ณ ศาลาไร้ชื่อ ยอดสูงสุดของเขาไร้อาวรณ์
เทพอัสนีย์เดินมาหยุดยืนหน้าศาลาไร้ชื่อ เป็ศาลาที่ทำจากหินอ่อนดูงดงาม ภายในเปิดโล่งไม่มีฝากั้น เป็ศาลาทรงกระบอกหลังคาเป็โดมยอดแหลม ตรงกลางศาลาเป็แท่นแก้วที่มีลูกกลมเปล่งแสงสว่างนวลตาลอยอยู่เหนือแท่นนั้น
“นี่น่าจะเป็ “ิญญาการรับรู้ของนักพรตอัสนีเทวะ” เป็แน่ทีเดียว” เทพอัสนีย์นึกในใจ
“จำเอาไว้ให้ดีว่า จริงคือเท็จ เท็จคือจริง เ้ายึดถือสิ่งใด จงวางสิ่งนั้น ใจเ้าจึงจะได้พบแสงสว่าง” คำพูดของปราชญ์อุดร ดังขึ้นมาในใจเทพอัสนีย์ เขาจึงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าิญญาการรับรู้ของนักพรตอัสนีเทวะ แล้วพิจารณาวิถีธรรม
เวลาชั่วอึดใจลูกกลมเปล่งแสงสว่างนวลอยู่นั้นก็กลับพลันสว่างจ้าขึ้นแล้วบังเกิดกลุ่มควันสีขาวม้วนลงมายังพื้นด้านหน้าเทพอัสนีย์ ไอนั้นได้ก่อตัวจนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แล้วชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนปรากฏเป็ร่างนักพรตผมและหนวดยาวสีขาว กำลังยืนลูบหนวดตนเองอยู่ จากนั้นนักพรตก็ใช้ฝ่ามือแตะที่กลางศรีษะเทพอัสนีย์แล้วเปล่งลำแสงและสายฟ้าเข้มข้นจนเจิดจ้าเข้าไปภายในศรีษะเทพอัสนีย์ ทำให้รู้สึกฉ่ำเย็นสบายไปทั้งตัว และเข้าใจวิถีธรรมจนบันลุระดับที่ 10 เกิดแสงสว่างจ้ารอบตัว ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาด้วยความดีใจ ก็ได้พบกับร่างของนักพรตอัสนีเทวะ เขาจึงนั่งคุกเข่าแล้วกล่าวว่า “คารวะท่านอาจารย์”
“ข้าจะถ่ายทอดวิชาสำคัญที่มหาเทพควรมีให้เ้า และข้าจะมอบตำราวิเศษซึ่งเป็วิชาลับไว้ในมิติแห่งจิตของเ้าด้วย เ้าควรฝึกฝนสม่ำเสมอ วันนึงจะได้เป็มหาเทพขั้นสูง” กล่าวจบนักพรตอัสนีเทวะก็ใช้ฝ่ามือวางบนศรีษะเทพอัสนีย์ ฉับพลันก็เกิดกลุ่มหมอกควันสีขาวลอยเข้าไปในศรีษะ ส่วนหนึ่งเป็อักษรรูนซึ่งถูกผนึกเข้ากับความรู้ ความจำเลย อีกส่วนหนึ่งก็กลายเป็ตำราเข้าไปเก็บในหอตำราเทพวิสุทธิ์ภายในมิติแห่งจิตของเทพอัสนีย์ เมื่อกระบวนการทั้งหลายจบลงเทพอัสนีย์ก็ลืมตาขึ้นมาแต่ก็ไม่พบผู้ใด มีเพียงเขานั่งคุกเข่าอยู่เพียงผู้เดียว
“ขอบคุณท่านอาจารย์” เทพอัสนีย์โค้งคำนับกล่าวกับ ลูกกลมเปล่งแสงสว่าง
“เ้าควรพิจารณาวิถีธรรมเกี่ยวกับการควบคุมพลังก่อนกลับไปนะ” เสียงดังออกมาจากลูกกลมสว่าง
“รับทราบ” เทพอัสนีย์รับคำแล้วนั่งขัดสมาธิพิจารณาวิถีธรรม
3 ชั่วยามผ่านไป เทพอัสนีย์ก็ได้เข้าใจในวิถีธรรมของพลังจนสำเร็จวิชา “ครองพิภพ” จากการศึกษา “คำภีร์ครองพิภพ” ที่นักพรตอัสนีเทวะมอบให้ ทำให้สามารถควบคุมพลังให้มากหรือน้อยเท่าไรก็ได้ จำกัดพลังให้มีผลเพียงบางจุดก็ได้ หลอกผู้อื่นที่อ่านพลังว่ามีพลังมากหรือน้อยหรือไม่มีก็ได้ แต่ถึงจะไม่หลอกใครผู้ที่สำเร็จวิชานี้แล้วผู้อื่นก็ไม่สามารถอ่านพลังได้เลย เพราะทันทีที่อ่านพลังจะเห็นพลังขึ้นๆลงๆไม่แน่นอน จนไม่สามารถประเมินได้ว่ามีพลังระดับใด นอกจากนี้ยังเข้าใจวิธีสร้างคนธรรมดาให้เป็เทพแท้ รู้วิธีสร้างจอมเทพให้เป็มหาเทพ และยังรู้วิธีเพิ่มระดับมหาเทพให้สูงขึ้นโดยละเอียดอีกด้วย
“อาจารย์ ข้าขอลาก่อน ขอบคุณที่ท่านสั่งสอน” เทพอัสนีย์กล่าวกับดวงกลมสว่าง
“มีสิ่งนึงที่ยังไม่มีใครล่วงรู้ ข้าได้แอบทำทางเข้า “หุบเขาอัสนีเทวะ” ไว้ด้านหลังพระราชวังอัสนีดารา ในสวนจะมีรูปจำลองหุบเขาอัสนีเทวะ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน มีอยู่จริงไหม มีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับมหาเทพเท่านั้นถึงจะค้นพบ แต่ถ้าข้าไม่เอ่ยปากบอก ก็ยากที่ผู้ใดจะล่วงรู้ได้ ฮ่าๆๆๆ เ้าไปเถอะ”
“รับทราบ” เทพอัสนีย์กล่าวแล้วก็วาร์ปหายไป
ณ ภายในสำนักไร้ชื่อ ปรากฏร่างเทพอัสนีย์ขึ้นด้านหน้าปราชญ์อุดร
ปราชญ์อุดรยิ้มและมองเทพอัสนีย์ด้วยความยินดี "เรียบร้อยแล้วสินะ เ้าถึงระดับไหนแล้ว ข้าอ่านเ้าไม่ได้"
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย "ข้าถึงระดับ 15 แล้ว"
ปราชญ์อุดรตื่นเต้นและพยักหน้า "ยอดเยี่ยมมากๆ เ้ารีบไปช่วยพ่อตาเ้าก่อน ตอนนี้พิภพภูติกำลังเพลี่ยงพล้ำ ท่านภมรทักษิณได้รับาเ็ มารกำลังจะเข้าตีเมือง รอบนี้เห็นทีเมืองแห่งพิภพภูติน่าจะแตกแน่ เ้าจงรีบไปช่วยพวกเขาเถอะ!"
“รับทราบ” เทพอัสนีย์กล่าวเสร็จก็วาร์ปหายไปในทันที มุ่งหน้าสู่การต่อสู้ครั้งใหม่ เพื่อช่วยเหลือพิภพภูติ
ภายในพระราชวังวายุคำรน ห้องว่าราชการมีทหารเฝ้าอยู่ แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ร่างของชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างองอาจ ทหารทุกคนที่เห็นเขาต่างยืนนิ่งด้วยความกลัวและสั่นสะท้าน
ชายคนนั้นเดินเข้าไปด้านหน้าท่านภมรทักษิณอย่างไม่เกรงกลัว แล้วนั่งชันเข่าลง
เทพอัสนีย์ "ลูกเทพอัสนีย์ขอคารวะท่านพ่อ ข้าบรรลุระดับมหาเทพขั้นที่ 15 แล้ว ข้าจะมาร่วมรบกับท่าน ขอทรงประทานอนุญาต"
ภมรทักษิณรีบเดินโขยกเขยกมาดึงเทพอัสนีย์ให้ยืนขึ้น "ไม่ต้องมากพิธี ได้สิ ข้ายินดียิ่งนัก เ้าลูกเขยคนดี"
ทหาระโรายงานเข้ามา "รายงานๆ กองทัพมารได้ถอนกำลังออกไปแล้ว!"
ภมรทักษิณหัวเราะ "น่าจะเป็เพราะพวกนั้นรู้ว่าเ้ากลับมา น่ายินดียิ่งนัก! เ้าไปหาพ่อเ้ามาหรือยัง?"
เทพอัสนีย์ "ลูกยังไม่ได้ไปพบ แต่คุยกันทางจิต ท่านพ่อไม่สะดวกพบใครตอนนี้ ท่านกำลังเก็บตนฝึกวิชา"
ภมรทักษิณยิ้ม "น่าจะเห็นว่าเ้าเป็ที่พึ่งได้แล้ว เลยรีบฝึกวิชากลัวเ้าจะแซงกระมัง" ทั้งสองหัวเราะกันด้วยความขบขัน
ภมรทักษิณ "ข้าอยากไปเยี่ยมลูกสาวที่พิภพอัสนีของเ้า จะได้หรือไม่?"
เทพอัสนีย์ "ได้สิท่านพ่อ ไปกับข้าเลย ข้ากำลังจะกลับพอดี"
ทั้งสองวาร์ปไปยังพระราชวังอัสนีดารา
ณ ห้องประกายอัสนี ภายในพระราชวังอัสนีดารา
ทั้งสองปรากฏกายขึ้น
เทพอัสนีย์ "พระชายา นี่คือท่านภมรทักษิณ ท่านภมรทักษิณ นี่คือพระชายาข้า"
สิ้นสุดคำแนะนำ ทั้งสองก็แสดงความเคารพต่อกัน
ภมรทักษิณ "ท่านสง่าและงดงาม สมกับที่เป็พระชายาแห่งเทพอัสนีย์จริงๆ"
เทพเหมันต์ "ท่านชมเกินไปแล้ว ความงามข้าถึงจะนับว่างามแต่ถ้าเทียบกับน้องภาวิตาแล้ว ข้าก็ยังเป็รอง"
เทพอัสนีย์ "พระชายา เรียกประชุมขุนนางก่อนเถอะ"
เทพเหมันต์ "รับทราบ" แล้วหันไปสั่งทหารองครักษ์ "เชิญขุนนางมาประชุม"
ทหารองครักษ์ "รับทราบ!"
อีก 10 นาทีผ่านไป ขุนนางทุกคนมาพร้อมหน้า
เทพอัสนีย์มองหา "น้องภาวิตาล่ะไปไหน?"
เสียงขององค์หญิงภูติ "ข้าอยู่นี่ ท่านพี่คิดถึงข้ามากเหรอ?"
ร่างหญิงสาวที่มีรอยฟกช้ำ ตาเขียว แขนมีรอยโบย ปากเจ่อ ปรากฏตัวและเดินขโยกเขยกมาต่อหน้าเทพอัสนีย์
ภมรทักษิณ "ใครทำเ้าถึงเพียงนี้!?"
องค์หญิงภูติ "มารพยัคขาว ข้าไม่ยอมเป็สนมมัน มันก็เลยทารุณข้า"
ภมรทักษิณ "ข้าจะไปฆ่ามัน!"
ภมรทักษิณหุนหันจะออกไป แต่เทพอัสนีย์จับแขนไว้
เทพอัสนีย์ "ช้าก่อนท่านพ่อ มารผู้นี้มีความสามารถมากนัก อาจมีสิ่งใดหรือผู้ใดสนับสนุนอยู่เื้ั หลายปีมานี้ก็ยังไม่มีผู้ใดพบที่หลบซ่อนของมันเลย ไว้ข้าจะค่อยๆ สืบและจัดการเอง ภาวิตาก็คือภรรยาข้าเหมือนกัน ท่านได้โปรดวางใจ
ภมรทักษิณพยักหน้า "ได้ ข้าเห็นแก่เ้า ไว้ให้เ้าจัดการก็แล้วกัน"
เทพอัสนีย์ "น้องภาวิตา หลับตา"
องค์หญิงภูติหลับตา เทพอัสนีย์ใช้ฝ่ามือวางบนศีรษะ ขับปราณมหาเทพออกมารักษา เกิดเป็หมอกควันสีขาวคลุมทั่วร่างองค์หญิงภูติ พอหมอกควันจางลง องค์หญิงภูติก็ฟื้นคืนสภาพเดิม งดงามและไร้วี่แววผู้ที่เคยถูกทารุณกรรมมาก่อน
เทพอัสนีย์ "ลืมตาได้ ขอบใจเ้ามากนะ สำหรับทุกๆ สิ่งที่เ้าทำลงไป ข้ามิอาจลืมความดีของเ้าเลย"
องค์หญิงภูติ "ไม่เป็ไรท่านพี่ ข้าก็แค่รักท่านมากไปนิดนึงเท่านั้น"
ภมรทักษิณกระแอมเบาๆ "ฮะแฮ่ม สตอรว์เบอร์รี่ติดคอ..."
ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ ทั้งห้องจึงมีเสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน
ภายในท้องพระโรง เทพอัสนีย์ขึ้นนั่งประทับบนบัลลังก์ ประกายแสงไฟทั้งสองฝั่งสะท้อนผ่านอัญมณีที่ประดับอยู่บนเสื้อคลุมของเทพอัสนีย์แวววาวสวยงามยิ่งนัก ขุนนางและเหล่าเทพยืนรอคอยอยู่พร้อมหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคารพและความตื่นเต้น
เทพอัสนีย์ลุกขึ้นยืน ประกาศด้วยเสียงกังวานว่า "วันนี้ข้าจะแต่งตั้งอีกครั้งโดยใช้ปราณมหาเทพระดับ 15 ข้าขอประกาศแต่งตั้งดังนี้:
เทพเหมันต์ รับตำแหน่ง พระมหาชายา ห้องบรรทม “เหมันต์อัสนี” ณ พระราชวังอัสนีดารา พร้อมด้วยทหารองครักษ์ชาย-หญิง 500 นาย และนางกำนัล 500 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ เดือน
องค์หญิงภูติ รับตำแหน่ง พระชายารองและเ้าตำหนักลม ห้องบรรทม “เคียงวายุ” ณ ตำหนักลม พร้อมด้วยทหารองครักษ์ชาย-หญิง 300 นาย และนางกำนัล 300 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน
เทวีอัคนี รับตำแหน่ง พระสนมเอกและเ้าตำหนักไฟ ห้องบรรทม “เคียงนภา” ณ ตำหนักไฟ พร้อมด้วยทหารองครักษ์หญิง 200 นาย และนางกำนัล 200 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน
ปราชญ์ดรุณี รับตำแหน่ง พระสนมและเ้าตำหนักดิน ห้องบรรทม “เคียงผกา” ณ ตำหนักดิน พร้อมด้วยทหารองครักษ์หญิง 100 นาย และนางกำนัล 100 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน
เทพวารี รับตำแหน่ง พระสนมและเ้าตำหนักน้ำ ห้องบรรทม “เคียงวารี” ณ ตำหนักน้ำ พร้อมด้วยทหารองครักษ์หญิง 100 นาย และนางกำนัล 100 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน
เทพพิรุณ รับตำแหน่ง แม่ทัพขวา พระราชทาน ”จวนเมฆาพิรุณ” ที่ด้านข้างพระราชวังอัสนีดารา พร้อมด้วยทหารองครักษ์ 200 นาย และบริวารชาย-หญิง 100 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน
เทพัเขียว รับตำแหน่ง แม่ทัพซ้าย พระราชทาน ”จวนัวายุ” ที่ด้านข้างพระราชวังอัสนีดารา พร้อมด้วยทหารองครักษ์ 100 นาย และบริวารชาย-หญิง 50 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 3 เดือน
เทพวายุ รับตำแหน่ง ชายาแม่ทัพซ้าย พระราชทาน ”จวนัวายุ” ที่ด้านข้างพระราชวังอัสนีดารา พร้อมด้วยทหารองครักษ์ 100 นาย และบริวารชาย-หญิง 50 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 3 เดือน
ข้าขอประกาศไว้ให้ทราบทั่วกัน!"
เทพอัสนีย์หงายฝ่ามือชูขึ้น เมฆหมอกสีขาวปรากฏขึ้นพร้อมกับสายฟ้าที่พันเป็เกลียวโดยรอบพุ่งกระจายไปยังกลางหน้าผากของคนทั้งแปด
ทุกคนในท้องพระโรงกล่าวพร้อมกัน "เป็พระมหากรุณาธิคุณ ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปีหมื่นๆ ปี!"
เทพอัสนีย์ยิ้ม "ต้นเดือนหน้าข้าจะจัดงานแต่งงานให้กับเทพัเขียวและเทพวายุ ขอทุกท่านมาร่วมแสดงความยินดีกันด้วยนะ"
เทพัเขียวก้าวออกมาข้างหน้า "ข้าสองคนคิดว่าเราจะไม่เข้าพิธีแต่งงาน เนื่องจากอยู่ใน่ทำศึก และข้าเองก็ตัวคนเดียว ไม่มีบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง ส่วนภรรยาข้า บิดา มารดาก็ถึงแก่กรรมแล้ว พวกเราเลยคิดว่า ถึงแม้ไม่มีพิธีแต่งงานแต่เราก็เป็สามีภรรยากันอยู่ดี งบประมาณควรเอาไว้กำจัดมารเพื่อพิภพนี้มากกว่า"
เทพอัสนีย์พยักหน้า "ได้ ถ้าเช่นนั้น วันนี้ข้าเลี้ยงสุราอาหาร เพื่อแสดงความยินดีกับท่านทั้งสองก็แล้วกันนะ"
เทพัเขียวและเทพวายุก้มลง "เป็พระมหากรุณา ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปีหมื่นๆ ปี!"
เทพอัสนีย์หันไปมองเทพเหมันต์ "พระชายาข้า ไม่เห็นท่านแม่เลย"
เทพเหมันต์ "ท่านปราชญ์ิญญาพาท่านแม่ข้าไปฝึกวิชากับท่านปราชญ์อุดร หลังจากท่านพี่ไปฝึกได้ไม่กี่วัน จนป่านนี้ข้าก็ยังไม่ทราบข่าวท่านเลย"
เทพอัสนีย์ยิ้ม "ถ้าอยู่กับท่านปราชญ์อุดรก็ไม่น่าเป็ห่วงอันใด พอท่านแม่ฝึกวิชาสำเร็จก็คงจะกลับมาเองละนะ"
ทุกคนยิ้มแย้ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีและความเคารพ