ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

            จ้าวเหวินชางเหมือนจะไม่ได้สนใจภาพพจน์ของตัวเองในตอนนี้เลยสายตาที่เขามองหลินหยางเหมือนกับกำลังมองพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองอยู่เสียอย่างนั้น

            หลังจากออกมานอกห้องอิสรภาพแล้ว เขาก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “จ้าวเฉิน ไปตายที่ไหนแล้ว!!”

            “ขอรับ ท่านประมุข!”

            จ้าวเฉินตอนนี้แทบจะบ้าตายแล้ว

            เจ้านายตัวเองยืนอยู่ข้างๆ หลินหยางอย่างกับหมาตัวหนึ่งถ้าอย่างนั้นตัวเขาต่ำต้อยยิ่งกว่าหมาเลยน่ะสิ

            พอนึกถึงท่าทีที่เขาปฏิบัติต่อหลินหยางเมื่อครู่นี้แล้วก็รู้สึกอยากจะตบหน้าตัวเองเข้าสักฉาดเสียจริงๆ

            และก็เป็นไปตามคาดจ้าวเหวินชางมองไปทางจ้าวเฉินราวกับอยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายให้ได้ “ไอ้ตัวไม่ได้เรื่อง เจ้าเกือบทำให้ข้าเสียการใหญ่แล้ว!”

            “ขอรับ นายท่าน!” จ้าวเฉินก้มหัวลงต่ำจนแทบจะเกี่ยวกางเกงตัวเองได้แล้ว

            “เดี๋ยวค่อยกลับมาจัดการเจ้าทีหลัง! ตอนนี้เจ้ารีบไปทำความสะอาดจัดเตรียมห้องอันเสียนให้เรียบร้อยเสียจะได้ส่งคุณชายหลินไปพักผ่อนได้สักที”

            ห้องอันเสียน!

            ผู้คนถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินคำสั่งนี้

            ห้องอันเสียนนั้นเป็นห้องที่จ้าวเหวินชางชอบมากที่สุดเป็นห้องที่ถูกประดับตกแต่งไว้ด้วยทองคำหนักจำนวนมากภายในนั้นมีทรัพย์สมบัติจำนวนมากเก็บรักษาเอาไว้แม้แต่จ้าวเหวินชางยังรู้สึกเสียดายที่จะเข้าไปอาศัยอยู่ในห้องนั้น

            แต่นี่กลับจะให้คุณชายหลินนี่เข้าไปอาศัยอยู่อย่างนั้นหรือ?

            เกรงว่านอกจากหลินหยางแล้วก็คงต้องเป็นองค์ชายแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อแล้ว ถึงจะสามารถเข้าไปพักได้...

            แต่จ้าวเฉินเองก็เรียนรู้แล้วว่าควรทำตัวอย่างไรเขารีบพยักหน้ารับ และรีบออกไปทำตามคำสั่งทันที

            จ้าวเหวินชางหันไปมองหลินหยางที่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาแล้วแย้มยิ้มขึ้น

            “พี่หลิน ท่านพักอยู่ที่นี่ก่อนส่วนเรื่องที่ท่านฝากไว้ข้าจะรีบไปจัดการให้ท่านเดี๋ยวนี้อย่างช้าสุดคือพรุ่งนี้เช้า ข้าจะนำคำตอบที่น่าพึงพอใจที่สุดมาฝากท่านเอง”

            หลินหยางไม่พูดอะไรออกมา แค่พยักหน้าเบาๆ ให้เท่านั้น

            การสนทนานี้ทำให้เหล่าคนของตระกูลจ้าวถึงกับพูดอะไรไม่ออกพวกเขามองไปที่จ้าวเหวินชางที่มาดูแลหลินหยางด้วยตัวเองพร้อมกับพาเขาเดินเอื่อยๆ ไปที่ห้องอันเสียนที่อยู่ตรงส่วนหลังของคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยสายตามึนงง

            ยังคงได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆ ดังขึ้นอยู่

            “เอ่อ จะว่าไป ประมุขจ้าวข้าได้ยินมาว่าสวี่เหยาเคยมีบุญคุณความแค้นอะไรกับพวกท่านด้วย...”

            “หืม? ประมุขอะไรกันเรียกข้าว่าเหวินชางไม่ก็ชางชางก็พอแล้ว”

            อุแหวะ

            คนรอบข้างถึงกับรู้สึกคลื่นไส้ทันที

            จ้าวเหวินชางยังคงไม่สนใจความคิดของผู้อื่นยังคงประจบเอาใจต่อไป “พี่หลินกำลังล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?แม่นางสวี่เป็นเพื่อนของท่านเชียวนะคนที่มีฐานะสูงส่งขนาดนั้นจะมาเกี่ยวข้องกับตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจ้าวนี่ได้อย่างไรเข้าใจผิดแล้ว ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ...”

            อยากจะบ้าตาย

            แล้วมันใครกันเล่าที่พึ่งสั่งให้มอบตัวสวี่เหยาออกมาและยังต้องคุกเข่าขอโทษด้วย...

            คนของตระกูลจ้าวตอนนี้หมดคำพูดต่อพฤติกรรมไร้ยางอายของเจ้านายตัวเองแล้ว

            ในขณะเดียวพวกเขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นกว่าเดิมว่า...

            คุณชายหลินสุดแข็งแกร่งท่านนี้ได้พูดอะไรกับจ้าวเหวินชางเอาไว้กันแน่?

            ทำไมจ้าวเหวินชางที่ปกติเป็นคนหยิ่งยโสและบ้าอำนาจคนนั้นถึงได้กลายเป็นฝ่ายยืนง้อผู้อื่นแบบนี้ได้...

            ธุรกิจอะไรกันแน่ที่มันทำให้จ้าวเหวินชางต้องยอมทุ่มสุดตัวขนาดนี้?

            มีแต่เรื่องน่าสงสัยเต็มไปหมด

            ..................................

            กลางดึกของวันเดียวกันนั้นเอง

            หลินหยางกำลังนั่งอยู่ภายในห้องอันเสียนที่ถูกทำความสะอาดจนเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

            ในมือของเขานั้นมี “ยาหลอมวิญญาณ” ซึ่งเป็นโอสถธาตุไฟระดับสามเขาค่อยๆ ดูดพลังธาตุไฟเข้ามาในร่างกาย

            สวี่เหยากำลังพักผ่อนอยู่ ส่วนหั่วเอ๋อร์นั้นตอนนี้กำลังสวาปามของกินอยู่ในส่วนห้องครัวของคฤหาสน์ทำให้หลินหยางสามารถตั้งสมาธิอยู่กับแผนการของตัวเองได้

            ที่เขาถ่อมาถึงเมืองแห่งนี้ไม่ใช่เพื่อมาเที่ยวเล่นเพียงอย่างเดียวแน่นอน

            หลินหยางและตระกูลเวินกำลังเผชิญกับภัยอันตรายและความท้าทายครั้งใหม่

            การปรากฏตัวของเทพยุทธ์หลินไป๋ชวน พลังแห่งความมืดของเฉินเฉาเกอตระกูลซ่างกวันที่มาจากราชอาณาจักรโล่ยื่อ เป็นต้น

            วิกฤตเหล่านี้ต่างก็ประเดประดังกันเข้ามาหาพวกเขาแทบจะพร้อมๆ กันราวกับเบื้องหลังนั้นมีเชือกที่มองไม่เห็นมัดรวมกันไว้

            ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ดูท่าทางจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการร้ายครั้งใหญ่ซึ่งเป้าหมายของแผนการร้ายนี้ไม่น่าจะใช่แค่ตระกูลเวินเพียงอย่างเดียวเสียด้วย

            หลินหยางคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนเหล่านี้น่าจะเป็นทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นเลยมากกว่า

            เพียงแต่ตัวเขาและตระกูลเวินนั้นน่าจะบังเอิญไปทำลายแผนการบางส่วนของพวกมันเข้าพอดีซึ่งน่าจะเป็นตอนที่เฉินเย่เซิงคิดจะฮุบกิจการการช่างของอาณาจักรชูอวิ๋นทั้งหมดเอาไว้นั่นเอง

