ตอนที่ 60อาการร่อแร่ของค่ายมวย
ลุงแกไม่เป็นสาหัสมากนักแต่ว่ายังต้องพักรักษาตัว จึงได้แต่ฝากให้ทางเสือน้อยช่วยดูแลค่ายไปก่อนพลาง ๆ
ทางเสือน้อยเองก็ได้ตกปากรับคำ
ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุที่ติดต่อแกไม่ได้ก็เป็นเพราะว่าโทรศัพท์ของแกเสีย จึงติดต่อใครในค่ายไม่ได้เลย อีกทั้งยังจำเบอร์ไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะปกติแล้วมันอยู่ในเครื่อง หรือไม่ก็ในสมุด
อีกทั้งตัวลุงก็สลบไสลไปนานกว่าที่จะฟื้นตัวอีกทีก็นานอยู่หลายวันทำให้จึงติดอยู่ในภาวะชะงักงันติดต่อใครไม่ได้
……
ต้นเดือนพฤษภาคม ใกล้จะเปิดเทอมเข้ามาทุกที
ตอนบ่ายของวันที่หนึ่งของเดือนเสือน้อยก็นั่งอยู่ค่ายมวยเรียกนักมวยมาสอบถามเรียงคนว่าทางค่ายติดค่าจ้างอะไรเท่าไหร่แจ้งมาเสียให้หมดเขายังไม่ลืมขู่ใครบอกราคาเกินจริง ถ้าสืบพบจะแจ้งความนะ
เพราะวันนี้ตอนเช้า เสือน้อยจึงวานให้แม่มาช่วยดูบัญชีของค่ายเสียหน่อยผลปรากฏว่าเงินส่วนตัวของลุงแกแทบไม่มีเลย หักค่าตัวให้นักมวยหมด
กิจการถึงขั้นขาดทุนเพราะไม่ใช่ว่าต่อยชนะทุกครั้งไหนจะมีเซียนพนันคอยกดดันกรรมการอยู่ด้านหลังเรื่องแบบนี้ใช่ว่าเสือน้อยไม่เคยเห็นมาก่อน
เสือน้อยโทรไปรายงานพ่อแกใช้เงินในบัญชีพยุงตัวค่ายไว้อยู่ขาดทุนค่าตัวนักมวยประคองได้อีกไม่ถึงปีก็หมดแล้ว ทุกวันนี้เข้าเนื้อล้วน ๆอีกทั้งหมอบอกว่ายังต้องนอนโรงพยาบาลอีกนานสองเดือนกว่า ๆ ถึงจะให้กลับบ้านได้
เขาโตมากับการวิ่งเล่นที่ค่ายมวยนี้ความผูกพันลึกซึ้งมีหรือจะปล่อยให้ค่ายมวยล้มทั้งแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด
อย่างน้อย “เสือน้อย ศอกทองเมืองปทุม”ก็เคยขึ้นชกในนามค่ายของแก ก่อนตัดสินใจบอกกับลุงเด่นชัยผ่านทางพ่อ
พ่อบอกลุงเด่นชัยด้วยว่า“ถ้าไม่ไหวอย่าลืมหลานชายคนนี้ เดี๋ยวผมซื้อค่ายมวยลุงเอง หลังจากลุงหายดีแล้วสามารถพักอยู่ที่นี่ เสือจะจ้างลุงเป็นผู้ฝึกสอนเอง เรื่องนี้เขียนเป็นสัญญาได้เลยส่วนกิจการคงต้องรื้อโครงสร้างทั้งหมด” พ่อผันก็ตกปากรับคำว่าจะพูดให้
พอโตขึ้นแล้วเห็นธุรกิจกำลังจะล้มเขาก็อดไม่ได้ที่จะช่วย แต่แน่นอนว่าถ้าบริหารแบบนี้ต่อไปมีแต่เจ๊งกับเจ๊งดังนั้นต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รื้อโครงสร้างการบริหารการจัดการที่ไม่เป็นระเบียบแม้แต่น้อย เขาดูได้จากแม่ที่ทำบัญชีเธอบ่นปวดหัวมากเละเทะไม่มีระเบียบเลย
...…
ตอนนี้เสือน้อยรับดูแลค่ายมวยอยู่นักมวยคนไหนที่จะมีคิวขึ้นชกเขาสั่งให้กลับมาซ้อม ส่วนค่าจ้างมีให้ตามเดิมแต่ถ้าคัดตัวไม่ผ่านเสือน้อยก็ไม่ไว้หน้าเช่นกันทุกคนรู้ดีถึงความเด็ดขาดของเสือน้อย
เขามองดูเด็กในค่าย“จากนี้ไปพี่วันพี่อยู่คอยดูแล กำกับทำหน้าที่คล้ายเลขาของค่ายมีอะไรให้มาบอกผม”
“ส่วนพี่ยอดอยู่มานานสุดรู้เยอะ…ไปซ้อมมวยให้คนที่จะขึ้นชกแบบติวเข้มเข้าใจมั้ย?”
พี่ยอดตอบกลับ“ได้ครับนายน้อย”
“จากนี้ไปข้าไอ้เสือน้อยคุมค่ายนี้ชั่วคราว คนที่มีหน้าที่ซ้อมก็ซ้อมไปเงินเดือนก็รับจากข้า…ใครออกนอกลู่นอกทางก็เตรียมตัวโดนได้เลยส่วนใครไม่มีซ้อมจะไปขี่รถส่งอาหารหรือทำอะไรก็ได้ตามปกติ” เขาเดินเวียนไปมาด้านหน้ารุ่นพี่รุ่นน้องในค่ายมวยที่นั่งเรียงรายกันอยู่
ก่อนพูดประโยคทิ้งท้ายว่า “อยู่กับไอ้เสือน้อยไม่มีอดตาย มีแต่ว่าความสามารถจะถึงหรือเปล่าเถอะ!”
เสือน้อยสั่งงานเสร็จก็สะบัดก้นออกไปทิ้งให้ไอ้ยักษ์ดูแลค่ายไปพลาง ๆ ส่วนไอ้ใหญ่ตามเขาไปประชุม
ที่ชั้นสามตอนนี้ยังใช้เป็นห้องประชุมชั่วคราวของโรงเรียนเทพทันใจวันนี้มีประชุมเรื่องการตลาด
ใหญ่ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่สุดเขาได้เข้าประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งได้นั่งอยู่แถวหลังสุดมองดูตื่นตัวยิ่งนัก
ประชุมกันอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ใช้วิธีสูงสุดคืนสู่สามัญ โดยใช้การทั้งกระจายข่าวผ่านนักเรียนแบบปากต่อปากอีกทั้งแจกใบปลิวแบบง่าย ๆ
เสือน้อยไหว้วานให้เพื่อนๆ ช่วยกันกระจายข่าว โดยที่เริ่มจากลูกหมีกับนกแก้วกินค่าส่วนแบ่งในช่วงแรกถ้าเรียกคนเข้ามาได้ ส่วนเพื่อน ๆที่กำลังเรียนอยู่ก็กระจายข่าวได้เช่นกัน…เสือน้อยก็ได้เตรียมการช่วยฝ่ายการตลาดแล้ว
ใจเขานึกถึงป้ายโฆษณาอยู่เนืองๆ ถ้าได้มันมา…มันจะมีโอกาสช่วยธุรกิจเขาได้เยอะมากจริง ๆ
จากนั้นเขาก็นั่งจักรยานไปดูโรงเรียนกวดวิชากับเจ้าใหญ่ดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางมากแล้ว พวกช่างกับคนงานก่อสร้างที่ทำงานก็กล่าวสวัสดีทักทายเสือน้อยตามรายทางเขาสำรวจโดยรอบดูเหมือนจะตกแต่งไปได้ด้วยดี
ก่อนจะหันไปพูดกับใหญ่“ไอ้ใหญ่ตอนกลางคืน มึงมาเดินดูหน่อยสิแถวนี้มันมืดมากแค่ไหนเอาตั้งแต่หัวเย็นไปถึงหัวค่ำ เดี๋ยวไปยืมกล้องที่ไอ้เข้ม มันอยู่ในร้านทองสุข”
“ได้เลยลูกพี่”ใหญ่ตอบเสียงเข้ม
……
ตอนนี้เสือน้อยปวดหัวกับเรื่องหนึ่งคือป้ายโฆษณาเขาอยากได้มันมากจริง ๆ ที่ดินพร้อมป้ายโฆษณาเขายังหาคนขายที่ดินไม่ได้ทางทนายดำรงจึงแนะนำให้ไปที่สำนักที่ดินประจำจังหวัดโทรถามพวกเขาโดยตรงน่าจะมีเบอร์อยู่…
หรือไม่เช่นนั้นเสือน้อยก็เปลี่ยนวิธีเช่าตามตึกแทนเสือน้อยกลับมาบ่นให้แม่ฟัง ให้แม่ช่วยหาให้หน่อยแต่แม่ก็จนใจจนหลังจากนั้นไม่กี่วันก่อนเปิดเทอม ทนายรักก็โทรมาหาแล้วบอกข่าวดีให้ฟังนายน้อย
ช่วงนี้ดูเหมือนใครๆ ก็เรียกเขาว่านายน้อย เริ่มจากคนรอบข้างไปจนถึงคนที่ทำงานให้
“เจอเจ้าของที่ดินแปลงนั้นแล้วตรงสี่แยกไม่ใช่ใครที่ไหน‘คุณสมร’ แม่ของคู่กรณีนายน้อย” เสือน้อยตาลุกวาว
“งั้นอารักจัดการให้ผมได้มั้ย…ขอแค่สมเหตุสมผล ไม่แพงเวอร์ ผมยินดีจ่าย!”เสือน้อยตอบด้วยท่าทีกระตือรือร้น เขาอยากได้ที่ดินแปลงนั้นตั้งแต่ความคิดผุดขึ้นมา
ไม่น่าเชื่อวางสายไปไม่ถึงชั่วโมงทนายรักก็โทรกลับมาอีกครั้ง บอกว่าเรียบร้อยแล้ว เสือน้อยก็ถามว่า “ราคาเท่าไหร่?”
หลังจากคุยกันอยู่ครู่หนึ่งเสือน้อยก็บอกตกลงซื้อขายทันที
“อารักดำเนินการให้ผมหน่อยใช้ชื่อแม่ผมซื้อก็แล้วกัน ติดต่อแม่ผมไปเลยนะ!” เขาก็ลอบตะลึงในความสามารถของทนายรักใช้เวลาเกือบชั่วโมงเจรจาได้สำเร็จ สงสัยต้องให้รางวัลเพิ่มแล้วมั้ง!?
ทันทีที่เขาได้ยินราคาที่ดินพร้อมป้ายปรากฏว่าไม่แพงอย่างที่เขาคิดไว้ ในใจเขาคาดว่าแพงกว่านี้สักห้าหกเท่าเสือน้อยคิดว่าคงเป็นด้วยจำนวนประชากร ที่ไม่แออัดเหมือนในกรุงเทพที่ลงโฆษณาทีเดียวคนก็เห็นกันเยอะแยะ
ส่วนแถวนี้นะเหรอคนน่ะมีอยู่ แต่ไม่เยอะเท่ากรุงเทพอยู่แล้วทว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้กลายเป็นผู้บุกเบิกใหม่ โดยป้ายโฆษณาละแวกนี้ จะต้องมีป้ายของเขาติดอยู่โดยทั่ว
วันรุ่งขึ้นแม่ก็ไปที่สำนักที่ดินจังหวัดโอนที่ดินกันอย่างเรียบร้อยดูเหมือนทนายรักจะเป็นทนายให้กับทั้งสองฝั่ง…
ส่วนเสือน้อยค้นหาข้อมูลในกูเกิลเกี่ยวกับบริษัทป้าย LEDเขาไม่ชักช้ารีบติดต่อไปทันทีแม้หูจะตันเพราะพันผ้าก๊อซ…แต่สมองไม่ได้ตันเหมือนหู
จากนั้นวันเปิดเทอมขึ้นม.3 ก็มาถึง เสือน้อยรู้สึกว่าไวมาก ดูเหมือนว่าเวลาเดินไวเป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้เขากลายเป็นรุ่นพี่แล้ว
จึงกวาดสายตามองไปที่รุ่นน้องหน้าละอ่อนที่พึ่งเข้ามาใหม่ ๆ มองดูก็รู้ว่าตื่นเต้นเหมือนกับเขาเมื่อครั้งยืนรอใต้ศาลา
……
วันหนึ่งหลังจากเปิดเทอมม.3 มาได้สองอาทิตย์
เสือน้อยกำลังง่วนอยู่กับวิชาพระพุทธศาสนาที่บรรจุเข้ามาในหลักสูตร ครูบาอาจารย์ก็ขู่ว่าถ้าสอบนักธรรมไม่ผ่านจะสมัครเรียนต่อ ม.4 หรือ ต่อปวช. ไม่ได้หลักสูตรนี้ได้ยินจากปากครูมาว่า นิมนต์พระอาจารย์ที่วัดละแวกนี้จะมาสอนด้วยตนเองหลังจากอาทิตย์นี้ไป
สำหรับเสือน้อยก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเขาเรียนโรงเรียนวัดตั้งแต่เด็กก็สอบนักธรรมมาอยู่แล้วทว่าเด็กบางคนที่มาจากโรงเรียนเอกชนตอนประถม กลับไม่เคยสัมผัสกับพระตัวเป็น ๆมานั่งสอน จึงจะหันไปมองเพื่อน ๆ รอบข้างยามเมื่อได้ยินข่าว