King Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์)

    ตอนที่ 28 อัศวินมอแกรน

    ตอนที่ 28 อัศวินมอแกรน

     

    หลังจากที่ปะทะดาบกันอยู่ในครั้งในที่สุดเรเว่นก็เป็นผู้ชนะในการดวลครั้งนี้และทำให้ดาบของโลแกรนหลุดออกไปจากมือของเขาและได้รับชัยชนะไป......

     

    “ในฐานะนักรบข้ายอมตายดีกว่ายอมแพ้หากได้ตายด้วยน้ำมือของท่านข้าเองก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว”โลแกรนคุกเข่าลงพร้อมกับทำใจยอมรับความพ่ายแพ้เรียบร้อยแล้ว......

     

    “เช่นนั้นข้าก็จะให้เกียรติท่านในการเป็นคนฆ่าท่านเอง”

     

    สวบ!!

     

    ตุบ ตุบ ตุบ!!

     

    เมื่อพูดจบเรเว่นก็ลงมือฟันดาบของเขาไปที่หัวของโลแกรนในทันทีทำให้หัวของโลแกรนหลุดออกมาจากบ่าของเขากลิ้งและหล่นไปตามพื้น พร้อมกับเลือดสดๆที่พุ่งออกมาจากร่างของเขา และนองไปทั่วทั้งพื้นดินบริเวณนั้นรวมถึงคลื่นพลังที่อยู่ภายในตัวของโลแกรนที่พุ่งออกมาหาเรเว่นด้วย......

     

    หวืดดดดดดด!!

     

    บู้มมมมม!!

     

    หลังจากที่ได้พลังจากโลแกรนไประดับพลังของเรเว่นก็เลื่อนมาเป็นระดับปฐพีขั้นที่สี่แล้วนอกจากเรเว่น แรมโบ้และวิลเลี่ยมเองก็ได้พลังของโลแกรนมาด้วยทำให้ระดับพลังของพวกเขาเลื่อนมาเป็นระดับปฐพีขั้นที่สามส่วนฮอล์สันนั้นเขายังคงอยู่ระดับปฐพีขั้นที่สองอยู่......

     

    สงครามในครั้งนี้ในที่สุดก็จบลงภายในระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้นโดยที่ทหารของเมืองแซนดี่ทั้งหนึ่งหมื่นนายล้วนถูกฆ่าทั้งหมดส่วนฝ่ายของเมืองเซนต์จูรี่นั้นเพียงแค่บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและมีม้าดำหลายสิบตัวที่ตายไปแต่โดยรวมแล้วถือว่าเสียหายน้อยมาก......

     

    “จบแล้วซินะ?”เจสสิก้าที่อยู่บนกำแพงพูดขึ้นหลังจากที่เห็นซากศพทหารนับหมื่นนอนตายกลื่นพื้นสนามรบไปหมด.....

     

    “นี่มันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้นเพราะการที่เราสามารถเอาชนะกองกำลังนับหมื่นของเมืองแซนดี่ได้นั้นมันจะเป็นการจุดชนวนให้เมืองต่างที่อยู่ด้วยรอบนี้เกิดความคิดหวาดระแวงพวกเรารวมถึงกลุ่มโจรที่ยังเหลืออยู่ด้วย” อากอร์นที่ยืนอยู่ข้างๆได้พูดขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา.....

     

    เพราะหลังจากนี้ต่อไปคงต้องมีเรื่องเกิดขึ้นอีกมากแน่นอนบางทีอาจจะมีสงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่นี่อีกครั้งก็ได้ดังนั้นแล้วอากอร์นจึงคิดที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเมืองของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันสงครามที่ใหญ่กว่านี้......

     

    “เจมส์วิชช่วยจัดการสินสงครามด้วย และทำการแบ่งให้กับทุกคนอย่างดีที่สุด”อากอร์นหันไปสั่งให้เจมส์วิชทำการเก็บกวาดสนามรบเหมือนอย่างที่ครั้งที่เคยทำ ก่อนจะเดินลงจากกำแพงเมืองและกลับไปที่ปราสาทกลางเมือง......

     

    ข่าวชนะสงครามได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งเมืองเซนต์จูรี่ในระยะเวลาอันสั้นทำให้ชาวบ้านต่างพากันดีอกดีใจกันยกใหญ่เพราะนอกจากจะชนะสงครามแล้วพวกเขายังไม่มีใครตายอีกแบบนี้แล้วยิ่งทำให้ชื่อเสียงและความเคารพนับถือที่มีต่ออากอร์นเพิ่มมากยิ่งขึ้น......

     

    สองวันผ่านไป......

     

    ข่าวที่กองทัพเมืองแซนดี่ได้ถูกทำลายหมดสิ้นได้ถูกส่งกลับไปที่เมืองแซนดี่เรียบร้อยแล้วและข่าวนี้ก็ทำให้เมืองแซนดี่เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างมากเพราะไม่เพียงแต่เสียทหารไปจำนวนมาก พวกเขายังเสียแม่ทัพโลแกรนที่เปรียบได้ดังโล่ชั้นยอดของเมืองไป......

     

    ไม่เพียงแค่นั้นเหล่าแม่ทัพต่างๆเองก็ถือว่าเป็นทหารชั้นยอดเช่นกันการที่ต้องมาเสียทหารที่เป็นนักรบผู้มีพลังไปนั้น มันเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้และทำให้ชาวเมืองเกิดความไม่พอใจต่อเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก และมีหลายคนที่คิดจะรวมตัวกันเพื่อประท้วง.....

     

    แต่ก็ถือกองกำลังทหารจับกุมและสังหารไปเลยทำให้คนที่เหลือไม่กล้าที่จะทำอะไรในตอนนี้นอกจากความหวาดกลัวและหวาดระแวงที่มีต่อเจ้าเมือง......

     

    ภายในปราสาทเจ้าเมือง.....

     

    ปัง!!

     

    “ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้!!?”เสียงทุบขอบเก้าอี้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนอย่างไม่พอใจจากชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนใหญ่หรือก็คือเจ้าเมืองแซนดี่นั้นเอง.....

     

    “เรียนท่านองค์ราชาที่กองทัพของเราแพ้เป็นเพราะว่าไอ้พวกเมืองเซนต์จูรี่มันได้ทำการติดตั้งหอคอยรบมากกว่าสี่สิบหอคอยและยังมีกำแพงป้องกันถึงสองชั้นและยังมียอดอัศวินฝีมือดีอีกจำนวนมากป้องกันอยู่ขอรับ”ทหารหนุ่มที่สวมชุดเกราะพูดรายงานต่อเจ้าเมืองอ้วนที่ตั้งตัวเป็นราชาด้วยความหวาดกลัว......

     

    “หอคอยรับมากกว่าสี่สิบหอคอย?และยังมีกำแพงเมืองถึงสองชั้น? เป็นไปได้อย่างไรกันก็ในตอนนั้นข้ายังเห็นพวกมันมีกำแพงแค่ชั้นเดียวและหอคอยรบอีกไม่กี่หอคอยเองในระยะแค่นี้พวกมันสร้างสิ่งก่อสร้างจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไรกัน? !” เจ้าเมืองอ้วนถึงกับหน้าถอดสีเลยเมื่อได้รับฟังรายงานเมื่อครู่นี้เดียวกับสิ่งก่อสร้างของเมืองเซนต์จูรี่ในปัจจุบัน......

     

    เพราะต่อให้เป็นเมืองของมันเองยังไม่อาจสร้างหอคอยรบมากขนาดนั้นได้เลยเพราะการสร้างหอคอยรบหนึ่งหอคอยนั้นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากไหนจะกำแพงเมืองถึงสองชั้นอีกมันยิ่งเป็นไปได้ยากมากที่จะสร้างให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้.....

     

    แต่เจ้าเมืองอ้วนไม่รู้เลยว่าที่เมืองเซนต์จูรี่สามารถสร้างหอคอยรบจำนวนมากกับกำแพงเมืองชั้นที่สองเสร็จเร็วขนาดนี้ได้เพราะมีว่านายช่างใหญ่และช่างฝีมือดีจำนวนมากคอยช่วยเหลืออยู่และด้วยประสบการณ์และฝีมือที่ยอดเยี่ยมพวกเขาจึงได้สร้างเครื่องทุ่นแรงมาช่วยพวกเขา......

     

    ต่อให้มีงานก่อสร้างที่เยอะแค่ไหนพวกเขาก็สามารถสร้างมันเสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้นบวกกับเงินทุนที่อากอร์นมอบให้พวกเขาแล้วทุกอย่างมันเลยลงตัวกันไปหมดและการที่มีหน่วยของลอลิคอยตรวจสอบสายสืบอยู่ตลอดเวลามันจึงทำให้ข่าวนี้ไม่อาจมาถึงที่นี่ได้......

     

    “การสูญเสียครั้งนี้มันช่างใหญ่หลวงนักรีบเอาจดหมายของข้าส่งไปให้เจ้าเมืองต่างๆที่เป็นพันธมิตรกับเมืองของเราเร็วเข้า!!”เมื่อเจ้าเมืองอ้วนเห็นว่าตัวเองไม่อาจที่จะเอาชนะเมืองเซนต์จูรี่ได้ด้วยตัวคนเดียวเขาก็จำเป็นที่จะต้องบอกให้คนอื่นช่วยและแบ่งส่วนที่จะได้กัน......

     

    ขอรับ!!

     

    กลับมาที่เมืองเซนต์จูรี่......

     

    หลังจากที่สงครามนี้จบลงเมืองเซนต์จูรี่ก็เหมือนกับการได้ยกระดับเพิ่มขึ้นอีกระดับจากการที่มีชุดเกราะและอาวุธจำนวนนับหมื่นที่ได้จากสงครามมันก็ทำให้ทหารใหม่ทั้งหมดได้มีชุดเกราะและอาวุธที่ดีขึ้น ทำให้ความมั่นใจของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นหากต้องสู้ในสนามรบอีกครั้งหนึ่ง.......

     

    สงครามครั้งนี้อากอร์นไม่ได้สูญเสียสิ่งใดเลยเขามีแต่ได้กับได้ได้ทั้งประสบการณ์ของทหารม้าดำ ได้ทั้งชุดเกราะและอาวุธนับหมื่นได้รู้อานุภาพของหอคอยรบที่นายช่างใหญ่สร้างขึ้น และเรื่องที่น่ายินดีที่สุดก็คงไม่พ้นการเลื่อนระดับของเรเว่น......

     

    การที่มีนักรบที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นนั้นมันยิ่งเป็นผลดีต่อเมืองของเขาเพราะในอนาคตเขาคิดว่าเขาจะต้องพบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้แน่ๆ เพราะในตอนที่เขาอยู่ภายในกองทัพของท่านแม่ทัพใหญ่นั้นนายกองแต่ละคนล้วนเป็นนักรบระดับปฐพีขั้นที่หกและเจ็ดทั้งนั้นเลย......

     

    เช่นนั้นแล้วเขาเองก็ต้องรีบเพิ่มระดับพลังให้กับตัวเองเช่นกันและการเพิ่มระดับที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการออกไปต่อสู้ทำสงครามให้มากๆ และรังโจรทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ก็เป็นสถานที่เก็บเกี่ยวอย่างดีสำหรับเขาในตอนนี้แต่เขายังไม่รีบร้อนตอนนี้เพราะมันจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี......

     

    หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป.......

     

    ในตอนนี้กำแพงเมืองชั้นที่สองและหอคอยรบและหอคอยสังเกตการณ์ทั้งหมดได้ถูกสร้างเสร็จครบแล้วและยังถูกนายช่างใหญ่สั่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับพวกมันเป็นพิเศษด้วยทำให้เมืองเซนต์จูรี่กลายเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยอย่างมากเมื่อต้องเจอกับศัตรูนับแสน......

     

    หรือแม้แต่ฝูงสัตว์ร้ายระดับสองหลายสิบตัวหรือหลายร้อยตัวหอคอยรบและกำแพงจะช่วยทำให้พวกมันไม่อาจเข้าเมืองมาได้ในระยะเวลาอันสั้นแน่นอนนอกจากกำแพงและหอคอยรบแล้วนายช่างใหญ่ยังได้ขออนุญาตอากอร์นในการสร้างปราสาทให้กับเขาใหม่ด้วย......

