เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วช่วงบ่ายก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพราะไป๋เหวินหลิงมีงานต้องทำดังนั้นซูฮ่าวจึงไม่บังคับให้เธอไปทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่กลับบ้านเดี่ยวเองหลังจากนั้นทำอาหารสองสามอย่าง เท่านั้นมื้อค่ำของเขาก็เรียบร้อยแล้ว
เขาพักผ่อนครึ่งชั่วโมงจากนั้นก็ออกไปจากบ้านเดี่ยว ไปยังสวนสาธารณะม้าหิน
หนทางแห่งการฝึกวิทยายุทธโบราณคือกระบวนการที่ค่อยๆสะสม จะต้องยืนหยัด อย่าทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ อย่างสามวันจับปลา สองวันตากแห
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียนแล้วก็ถือว่าผ่อนคลายตนเองสักหน่อยได้ แต่เมื่อคิดว่าศิษย์พี่ของหนิงไท่คือยอดฝีมือเซียนเทียนช่วงหลังหากไม่รีบยกระดับกำลัง เพียงการประจันหน้ากับอีกฝ่าย เขาก็อาจจะแพ้ได้
อย่างไรตนเองก็เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียนพูดไปแล้วก็คือเซียนเทียนช่วงแรก การเผชิญหน้ากับเซียนเทียนช่วงหลังที่ก้าวข้ามสองขอบเขตความกดดันของระดับยังมีความสำคัญอยู่บ้าง
ดังนั้นเขาตัดสินใจไปที่สวนสาธารณะม้าหินเพื่อฝึกหมัดทลายปอดหมัดแบบที่สองของหมัดเจ็ดผงาดฟ้าให้ได้
หลังจากที่มาถึงสวนสาธารณะม้าหินแล้วซูฮ่าวหาสถานที่ที่เงียบสงบ ผ่อนคลายร่างกาย หลังจากที่อบอุ่นร่างกายแล้วก็เตรียมเริ่มฝึกหมัดทลายปอด หมัดแบบที่สองของหมัดเจ็ดผงาดฟ้า
หมัดทลายปอดกับหมัดทลายใจไม่เหมือนกัน
หมัดทลายใจคือการปะทุทำลายทุกอย่างด้วยพลังที่น่ากลัวให้พินาศย่อยยับหลังจากต่อยโดนแล้วก็จะทำให้คนคนนั้นไม่มีทางเดินลมปราณภายในเวลาสั้นๆ ได้
แต่หมัดทลายปอดคือสยบแข็งด้วยอ่อนสยบหยางด้วยหยิน ตอนที่ต่อยหมัดจะแฝงด้วยพลังหยินอ่อนหลังจากที่ต่อยโดนแล้วจะทำให้ปอดของคนคนนั้นได้รับความเสียหาย ภายในเวลาสั้นๆจะถูกพลังหยินอ่อนและความเยือกเย็นกัดกร่อน ทำให้ทั้งตัวเยือกเย็น หายใจเข้าออกก็มีแต่ไอเย็นพลังหยางลดลงมากและพลังส่วนใหญ่ก็กระจายหายไป
ที่ควรพูดถึงก็คือวิชาหมัดที่วิวัฒนาการมาจากพื้นฐานของไทเก๊กดูดซับเอาไทเก๊ก รูปแบบวิชามวยที่อยู่ระหว่างรีบและช้า แค่ต่อยก็ต่อเนื่องราวกับแม่น้ำและมหาสมุทร
หลังจากที่ซูฮ่าวอ่านวิธีการฝึกของหมัดทลายปอดที่อยู่ในหัวหนึ่งรอบแล้วเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ และเดินพลังด้วยใจ ผ่อนคลายร่างกายจมลง เก็บเข้าสู่กระดูก
เขาผ่อนคลายสงบนิ่ง และตั้งสมาธิอยู่ด้านหนึ่ง ยืนตัวตรงอย่างสบาย ประคองตัวเดินพลังดั่งรูไข่มุกที่คดเคี้ยว พลังกระจายไปทั่วตัว เขาค่อยๆโบกสะบัดหมัดทลายปอด
ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่ไม่ช่ำชองซูฮ่าวหลังจากที่ฝึกหมัดทลายใจแล้ว ตอนที่ฝึกหมัดทลายปอดนี้ก็ไม่ติดขัดแม้แต่น้อยกลับมีความรู้สึกราบรื่นดั่งน้ำมาคลองก็เกิด
“ชิ้ว!”
ลมจากหมัดลอยพัดผ่านใบไม้ที่พัดมาร่วงลงบนกำปั้น ถูกพลังหยินอ่อนที่อยู่ด้านบนกัดกร่อนจนแห้งเหี่ยว
ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้านและฝึกหมัดทลายปอดต่อ
รอบแรก รอบที่สองรอบที่สาม…
จำนวนครั้งที่ฝึกยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆความเร็วที่ซูฮ่าวต่อยหมัดยิ่งรวดเร็วมากขึ้น การเคลื่อนไหวยิ่งว่องไวและเบาต่อยไปตามใจปรารถนา ไม่มีความรู้สึกที่ฝืนธรรมชาติแม้แต่น้อย
บริเวณรอบๆมีลมพัดโชย และมีใบไม้ถูกลมพัดร่วงลงทุกเวลา
ตอนที่ซูฮ่าวฝึกหมัดทลายปอดก็เห็นใบไม้เป็นศัตรูหลายครั้ง ราวกับห่านฟ้าจับกระต่าย ดูเหมือนแมวที่จับหนูหมัดต่อยออกมาราวกับงูที่ปราดเปรียวร่ายรำ หมัดต่อยทะลุใบไม้หลายใบอย่างไม่ลังเล
ใบไม้ที่ถูกกำปั้นชกโดนก็เหี่ยวเฉา และสูญเสียพลังชีวิตทันที
ซูฮ่าวเก็บหมัดและยืนขึ้นเขาชำเลืองมองใบไม้ที่เหี่ยวเฉาบนพื้น ในดวงตาเต็มไปด้วยอาการตื่นตระหนก
พลังหยินอ่อนของหมัดทลายปอดน่ากลัวจริงๆเขาเพิ่งจะฝึก ยังไม่ได้สำแดงพลังถึงหนึ่งในห้าส่วน ก็บรรลุถึงผลลัพธ์ระดับนี้แล้ว
หากช่ำชองหมัดทลายปอดสำแดงสุดกำลัง เกรงว่าพลังหยินอ่อนที่อยู่ที่นี่ก็จะสามารถกลืนกินพลังหยางของคนได้ทั้งหมดและกลายเป็นศพที่แห้งขอด
“ต่อเถอะ”ซูฮ่าวเคลื่อนตัวด้วยพลัง คล้อยไปตามใจ และฝึกหมัดทลายปอดอีกครั้ง
เวลาค่อยๆผ่านไป แสงตะวันรอนสีแดงสาดส่องลงมา ราวกับแผ่นวงกลม
ผืนดินอาบอยู่ในแสงสายัณห์ผู้คนเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะม้าหิน ลมช่วงเย็นพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้เข้ามาทำให้รู้สึกชื่นใจ ยิ่งรู้สึกว่าแสงตะวันรอนดีอย่างไร้ขีดจำกัด
ซูฮ่าวต่อยกำปั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแสงตะวันรอนส่องอยู่บนกำปั้น เปล่งแสงหมัดสีเหลืองทองพร่างพราวราวกับถอดอัญมณีสีแดงออก
แสงหมัดละลานตาผู้คนมองจนตาลายจริงๆ แล้วก็ไม่มีทางมองต่อได้
เขาต่อยหมัดทลายปอดในขณะเดียวกันพลังฟ้าดินก็เข้าสู่ภายในตัวพร้อมกับการหายใจเข้าออกของเขาไหลอยู่ในเส้นลมปราณอย่างต่อเนื่อง วนเวียนครั้งแล้วครั้งเล่าในขณะที่ฝึกกายเนื้อ
สิบนาทีผ่านไปหมัดทลายปอดเคลื่อนไปตามเงาของซูฮ่าว เงาหมัดที่เปล่งแสงสีทองตลบอบอวลไปทั่วและร่วงลงบนก้อนหินตรงหน้า
“ตุ้บ… ”
พลังหยินอ่อนของหมัดทลายปอดต่างพากันเคลื่อนไหวทำให้ก้อนหินละลายเหมือนน้ำแข็ง ปรากฏหลุมหมัดนับไม่ถ้วน
“ยังขาดอีกแค่นิดเดียว!” ซูฮ่าวขมวดคิ้ว ก่อนจะหยุดลง
เขาเงียบไปสักพักดวงตาลุกวาว พลังปล่อยออกมาจากกระดูกสันหลัง จังหวะเท้าเปลี่ยนตามร่างกายเก็บก็ปล่อย ปล่อยก็เก็บ
หยุดชะงักแล้วทำต่อเนื่อง เป็นเช่นนี้ไปมาซ้ำซ้อน
อ่อนโยนที่สุดหลังจากนั้นแข็งแกร่งที่สุด
สามารถหายใจหลังจากนั้นก็สามารถติดตามได้
ตามด้วยการหายใจอย่างต่อเนื่องตัวเขาราวกับเข้าสู่ในขอบเขตที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่งแล้ว
ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากซูฮ่าวมีชายชราที่สวมชุดฝึกวิทยายุทธหลวมๆ คนหนึ่ง เขามีผมขาวโพลน แม้ว่าจะไม่มีลักษณะของหนวดขาวติดอยู่ที่คางแต่กลับมีใบหน้าแดงเรื่อเหมือนเด็ก
ชายชราต่อยหมัดเสร็จหนึ่งชุดแล้วก็เช็ดเหงื่อที่หน้าผากจากนั้นหยิบแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาดื่มน้ำหนึ่งอึก
ตอนที่เขาเตรียมจะวางแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิลงสายตาของเขากลับไปเห็นซูฮ่าวซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของเขาอย่างกะทันหัน
เวลานี้แสงตะวันรอนส่องอยู่บนใบหน้าของซูฮ่าวราวกับปกคลุมหมอกให้เขาหนึ่งชั้น ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
มีเขาเป็นศูนย์กลางทุกสรรพสิ่งราวกับไม่ดำรงอยู่
มีสรรพสิ่งโดยรอบเป็นศูนย์กลางเขาก็เหมือนจะไม่ดำรงอยู่
“นี่ นี่นี่… หรือว่านี่ก็คือขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตนที่เล่าลือ?” ชายชราจ้องซูฮ่าวอย่างไม่ละสายตา ในดวงตาเต็มไปด้วยอาการหวาดกลัวและเมื่อมีเสียงดังมา เขาก็ตกใจและตัวสั่นเทาเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังของชายชราปรากฏตัวขึ้นพวกเขามีรูปโฉมธรรมดา แต่กลับเหมือนกันมาก ราวกับฝาแฝด
พวกเขาเห็นร่างกายของชายชราหยุดชะงักก็อดไม่ได้ที่จะมองซูฮ่าวที่อยู่ด้านซ้าย
พอมองไป ทั้งสองต่างก็หรี่ตาลง
จมเข้าสู่ขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตน
การลืมสรรพสิ่งและตัวตน… บรรลุถึงขอบเขตระดับสูง
เหลือเชื่อจริงๆผู้ชายคนนั้นดูท่าแล้วเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆคิดไม่ถึงว่าจะเข้าสู่ขอบเขตสุดยอดของการลืมสรรพสิ่งและตัวตนได้?
“เหลือเชื่อมันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!” เว่ยซานเต๋อเผยสายตาหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทา จิตใจมีคลื่นซัดสาด บนใบหน้ามีอาการตื่นตระหนก
การลืมสรรพสิ่งและตัวตนคือขอบเขตที่สูงสุดของตอนที่ฝึกวิทยายุทธมีแค่คนที่เคยฝึกฝนในเส้นทางการฝึกตนอย่างโชกโชนและเข้าใจวิถีแห่งการฝึกอย่างล้ำลึก จึงจะก้าวเข้าสู่ทางนี้ได้
ผู้ชายที่อยู่ด้านซ้ายของเขาคนนั้นอายุยังน้อยอายุแค่ยี่สิบกว่าปี คิดไม่ถึงว่าจะเข้าสู่ขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตนได้ หากเรื่องนี้ดังออกไปเกรงว่าคงเป็นคลื่นโหมซัดสาดในวงการวิทยายุทธอย่างแน่นอน
“ท่านอาจารย์คุณหมอบอกท่านแล้วนะครับ ด้วยสภาพร่างกายของท่าน ไม่ควรตื่นเต้นเกินไป มิฉะนั้นจะทำให้อาการป่วยยิ่งแย่ลง”ผู้ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังของเว่ยซานเต๋อเห็นอย่างนี้แล้วก็รีบเข้ามาพูดโน้มน้าว
พวกเขาชัดเจนกับเหตุผลที่เว่ยซานเต๋อตื่นเต้นเช่นนี้เป็นอย่างมากขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตนคือความใฝ่ฝันทั้งชีวิตของคนที่ฝึกวิทยายุทธคนที่เข้าสู่ขอบเขตนี้ได้ ยิ่งมีจำนวนน้อยมาก
ตอนนี้คนที่เข้าสู่ขอบเขตนี้ก็อยู่ตรงหน้าแล้วหากได้คุยความในใจกับอีกฝ่ายสักหน่อย พูดได้เลยว่าเป็นความโชคดีมาก
แต่เมื่อคำนึงถึงร่างกายของเว่ยซานเต๋อพวกเขาก็ต้องเอ่ยเตือนเว่ยซานเต๋อ เพื่อเลี่ยงไม่ให้อาการของเขากำเริบเพราะเหตุนี้
“ได้ฉันเข้าใจ” เว่ยซานเต๋อสูดหายใจเข้าลึกๆ และพยายามสงบจิตใจที่ตื่นเต้นแต่สายตากลับจับจ้องซูฮ่าวที่อยู่ตรงหน้าอยู่ตลอดอย่างไม่ละสายตา
ในดวงตาที่ขุ่นมัวเล็กน้อยคู่นั้นฉายแสงเจิดจ้าอย่างต่อเนื่อง
ผู้ชายสองคนเห็นท่าทางนี้ของเว่ยซานเต๋อแล้วก็สบตากันและพูดพร้อมกันว่า “ท่านอาจารย์ อยากให้พวกผมไปพาผู้ชายคนนั้นมาไหมครับ?”
“ไม่ต้องๆ ทำแบบนี้มันไร้มารยาทเกินไปพวกเราควรเป็นฝ่ายไปทักทายเขาก่อน” เว่ยซานเต๋อส่ายหน้าแล้ว ราวกับกลัวว่าจะสร้างความประทับใจที่ไม่ดีให้กับซูฮ่าว
“นี่… ”ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างลังเล
หากรู้ว่า เว่ยซานเต๋อคือครูฝึกใหญ่คนก่อนของเขตทหารเมืองไห่เป่ยและยังเป็นข้าราชการทหารระดับนายพลจริงๆ คนหนึ่ง ยศทหารสูงมากสร้างหน่วยรบพิเศษที่มีความสามารถในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งสุดยอดกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าถึงตอนนี้จะเกษียณแล้ว แต่อำนาจในเมืองไห่เป่ยกลับไม่ธรรมดาก็พอที่จะเทียบได้กับผู้อาวุโสของตระกูลมู่หรง
ซูฮ่าวเข้าสู่ขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตนได้ก็เห็นได้ว่ากำลังของอีกฝ่ายไม่ธรรมดาแน่นอน ถึงแม้พวกเขาคือคนแห่งวิถีวิทยายุทธแต่เพิ่งจะบรรลุถึงแค่ขอบเขตเซียนเทียน ไม่มีทางเหมือนปรมาจารย์ฮั่วจิ้งที่ฟันแทงไม่เข้าและพ่นลมฆ่าคนได้
หากซูฮ่าวคือศัตรูหลังจากที่เว่ยซานเต๋อเข้าไปหาแล้วถูกอีกฝ่ายทำร้าย พวกเขาในฐานะบอดี้การ์ด ถึงมีสิบชีวิตก็ไม่สามารถชดใช้ได้
“ไม่เป็นไรหลงอี หลงเออร์ ไปดูกับฉันสักหน่อย!” เว่ยซานเต๋อหายใจแรง และโบกมือ จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหาซูฮ่าวทันที
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเห็นคนคนหนึ่งเข้าสู่ขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตน คนคนนั้นก็คือเมิ่งชิงเหลียงคือคนแรกของปรมาจารย์สวรรค์จี๋จิ้งลงมาคือบุคคลที่ไร้เทียมทานของปรมาจารย์ฮั่วจิ้ง
นั่นคือผู้มีเซียนเทียนชัดๆโดดเด่น มีพรสวรรค์พิเศษ ผ่านการฝึกอย่างหนักสิบปี ทันใดนั้นก็มีผลสำเร็จที่น่าตกใจ
ถึงเป็นเช่นนี้ในปีที่อายุสามสิบปี เมิ่งชิงเหลียงเพิ่งจะแตะถึงขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตน เทียบกับซูฮ่าวตรงหน้านี้ยังห่างกันถึงสิบปีเต็มๆ
ว่ากันว่านักรบโบราณที่แค่เข้าสู่ขอบเขตการลืมสรรพสิ่งและตัวตนได้อนาคตจะไร้ขีดจำกัด อย่างน้อยขั้นปรมาจารย์ฮั่วจิ้งก็อยู่ตรงหน้าแล้วถึงเป็นปรมาจารย์สวรรค์จี๋จิ้งก็ยังหาโอกาสเข้าสู่ทางนี้ได้
เขาอยากรู้จริงๆว่าชายหนุ่มคนนี้คือเทพที่มาจากแห่งใด!
“ท่านอาจารย์เดินช้าๆ หน่อยครับ!” หลงอีกับหลงเออร์เห็นเว่ยซานเต๋อเดินไปทางซูฮ่าวอย่างตื่นเต้นก็สบตากันและรีบตามไปแล้ว
แม้ว่าทั้งสองคนจะติดตามเว่ยซานเต๋อไปแต่จริงๆ แล้วมือของพวกเขาก็พร้อมมาก หลังจากที่ไปถึงสถานที่ที่ซูฮ่าวอยู่ หากซูฮ่าวมีเจตนาร้ายอะไรต่อเว่ยซานเต๋อพวกเขาก็จะชักปืนยิงซูฮ่าว และเอาชีวิตเขาทันที
ด้านหน้าซูฮ่าวแค่จิตขยับร่างกายก็ขยับ จิตสงบร่างกายก็สงบ ภายในตั้งสมาธิ ภายนอกดูสบาย ทั้งตัวขึ้นอยู่กับจิตไม่ใช่พลัง
ทันใดนั้น ก็เหมือนได้ยินเสียงเลือดไหลแข็งแกร่งทรงพลัง
ร่างกายของซูฮ่าวกระโจนออกหมัดตามอำเภอใจพลังหยินอ่อนกระแทกลงบนก้อนหินใหญ่ตรงหน้าพร้อมกับกำปั้น
“แกรก!”
ไม่มีเสียงระเบิดอย่างที่คิดมีเพียงแค่เสียงแทรกซึมดังสนั่น
หลังจากที่หันกลับไปมองก้อนหินใหญ่เห็นว่ามันสั่นไหว ภายนอกไม่ขยับ แต่จริงๆแล้วภายในถูกพลังหยินอ่อนกัดกร่อนจนหมดแล้ว
เมื่อลมพัดโชยมาก้อนหินใหญ่ก็สั่นไหวเล็กน้อย และก็เหมือนกับเต้าหู้ที่แหลกออกพังลงจากภายในสู่ภายนอก
ไม่รอให้ซูฮ่าวเก็บหมัดเสียงที่ทรงพลังก็ดังมา
“เป็นวิชาหมัดที่ดีมาก!”