『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 สหายเก่า

            ค่ำคืนนี้ช่างพิเศษนัก

            ลู่เต้าเห็นผู้คนมากมายมุงดูอะไรบางอย่างที่ปลายถนนมาแต่ไกลเขาเบียดเสียดฝูงชนอยู่นานกว่าจะผ่านเข้าไปได้

            ไม่ว่าหญิงชายเด็กหรือผู้เฒ่า บนใบหน้าของชาวบ้านที่เขาเห็นล้วนเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีปรบมือโห่ร้องให้กับคนสองคนที่เดินอยู่บนถนนใหญ่

            ผู้แข็งแกร่งมักเป็นที่จับตามองไม่ว่าจะไปที่ใด

            เมื่อไป๋เสียเห็นบุคคลที่เดินนำหน้าก็ร้องในใจ“ท่านอาจารย์โจว!”

            “เมืองมังกรทมิฬอย่างนั้นหรือ ไม่ได้มานานทีเดียว” โจวเทียนหยวนผู้มีผมหงอกขาวโพลน ตรงขมับแต้มสีดอกเลา ท่าทางองอาจดุจเซียนมองดูผู้คนสองข้างทางที่มามุงดูด้วยรอยยิ้ม “คนที่นี่ก็ยังคงกระตือรือร้นเหมือนเคยไม่ต่างจากครั้งก่อนเลย”

            แม้จะอายุล่วงเลยวัยชราภาพแล้วแต่ด้วยพลังยุทธ์อันล้ำลึกบวกกับการบำรุงด้วยโอสถวิญญาณทำให้โจวเทียนหยวนยังคงรักษาไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์หากคนภายนอกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกอาจคิดว่าโจวเทียนหยวนเป็นเพียงชายวัยกลางคนอายุสี่สิบปีเท่านั้น

            ส่วนบุรุษที่อยู่เบื้องหลังโจวเทียนหยวนผู้สวมชุดคลุมลายเมฆาสีขาวฟ้าครามเป็นหนุ่มรูปงามอายุไม่เกินสามสิบปี ผิวขาวผ่อง รูปร่างสูงโปร่งสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ลำคอพาดขนจิ้งจอกขาว ซึ่งไม่เข้ากับอากาศอบอ้าวในยามฤดูร้อนนี้แม้แต่น้อยตรงเอวมีกระบี่วิญญาณผลุบๆ โผล่ๆ สีเงินวาววับ

            ผู้คนต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงสวมผ้าพันคอขนจิ้งจอกขาวในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้จึงพากันซุบซิบเซ็งแซ่

            “ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้าอีกครั้ง…” เมื่อไป๋เสียที่ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นก็กัดฟันแน่น “เฉายวนหมิง!”

            “เอ๊ะ? ท่านรู้จักคนพวกนี้หรือ” ลู่เต้าเอ่ยถาม

            ไป๋เสียเคืองแค้นเสียจนเผลอปล่อยคลื่นพลังวิญญาณออกมาเฉายวนหมิงที่เดินตามหลังโจวเทียนหยวนอยู่ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง พลันหยุดฝีเท้ากวาดตามองฝูงชนด้วยสายตาเย็นชา

            “แย่แล้ว” ไป๋เสียรีบปกปิดกลิ่นอายของตนเองทันที กันไม่ให้ถูกเจอตัวเข้า

            โจวเทียนหยวนที่เดินนำหน้าเห็นศิษย์ของตนหยุดเดินก็หันกลับมาถามไถ่“เกิดอะไรขึ้นหรือ”

            เฉายวนหมิงเหมือนไม่ได้ยินยังคงกวาดตามองต่อไป สายตาของเขากลับหยุดลงที่ลู่เต้าอย่างไม่คาดคิดทั้งสองสบตากัน ราวกับว่าสายตาเย็นยะเยือกของเฉายวนหมิงจะมองทะลุร่างของลู่เต้าได้อย่างไรอย่างนั้นความเยือกเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

            “บัดซบ! ข้าซ่อนกลิ่นอายต่ำขนาดนี้ เขายังสัมผัสได้อีกหรือ”ไป๋เสียคาดไม่ถึง

            “หนีดีหรือไม่” ลู่เต้าเอ่ยถาม

            เมื่อถูกเฉายวนหมิงจ้องมองลู่เต้าก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาค่อยๆ ถอยหลังหลบออกจากฝูงชน

            เฉายวนหมิงเองก็เดินตามออกมาจากถนนใหญ่มุ่งงหน้าผ่านเหล่าฝูงชน เหล่าแม่นางที่เห็นเฉายวนหมิงผู้มีรูปโฉมหล่อเหลากำลังเดินตรงเข้ามาหาต่างส่งเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นเต้น

            ในขณะที่เฉายวนหมิงกำลังจะผลักคนออกไปเพื่อลากตัวลู่เต้าออกมาทันใดนั้นโจวเทียนหยวนที่อยู่ข้างกายเฉายวนหมิงก็คว้ามือของเขาไว้ก่อนจะเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปหรือ”

            ลู่เต้าฉวยโอกาสในตอนที่เฉายวนหมิงกำลังเสียสมาธิรีบวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชนทันที

            เมื่อเฉายวนหมิงหันกลับมาลู่เต้าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว จึงขมวดคิ้วมุ่นอย่างห้ามไม่อยู่

            โจวเทียนหยวนมองเฉายวนหมิงจากนั้นก็หันไปมองสตรีที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นตรงหน้า ก็เข้าใจขึ้นมาทันที“วัยหนุ่มเลือดร้อน ข้าเข้าใจดี”

            พูดจบก็ชูนิ้วโป้งให้ทว่าเฉายวนหมิงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจโจวเทียนหยวน

            โจวเทียนหยวนได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ถอนหายใจอย่างจนใจ “ช่างเถอะ แค่หยอกเล่นนิดหน่อยก็ไม่ได้”

            เขายกมือป้องปากตะโกนไล่หลังเฉายวนหมิง“เจ้าเด็กนี่! ข้าเป็นอาจารย์เจ้านะ!”

            เฉายวนหมิงยิ่งเดินห่างออกไปกว่าเดิมทำเหมือนไม่ได้รู้จักกับเขา

            ทุกครั้งที่พบเจอสถานการณ์เช่นนี้โจวเทียนหยวนมักจะนึกถึงศิษย์อีกคนหนึ่งของตน

            ศิษย์ที่มีพรสวรรค์แต่ไม่เคยเชื่อฟัง

            ในสายตาของโจวเทียนหยวนร่างเฉายวนหมิงที่เดินอยู่เบื้องหน้าพลันเล็กลง และมีอีกสองร่างปรากฏขึ้นเคียงข้าง

            “ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ดีสิ อู๋ฉาง...” โจวเทียนหยวนถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินตามเฉายวนหมิงไปท่ามกลางเสียงต้อนรับของฝูงชน

            ภายในตรอกเล็กๆอันมืดมิดและหนาวเย็นห่างไกลจากฝูงชน ลู่เต้าทิ้งตัวพิงกำแพง เหงื่อเย็นไหลซึม ความรู้สึกกดดันเมื่อถูกเฉายวนหมิงจ้องมองนั้นรุนแรงเกินไปแม้จะผ่านมานานแล้ว เขาก็ยังตื่นตระหนกไม่หาย

            “พวกเขาเป็นใครกันแน่” ลู่เต้าถามอย่างร้อนรน “เหตุใดถึงได้แผ่รังสีกดดันน่ากลัวเช่นนั้น”

            “ผมสั้นสีดอกเลา ใบหน้าดุดัน นามว่าโจวเทียนหยวน ปรมาจารย์อสนีหกดาราได้รับการยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน สมญานามราชันย์อสุนีบาต” จู่ๆ ไป๋เสียก็โผล่มาอยู่ข้างๆทำเอาลู่เต้าสะดุ้งโหยง ไป๋เสียกอดอกพลางกล่าวต่อ “เขาเป็นอาจารย์ของข้า”

            “ส่วนเจ้าหน้าขาวที่จ้องเจ้าเมื่อครู่…”ไป๋เสียทำหน้าถมึงทึง กัดฟันกรอด “มันเป็นคนผนึกสหายรักของข้า ปรมาจารย์สายน้ำแข็งหกดาราเจ้าเฉาใบ้ เฉายวนหมิง!”

            “เอ๋? เขาเองหรือ เจ้าเมืองแดนน้ำแข็ง เฉายวนหมิง” ลู่เต้าร้องออกมาอย่างตกตะลึง

            “เหอะ...ดูเหมือนว่าหลังจากผนึกข้าแล้ว มันก็ได้ฉายาใหม่มาด้วย” ไป๋เสียเอ่ยด้วยใบหน้าขยะแขยง“เจ้าเฉาใบ้!”