            การกระทำของพวกหลินหยางนั้นทำให้ตระกูลเวินสามารถยกระดับชื่อเสียงของตระกูลจนขึ้นมามีฐานะยิ่งใหญ่ในอาณาจักรได้แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาถูกดึงไปติดร่างแหในแผนการร้ายครั้งใหญ่ของคนกลุ่มหนึ่งด้วยทำให้ชะตากรรมของพวกเขาถูกผูกติดอยู่กับอาณาจักรชูอวิ๋นเอาไว้ด้วยโดยปริยาย

            แต่ถึงแม้ต้องเผชิญกับแผนการร้ายอันดำมืดของศัตรูแบบนี้หลินหยางก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรเลย

            สิ่งที่เขากังวลมากกว่าเรื่องนั้นคือเรื่องของ เวลา

            แผนการที่จะทำให้ตระกูลเวินกลายเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋นจนแม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจนั้นเขาก็ทำสำเร็จแล้ว

            แต่ตอนนี้ศัตรูคู่แค้นของเขานั้นได้ยกระดับตัวเองจนแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าอีกทั้งยังมีอำนาจมืดคอยช่วยเหลือจากเบื้องหลังอีกด้วยดังนั้นหลินหยางจำเป็นต้องแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้

            ก่อนอื่นคือระดับความสามารถของตัวเขาเอง

            ปัจจุบันหลินหยางมีความสามารถอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางและด้วยการหนุนเสริมจากวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพและพลังฟ้าดินธาตุไฟนั้นทำให้พลังต่อสู้ของเขานั้นอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นท้ายหากสวมใส่ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเข้าไปด้วยละก็ หลินหยางจะสามารถต่อสู้ประมือกับยอดฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นท้ายได้อย่างสูสี

            ซึ่งพลังระดับนี้ในอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นถือว่าแข็งแกร่งมากพอแล้วแต่ความแข็งแกร่งของหลินไป๋ชวนเมื่อวันนั้นมันน่ากลัวจนหลินหยางยังต้องหวั่นเกรง

            เขาจำเป็นต้องเพิ่มพลังต่อสู้ของตัวเองให้ถึงระดับอวิ้นหลิงให้ได้ในเวลาที่สั้นที่สุด

            จากเซียนเทียนไปอวิ้นหลิงนั้นสำหรับคนส่วนใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            หากคิดจะไปถึงระดับนี้ ผู้ฝึกยุทธ์จะต้องสัมผัสรับรู้ถึงวิถียุทธ์ในแบบที่เหมาะสมกับตัวเองให้ได้ซึ่งคนที่ขึ้นมาถึงระดับนี้ได้จะสามารถสร้าง “หลิงไท” ในจุดชี่ไห่ได้ เรียกว่า “ชี่ไห่อวิ้นหลิงไท”

            หลินหยางนั้นมีร่างสถิตภูตอัคคีอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีวิถียุทธ์ในแบบของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอีกด้วยขอแค่มีพลังฟ้าดินมากพอละก็ เขาสามารถสร้าง ชี่ไห่อวิ้นหลิงไท ได้อย่างง่ายดายแต่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดตอนนี้ก็คือเวลา

            สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ยังต้องใช้เวลาอย่างต่ำแปดปี บางคนฝึกฝนทั้งชีวิตยังไม่สามารถทำได้ด้วยซ้ำแล้วเขาจะก้าวข้ามขีดจำกัดในเวลาที่สั้นที่สุดได้อย่างไร?

            เว้นเสียแต่ว่า...

            หลินหยางขมวดคิ้ว พึมพำออกมาคนเดียวว่า “คงต้องไปหา ‘อัคคีเทพพิสดาร’ ให้เจอ ถึงจะสามารถสร้าง ‘หั่วอวิ๋นเซิ่งไท’ ขึ้นในร่างสถิตภูตอัคคีได้แต่ว่าในโลกนี้จะสามารถสร้างอัคคีพิสดารได้หรือ...”

            ไม่รู้เหมือนกันว่าอัคคีเทพพิสดารที่หลินหยางพูดถึงนั้นคืออะไรกันแน่แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เกรงว่ามันน่าจะเป็นของที่หายากมากในทวีปชี่อู่แห่งนี้ น่าจะยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

            ดังนั้นเขาจะต้องคิดหาวิธีอื่นในการเพิ่มพลังรบของตัวเองแทนและนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาเดินทางมายังราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้

            ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬของหลินหยางนั้นสามารถเร่งพลังต่อสู้ได้มากที่สุดก็แค่ระดับสูงสุดของเซียนเทียนเท่านั้นอีกทั้งผู้ใช้ยังต้องมีความสามารถในระดับเซียนเทียนขั้นกลางก่อนด้วย

            อย่างพวกเวินเทานั้นถ้าหากไม่สามารถยกระดับความสามารถมาถึงระดับเซียนเทียนได้ละก็พวกเขาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายที่มีเนื้อหนังหนาเท่ากับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางเท่านั้นถึงแม้ความสามารถแค่นั้นจะมากพอที่จะเป็นใหญ่ในชูอวิ๋นได้แล้วก็ตามแต่มันไม่พอที่จะใช้รับมือกับภัยร้ายที่กำลังจะมาถึงได้แน่

            ถ้าคิดจะต่อกรกลับพลังมืดเหล่านั้นแค่ยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณมันไม่พอแล้ว หลินหยางต้องการสร้างยุทธภัณฑ์ระดับราชันอีกสองชิ้น

            ชิ้นแรกคือชุดเกราะระดับราชันอย่าง “เกราะราชันเหล็กขาว”

            ส่วนอีกชิ้นนั้นคือดาบเล่มหนึ่ง

            ในช่วงชีวิตของจักรพรรดิฟ้านั้นชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬคือชุดเกราะระดับวิญญาณที่ระดับต่ำที่สุดสำหรับเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับเศษขยะเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขายอมรับว่าเป็นชุดเกราะจริงๆได้ก็คือ “ชุดเกราะราชันเหล็กขาว”

            ชุดเกราะราชันเหล็กขาวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของหลินหยางได้อย่างก้าวกระโดดมันจะช่วยยกระดับพลังป้องกันและความเร็วให้สูงมากขึ้นจนเทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิง

            ส่วนดาบอีกเล่มนั้นจะช่วยมอบพลังโจมตีอันมหาศาลให้แก่หลินหยาง

            ถ้ามีอาวุธระดับราชันย์ทั้งสองชิ้นนี้อยู่ละก็เมื่อรวมกับพลังต่อสู้ดั้งเดิมของหลินหยางด้วยแล้วหลินหยางก็จะมีพลังที่สามารถต่อกรกับพวกระดับอวิ้นหลิงได้จริงๆไม่ใช่แค่พึ่งความสามารถระเบิดตัวเองของชุดเกราะในการเอาตัวรอดเท่านั้น

            การจะสร้างยุทธภัณฑ์ทั้งสองชิ้นนี้ออกมาได้หลินหยางจะต้องเพิ่มทักษะด้านการช่างของตัวเองก่อนแล้วก็ยังต้องใช้วัตถุดิบระดับสูงในการสร้างด้วย

            การจะสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณนั้นต้องใช้วัตถุดิบระดับสามแต่ถ้าจะสร้างยุทธภัณฑ์ระดับราชันละก็ จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบระดับสี่

            ซึ่งวัตถุดิบระดับสี่นั้นล้วนเป็นของหายากที่สูงค่าเป็นอย่างมากภายในอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นไม่มีทางหาได้อย่างแน่นอนดังนั้นหลินหยางจึงต้องถ่อมาหาถึงในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ด้วยตัวเองถึงกับยอมละทิ้งได้แม้แต่งานเลี้ยงที่พ่อแท้ๆ ของเขาจัดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

            หลินหยางไม่ต้องการให้พ่อของเขามาพบในตอนที่ตัวเองกำลังถูกผู้อื่นรังแกอยู่

            เขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะมาที่เมืองฮุยยื่อเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่อู่

            ในที่แห่งนี้สามารถค้นหาและรวบรวมวัตถุดิบระดับสี่ได้หรือถ้าดวงดีก็อาจจะได้เจอกับ “อัคคีเทพพิสดาร” ด้วยก็เป็นได้

            สมาคมการค้าตระกูลจ้าวของจ้าวเหวินชางก็คือตัวแทนที่หลินหยางเลือกให้มาออกหน้าแทนเขาแค่มีจ้าวเหวินชางคอยออกหน้าอยู่ภายนอกให้ละก็ต่อให้หลินหยางจะทำเรื่องใหญ่โตมากแค่ไหนก็ไม่มีทางถูกเปิดเผยตัวจริงได้อย่างแน่นอน

            อีกทั้งในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ยังมีศัตรูของเขาอยู่ด้วยนั่นก็คือพวกตระกูลซ่างกวันนั่นเอง

            สิ่งที่หลินหยางบอกกับจ้าวเหวินชางในห้องอิสรภาพนั่นก็คือเขาต้องการหุ้นส่วนในการร่วมมือกันทำธุรกิจในเมืองฮุยยื่อ ถ้าทำสำเร็จเมื่อไหร่สมาคมการค้าฮุยยื่อก็จะมีอำนาจสูงสุดในเมืองนี้ทันที

            ทีแรกจ้าวเหวินชางก็คิดว่าหลินหยางคงจะเพี้ยนไปแล้วแต่หลินหยางนั้นได้เตรียมเอกสารฉบับหนึ่งเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมายังราชอาณาจักรโล่ยื่อแล้วพอเขาเอามันให้อีกฝ่ายดู

            จ้าวเหวินชางก็ลงไปคุกเข่าแทบจะทันที

            คนระดับจ้าวเหวินชางนั้น ย่อมมีสายตาไม่ธรรมดาเขาย่อมต้องรู้ถึงมูลค่าของสิ่งที่หลินหยางแสดงให้ดูอยู่แล้ว

            หากหลินหยางเลือกสมาคมการค้าของเขาเป็นหุ้นส่วนเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนของสิ่งนี้จริงๆละก็ ต่อให้หลินหยางจะแบ่งกำไรให้แค่ส่วนเดียวก็ตามแต่นั่นก็พอที่จะยกระดับตระกูลจ้าวให้กลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งได้อย่างไม่ยากลำบากแล้ว

            นี่แหละสาเหตุที่ทำให้จ้าวเหวินชางประจบสอพลอใส่หลินหยางขนาดนั้น

            ตอนนี้เขาก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วที่เหลือก็แค่รอฟังข่าวจากจ้าวเหวินชางตอนพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น

            หลินหยางค่อยๆ จมลงสู่ห้วงลึกของการฝึกพลังอีกครั้ง

            เช้าวันต่อมา

            จ้าวเหวินชางก็รีบวิ่งมาที่ห้องอันเสียนอย่างรวดเร็วราวกับลูกหมาที่กำลังจะได้ของเล่น

            “พี่หลิน พี่หลิน!” เขายืนตะโกนเรียกจากด้านนอก

            พอหลินหยางเปิดประตูออกมาก็เห็นจ้าวเหวินชางกำลังแย้มยิ้มจนหน้าบานเป็นวงกลม

            “สำเร็จแล้วรึ?” หลินหยางเอ่ยปากถาม

            จ้าวเหวินชางก็ตอบกลับมาว่า “ใช่แล้ว ข้าได้จัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้แล้วเดี๋ยวพวกเราจะไปที่โรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮุยยื่อกันมีแค่ที่นั่นเท่านั้นถึงจะคู่ควรกับสมบัติของท่าน”

            “ดีมาก” หลินหยางประทับใจกับความสามารถในการดำเนินการของจ้าวเหวินชางมาก

            ก่อนที่หลินหยางจะหาวัตถุดิบระดับสี่ได้นั้น เขาต้องหาเงินก่อน

            โรงประมูลคือสถานที่หาเงินที่ดีที่สุดและเป็นอย่างที่จ้าวเหวินชางว่า ถ้าจะหาก็ต้องหาโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้นเพราะถ้าเป็นโรงประมูลขนาดเล็กละก็มันไม่มีทางตอบสนองความต้องการของหลินหยางได้แน่

            และในขณะเดียวกัน หลินหยางก็สามารถค้นหาวัตถุดิบที่เขาต้องการจากที่นี่ได้เช่นกันยิงปืนนัดเดียวได้นกพร้อมกันถึงสองตัว

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน