียงโหยหวน มันตะกุยใส่กำแพงจนเล็บของมันเปรอะไปด้วยโลหิต มันถลึงตาจ้องมองข่ายอาคมที่สว่างเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พลังจิตวิญญาณในข่ายอาคมนั้นมากพอจะเปิดใช้งานแล้ว

         

        “คุณนิทานคะ ไข่มุกอินทนิล!” ฟาง หมิงเป็นคนที่สติดีที่สุด เธอรีบเตือนนิทานถึงสมบัติหลบหนีระดับผู้แสวงวิถี

         

        นิทานนัยน์ตาเจิดจ้า เขารีบควักไข่มุกอินทนิลออกมาพร้อมกับอัดพลังลงไปอย่างรวดเร็ว ตัวไข่มุกสั่นสะท้านยามได้รับพลังจิตวิญญาณมหาศาล เพียงพริบตามันก็แตกออก

         

        พลังสายมิติระดับผู้แสวงวิถีสาดซัดออก เข้าครอบคลุมร่างของนิทานในพริบตา ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก หากในวินาทีสุดท้ายก่อนที่พลังสายมิติจะเข้าคลุมร่างของนิทานจนมิด มันกลับถูกแสงสีเขียวชำระล้างให้หายไป

         

        นิทานหน้าซีดลงเมื่อสิ่งที่เข้าคลุมร่างของเขาในเวลานี้กลับกลายเป็นพลังสายมิติสีเขียวที่แผ่ออกมาจากข่ายอาคมบนพื้นกระจก สมาชิกกลุ่มขุดค้นทั้งหมดมองด้วยนัยน์ตาเบิกกว้าง

         

        วัตถุเสริมอาคมระดับผู้แสวงวิถีถูกลบล้าง!

         

        ร่างของนิทานเริ่มเลือนหายไปเมื่อแสงสีเขียวปกคลุมร่างของเขา คีตาหอนอย่างบ้าคลั่ง มันสัมผัสได้ว่าสายใยเชื่อมต่อระหว่างมันและนิทานกำลังจะหายไป!

         

        นัยน์ตาของมันกลายเป็นแดงก่ำจากความเครียด ตราประทับรูปจันทร์เสี้ยวที่จมูกตอบรับต่อความกดดันของผู้เป็นนาย แสดงเจิดจ้าสีม่วงสาดส่องออกมาจากจมูกของคีตา

         

        นัยน์ตาของมันถูกอาบย้อมด้วยสีม่วง มันหอนอีกครั้ง หากคราวนี้สายใยเชื่อมต่อระหว่างมันและนิทานกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ชั่วขณะสุดท้าย คำแห่งพลัง เชื่อมโยง ในห้วงดวงจิตของนิทานสั่นไหวอย่างรุนแรง คีตาเปิดใช้งานคำแห่งพลังเชื่อมโยง ร่างของมันหายวับไป ไปโผล่อยู่ข้างกายนิทานที่ถูกกลืนหายไปในแสงสีเขียว

         

        เมื่อร่างของนิทานหายวับไป ร่างของมันก็หายวับไปพร้อม ๆ กัน ทั้งคู่ถูกกลืนไปในแสงสีเขียวนั้น ไม่เหลือร่องรอยใด ๆ อีก

         

        เมื่อแสงสีเขียวนั้นดับลง กำแพงล่องหนก็หายไป หากยามนี้ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปในห้องกระจกอีก

         

        “คุณนิทาน คีตา…” เพชฌฆาตสั่นสะท้าน



คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน