ตอนที่ 175
บรรลุกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่สอง
ร่างกายของเสวี่ยหมิงพลันเกิดเหตุการณ์ประหลาด จากครึ่งซีกร้อนครึ่งซีกเย็น กลับกลายเป็นน้ำแข็งก้อนมหึมาห่อหุ้มร่างที่ลุกไหม้ของเสวี่ยหมิงเอาไว้ภายในดุจเดียวกับก้อนน้ำแข็งที่เสวี่ยหมิงเห็นในจักรวาลน้อยของตนเอง แต่เพราะยามนี้พิษของอัคคีทมิฬที่สูสีก้ำกึ่งกับเพลิงไฟวิเศษ พ่ายแพ้ให้กับพลังอัคคีขุมใหม่ที่ได้รับแบ่งไปจากขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัย ที่เน้นเสริมพลังตรงจุดบริเวณหัวใจเป็นหลัก ยามหัวใจเต้นหนึ่งครา โลหิตที่เย็นเยียบก็อุ่นขึ้นหนึ่งส่วน จนตอนนี้โลหิตทั้งร่างกลับกลายเป็นร้อนลวกจึงได้ไปกระตุ้นพลังแฝงของสายเลือดมังกรเหมันต์ที่อ่อนจางให้ลุกขึ้นต่อต้าน จนกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างหนึ่งร้อนหนึ่งเย็น
แม้ลมปราณจะหักหาญกัน แต่สมาธิของเสวี่ยหมิงหาได้ลดถอยลง เสวี่ยหมิงยังคงมุ่งมั่นดึงพลังปราณอัคคีออกมาจากขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัย ตามเคล็ดความของวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้า ทำให้พลังเพลิงที่ร้อนแรงจนลุกไหม้อยู่ภายในก้อนน้ำแข็งค่อย ๆ มอดดับลงไปทีละน้อย
เวลาล่วงเลยไปหลายวันแต่การปะทะกันยังคงไม่จบสิ้น แม้น้ำแข็งที่ห่อหุ้มจะลดขนาดลงมากว่าเท่าตัว แต่เพลิงไฟภายในก็อ่อนโทรมลงไปตามการฝึกฝนของเสวี่ยหมิงเช่นกัน
ขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยเส้นที่สามถูกดึงดูดเข้าสู่ชีพจรลมปราณของเสวี่ยหมิงในวันที่ 5 ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงคอขวดสุดท้ายของเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่สองเท่านั้น
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ !!!
เสียงกล้ามเนื้อแตกร่อนออกจากภายใน ผลักดันก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มเสวี่ยหมิงเอาไว้จนเกิดรอยแตกร้าว ร่างของเสวี่ยหมิงพลันส่องสว่างวาบออกไปทั่ว ทันทีที่น้ำแข็งปราณเหมันต์แตกออก เพลิงไฟภายในก็แตกระเบิดพร้อมกันจนเผาไหม้ลุกท่วมห้องขัง ประตูห้องขังเดี่ยวระเบิดปะทุจากภายในสู่ภายนอก
...สำเร็จแล้ว
เสวี่ยหมิงรู้สึกทั่วทั้งร่างอัดแน่นไปด้วยพละกำลังอันแปลกใหม่ แม้ครานี้จะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนเนื้อผลัดกระดูก แต่เสวี่ยหมิงกลับพบว่าพลังงานในร่างนั้นเปลี่ยนไป
แต่เมื่อเสวี่ยหมิงลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่า ห้องคุมขังพังพินาศย่อยยับ เขาก็ลุกพรวดขึ้นยืน จนขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยที่เหลืออีกเกือบครึ่งล่วงหล่นลงพื้น ยามนี้เสวี่ยหมิงรู้สึกได้ถึงลมปราณเปลวเพลิงร้อนที่กำลังรั่วไหลออกจากร่าง พร้อมกับพลังปราณมังกรเหมันต์ที่ลดต่ำลง
...จุดเริ่มต้นล้วนก่อเกิดจากสมดุล
เมื่อพลังของทั้งสองเท่าเทียมการหักล้างล้วนก่อเกิดขึ้นเอง เสวี่ยหมิงที่เปี่ยมแน่นไปด้วยพลังขั้วตรงข้ามสองสาย ยามที่ฝึกฝนระดับพลังหนึ่งคงที่อีกหนึ่งล้วนลดลง จนท้ายที่สุดสมดุลแห่งพลังจึงก่อเกิดขึ้นในร่าง บวกกับเสวี่ยหมิงเคยเกาะกุมชายขอบของเต๋าสุดขั้วมาก่อน ทำให้ยามที่เกิดสมดุลในครั้งนี้ เต๋าซึ่งซ่อนเร้นลึกลับจึงก่อเกิดวาสนาผูกพัน แสดงตนมอบความรู้แจ้งให้อีกครั้ง
...ก่อเกิดสมดุล ใช่แล้วน้ำแข็งและเพลิงไฟในจักรวาลน้อยที่ข้าเห็นคราก่อน
แม้จะรู้ว่าเรื่องราวภายนอกก็คับขัน แต่เมื่อเสวี่ยหมิงคิดได้ว่าคงไม่อาจทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะให้หลบหนีไปก็คงไม่อาจรอดพ้นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะอยู่ดี คงได้แต่ปล่อยปัญหาที่เกิดขึ้นให้หนิงเซียนช่วยหาทางแก้ไข จึงได้ตัดใจนั่งลงทำสมาธิชักนำจิตของตนเองเข้าสู่จักรวาลน้อยภายในภวังค์ทันที
.
.
องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ภายนอก กรูกันเข้าสู่ห้องขังของเสวี่ยหมิงด้วยความตกใจ เพราะคำกล่าวของหนิงเซียนทำให้ไม่มีผู้ใดเข้ามาตรวจสอบเสวี่ยหมิงกว่าห้าวันแล้ว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเช่นนี้ พวกมันจึงไม่กล้าชักช้าขนอาวุธติดไม้ติดมือ ชักชวนกันลงมาสำรวจดูร่วมสิบคน
แม้จะแตกตื่นกับสภาพภายในคุกขังเดี่ยวที่พังยับเยินในตอนต้น แต่เมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงยังคงอยู่ที่เดิมก็คลายใจลง แต่ก็ยังไม่วายระมัดระวังในการเข้าประชิดตัวของเสวี่ยหมิง แม้จะเห็นว่านักโทษนั่งทำสมาธิไม่ไหวติงอยู่ก็ตาม จนเมื่อพันธนาการเสวี่ยหมิงไว้ด้วยโซ่ตรวนสะกดปราณเรียบร้อย คำสั่งใหม่ของประมุขดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะก็มาถึงพอดี
"ท่านประมุขมีคำสั่งให้นำตัวนักโทษไปที่โถงพิพากษา"
"เดี๋ยวก่อน" หนิงเซียนที่เพิ่งรู้เรื่องราว วิ่งกระหืดกระหอบตรงมาที่คุกคุมขังในจังหวะเดียวกันเอ่ยท้วง
"เทพธิดาวิหคเพลิงอมตะ" ผู้รับคำสั่งให้นำตัวเสวี่ยหมิงไปยังโถงพิพากษาล้วนทำหน้าเคร่งเครียด "พวกข้าจำต้องทำตามคำสั่งของท่านประมุข"
"..." หนิงเซียนกวาดสายตาไปมองยังองครักษ์ที่เฝ้าคุกของเสวี่ยหมิง ซึ่งตอนนี้สีหน้าละห้อยด้วยกลัวความผิดลามมาถึงตัว ทำให้หนิงเซียนจำต้องพยักหน้ารับ "ข้าจะเดินทางไปกับพวกท่านด้วย"
.
.
โถงพิพากษา เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ทรงครึ่งวงกลม ที่จุดในสุดมีที่นั่งสองชั้นด้านล่างตั้งไว้ด้วยเก้าอี้สิบตัวของเหล่าผู้อาวุโส ส่วนชั้นบนมีเก้าอี้อี้สามตัว ซึ่งเก้าอี้ตัวกลางที่โดดเด่นที่สุดก็เป็นตำแหน่งที่นั่งของประมุขดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะนั่นเอง
แม้จะมีที่นั่งภายในมากมาย แต่ยามนี้เก้าอี้ทุกตัวกลับว่างเปล่าไร้ผู้คนใช้งาน ที่กลางโถงฮัวเหวินเยี่ยนยืนตัวตรงสองมือไพล่หลัง ใบหน้าแม้จะสวยสดสง่างาม แต่กลับเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ให้สืบสาว ราวกับเป็นเพียงรูปปั้นของอิฐหินที่ไร้ซึ่งจิตใจ
เมื่อองครักษ์นำตัวเสวี่ยหมิงผ่านเข้าประตูมา นางก็หันหลังกลับมาจ้องมองไปยังเสวี่ยหมิง สีหน้าที่เรียบเฉยของนางพลันเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอย่างไม่อาจควบคุม ปากบางที่เม้มปิดเสมอยามอยู่ต่อหน้าผู้คน พลันเผยอออกเอื้อนเอ่ยคำเบาบางที่ไม่มีผู้ใดฟังออก ดวงตาอันคมกล้ากลับกลายเป็นอ่อนโยนจนน้ำตาแทบจะเออคลอแวบหนึ่ง แต่แล้วในวินาทีถัดมากลับเปลี่ยนเป็นดุดันโกรธขึง แต่ยังคงเหม่อมองดูเสวี่ยหมิงอย่างไม่วางตา แม้เหล่าองครักษ์จะนำตัวเสวี่ยหมิงที่จมลึกในภวังค์ไร้สติวางกองลงไปกับพื้น ฮัวเหวินเยี่ยนก็ยังคงนิ่งเฉยอยู่เช่นเดิม
จนกระทั่งหนิงเซียนที่ตามเข้ามาทีหลัง พุ่งตัวเข้ามาคุกเข่าที่เบื้องหน้าของนางเอ่ยวาจาว่าเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของตนเอง ฮัวเหวินเยี่ยนจึงได้สติกลับมาพร้อมใบบหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นบูดเบี้ยวของนาง
"เหลวไหล เหลวไหลสิ้นดี"ฮัวเหวินเยี่ยนตวาดลั่น "หนิงเซียน อาจารย์ไว้ใจเจ้ายิ่งนัก ทำไมจึงได้เลินเล่อปล่อยให้นักโทษหลุดรอดออกจากโซ่ตรวนสะกดปราณเช่นนี้" แม้ในใจของฮัวเหวินเยี่ยนจะพอเดาออกว่าระหว่างหนิงเซียนกับนักโทษนามเสวี่ยหมิง ต้องมีเรื่องราวอันใดปิดบังตนเอง แถมความผิดที่พบยังมากกว่าสิ่งที่นางกล่าว แต่เพราะหนิงเซียนนั้นเป็นคนสำคัญเกินไป การจะลงโทษหรือตำหนิใด ๆ ในยามที่เส้นทางแห่งวิหคเพลิงอมตะกำลังงวดเข้ามายิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน "เฮ้อ..."
"อาจารย์ศิษย์ขอโทษ ศิษย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว แต่ท่านอย่าได้ลงโทษพะ..."หนิงเซียนที่ละลำละลักถ้อยคำยังรั้งคำเอ่ยพี่ชายออกมาได้ทัน "นักโทษผู้นี้เลย ศิษย์...ศิษย์"
"เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าตัดสินใจเองได้" ฮัวเหวินเยี่ยนมองดูแววตาของหนิงเซียน ความรู้สึกอันคุ้นเคยสะท้อนเข้ามาในอกของตนเองจนเจ็บแปลบที่หัวใจ แต่ถ้อยคำและเรื่องราวบางอย่างล้วนถูกนางฝังกลบลึกอยู่ภายในใจไม่อาจให้บุคคลที่สามรับรู้ "เฮ้อ...."ในที่สุดฮัวเหวินเยี่ยนก็ถอนหายใจยาว "ข้าสัญญาว่าจะไม่สังหารเจ้าหนุ่มคนนี้ แต่โทษทัณฑ์อื่นจำเป็นต้องมี..."
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์"
"อืม แต่เจ้าเองก็มีโทษเช่นเดียวกัน"
"ศิษย์รู้ตัวว่าทำผิด ขอน้อมรับโทษจากท่านอาจารย์"
"ดี ข้าจะกักบริเวณเจ้าอยู่ที่ผาสำนึกตนจนกว่าจะเหลือเวลาสามวันก่อนกำหนดเส้นทางวิหคเพลิงอมตะจะเปิดออกค่อยให้กลับออกมา"
"เออ..."หนิงเซียนเหม่อมองไปที่ร่างไร้สติของเสวี่ยหมิงด้วยสายตาเป็นห่วง แต่รู้ดีว่าอาจารย์ของตนนั้นเป็นคนรักษาคำพูดจึงมิได้เอ่ยแย้งใด ๆ อีก
"องครักษ์ นำป้ายคำสั่งของข้า พร้อมคุมตัวเทพธิดาวิหคเพลิงอมตะไปยังผาสำนึกตน เดี๋ยวนี้ !!!"
เมื่อผู้คนออกไปจนหมดแล้ว ฮัวเหวินเยี่ยนก็เดินมาหยุดห่างจากร่างของเสวี่ยหมิงเพียงเล็กน้อย "ผู้คนตระกูลหลงแห่งเหมันต์ล้วนเลวร้ายดุจเดียวกัน" แววตาของฮัวเหวินเยี่ยนทอแววหวนระลึกถึงอดีต "เจ้าหนุ่มน้อยเจ้าก็คงเป็นเฉกเช่นผู้คนภายในตระกูลของเจ้าสินะ คิดจะมาล่อลวงหนิงเซียนไปอีกคน"
ฮัวเหวินเยี่ยนหันหลังกลับก้าวเท้าห่างออกจากร่างของเสวี่ยหมิง แต่ไม่ทันที่จะก้าวที่สองยังไม่ทันจะกระทบพื้น นางก็หันขวับกลับมาทันทีทันใด ใบหน้าปรากฏแววเกรี้ยวกราด...ฝ่ามือโปร่งใสจนเห็นกระดูกขาวภายใน พร้อมเพลิงไฟแดงฉานห่อหุ้ม ฟาดตรงเข้าหาร่างของเสวี่ยหมิงด้วยความไวสุดเปรียบ
แต่เจ้าอย่าหวัง !!!