            ความเกลียดชังรุนแรงของไป๋เสียส่งมาถึงลู่เต้าจนขมับเขาปวดตุบๆ หูอื้ออึง ภาพบางอย่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัว

            บรรพตเมฆดำทะมึนอสนีฟาดผ่าครามครัน

            สายฟ้าผ่าสว่างวาบเผยให้เห็นบุคคลทั้งสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากัน

            ร่างกายไป๋เสียเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดย้อมอาบร่าง พิงหลังกับหน้าผา บนใบหน้ามีรอยยิ้มแปลกประหลาด เบื้องหน้าเขาคือเฉายวนหมิงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารมือถือกระบี่วิญญาณ “หยาดน้ำฟ้าเหมันต์” ดวงตาเปล่งประกายสีแดงก่ำชวนขนลุก

            ลมวายุพัดกระหน่ำสายพิรุณสาดซัดไป๋เสียอย่างไร้ความปรานี เลือดไหลทะลักออกมาจากรอยกระบี่เฉือน ปะปนไปกับสายฝนจนพื้นเบื้องล่างกลายเป็นสีแดงฉาน

            หลังจากต่อสู้กันมาอย่างยาวนานของวิเศษของไป๋เสียก็ถูกใช้จนหมดสิ้น เขาก้มลงมองพื้นก็พบว่าเลือดของตัวเองไหลนองจนกลายเป็นแอ่งในใจพลันหม่นหมอง

            เสียเลือดมากขนาดนี้…คงไม่รอดแล้ว

            “อึก…เฉาใบ้…” ไป๋เสียเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ทำไม…ทำไม…”

            เฉายวนหมิงยืนนิ่งงันท่ามกลางหยาดฝนชุดคลุมขนสัตว์ของเขาหาได้เปียกปอนแม้แต่น้อย เพราะมีพลังวิญญาณปกป้อง

            ไป๋เสียหัวเราะเยาะ“หึ ลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้าเป็นใบ้…ถามไปก็เท่านั้น”

            เฉายวนหมิงที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานานพลันขยับตัวยกกระบี่หยาดน้ำฟ้าเหมันต์ขึ้นมา กระบี่สาดประกายเงินวาววับ สายพิรุณที่ตกกระหน่ำพลันหยุดชะงักก่อนจะกลายเป็นเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาแทน

            เพียงพริบตาทุกสิ่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง

            แอ่งเลือดใต้เท้าแข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็งเท้าทั้งสองข้างของเขาถูกแช่แข็งจนขยับไม่ได้ ในตอนนี้เขาอ่อนแอเกินกว่าจะดิ้นรน ทำได้เพียงมองเฉายวนหมิงฟาดฟันกระบี่เข้ามา

            บัดซบ...อุตส่าห์หาตำแหน่งหอคัมภีร์ต้องห้ามจากบันทึกโบราณได้แล้วอีกนิดเดียวก็จะรู้วิธีหยุดยั้งการจุติของเทพบรรพกาลแล้วแท้ๆ

            ทำไมต้องขัดขวางข้า…

            ทำไม…

            ทำไมต้องเป็นเจ้า!

            ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในอดีตนึกขึ้นตอนนี้กลับรู้สึกรังเกียจ

            “น่าขยะแขยง!” ไป๋เสียกัดฟัน รวบรวมพลังวิญญาณที่เหลือน้อยนิด ชักขลุ่ยสะกดมารออกจากอกเสื้อเปลี่ยนเป็นไม้สะกดมารสีดำเข้าปะทะกับกระบี่วิญญาณของเฉายวนหมิง

            “เคร้ง!” การโจมตีที่ควรจะเป็นอันตรายถึงชีวิตถูกไป๋เสียต้านทานไว้ได้อย่างหวุดหวิดกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายกำลังร้องเตือนและตึงเครียดจนถึงขีดสุด

            เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อใดพลังวิญญาณหมดลงนั่นหมายถึงความตาย

            เฉายวนหมิงสัมผัสได้ว่าแรงที่ต้านทานกระบี่เริ่มอ่อนลงเรื่อยๆจึงชักดาบกลับมา และดึงไม้สะกดมารไปจากมือไป๋เสีย ลูบไล้ไม้สะกดมารเบาๆ อักขระสีทองก็เปล่งประกายระยิบระยับ

            ดวงตาเฉายวนหมิงพลันเป็นประกายสีแดงก่ำก่อนจะเอาไม้สะกดมารแทงร่างไป๋เสียอย่างแรง

            ภาพในหัวหายวับ

            แต่ลู่เต้ารู้ดีว่าการโจมตีครั้งนั้นของเฉายวนหมิงไม่เพียงแต่ผนึกไป๋เสียไว้เท่านั้นแต่ยังทำให้สภาพอากาศในบริเวณนั้นแปรปรวน ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี ต่อมากลายเป็นเขตต้องห้ามที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเมฆาขาวไม่กล้าเฉียดใกล้

            เขตต้องห้ามที่เต็มไปด้วยพายุหิมะ

            ถ้ำน้ำแข็งสีฟ้าครามอันเงียบสงัด

            ไม้สะกดมารถูกฝังลึกเข้าไปในกำแพงน้ำแข็งผนึกวิญญาณของจอมมารเอาไว้…

    คล้ายกับเรื่อง『ผนึกมารขาว』(จบ) ที่คุณอ่าน