ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    กลับภูเขามู่อวิ๋น

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าหนึ่งปี

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีท่องเที่ยวทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเกือบทุกทวีป 

    และตอนนี้หนาหนมิงและเซี่ยเล่ยจีก็เพิ่งมาถึงเมืองซวนหยวน ซึ่งนับว่าเป็นเมืองที่ใหญ่โตที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน เพราะว่าเมืองนี้คือเมืองที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเป็นผู้สร้าง

    บนท้องฟ้าเรือบินของตระกูลหนาน

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีมองดูความยิ่งใหญ่ของเมืองซวนหยวนด้วยความประหลาดใจ ต้องยอมรับว่าเมืองซวนหยวนนั้นยิ่งใหญ่กว่าเมืองหลัวเทียนเสียอีก

    โดยที่ด้านหลังของพวกเขามีผู้อาวุโสของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนยืนอยู่ข้างๆคอยแนะนำสิ่งต่างๆให้

    เพราะเพียงแค่เรือบินตระกูลหนานปรากฏตัวขึ้นที่พื้นที่ในการปกครองของนิกายซวนหยน คนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก็รับรู้ได้ทันที พวกเขาได้ส่งบรรพชนของนิกายคนหนึ่งมาต้อนรับและคอยนำทางให้อีกด้วย

    เพราะถึงอย่างไรในยุคนี้ไม่ใช่ยุคของสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว แต่นี้คือยุคของตระกูลหนานผู้ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในโลกใบนี้ เพราะแม้กระทั้งเผ่าปีศาจที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งและทรงพลังก็ยังยอมอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลหนาน 

    บรรพชนที่ว่าก็คือซูเฟยหวง และเขาก็ยังเป็นกึ่งเซียนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอีกด้วยและที่สำคัญคือเขาเพิ่งจะกลายมาเป็นบรรพชนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเมื่อราวๆหนึ่งร้อยปีก่อนด้วย

    เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ซูเฟยหวงยังเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสสองของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอยู่เลย แต่ตอนนี้เขาได้รับตำแหน่งบรรพชนของนิกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน ถ้าหากผู้อาวุโสพัฒนาไปถึงระดับกึ่งเซียนได้พวกเขาจะได้รับตำแหน่งบรรพชนของนิกายทันทีและจะมีสิทธิ์ในนิกายอย่างมาก 

    “ ต้องยอมรับว่าเมืองซวนหยวนยิ่งใหญ่สมชื่อจริงๆ แม้กระทั้งเมืองหลัวเทียนก็ยังไม่สามารถเทียบได้เลย! ” หนานหมิงกล่าวขึ้น

    บรรยากาศที่ร่มเย็น แสงแดดไม่แรงมาก พลังวิญญาณที่หนาแน่น ความยิ่งใหญ่ของเมืองที่แม้ว่าจะมองจากบนท้องฟ้าก็ยังไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของเมือง

    ว่ากันว่าผู้คนในเมืองซวนหยวนมีมากกว่าหลักห้าร้อยล้านคนเลยทีเดียว นับว่าเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

    บรรพชนซูเฟยหวงยิ้มอย่างพึงพอใจแต่เขาก็กล่าวขึ้นว่า “ แม้ว่าเมืองซวนหยวนจะยิ่งใหญ่แต่นั้นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นที่เมืองรุ่งอุรณของตระกูลหนานของคุณชายหนานจะยิ่งใหญ่กว่า ” 

    หนานหมิงยิ้มและเห็นด้วย เพราะเขารู้ดีว่านั้นเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น เพราะทันทีที่ชีพจรโลกเติบโตขึ้น เมืองรุ่งอรุณก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่ต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้นก็ต้องมายังเมืองรุ่งอรุณเพราะพลังวิญญาณที่หนาแน่นที่สุดในโลก

    เนี่ยหงอีเคยบอกว่าในอดีตพลังวิญญาณนั้นเหนือกว่าที่ปัจจุบันนับร้อยเท่า หรือก็คือเพียงฝึกฝนในอดีตหนึ่งวันก็เท่ากับการฝึกฝนในปัจจุบันนานถึงหนึ่งร้อยวัน เรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

    เพราะแบบนี้ในอดีตจึงมียอดฝีมือจำนวนมาก แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับเซียนก็มีมากกว่าหลายร้อยคน กึ่งเซียนมีหลายแสนถึงหลักล้านคนเลยทีเดียว

    เพราะถึงอย่างไรจากกึ่งเซียนไปยังระดับเซียนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะกึ่งเซียนจะต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักจนค้นพบเส้นทางเซียนของตัวเองจึงจะสามารถทะลวงเข้าสู่เซียนได้

    “ คุณชายหนาน คุณหนูเซี่ย ตอนนี้พวกเรามาถึงเมืองซวนหยวนแล้ว ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่? แล้วก็ค่ำคืนนี้พวกเราจะจัดงานเลี้ยงพวกท่านที่ห้องโถงของนิกาย” ซูเฟยหวงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    หนานหมิงหันไปมองเซี่ยเล่ยจีเพื่อเป็นการบอกว่าให้นางเป็นคนตัดสินใจเองเลย

    เซี่ยเล่ยจีครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ไปที่หอสมบัติเฉียนคุนก่อนแล้วกัน ” 

    หอสมบัติเฉียนคุนนับว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน แถมในนั้นก็มีสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนตั้งขายอยู่ แม้ว่านี้จะเป็นเพียงสาขาของหอสมบัติเฉียนคุนแต่ก็นับว่าเป็นสาขาที่ใหญ่โตไม่พอสาขาหลักเลยด้วยซ้ำ 

    ว่ากันว่าภายในนั้นมีแม้กระทั้งสมบัติกึ่งเซียนขายด้วย แต่ด้วยการที่คนที่จะได้รับชมต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูง ทำให้ผู้ที่ได้รับชมไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง

    นอกจากนี้ผู้ดูแลของหอสมบัติเฉียนคุนก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับกึ่งเซียน ทำให้ไม่ค่ออยมีใครกล้าสร้างปัญหาขึ้นที่นี้ และอีกอย่างนี้คือพื้นที่ของนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน ถ้าหากสร้างปัญหาขึ้นที่นี้ก็เท่ากับไม่ไว้หน้านิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนอีกด้วย

    “ เช่นนั้นก็ไปกินข้าวก่อนแล้วก็ค่อยมุ่งหน้าไปยังหอสมบัติเฉียนคุน ” หนานหมิงวกล่าวขึ้น

    “ เข้าใจแล้ว ข้าจะบอกให้คนไปจองร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองก่อน ” ซูเฟยหวงกล่าว

    หนานหมิงรีบขัดและบอกว่าเขาและเซี่ยเล่ยจียังไม่อยากไปกินร้านหรูๆ พวกเขาต้องการที่จะเดินชมเมืองพร้อมกับกินอาหารตามข้างทางมากกว่า เพราะทั้งสองคิดว่าอาหารตามข้างทางก็อร่อยในแบบฉบับของมัน ส่วนอาหารหรูๆก็อร่อยตามระดับของมันเช่นกัน

    ซูเฟยหวงตอบรับและคิดว่าความคิดของคุณชายหนานและคุณหนูเซี่ยช่างไม่เหมือนใครจริงๆ เพราะคนอื่นๆถ้าหากมาถึงเมืองซวนหยวนพวกเขาก็คิดที่จะไปยังร้านหรูก่อนเลย

    หลังจากที่มาถึงลานจอดเรือบิน เรือบินของหนานหมิงลงจอดที่ลานจอดเรือบินระดับสูง

    การจอดที่เรือบินระดับสูงไม่ใช่ว่าจะมีเงินแล้วสามารถจอดเรือบินได้ แต่ต้องมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งอีกด้วยอย่างน้อยๆจะต้องมีเทพยุทธ์อยู่ในกองกำลังเท่านั้นถึงจะเปิดจอดลานบินระดับสูงได้ 

    แต่สำหรับตระกูลหนานแล้วพวกเขาย่อมได้รับที่จอดเรือบินที่ดีที่สุดแถมยังได้รับการดูแลอย่างดี แถมยังมีคนทำความสะอาดทุกวันอีกด้วย

    ด้วยการนำทางของซูเฟยหวงทำให้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีไปก็มุ่งหน้าไปยังหอสมบัติเฉียนคุน ส่วนผู้ติดตามของหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจี พวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยตัวเอง

    ระหว่างทางหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็ได้ซื้อของปิ้งย่างรวมไปถึงผลไม้บางอย่างมากินด้วยความสนใจ เพราะผลไม้เหล่านี้ไม่มีที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน หรือก็มีคือผลไม้นี้มีเพียงที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    ครึ่งชั่วยามผ่านไป กลุ่มของหนานหมิงก็มาถึงหอสมบัติเฉียนคุน

    หอสมบัติเฉียนคุนตั้งอยู่ใจกลางทำเลทองของเมือง ตึกเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมสูงกว่าสิบชั้น ซึ่งตัวตึกถูกสร้างขึ้นมาจากไม้สนชนิดพิเศษที่มีความทนทานสูงมาก

    ด้วยการที่มีซูเฟยหวงเป็นผู้นำ ทำให้หนานหมิงสามารถเข้าไปถึงชั้นบนสุดของหอสมบัติเฉียนคุนได้

    สมบัติภายในหอเฉียนคุนนับว่ามีคุณภาพที่สูงมาก ซึ่งดีกว่าที่ขายอยู่ตามหอสมบัติอื่นๆหลายเท่าตัวเลยทีเดียว แน่นอนว่าเมื่อของดีราคาของมันก็ยิ่งแรงมากขึ้นเช่นกัน

    หนาหมิงมองดูปิ่นปักผมที่ทำขึ้นมาจากหยกพิเศษซึ่งมีทั้งพลังโจมตีที่รุนแรงได้ เขาจึงคิดที่จะซื้อมันให้กับเซี่ยเล่ยจี

    “ ข้าต้องการปิ่นนี้ ” หนานหมิงหันไปบอกกับผู้ดูแลของหอสมบัติเฉียนคุนที่เป็นยอดฝีมือระดับกึ่งเซียน

    ผู้ดูแลของหอสมบัติเฉียนคุนนี้เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง ไว้หนวดเคราเล็กน้อย สวมชุดคลุมสีเทาอ่อน ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา แถมยังดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษอีกด้วย ชื่อของเขาคือ เว่ยฝู่

    เว่ยฝู่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาติดที่ด้านข้างของกล่องที่ใส่ปิ่นหยกเอาไว้

    ที่แผ่นกระดาษมีตัวอักษรที่เขียนเอาไว้ว่า ‘ จอง ’ 

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็เดินชมสมบัติต่างของหอสมบัตินานกว่าหนึ่งชั่วยามเศษ สมบัติต่างๆที่หนานหมิงได้รับส่วนมากก็เป็นพวกของประดับที่จะเอาไปให้ท่านแม่ หรือไม่ก็พวกสมบัติต่างๆที่น่าสนใจหรือพวกสมบัติแปลกๆ

    “ คุณชายหนานข้าไม่รู้ว่าตระกูลหนานเปิดรับคนหรือไม่แต่ข้ามีหลานสาวคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าสามารถรับนางเข้าร่วมกับตระกูลหนานได้หรือไม่? ” เว่ยฝู่ถามด้วยน้ำเสียงลังเลเล็กน้อย

    หนานหมิงครุน่คิดก่อนที่จะพยักหน้ารับ “ ถ้าหากท่านเว่ยต้องการให้หลานสาวของท่านเข้าร่วมกับตระกูลหนานก็สามารถทำได้ เพียงแต่นางจะต้องเริ่มจากต่ำสุดก่อน ไม่ทราบว่าท่านเว่ยยินยอมหรือไม่? ” 

    หลานสาวคนนี้ของเว่ยฝู่ถือว่าเป็นอัจริยะของตระกูลเว่ย ถ้าหากนางได้เข้าร่วมกับตระกูลหนานล่ะก็ ความสามารถของนางก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่าการที่อยู่กับตระกูลเว่ย

    แม้ว่าฝู่เว่ยจะเป็นถึงยอดฝีมือระดับกึ่งเซียนและยังเป็นกึ่งเซียนหนึ่งในสี่ของหอสมบัติเฉียนคุน และมีทรัพยากรจำนวนมากในการฝึกฝนอัจฉริยะของตระกูลเว่ยได้ แต่ทว่าฝู่เว่ยก็รู้ดีว่าการอยู่กับตระกูลหนานจะมีอนาคตมากกว่าการอยู่กับตระกูลเว่ย

    เพราะในอนาคตเมื่อตระกูลหนานสามารถเปิดเส้นทางเซียนได้ สถานที่ตั้งของพวกเขาก็จะมีพลังวิญญาณที่หนานแน่นที่สุดในโลก และมันจะทำให้หลานสาวของเว่ยฝู่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก

    แม้ว่าเว่ยฝู่จะไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไรแต่ตอนนี้เขาเชื่อว่าการอยู่กับตระกูลหนานถือว่ามีประโยชน์ที่สุด

    เว่ยฝู่พยักหน้าทันที เขารีบกล่าวขึ้นว่า “ ไม่มีปัญหา ข้ายินดีอย่างขอรับ ” 

    เนื่องจากตอนนี้ตระกูลหนานนับว่าเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งของโลก ย่อมมีผู้ต้องการเข้าร่วมกับตระกูลหนานเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากตระกูลหนานไม่ได้เปิดรับสมัครทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็เฝ้ารอเพื่อที่ว่าวันหนึ่งตระกูลหนานจะเปิดรับศิษย์อีกครั้ง

    สำหรับเหล่าศิษย์ของตระกูลหนานที่ได้เข้าร่วม ตอนนี้พวกเขาต่างก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากและโชคดีอย่างมากที่ได้เข้าร่วมกับตระกูลหนานก่อนหน้านี้ ส่วนคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมกับตระกูลหนานได้ พวกเขาก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก

    ซูเฟยหวงเองก็รีบกล่าวขึ้นว่า “ คุณชายหนานข้าเองก็มีหลานชายคนหนึ่งเช่นกันไม่ทราบว่าสามารถเข้าร่วมกับตระกูลหนานได้หรือไม่? ” 

    หนานหมิงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ สามารถทำได้ เพียงแต่ถ้าหากบุตรหลานของพวกท่านกล้าทำผิดกฏของตระกูลหนาน ต่อให้เป็นบุตรหลานของพวกท่านก็ต้องถูกลงโทษตามกฏและไม่มีใครสามารถช่วยได้ แม้ว่าโทษนั้นจะเป็นโทษที่ร้ายแรงถึงการต้องสังหารพวกเขาทิ้ง พวกท่านไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่? ” 

    ซูเฟยหวงและเว่ยฝู่ตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะพวกเขารู้ดีว่ากฏต้องเป็นกฏ และยิ่งเป็นตระกูลหนานที่เคร่งเรื่องกฏแล้ว พวกเขาย่อมเข้าใจ

    หลังจากที่เดินชมหอสมบัติเฉียนคุนจนพอใจแล้ว หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็ออกจากหอสมบัติเฉียนคุนและเดินชมเมืองซวนหยวนตามสถานที่ต่างๆที่น่าสนใจ

    ยามค่ำคืน หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีได้ไปที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก่อนที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ทางนิกายศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจัดเตรียมให้

    หนานหมิงได้พบปะกับบุคคลสำคัญของนิกายศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชนสูงสุด บรรพชนคนอื่นๆ ผู้นำนิกายและบรรดาผู้อาวุโสระดับสูง

    หลายวันต่อมา

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็เที่ยวเมืองซวนหยวนจนพอใจก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามเดือน

    หนานหมิงได้แวะไปยังอาณาจักรต้าเหยียนเพราะเซี่ยเล่ยจีต้องการที่จะรับชมสถานที่ก่อตั้งตระกูลหนานที่ภูเขามู่อวิ๋น 

    ด้วยเหตุนี้หนานหมิงจึงได้มาแวะที่อาณาจักรต้าเหยียนอีกครั้งหนึ่ง

    และอีกอย่างตอนนี้ตระกูลหนานที่เดิมทีที่แยกออกเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ที่ภูเขามู่อวิ๋น ตอนนี้พวกเขาถูกรับตัวกลับไปยังตระกูลหนานแล้ว เพราะตอนนี้ตระกูลหนานยิ่งใหญ่และไม่ต้องการทิ้งสายเลือดเอาไว้ด้านนอก

    เมื่อหนานหมิงมาถึงภูเขามู่อวิ๋นเขาก็ต้องประหลาดใจเพราะตอนนี้ภูเขามู่อวิ๋นถูกปิดล้อมเอาไว้และรอบๆมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากยืนอยู่ด้านนอก

    ด้วยการที่เรือบินของหนานหมิงมาถึงก็กลายเป็นจุดสนใจทันทีเพราะการที่จะมีเรือบินได้จะต้องเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ 

    ทันใดนั้นราชันยุทธ์คนหนึ่งก็บินขึ้นมาบนท้องฟ้าและมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าของเรือบิน

    ราชันยุทธ์คนนั้นมองไปที่ตราสัญลักษณ์ของตระกูลหนานอยู่ครู่หนึ่งก็แสดงสีหน้าจริงจังเล็กน้อยเพราะเขาเหมือนกับคุ้นเคยกับตราสัญลักษณ์ของตระกูลหนานแต่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน

    ไม่นานนักราชันยุทธ์ผู้นั้นก็เบิกตากว้างก่อนที่จะอุทานออกมาเบาๆ “ ตราสัญลักษณ์ของตระกูลหนาน!! ” 

    ราชันยุทธ์ผู้นั้นรีบบินไปที่เรือบินของตระกูลหนานและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพว่า “ ข้าน้อย เช่อหยานเป็นคนของสำนักผู้ตรวจการยินดีได้พบนายท่าน ” 

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีปรากฏตัวขึ้น เช่อหยานก็รีบบินเข้ามาใกล้ๆและโค้งคำนับให้กับทั้งสอง

    “ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี้? ” หนานหมิงถามขึ้น

    เช่อหยานเกาแก้มเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพว่า “ เรียนคุณชาย อย่างที่รู้ว่าที่นี้เดิมทีเคยเป็นที่ตั้งของตระกูลหนานมาก่อน หลังจากท่ี่ตระกูลหนานโด่งดังสถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นจุดสนใจทันที ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็อยากที่จะรับชมสถานที่แห่งนี้ ทำให้องค์จักรพรรดิสั่งให้ยอดฝีมือระดับสูงเฝ้าอยู่ที่นี้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาสร้างความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นแล้วผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากจึงได้แต่รับชมอยู่ด้านนอกแบบนี้ ” 

    หนานหมิงที่ได้ยินก็หัวเราะเบาๆและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด