บันทายหวีดร้องหนีตายอย่างหวาดกลัว โดยที่ด้านหลังมีเงาร่างของชายหนุ่มก้าวกวดไล่ตามมา กองทัพแห่งคัมเบียไม่อาจเคลื่อนพลโดยพลการ วรมันที่ 2 ยังไม่อาจรู้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ได้ยินเพียงเสียงตูมตามสนั่นหวั่นไหว สิ่งที่เห็นก็มีเพียงฝุ่นควันที่ปลิวคลุ้งไปทั่ว แต่เมื่อตั้งใจฟังให้ดีก็จะทำให้ครึ่งเทพผู้นี้ได้ยินเสียงที่คุ้นหู เป็นเสียงของบุคคลที่พึ่งแยกจากไปได้ไม่นาน ม่านตาของราชาวรมันที่ 2 หดวูบลงอย่างกะทันหัน สิ่งที่เห็นนั้นทำให้มันต้องตกใจจนเผลอตัวลุกพรวดยืนขึ้นอย่างเสียอาการ
“ทหาร! จัดทัพพร้อมทำศึก!”
สิ้นเสียงของราชาวรมันที่ 2 เหล่าทหารมากมายก็จัดทัพเตรียมทำศึกอย่างว่องไว ในสายตาของทุกผู้ที่จ้องมองออกไปก็จะพบเห็นว่ามีเงาร่างหนึ่ง ที่กำลังกรีดร้องหนีตายมาทางพวกมันลากขาวิ่งหนีอย่างอดสู แม้หนาวเคราที่เคยคุ้นตาจะแหว่งหายไป แต่ภายใต้ซากร่างที่วิ่งมานี้เป็นท่านทูตของพวกมันไม่ผิดแน่ จู่ๆ ทางด้านข้างก็เกิดระเบิดขึ้น มันอ้าปากหวาดกลัวราวคนเสียสติ ร่างกายบาดเจ็บจนเซล้มไปอีกทาง จิตใจที่เคยสลายหายไปได้กลับมารวมตัวทันทีที่มองเห็นกองทัพแห่งคัมเบีย สายตามันรวมศูนย์จ้องมองไปที่ผู้เป็นราชาอย่างคาดหวัง บันทายพยายามตะเกียกตะกายร่างหนีสุดชีวิต ต้องการความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน
แต่น่าเสียดายที่เงาร่างของมิเนอร์วาปรากฏโผล่ออกมายืนอยู่ด้านข้างบันทายเสียก่อน ชายหนุ่มจ้องมองไปที่สายตาของบันทาย จากนั้นจึงหันศีรษะตามไป ราชาวรมันที่ 2 เองก็ไม่หลบสายตา จ้องมองกลับไปที่มิเนอร์วาแล้วเลื่อนสายตาไปแลดูบันทายที่หนีตายอย่างสุดชีวิต ทูตแห่งคัมเบียผู้หนีแหกปากร้องขอความช่วยเหลืออย่างหมดรูป ในยามที่มิเนอร์วาปรากฏขึ้นข้างกายของมัน บันทายตัวสั่นหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ทวารหลายทางถึงกับต้องปล่อยของเสียให้ไหลออกมา น้ำตาคลอเบ้าเพราะเจ็บปวดแทบเจียนตาย
มิเนอร์วาไม่แม้แต่จะแลตามองบันทายที่น่ารังเกียจ เขาก้าวเดินแบบปกติไปสามก้าว ก็เดินทันร่างที่คลานหนีมา เท้าซ้ายถูกยกขึ้นเสียงแผ่วเบา แต่ฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำลงมานั้นกลับหนักแน่น จนซากร่างใต้ฝ่าเท้าทนไม่ไหวกรีดร้องหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ราวกับพบเจอเหตุการณ์ที่เป็นดั่งฝันร้ายสุดสยอง เดาไม่ได้เลยว่าเพียงระยะเวลาสั้นๆ ที่บันทายหนีตายมานี้ อีกฝ่ายได้กระทำการทรมานอะไร จึงเป็นเหตุให้ท่านทูตผู้เป็นถึงครึ่งเทพจิตใจแตกสลายเช่นนั้น
วรมันที่ 2 ไม่ได้รีบร้อนออกตัวเข้าต่อสู้กับชายหนุ่ม มันจ้องมองไปยังมิเนอร์วาอย่างเพ่งพินิจ ชายหนุ่มเองก็จ้องวิเคราะห์ในตัวของอีกฝ่ายเช่นกัน รอยยิ้มน้อยถูกยกขึ้นข้างมุมปากของชายหนุ่ม ฝ่าเท้าซ้ายก็ออกแรงเหยียบขยี้อย่างป่าเถื่อน ท่าทางดูไปแล้วก็ยียวนกวนประสาทอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าการยั่วยุเช่นนี้ย่อมไม่มีผลกับผู้เป็นราชาเช่นมัน วรมันที่ 2 ยังคงจ้องมองด้วยความนิ่งเงียบ มันไม่เชื่อหรอกว่าคนเพียงหนึ่ง จะกล้ารุมทหารศึกนับล้านคน
อีกฝ่ายต้องมีอะไรซ่อนอยู่อีกอย่างแน่นอน วรมันที่ 2 จึงเลือกที่จะเงียบ แล้วรอให้อีกฝ่ายเป็นผู้เอ่ยความประสงค์ก่อน มิเนอร์วาเองก็ไม่ใช่คนโง่ อีกทั้งยังต้องการให้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ชายหนุ่มพยักหน้าประเมินได้ว่าผู้ชายตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็เป็นคนฉลาด ไม่โง่เง่าดังเช่นอดีตราชาแห่งแทนลายัส ชายหนุ่มแสยะยิ้มเอ่ยเตือนเสียงดังกังวานไปทั่วทั้งสนามรบ หมอกสวรรค์อนธการได้กระจายตัวออกจนร่างที่อยู่ในเงาดำนั้นปรากฏชัด ฝุ่นควันจำนวนมากได้ปลิวหายไปพร้อมกับพลังแห่งอนธการ ร่างที่สมส่วนในชุดสูทตัวเก่งนั้นยืนเหยียบกลั่นแกล้งบันทายอย่างเด่นชัด
“ข้าเคยเตือนพวกท่านไปแล้วรอบหนึ่ง เตือนอีกสักรอบให้หายโง่ก็แล้วกัน ความเขลาสามารถปรากฏขึ้นได้แม้กับราชาเช่นท่าน ดังนั้นข้าจึงไม่อยากถือเอาความกับผู้คนที่เบาปัญญา หากพวกท่านยังคงไม่ยินยอมเช่นนั้นก็จงพากันก้าวเข้ามา ข้าได้ออกปากเตือนแล้วถึงสองครา หากยังดื้อดึงไม่ฟังความ เช่นนั้นก็คงต้องยอมปาณาติบาตเพื่อรักษาชีวิตแล้ว กรรมนี้พวกเจ้าเป็นผู้ก่อหาใช่ข้า จงสรรเสริญข้าเถิดบันทายเอ๋ย… ความตายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นถือเป็นการให้พรสำหรับข้า”
มิเนอร์วาล้วงมือเข้าไปในชุดสูทแล้วหยิบกระสุนสองลูกขึ้นมาแกะสลัก พลังวิญญาณขนาดเล็กไถแกะเป็นชื่อเขียนว่าบันทาย และอีกลูกจึงเป็นชื่อของวรมันที่ 2 ชายหนุ่มเพ่งพินิจถึงอำนาจการทำลายล้างอยู่ไม่กี่อึดใจ ก็ยัดเอาลูกหนึ่งใส่กลับเข้าไปในลูกโม่ อีกลูกก็ขว้างโยนกลิ้งไปตกอยู่ที่ด้านหน้าของวรมันที่ 2 ราชาแห่งคัมเบียจ้องมองมิเนอร์วาอย่างครุ่นคิด จากนั้นมันจึงก้มเก็บก้อนโลหะที่ไม่เคยรู้จักขึ้นมาถือ
เป็นก้อนตะกั่วโลหะธรรมดาก้อนหนึ่ง แต่ที่ดูจะไม่ธรรมดานั้นเป็นเพราะมีชื่อของมันสลักแกะเอาไว้ ราชาแห่งคัมเบียยังคงสงสัยในเป้าประสงค์ของชายหนุ่ม มันยังคงเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด ยังคงจ้องมองไปที่ร่างของอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย มิเนอร์วาย่อมไม่สนอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะคิดสิ่งใดอยู่ ที่ต้องเตือนก็เตือนแล้ว ที่ต้องทำให้เห็นก็จำเป็นต้องทำลงไป วรมันที่ 2 ได้ยินเสียงปังดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง เสียงนี้ดังราวกับฟ้าลั่น แต่กลับปรากฏบุปผาโลหิตเลื้อยไปเป็นทางยาว บันทายถูกยิงเข้าที่กลางศีรษะนอนตายอยู่ใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่ม
ทั่วทั้งสนามรบต่างนิ่งเงียบก็กับสิ่งที่ได้เห็น ทางฝั่งของวังมรณะสาบสูญที่อยู่เบื้องหลังนั้นดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ เป็นเพราะพวกมันเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ มีหลายคนที่สบถสาบานว่าจะไม่ยอมเป็นศัตรูกับชายหนุ่มอย่างเด็ดขาด เขาวิปลาสบ้าคลั่งเมื่อต้องการทรมานผู้อื่น ไม่อาจใช้ตรรกะของคนธรรมดามาเทียบวัดได้ ทางฟากฝั่งของคัมเบียนั้นกลับต่างออกไป ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดดังออกมา วรมันที่ 2 เองก็ตั้งโตไม่ทัน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงมือสังหารทูต มันจึงรีบกล่าวอ้างหาความชอบธรรมโดยทันที ถึงจะตกตะลึงที่เหนือมนุษย์ผู้หนึ่งสามารถสังหารครึ่งเทพลงได้ภายใต้ฝ่าเท้า แต่ตัวมันย่อมไม่แยแสมากนัก เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าราบเรียบ
“เจ้ากระทำการรุนแรงผิดหลักการทางสงครามแล้ว ตัวข้าราชาวรมันที่ 2 แห่งคัมเบีย ถึงจะบุกตะลุยยึดดินแดนของพวกเจ้าเข้ามา แต่ก็ไม่สังหารผู้คนที่ยอมจำนนแล้ว แต่ตัวเจ้ากลับกล้าฆ่าทูตที่ส่งไปเจรจา หากมีอาณาจักรไหนได้มาเห็นเข้า ก็คงจะดูหมิ่นเจ้าว่าขี้ขลาดแล้ว”
“สมองเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไรกัน? ในคราแรกข้าได้เตือนไปแล้วว่าอย่าได้ก้าวล้ำข้ามเส้นมา บันทายผู้นี้กลับไม่ฟังกล้าก้าวขาเข้าหาเส้นแบ่งความเป็นตาย จะตกตายก็คงไม่แปลก และข้าก็เตือนเจ้าซ้ำไปอีกรอบแล้ว หากยังดื้อด้านไม่ฟังความ นั่นมันก็เรื่องของเจ้าไม่ใช่ธุระของข้า ศพนี้ข้าคืนให้เก็บไว้ดูต่างหน้าก็แล้วกัน ส่วนวิญญาณของเจ้านี่ข้าจะเก็บไว้เอง ศัตรูของซัลวาโตเรย่อมมีจุดจบที่รออยู่ไม่สวยนัก จำเอาไว้ให้ดี”
ยันต์กระดาษแผ่นหนึ่งถูกล้วงออกมา เปลวไฟลุกพรึ่บไหม้กระดาษทั้งแผ่น เป็นเวลาเดียวกันกับที่วิญญาณพยาบาทของบันทายนั้นลอยออกมา มีหลายคนที่พลังวิญญาณไม่แข็งแกร่งพอ มองไม่เห็นเงาดำในมือของชายหนุ่ม เห็นเพียงแค่เขาทำท่าคว้าอากาศ มองไม่เห็นสิ่งแปลกใด แต่ไม่ใช่กับเหล่าครึ่งเทพที่แข็งแกร่งซึ่งมีอยู่หลายคน พวกมันเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถคว้าจับสิ่งที่คนปกติไม่สามารถสัมผัสได้ เป็นการสะกดข่มด้วยพลังที่แปลกพิสดารนัก เรียกได้ว่ามิเนอร์วานั้นมีความสามารถที่หลากหลาย แม่ทัพของแต่ละทัพจึงได้แต่ยืนนิ่งรอฟังคำสั่ง หากบอกว่ารบ พวกมันก็จะออกรบเสียในยามนี้
ชายหนุ่มแสยะยิ้มแค่นเสียงในลำคอหนึ่งทีก็ง้างขาขึ้น เตะร่างที่ไร้วิญญาณให้ปลิวไปตกกลิ้งอยู่ไม่ไกล จากนั้นจึงหมุนกายเดินจากไป ทิ้งให้กองทัพของวรมันที่ 2 ต้องยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกอยู่เช่นนั้น ภาพที่ผู้คนบนกำแพงเมืองและบนยอดหอคอยสูงได้มองเห็นนั้น ดูไปแล้วก็มองเห็นบารมีสะกดหล้าเปล่งออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
บุรุษรูปงามเพียงหนึ่งที่เดินหันหลังให้กองทัพนับล้านของศัตรูนี้กำลังเดินกลับมาอย่างช้าๆ ผู้คนมากมายต่างก็รู้สึกยำเกรงเป็นอย่างมาก ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากเป็นอย่างยิ่ง เดาดูแล้วในอนาคตหากพวกมันทั้งหมดรอดไปได้ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้คงจะถูกแพร่หลายไปมากกว่าเดิม มิเนอร์วาไม่สนใจว่าผู้ใดจะกระทำลงมือแบบไหน ขอเพียงแค่ไม่ล้ำเส้นที่ขีดไว้ ชายหนุ่มล้วนไม่เก็บมาถือให้เป็นอารมณ์
วรมันที่ 2 เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ยามราตรีได้เข้ามาเยือนแล้ว กองทัพของมันนั้นเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล จึงจำเป็นต้องพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อน แม้ที่นี่จะอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวกำแพงเมือง แต่ก็สามารถมองเห็นหอคอยสูงได้อย่างชัดเจน บนกำแพงเมืองก็จุดไฟส่องสว่างเป็นแนวยาวไปทั่วกำแพงเมือง กองทัพแห่งคัมเบียได้เผาร่างของบันทายทิ้งอย่างสมเกียรติ ในการศึกสงครามมักมีการสูญเสียเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา วรมันที่ 2 ขมวดคิ้วมุ่นมองหัวกระสุนที่สลักชื่อของตัวไว้
“พวกเจ้าจงให้คนลอบเข้าไปสืบข่าวภายในตัวเมืองหลวง ข้าต้องการรู้ว่าพวกมันวางแผนใดไว้กันแน่ จงใช้ความมืดอำพรางกายหลบผู้คน ใช้พื้นที่ป่าด้านข้างนี้ให้เป็นประโยชน์เสีย ไปซะ ข้าจะรอฟังข่าวดี”
วรมันที่ 2 แม้จะกังขาแต่ก็ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นได้เป็นอย่างดี มันต้องการรู้ให้แน่ชัดเสียก่อน ไม่อยากกระทำการใดโดยบุ่มบ่ามไม่ระวัง ความประมาทมักคร่าชีวิตผู้กล้ามาแล้วจนนับไม่ถ้วน แต่หลังจากนั้นไม่นานเสียงตูมตามก็ดังลั่นขึ้นอีกครั้งแล้วเงียบหายไป ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ผู้คนในกองทัพคัมเบียต่างก็พากันตื่นตกใจ ไม่กล้าหลับตาลงโดยสนิท
ยามราตรีที่พระจันทร์ไร้แสงเช่นนี้ เป็นค่ำคืนที่เหมาะสมสำหรับใช้ปิดบังอำพรางกาย หากฝั่งของคัมเบียคิดได้ มีหรือที่คนอย่างมิเนอร์วาจะคิดไม่ออก ไดนาไมต์ถูกฝังอำพรางอยู่แทบทุกที่ ขอเพียงเหล่าวิญญาณที่กระจายตัวเฝ้าดูอยู่คาบข่าวมาบอก ไม่ว่าผู้ใดแอบซ่อนอยู่ชายหนุ่มก็จะลอบสังหารด้วยกับระเบิดแล้วจากไป
ซากร่างที่แขนหายไปข้างหนึ่งถูกโยนออกมาจากป่ามืด ร่างไร้ชีวิตนี้ลอยไปตกอยู่หน้ากระโจมพักของทหารนายหนึ่ง ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้เหล่าทหารต่างก็พากันกรูออกมาอย่างรวดเร็ว พวกมันมองเห็นซากร่างที่ไร้ชีวิตนอนแน่นิ่งไม่ขยับกาย เมื่อสังเกตจากการแต่งกาย และตรวจดูอยู่หลายรอบ พวกมันก็เดาได้ว่าศพร่างนี้คงจะเป็นหนึ่งในทหารของคัมเบียไม่ผิดแน่ แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผู้ใด เพราะสภาพศพนั้นดูไม่ได้เต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย แขนก็หายไปหนึ่งข้าง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยบาดแผลยากที่จะแยกแยะ
เกิดเป็นเสียงร่ำลือออกไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ราชาวรมันที่ 2 ก็ยังต้องรีบรุดเดินทางมาดูศพด้วยตัวเอง เหล่าทหารต่างก็พากันแยกแบ่งสร้างทางเดิน ถวายการอารักขาอย่างเต็มที่ หลังจากตรวจค้นอยู่ครู่หนึ่ง พวกมันทั้งหลายก็มั่นใจได้ว่าศพปริศนานี้เป็นร่างของผู้ใด เป็นสายลับที่ถูกส่งออกไปเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ผิดแน่ แม้ทรัพย์สินสิ่งมีค่าบนร่างจะหายไป แต่ป้ายยืนยันตัวตน และของใช้ทั่วไปนั้นยังอยู่ครบ
แต่มีหรือที่ราชาแห่งคัมเบียจะยอมเลิกราไปโดยง่าย หากส่งไปหนึ่งแล้วตกตาย เช่นนั้นเขาก็จะส่งไปอีกสิบ เมื่อคำสั่งเดิมได้ถูกถ่ายทอดออกไปอีกครั้ง คำสั่งนี้เป็นดั่งตัวจุดระเบิดที่ทำให้ไดนาไมต์หลายสิบลูกระเบิดขึ้น แน่นอนว่าผู้คนที่ส่งมาสอดแนมต่างก็ตกตายภายใต้เสียงกัมปนาทของไดนาไมต์หลายสิบจุดนี้ ร่างปฐวีกสิณแยกตัวไปโผล่ยังที่ต่างๆ โดยที่แต่ละร่างก็มีฤทธาแห่งเตโชกสิณหมุนควงอยู่รอบกาย ลูกไฟที่พุ่งไปยังที่ต่างๆ ราวกับเป็นภูตเพลิงที่บ้าคลั่ง เมื่อถูกจุดไฟจึงปะทุให้ไดนาไมต์ระเบิดออก
วรมันที่ 2 ยืนหรี่ตามองลึกเข้าไปในผืนป่าอย่างเพ่งพินิจ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอาณาจักรเพื่อนบ้านตรงหน้านี้ จะมีอาวุธวิเศษที่สามารถสร้างพลังทำลายล้างเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังต้องมีเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน ในขณะที่ความเงียบสงัดไร้เสียงนี้กระจายไปทั่วผืนป่า ผู้คนมากมายก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ปวดลึกซึมไปถึงกระดูก ความเงียบนี้คงอยู่นานเกินไปอย่างผิดวิสัย นี่ก็ผ่านมานานแล้ว แต่ทุกคนกลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงของแมลง หรือเสียงใดภายในป่า
แต่แล้วผู้มาเยือนจากต่างแดนทั้งหลายเหล่านี้ก็มีอันต้องสงสัย เป็นเพราะเกิดเสียงเหยียบกิ่งไม้กรอบแกรบของสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิด สิ่งใดกันกำลังเดินเข้ามาหาพวกมันจากภายในป่าที่มืดทึบ ทุกก้าวที่เสียงย่ำเท้าอย่างช้าๆ นี้ได้เหยียบลง สายลมหลอนก็ได้พัดเข้าไปหาพวกมันทุกคน ทหารแต่ละนายต่างก็ยืนถืออาวุธชูขึ้นพร้อมโจมตี แต่ผู้ใดจะคาดคิดกันว่าจะมีเสียงร้องของทารกน้อยขี้งอแงดังขึ้น เสียงนี้มีความพิลึกพิลั่นแฝงไว้อยู่เกือบ 5 ส่วน แต่ละคนลืมตาโตใจเต้นลุ้นอย่างระทึก
มิเนอร์วานั่งอยู่บนหลังของอามูร์ร่างเสือสมิง ยังคงพรางตัวอยู่ในเงามืดไม่เผยตัวออกไป ในมือก็มีบ่างตัวหนึ่งที่ไม่รู้ว่าบินมาจากไหน ยิ่งชายหนุ่มหยอกล้อมัน เจ้าบ่างน้อยตัวนี้ยิ่งร้องเสียงโหยหวน เมื่อจับโยนออกไปก็มักจะไต่ต้นไม้ร่อนบินตามมา อามูร์เองก็ส่งเสียงร้องเสียงแหลมราวสตรีผู้อาฆาต ขยับเอียงศีรษะนุ่มหันมองไปทางด้านหลังแล้วนับจำนวนเป็นตัวเลข เสียงนี้ของอามูร์โลดแล่นไปทั่วกายของชาวคัมเบียทุกคน เส้นขนทั่วร่างของผู้ที่ได้ฟังเสียงนี้ต่างก็ลุกชี้ชัน ร่างกายก็ยิ่งหดเกร็งอย่างแตกตื่น ความสยองนี้ค่อยๆ ซึมเข้าไปในกายจนบริเวณทรวงอกจนต้องรู้สึกเสียววาบน่าใจหาย
“เถ้าคืนสู่เถ้า ธุลีคืนสู่ธุลี ร่างของพวกเจ้าก็ให้เป็นปุ๋ยทำประโยชน์แก่ต้นไม้เถิด ถือว่าข้ายังปรานีส่งศีรษะของพวกเจ้าทุกคนกลับคืนสู่พวกพ้อง รับใช้ข้าสักหลายปีเถิด เมื่อหมดกรรมต่อกันแล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าเป็นอิสระ พวกเจ้าทุกตนจงกระจายตัวออกไปให้ทั่ว พวกเรากำลังจะแหย่รังแตนแล้ว”
มิเนอร์วาเอ่ยกับเหล่าทหารวิญญาณผู้มาใหม่ ฝูงห่าผีจำนวนมากต่างก็กระจายตัวออกไปตามคำสั่ง มิเนอร์วาสาวเชือกยาวที่ปลายอีกด้านมีศีรษะจำนวนมากผูกติดอยู่ แต่ละหัวหากไม่เหวอะหวะก็บาดเจ็บจนเลือดท่วม นับรวมทั้งหมดแล้วก็มีมากถึงสิบห้าหัว ชายหนุ่มไม่สนใจไยดีว่าจะต้องลากศีรษะของพวกมันทั้งหมดไปชนกับอะไร ศีรษะทั้งหลายต่างก็กลิ้งหมุนกระเด็นชนไปทั่ว ร่างปฐวีกสิณร่างหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วลากเชือกนี้เดินไปต่อ ทหารชาวคัมเบียที่อยู่บริเวณนี้ต่างก็มองเห็นเงาเลือนรางที่กำลังเดินออกมา
เงาดำนี้มาพร้อมกับเสียงกุกกัก ราวกับมีสิ่งใดกระเด็นเด้งตามมา เมื่อแสงสว่างยามราตรีนั้นมีไม่เพียงพอ อาศัยเพียงแสงไฟจากตะเกียงย่อมจำกัดการมองเห็นเป็นอย่างมาก มิเนอร์วานั่งมองร่างแยกหมุนตัวสะบัดมือกระชากเชือกอย่างรุนแรง ศีรษะจำนวนมากที่ผูกติดไว้ก็เป็นดั่งลูกตุ้มที่ถ่วงน้ำหนักพุ่งออกไป ชาวคัมเบียที่ตั้งท่าจัดทัพพร้อมทำศึกมีอันต้องพากันประหลาดใจ เมื่อเห็นเงาร่างนี้ขว้างปาบางสิ่งออกมาจากป่าทึบ
แต่เมื่อสังเกตดูให้ดีแต่ละคนก็รับรู้ว่าเป็นศีรษะจำนวนมากที่ลอยกระจายออกไป เส้นผมจำนวนมากหลุดติดพร้อมกับหนังศีรษะบางส่วนที่ขาดเป็นแผ่น ศีรษะไร้วิญญาณที่บ้างก็ลืมตาอ้าปากอย่างตกใจ แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวก่อนตายผ่านทางสีหน้า บ้างก็ตาลึกโบ๋เพราะถูกสะเก็ดหินจากระเบิดกระเด็นเข้าใส่ ทหารทุกนายที่เห็นภาพอันโหดเหี้ยมเช่นนี้ก็พากันก้าวถอยหลังพร้อมกัน ความตื่นตระหนกมากมายแล่นผ่านไปทั่วร่าง
วรมันที่ 2 เองก็เห็นเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวมันผู้เป็นราชาเองก็ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นภาพอันเสื่อมเกียรติเช่นนี้ ไพร่พลแห่งคัมเบียที่ในอดีตบุกตะลุยจนมีดินแดนใต้ปกครองมากมาย ต่างก็ถูกขานนามว่านักรบผู้กล้าหาญ แต่พวกมันกลับเลือกที่จะแตกฮืออย่างไร้ระเบียบ มีหลายคนที่ตกใจรับศีรษะมาถือไว้ มีหลายเสียงที่แหกปากตกใจปาศีรษะไปหาเพื่อนฝูง บ้างก็ล้มแข้งขาอ่อนหมดมาดของผู้กล้า วรมันที่ 2 จ้องมองเข้าไปในป่าลึก เลือกที่รอให้ถึงยามรุ่งสางอย่างเจ็บแค้น และจะไม่ส่งผู้ใดเข้าไปอีก ใช้กำลังเข้าสยบเสียให้จบๆ ไปก็สิ้นเรื่อง ยอมเปลืองเลือดเนื้อเสียหน่อยก็เป็นอันใช้ได้แล้ว มันจึงแหกปากตะโกนขู่อาฆาตเสียงดังด้วยความโมโห
“เจ้าสัตว์หน้าขนตัวบัดซบ! อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน นับเวลาตายรอได้เลย ความตายจะเริ่มคลานไปหาเจ้าเมื่อแสงแรกสาดส่องย้อมนภา ข้าจะสังหารทุกชีวิตที่ขัดขืนอยู่หลังกำแพงเมืองนั่นให้หมด สตรีก็จะเอาไปเป็นทาสบำเรอกาม บุรุษก็จะส่งไปใช้แรงงานจนตกตาย ผู้ใดไร้ประโยชน์ข้าจะสังหารลงให้หมดสิ้น นี่คือบาปที่เจ้าต้องแบกรับ ไอ้เลวระยำลูกทาส!”