ปริศนาดาววิมุตติ เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด

    เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด 1.32. เกิดเหตุใหญ่ขึ้น

     

    ที่กลางสนามหน้าเสาธงโรงเรียน นักเรียนแต่ละชั้นเรียนเข้าแถวเดินเรียงกันเข้าห้องเรียนอย่างเป็นระเบียบ ห้องเรียนชั้น ม. 6/1  แฮ็มกะแป็งนั่งอยู่โต๊ะริมข้างหลังฝั่งประตูห้องเรียน เขาหยิบหนังสือออกจากกระเป๋าเป้สีเทาที่หิ้วไปไหนมาไหนทุกวัน

     

    วันนี้ชั่วโมงเช้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ แฮ็มกะแป็งนึกทบทวนการบ้านที่อาจารย์นิรมลสั่งให้ทำเมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วหยิบงานในแฟ้มออกมาเตรียมนำส่งอาจารย์ อาเธอร์นั่งติดกับแฮ็มกะแป็ง ส่วนบุ๋นนั่งอยู่แถวถัดไป มีทางเดินแคบ ๆ คั่นกลางระหว่างบุ๋นกับอาเธอร์ ส่วนหวันนั่งกับกระปุกอยู่โต๊ะที่สองแถวริมหน้าต่างด้านใน

     

    เสียงเดินของอาจารย์ก้าวเข้ามาในห้อง แต่ผู้ที่เข้ามากลับไม่ใช่อาจารย์นิรมลเหมือนเคย ปรากฏเป็นอาจารย์เยาวมาลย์ที่สอนวิชาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเข้ามาสอนแทนอาจารย์นิรมลในวันนี้ นักเรียนในชั้นเรียนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความสงสัย อาจารย์เยาวมาลย์เข้ายืนข้างโต๊ะครูกลางห้องเรียน ก่อนจะกล่าวแจ้งให้นักเรียนทราบว่า

    “สวัสดีจ้ะ นักเรียนทุกคน ไม่ต้องทำหน้างงนะ คือวันนี้อาจารย์นิรมลมีธุระด่วนขอลา ครูจึงมาสอนแทนในชั่วโมงนี้”

     

    นักเรียนทุกคนทำหน้าอ๋อ แล้วก็เข้าเรียนไปตามปกติ หวันรู้สึกว่าวันนี้มีอะไรแปลก ๆ ตั้งแต่เช้า เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงครึ่งที่มาถึงโรงเรียน ก็มีเรื่องให้คิดให้สงสัยมากมาย 

     

    ตอนสาย เวลาประมาณสิบโมงเช้าหลังจากเรียนไปแล้วสองวิชา พวกนักเรียนก็มีเวลาพักสิบห้านาที ในช่วงเวลาพักนี้ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มักไปหาอะไรกินเล่นหรือหาน้ำดื่มกันที่โรงอาหาร

     

    วันนี้ที่โรงอาหารก็ดูจะมีการซุบซิบพูดคุย จับกลุ่มกันเป็นพิเศษระหว่างเจ้าของร้านขายอาหาร มีเฮียเต๋าขายข้าวหมูแดงยืนคุยกับป้าแก้วร้านข้าวแกงและน้ากาหลงร้านขายน้ำ มีน้าลำดวนที่ดูแลทำความสะอาดมารวมกลุ่มสนทนาด้วย

     

    อีกกลุ่มหนึ่งเป็นร้านขายขนมของพี่เสาว์ ที่ตอนนี้พูดคุยอย่างหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับพี่วัฒน์คนขายลูกชิ้นทอดและลุงหนอที่ขายก๋วยเตี๋ยวไก่ หน้าตาท่าทางเหมือนคุยเรื่องน่าตกใจ แฮ็มกะแป็งและอาเธอร์เดินไปที่ร้านน้ากาหลงเพื่อซื้อน้ำ น้ากาหลงยังยืนฟังป้าแก้วคุยเพลินอยู่

     

