ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 75 กระบี่ของหลี่เหมย

     

    “ดูเหมือนว่าจำนวนคนในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ปีนี้จะได้รับการยืนยันแล้วสินะ”

     

    ณ ห้องโถงใหญ่ชั้นสิบสาม

     

    เซี่ยเว่ยกว๋อนั่งมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นสี่ จากนั้นก็เปล่งเสียงพูดออกมาเบา ๆ

     

    “รายงานท่านผู้อำนวยการ ตอนนี้ชั้นสี่มีจำนวนนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 497 คนครับ”

     

    ครูผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบดูแลการทดสอบครั้งนี้รีบรายงานจำนวนนักเรียนที่เหลืออยู่

     

    “พวกเขากำลังจะใช้สังเวียนเพื่อตัดสินอันดับของนักเรียนที่ผ่านการทดสอบอย่างนั้นเหรอ? นักเรียนใหม่ปีนี้มีความคิดดีนะ ก่อนหน้านี้มีแต่สร้างความวุ่นวายกันใหญ่โต แต่นักเรียนใหม่สายผู้ฝึกยุทธ์ในปีนี้กลับใช้วิธีตัดสินที่ชาญฉลาด”

     

    หนึ่งในครูที่ปรึกษาพูดเสนอความคิดขึ้นมา

     

    “ฉลาดมันก็ฉลาดอยู่หรอก แต่เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งกับปีที่แล้ว พวกเขายังมีระดับต่ำกว่าอยู่ดี”

     

    “คุณคิดว่าจะมีคนเก่งกาจราวกับปีศาจทุกปีหรือเหรอ? ”

     

    “ถ้าหากมีคนแบบนั้นปรากฏตัวออกมาในทุก ๆ ปี ป่านนี้พวกเราคงเกษียณกันแล้ว”

     

    “……”

     

    เมื่อพูดถึงคนคนนั้น เหล่าครูที่ปรึกษาก็เริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือดและวิจารณ์กันด้วยแนวคิดที่หลากหลาย

     

    เซี่ยเว่ยกว๋อส่ายหน้า ในขณะที่สมองของเขามีภาพของเด็กนักเรียนคนนั้นโผล่ขึ้นมา

     

    เด็กนักเรียนคนนั้นอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้หนึ่งปี หลังจากนั้นก็ยื่นเรื่องจบการศึกษาด้วยตัวเขาเอง ในที่สุดเขาก็สามารถสอบผ่านด้วยคะแนนโดดเด่น ตอนนี้เขาได้กลายเป็นแนวหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

    นักเรียนแบบนี้มีทั้งครูที่รักและเกลียด พวกเขารักพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้นของเด็กคนนี้ที่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เกลียดที่เขาพัฒนาได้เร็วเกินไปจนทำให้ครูที่ปรึกษาไม่ได้รู้สึกถึงความสำเร็จในการปลูกฝังให้กับเด็กคนนี้แม้แต่น้อย

     

    เซี่ยเว่ยกว๋อสะบัดความคิดเหล่านั้นออกไป สายตาของเข้าจ้องมองไปที่หน้าจอที่อยู่ตรงหน้า ภายในใจก็แอบหวังว่าจะมีนักเรียนเก่ง ๆ แบบเด็กคนนั้นโผล่ออกมาสักคนสองคน

     

    เพราะตอนนี้สถานการณ์บริเวณแนวหน้าเริ่มเลวร้ายลงทุกทีแล้ว

     

    ……

     

    ณ สนามทดสอบ

     

    หลังจากที่นักเรียนยืนเรียงกันจนกลายเป็นทรงกลม สนามแห่งนี้ก็เกิดความเย็นยะเยือก ใครก็ตามที่ออกตัวเป็นคนแรกคงต้องเสียเปรียบแน่นอน

     

    “ดูเหมือนว่าคงไม่มีใครอยากเสียเปรียบสินะ!”

     

    ตงฟางป้าเห็นว่าไม่มีใครเสนอตัวออกมา เขาจึงพูดสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคนออกมา

     

    “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันมีข้อเสนอ”

     

    ตงฟางป้ากวาดตามองคนอื่น ๆ ที่มีความสามารถแตกต่างกันออกไป จากนั้นก็กล่าวเสียงขรึมว่า “การจัดอันดับคนที่จะเข้าสู่สิบอันดับแรกของสถาบัน การสู้กันในสังเวียนแบบทั่วถึงทุกคนคงเป็นเรื่องที่เสียเวลามากไปหน่อย ถ้างั้นฉันมีข้อเสนอให้ใช้มาตรฐานโดยยึดจากคนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ขึ้นไป คนที่มีความแข็งแกร่งต่ำกว่านั้นก็ไม่ต้องเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ คนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ขึ้นไปเริ่มจากการจับคู่แล้วสู่กันเป็นคู่ ๆ ”

     

    “ฉันเห็นด้วย”

     

    มู่หรงหลานก้าวเท้ามาด้านหน้าเพื่อแสดงความเห็นว่าเธอเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

     

    ภายในสนามทดสอบแห่งนี้พวกเขาทั้งสองทีมถือว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้ ในเมื่อผู้นำทั้งสองเห็นด้วยกับวิธีนี้ คนส่วนใหญ่จึงไม่มีข้อกังขาใด ๆ

     

    การจับคู่เพื่อต่อสู้กันเป็นไปอย่างราบรื่น

     

    ทว่า.......

     

    ตอนนี้คนที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าขั้น 9 ไม่ได้มีมากมายเท่าไหร่นัก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 กว่าคน แต่มาตรฐานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อยู่ขั้น 6-8 ดังนั้นวิธีนี้ถือเป็นการประหยัดเวลาให้กับคนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 มากยิ่งขึ้น

     

    แต่คนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งได้ต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเขาจะไม่สามารถสูงกว่าระดับขั้นของตัวเองได้

     

    “ฉันไม่เห็นด้วย”

     

    มีคนคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ความแข็งแกร่งที่ถูกส่งออกมาจากเขาน่าจะอยู่ราว ๆ ขั้น 8

     

    เขาเดินเข้ามาด้านในและพูดด้วยใบหน้าอึมครึม “ทำไมถึงมีแค่คนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ที่สามารถเข้าร่วมการจัดอันดับได้? ”

     

    “สหาย แค่นี้ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ”

     

    ตงฟางป้าไม่ได้รู้สึกโกรธที่ถูกอีกฝ่ายคัดค้าน เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบว่า “คนแบบนายน่ะ ฉันใช้แค่มือเดียวก็บี้นายให้กลายเป็นโจ๊กได้แล้ว”

     

    ตงฟางป้ายังไงก็ยังเป็นตงฟางป้าอยู่วันยังค่ำ แม้ว่าจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองในนั้น

     

    “เหอะ ๆ อยากลองหน่อยไหมล่ะ? ”

     

    ชายหน้าอึมครึมคนนั้นเงยหน้ามองเขาปราดหนึ่ง จากนั้นก็รีบก้มหน้าอย่างรวดเร็ว

     

    สิ่งนี้ทำให้ใบหน้าของเขาอึมครึมมากยิ่งขึ้น ท่าทางของอีกฝ่ายก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

     

    ตงฟางป้าเองก็รู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน การที่มีคนออกมาคัดค้านเขาหลังจากที่เขาได้ข้อสรุปไปแล้วหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ไว้หน้าเขา ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี

     

    ตงฟางป้าถลึงตามองอีกฝ่ายราวกับมีคบเพลิงอยู่ในดวงตาคู่นั้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงแฝงด้วยความโกรธเคือง “เจ้าหนู นายไม่รู้เหรอว่าฉันคือใคร? นายชื่ออะไร? ”

     

    “รู้สิ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลตงฟาง”

     

    ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “ส่วนชื่อของฉันไม่จำเป็นต้องบอกนายหรอก”

     

    “นายคงไม่กล้าสินะ”

     

    ตงฟางป้ากำหมัดแน่นจากนั้นก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้อีกฝ่ายอย่างช้า ๆ

     

    “อันที่ตอนแรกจริงฉันกะว่าจะถามประวัติความเป็นมาของนายสักหน่อย ถ้าหากเป็นตระกูลพันธมิตรฉันอาจจะเมตตานายและให้อภัยความไม่รู้ของนาย”

     

    “ถ้างั้น...”

     

    ระหว่างที่พูดตงฟางป้าก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายคนนั้น

     

    เขายกหมัดขึ้นมาจนเกิดลมพายุหมุนวนอย่างดุเดือดจากนั้นก็ปะทะเข้ากลางอกของนักเรียนชายคนนั้น

     

    “นักเรียนชายคนนั้นซวยแล้ว”

     

    “นั่นสิ เล่นกับใครไม่เล่น ดันไปเล่นกับตงฟางป้า แม้ว่าภายในสนามทดสอบจะไม่อนุญาตให้ทำร้ายกันถึงชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บไม่ได้”

     

    “จุ๊ ๆ เป็นคนแรกเลยนะเนี่ยที่ออกไปโต้แย้งแบบนั้น ช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน”

     

    “……”

     

    คนที่อยู่รอบ ๆ มองตงฟางป้าที่เริ่มลงมือ พวกเขารับรู้ได้ในทันทีว่านักเรียนชายคนนั้นต้องเจอกับความอนาถแน่นอน

     

    ตงฟางป้าเองก็คิดเช่นนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองนักเรียนชายที่พลังสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 8 สายตาของเขาแอบประกายความโหดเหี้ยมออกมา

     

    วินาทีต่อมา หมัดของตงฟางป้าก็ปะทะเข้าใส่กลางอกของนักเรียนชายคนนั้นอย่างดุเดือด

     

    “ตึง!”

     

    “อ๊าก!”

     

    ท่ามกลางเสียงปะทะที่ดังก้องไปทั่วมีเสียงร้องที่ดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด ร่างของชายคนนั้นกระเด็นลอยออกไปและทิ้งร่องรอยไว้กลางอากาศ จากนั้นร่างของเขาก็กระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง

     

    แสงสว่างที่คุ้นตาที่คุ้นตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ปกคลุมร่างของนักเรียนชายที่นอนแน่นิ่งและนำตัวเขาออกไปจากที่นี่

     

    “ถุย!”

     

    ตงฟางป้าแอบถ่มน้ำลายด้วยความดูถูกอยู่ภายในใจ จากนั้นก็ดึงหมัดของเขากลับมา

     

    ก็แค่คนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 8 เท่านั้นแต่กลับคิดจะสู้ข้ามขั้น ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย

     

    เขากวาดตามองไปรอบ ๆ และพูดเตือนว่า “คนที่มีความแข็งแกร่งเหมือนกับไอ้กระจอกนั่นไม่ต้องออกมาให้เสียเวลา พวกนายยังต้องอยู่ที่นี่อีกสี่ปี ถ้าหากไม่รู้จักประเมินความสามารถของตัวเองแล้วคิดจะออกมาสู้และไม่ไว้หน้าตงฟางป้าผู้นี้ ผลลัพธ์ต่อจากนี้พวกนายคงรู้ดีว่าจะเป็นอย่างไร”

     

    นักเรียนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็เข้าสู่ความสงบอีกครั้ง นักเรียนที่สอบเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ต่างก็เป็นกลุ่มคนที่มีความโดดเด่นในบ้านเกิดของตัวเอง ดังนั้นย่อมมีความภาคภูมิใจและทระนงตนอยู่แล้ว

     

    แต่สำหรับเด็กนักเรียนชายคนนั้นที่เพิ่งจะถูกนำตัวออกไป เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยที่ไม่รู้จักประเมินความสามารถของตัวเอง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่พวกเขากลับระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก

     

    จากกรณีตัวอย่างของคนที่ต่อต้านเมื่อสักครู่นี้ทำให้กลุ่มนักเรียนที่อยากจะลองประลองเปลี่ยนความคิดไปในทันที

     

    “ตอนนี้เราเสียเวลาไปมากแล้ว ใครอยากจะสู้กันเพื่อจัดอันดับสิบคนแรกก็ออกมาได้เลย”

     

    หลังจากที่ตงฟางป้าเห็นว่าสถานการณ์เริ่มกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา เขาจึงพูดต่อไปว่า “พวกเราแบ่งเป็น...หืม? ”

     

    เมื่อเห็นว่ามีคนเสนอตัวออกมาประมาณ 30 คน ตงฟางป้าก็หยุดพูดไปชั่วขณะ เขาเลิกคิ้วขึ้นและจ้องหน้าคนที่เสนอตัวเอง ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีคนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 7 ด้วย

     

    ทำแบบนี้ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาจริง ๆ สินะ!

     

    ตงฟางป้าคิดว่าการสั่งสอนนักเรียนชายคนนั้นมากพอที่จะทำให้สังเวียนกลับมาสงบอีกครั้งและสามารถจัดอันดับได้เร็วยิ่งขึ้น

     

    แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 7 โผล่ออกมา

     

    นี่เห็นฉันเป็นเพื่อนเล่นงั้นสิ?

     

    ความเดือดดาลที่ถูกข่มอยู่ภายในใจปะทุออกมาอีกครั้ง

     

    ตงฟางป้าชี้หน้านักเรียนใหม่คนนั้น “เธอคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแล้วฉันจะแสร้งทำเป็นไม่เห็น คิดว่าฉันจะออมมือให้อย่างนั้นสิ? ”

     

    “ฉันให้เวลาเธอ 5 วินาที ถอยออกไปซะ”

     

    นักเรียนหญิงที่ถูกอีกฝ่ายสั่งยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ตงฟางป้าไม่เสียเวลาพูดมากไปกว่านั้น หลังจากหยุดรอเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็สาวเท้าเข้าไปหาเธอคนนั้นทันที

     

    “อุ้ยตายแล้ว คนสวย เจ้าทึ่มนั่นเดินมาแล้วนะ”

     

    อูหม่าหยาหย่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลี่เหมยพูดด้วยความร้อนใจ

     

    ก่อนหน้านี้เธอเห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของหลี่เหมยอยู่ขั้น 7 แต่อีกฝ่ายกลับกล้าออกไปแบบนั้น สิ่งนี้ทำให้เธอตกใจจนหัวใจจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

     

    เธอรีบโน้มน้าวใจหลี่เหมย “คนสวยรีบถอยออกมาเถอะ เจ้าทึ่มนั่นโกรธแล้วนะ หมอนั่นไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแหละ”

     

    “เหอะ ๆ ”

     

    หลี่เหมยหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นก็ยกมือลูบศีรษะอูหม่าหยาหย่า “น้องสาวไม่ต้องร้อนใจ ความแข็งแกร่งของหมอนั่นไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย”

     

    พูดจบเธอก็ก้าวเท้าไปด้านหน้าอีกสองสามก้าว หลังจากที่เดินออกมาจากกลุ่มคนอื่น ๆ เธอก็หยุดอยู่ตรงหน้าตงฟางป้าพอดิบพอดี

     

    “เหอะ ๆ น้องสาวเธอนี่ใจกล้ามากนะ”

     

    “คงจะเป็นพวกคนหัวรั้นในตำนานมั้ง ต่อให้ชนเข้ากับกำแพงก็ไม่คิดจะหันหลังกลับ”

     

    “……”

     

    หลี่เหมยไม่เพียงแต่จะไม่กลัวตงฟางป้าเท่านั้น แต่เธอกลับก้าวเท้าไปด้านหน้าเพื่อประจันหน้ากับอีกฝ่ายราวกับต้องการจะท้าดวลกับเขา

     

    ยัยหนู...จริงจังป่ะเนี่ย? มีความแข็งแกร่งขั้น 7 แต่คิดจะท้าดวลกับผู้มีความแข็งแกร่งระดับสูงสุดของขั้น 9 เนี่ยนะ!

     

    หลี่เหมยจริงจังอยู่แล้ว

     

    เธอคล้ายกับแมมมอธโบราณที่กระทืบเท้าลงบนพื้นจนพื้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งชั้น จากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าใส่ตงฟาป้าทันที

     

    เธอกระชับกระบี่ไม้ในมือจนแน่น แม้ว่าจะไม่ใช่กระบี่ “เสียงอสนีบาต” ที่เธอใช้มาโดยตลอด แต่หลังจากปรับตัวได้ระยะหนึ่ง กระบี่ไม้ที่อู่ในมือก็หลอมรวมเข้ากับร่างราวกับเป็นแขนข้างหนึ่งของเธอ

     

    “นายไม่เป็นห่วงเพื่อนของนายเหรอ? ทำไมไม่ห้ามเธอล่ะ”

     

    อูหม่าหยาหย่าถามด้วยน้ำเสียงดุดัน เธอรู้สึกโกรธเคืองที่เห็นเซี่ยฮุยยืนมองราวกับกำลังชมถ่ายทอดสด

     

    เซี่ยฮุยยิ้มตอบกลับไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร หลังจากเหลือบมองเธอปราดหนึ่ง เขาก็หันกลับไปมองหลี่เหมยและตงฟางป้าต่อ

     

    เซี่ยฮุยรู้ดีว่าหลี่เหมยไม่ได้เป็นแค่คนกล้าหาญ เพราะพวกเขาเคยฝึกด้วยกันก่อนที่จะมาสอบเข้าที่นี่

     

    แต่ตอนนี้ในเมื่อเธอกล้าออกไปแบบนั้น ต่อให้คู่ต่อสู้อยู่ขั้น 9 เซี่ยฮุยก็มั่นใจว่าเธอไม่มีทางพ่ายแพ้

     

    “นายนี่มันจริง ๆ เลย...” อูหม่าหยาหย่าเห็นท่าทางไม่แยแสของเขา เธอก็กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจและหันไปมองทางฝั่งหลี่เหมยราวกับหมดหนทาง

     

    ถ้าหากเจ้าทึ่มนั่นกล้าทำร้ายร่างกายเธอถึงขั้นรุนแรง เธอจะออกไปช่วยหลี่เหมยทันที นี่คือสิ่งที่อูหม่าหยาหย่าตั้งปณิธานอันแน่วแน่ไว้

     

    ในเมื่อรับปากว่าจะปกป้องหลี่เหมย เธอก็จะทำให้ได้

     

    ระหว่างที่อูหม่าหยาหย่าคิดเช่นนั้น ทางฝั่งตงฟางป้าก็กำลังจะลงมือกับหลี่เหยแล้วเช่นกัน

     

    หลังจากก้าวเท้าเข้าไปใกล้ตงฟางป้าซึ่งเป็นระยะรัศมีอันตราย หลี่เหมยก็กระชับกระบี่ไม้ในมือของตัวเองด้วยความระมัดระวัง

     

    จะรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อนไม่ได้!

     

    หลี่เหมยรู้ดีเกี่ยวกับสิ่งนี้ ดังนั้นวินาทีต่อมาเธอก็ยื่นกระบี่ไม้ไปด้านหน้า

     

    พลังลมปราณที่อยู่ภายในร่างกายถูกรวบรวมมาไว้บนกระบี่ หลังจากนั้นเธอก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้งพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ

     

    “กระบี่อสนีบาตสังหาร!”

     

    นี่เป็นทักษะกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลี่เหมยเชี่ยวชาญ

     

    ใบมีดจากปราณกระบี่สีม่วงขนาดใหญ่หนึ่งสายถูกส่งออกมาจากกระบี่ในมือของเธอโดยตรง

     

    มันคือใบมีดแห่งปราณดาบที่มีความยาวสามเมตร มีรูปร่างราวกับดวงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างเรืองรอง

     

    ไม่เพียงแต่ปราณกระบี่เท่านั้น ด้านบนนั้นยังมีอสนีบาตม่วงห้อมล้อมอยู่ด้วย

     

    อสนีบาตกะพริบวิบวับอย่างต่อเนื่องขณะแหวกอากาศออกไปอย่างดุเดือด จากนั้นก็เกิดรอยแตกสีดำปรากฏขึ้นหลายสาย

     

    กระบี่เล่มนี้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง พวกเขาต่างจ้องมองหลี่เหมยด้วยความประหลาดใจ

     

    ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงที่มีความแข็งแกร่งขอบเขตพิเศษขั้น 7 จะสามารถปล่อยทักษะที่มีพลังเทียบเคียงขั้น 9 ออกมาได้

     

    ตงฟางป้าที่กำลังเผชิญหน้ากับกระบี่เล่มนี้รู้สึกตกใจยิ่งกว่าคนอื่น ๆ อีกทั้งยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัว

     

    พลังจากกระบี่เล่มนี้ไม่ใช่พลังขั้น 9 ธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่มันสูงกว่าจนถึงขั้นสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 9 เลยก็ว่าได้

     

    ยังไม่ทันที่กระบี่จะส่งมาถึงตรงหน้าเขา กระแสพลังที่ถูกส่งออกมาก็ทำให้เขาเกิดอาการขนลุกซู่อย่างฉับพลัน

     

    รับการโจมตีแบบซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้!

     

    แม้ว่าการหลบหนีการโจมตีจะเป็นเรื่องหน้าอาย แต่ตงฟางป้าก็ยังเลือกที่จะทำเช่นนี้

     

    ในเมื่อหลี่เหมยสามารถโจมตีด้วยความรุนแรงระดับนี้ได้นั่นก็หมายความว่าเธอเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่สามารถสู้ข้ามขั้นได้ และมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมการจัดลำดับครั้งนี้

     

    เมื่อเห็นใบมีดแห่งปราณดาบถูกส่งมาด้านหน้า ร่างของตงฟางป้าก็ขยับไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว

     

    วินาทีต่อมา...

     

    “อะไรวะเนี่ย!?”