     

    เพราะเขาคิดว่าปราสาทหลังเก่านี้มันดูเก่ามากแล้ววัสดุที่ใช้ก็ดูเหมือนจะเสื่อมสภาพไปไม่น้อยเลย ไม่รู้ว่าวันไหนที่มันจะพังลงมาดังนั้นนายช่างใหญ่จึงได้คิดที่จะสร้างปราสาทใหม่ที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าเดิมพร้อมกับส่วนของห้องลับต่างๆที่เขากับอากอร์นได้ร่วมกันคิดเอาไว้ด้วย......

     

    ปราสาทหลังใหญ่นี้ต้องใช้เงินจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนเหรียญทองเลยทีเดียวหากเปลี่ยนเป็นเหรียญเงินแล้วก็เท่ากับเหรียญเงินจำนวนสิบล้านเหรียญเลยทีเดียวจำนวนเงินมากขนาดนี้ทำเอาอากอร์นรู้สึกปวดใจไม่น้อยเลยแต่เขาก็ต้องจำยอมเสียมันไปเพื่ออนาคต......

     

    หลังจากที่นายช่างใหญ่ได้รับอนุญาตและทุกในการสร้างแล้วเขาก็สั่งให้คนของเขาออกไปหาซื้อสิ่งของที่จำเป็นในการสร้างทันที สิ่งของที่ใช้สร้างนั้นบางอย่างสามารถหาได้ภายในดินแดนแห่งนี้แต่จำต้องใช้แรงงานคนช่วยแต่ของบางอย่างก็ต้องซื้อจากเมืองอื่นดินแดนอื่น.......

     

    แต่การที่จะซื้อของจำนวนมากแบบนี้นั้นมันมีความเสี่ยงอยู่เสี่ยงต่อการถูกปล้นอย่างมากหากข่าวนี้หลุดออกไป ดังนั้นแล้วอัศวินทั้งสามแรมโบ้วิลเลี่ยมและฮอล์สันจึงได้รับหน้าที่ในการคุ้มครองสินค้าในครั้งนี้ดังนั้นพวกเขาและทหารจำนวนหนึ่งจะต้องปลอมตัวไปกับคณะเดินทาง......

     

    เมื่อจัดการมอบหมายงานครบแล้วอากอร์นก็ไปพบกับเรเว่นที่อาคารหลังใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงชั้นแรกที่ที่ยังไม่มีบ้านเรือนของผู้คนมากนักนอกจากค่ายทหารใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพิ่มและมีขนาดที่ใหญ่กว่าค่ายเก่าที่อยู่ภายในกำแพงชั้นที่หนึ่ง.......

     

    ณอาคารหลังใหญ่ภายในห้องโถงใหญ่ของอาคารหลังใหญ่.......

     

    ภายในห้องโถงใหญ่ตอนนี้มีคนอยู่มากกว่าสามสิบคนด้วยกันซึ่งหนึ่งในนั้นมีเรเว่นอัศวินมือขวาของอากอร์นอยู่ด้วยส่วนที่เหลือเป็นนักรบร่างใหญ่สวมเกราะเหล็กชั้นยอดเต็มยศยืนรวมตัวกันอยู่กลางห้องโดยมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าสุด.......

     

    “ยินดีที่ได้พบท่านอัศวินเรเว่น”ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าสุดพูดทักทายขึ้นพร้อมกับยกมือขั้นมาทาบไว้ที่อกของเขาด้วยท่าเคารพ......

     

    “เช่นกันท่านอัศวินมอแกรนไม่ทราบที่ท่านมาในวันนี้เพื่อสิ่งใดกัน?” เรเว่นเองก็กล่าวทักทายชายวัยกลางคนกลับไปเช่นกันพร้อมกับถามจุดประสงค์ที่พวกเขามาในวันนี้ด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังเป็นอย่างมากนอกจากนั้นเขายังได้ปล่อยคลื่นพลังออกมาด้วย......