    “นี่เกิดขึ้นอีกแล้วหรือ มันผ่านมาหลายสิบปีแล้วนะ ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่เรื่องเล่าเรื่องลือ” ป้าแก้วเสียงสั่นเวลาคุย “สมัยก่อนเด็กนักเรียนคนนั้นก็ตกใจขวัญหนีดีฝ่อจนย้ายโรงเรียนไปเลย”

     

    “สมัยนั้นเตี่ยยังขายข้าวหมูแดงอยู่ เตี่ยก็เคยเล่าให้ฟัง” เฮียเต๋าพูดขึ้น “เขาว่าเด็กคนนั้นตกใจจนจับไข้อยู่โรงพยาบาลตั้งหลายวัน ไม่รู้ไปเห็นอะไรเข้า บรื๊อส์ พูดแล้วขนลุกเลย” เฮียเต๋าปิดตาปี๋ เอามือลูบสองข้างลูบแขนตัวเองแล้วกอดไว้ที่อก

     

     “ลองไปถามลุงชิดแกทีสิ นั่นแหละรู้จริงทุกเรื่อง แกแทบจะเป็นเครื่องบันทึกของทุกเหตุการณ์เลยแหละ” น้ากาหลงพูดขึ้น รู้สึกหนังศีรษะวาบๆ เหมือนผมจะตั้งชันขึ้น “เอ๊อ ไม่รู้มีจริงหรือเปล่านะ รากษสยักษ์มารที่หอคอยห้องสมุดน่ะ?”

     

    “กาหลงอย่าพูดสิ พี่กลัวนะ พี่ต้องทำความสะอาดตึกเรียนและห้องสมุดทุกเย็นวันศุกร์ด้วย” น้าลำดวนตบแขนน้ากาหลง สีหน้าหวาดวิตกไม่น้อย

     

    พอดีน้ากาหลงเหลือบไปเห็นแฮ็มกะแป็งและอาเธอร์ รวมทั้งเด็กคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่หน้าร้านสักครู่หนึ่งแล้ว 

    “อ้าว เด็ก ๆ ลงมากันแล้ว ขอโทษทีจ้ะ มัวแต่คุยไม่ทันเห็น” น้ากาหลงพูดแล้วก็รีบเดินมาขายน้ำให้พวกเด็กนักเรียน

     

    แฮ็มกะแป็งพาอาเธอร์ถือแก้วน้ำมานั่งรวมกับบุ๋นที่กำลังกินลูกชิ้นอยู่ 

    “บุ๋น ได้ยินพวกป้าแก้วเขาคุยกันหรือเปล่า ดูเหมือนมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นในโรงเรียนนะ?”

     

    “ได้ยินอยู่เหมือนกัน ตอนไปซื้อลูกชิ้น กูเห็นพี่วัฒน์คุยกับพวกลุงหนอ ท่าทางเครียดเชียว เดี๋ยวจะลองไปสืบเรื่องดูก่อน”

     

    บุ๋นหาจังหวะที่ร้านพี่วัฒน์เริ่มลูกค้าซาลง เดินนำแฮ็มกะแป็งมาที่ร้านลูกชิ้น  อาเธอร์นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว

     

    “พี่วัฒน์ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ? เห็นพวกพี่จับกลุ่มคุยกันใหญ่” บุ๋นถามด้วยความสนิทสนมเพราะซื้อลูกชิ้นกินบ่อย

     

    นายวัฒน์ยิ้มซีด ๆให้บุ๋น 

    “ลูกอาจารย์นิรมลไปเล่นซ่อนหากันบนห้องสมุดในวันเสาร์ที่ผ่านมา โรงเรียนเขาเปิดแค่ครึ่งวันให้พวกอาจารย์เขาประชุม หลังเที่ยงก็ปิดประตู ลูกอาจารย์เลยติดอยู่ในห้องสมุดคนเดียวจนถึงเวลาค่ำ” 

     

    “แล้วอาจารย์ไม่ได้พาลูกกลับบ้านไปด้วยหรือพี่วัฒน์?” แฮ็มกะแป็งถามขึ้นด้วยความตกใจ

     

    นายวัฒน์เล่าว่า “เห็นว่าอาจารย์เข้าใจผิดคิดว่าน้องเขากลับไปกับพ่อก่อนแล้ว พอเลิกประชุมอาจารย์นิรมลก็ไปทำธุระต่อโดยไม่ได้โทรเช็คสามีแก ส่วนสามีของอาจารย์ก็ไม่รู้เรื่องนึกว่าน้องอยู่กับแม่ ต่างคนต่างเข้าใจเลยปล่อยน้องไว้ที่ห้องสมุดคนเดียว”

     

    แฮ็มกะแป็งหน้าซีดตกใจ รู้สึกหูอื้อตัวเย็นเฉียบ

     

    บุ๋นก็มีสีหน้าเป็นห่วงไม่น้อย ถามขึ้นว่า “แล้วน้องไม่ได้ร้องเรียกให้ใครช่วยหรือพี่วัฒน์?”

     

    “น่าจะร้องเรียกอยู่แล้วล่ะ แต่บังเอิญตอนบ่ายถึงค่ำวันเสาร์ไม่มีใครอยู่เลย ปกติมีอาจารย์วิชชา พี่คม และก็ลุงชิด แต่ว่ากันว่าพอดีอาจารย์วิชชาไปโรงพยาบาลกับอาจารย์พิชัยเพื่อไปเยี่ยมอาจารย์ไพรวัลย์ ส่วนพี่คมกลับไปที่บ้านของตัวเองที่โครงการสวัสดิการ แล้วลุงชิดก็ไปงานศพญาติแกที่เมืองนนท์”

     

    “แล้วรู้กันได้ยังไงว่าน้องตกค้างอยู่ที่ห้องสมุด พี่วัฒน์?” แฮ็มกะแป็งถามเสียงสั่น พลันนึกไปถึงเด็กนักเรียนหญิงที่ไปเล่นซ่อนหากันเมื่อวันเสาร์

     

    “ก็อาจารย์นิรมลน่ะสิ พอเจอสามีแต่ไม่เจอลูก ก็ตกใจเลย รีบติดต่อมาที่อาจารย์วิมลฝ่ายปกครอง อาจารย์วิมลก็รีบแจ้งท่าน ผอ. แล้วก็แจ้งอาจารย์วิชชา คราวนี้ค้นหาตัวกันให้ควั่ก พอดีอาจารย์วิชชากลับมาช่วงค่ำไปเจอตัวเข้าที่ห้องสมุด น้องก็มีอาการตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้ว”  พี่วัฒน์เล่าละเอียดยิบยิ่งกว่าเห็นเหตุการณ์เอง

     

    “แล้วตอนนี้น้องเขาเป็นยังไงบ้างล่ะ?” แฮ็มกะแป็งร้อนใจถามละล่ำละลักด้วยความเป็นห่วง

     

    “อันนี้ก็ไม่รู้แล้วล่ะ เห็นพี่ลำดวนแกว่า เด็กมีอาการเพ้อ กลัวไปหมด หน้าซีดปากสั่น ดูเหมือนไม่ได้สติเลย” พี่วัฒน์ตอบ

     

    เสียงออดเรียกเข้าห้องดังขึ้นอีก บุ๋นและแฮ็มกะแป็งรีบลาพี่วัฒน์ แล้วพากันเดินกลับไปที่ห้องเรียน แฮ็มกะแป็งเดินหน้าเครียดกลับห้องเรียน พลางคิดถึงลูกของอาจารย์นิรมลซึ่งเพิ่งเข้าเรียนชั้น ม.1  

     

    เขานึกโกรธตัวเองจริง ๆ ที่มัวแต่ขลาดกลัวเรื่องไม่เป็นเรื่อง  จึงไม่กล้าที่จะเดินขึ้นไปตรวจดูห้องสมุดก่อนกลับว่ายังหลงเหลือเด็กนักเรียนที่เข้าไปแอบซ่อนอยู่หรือเปล่า เลยทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา


    คล้ายกับเรื่องปริศนาดาววิมุตติ เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด ที่คุณอ่าน