ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 39 แผนร้าย
ปัง!
แรงตบจากฝ่ามือของชายคนหนึ่ง ทำเอาโต๊ะไม้ที่อยู่ตรงหน้าแตกกระจายเป็นชิ้นๆ พลังงานของอเวกระดับห้าปะทุออกมาจนเกิดเสียงหวีดหวิวในอากาศ
ชายผู้นั้นก็คือการาวิโต้ หัวหน้าตระกูลบัตส์คนปัจจุบัน ที่บัดนี้กำลังตกอยู่ในอารมณ์โกรธอย่างมิอาจยับยั้ง
“ไอ้พวกตระกูลพีไรซ์กับสมาคมการค้านั่น!” การาวิโต้กำหมัดแน่น ปลดปล่อยพลังออกมาจนคนรอบข้างรู้สึกอึดอัดไปหมด
ตอนนี้ภายในห้องมีสมาชิกอาวุโสของตระกูลบัตส์อยู่ด้วยกันหลายคน ทุกคนล้วนเป็นอเวกระดับสี่กันแทบทั้งหมด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหัวหน้าตระกูลที่กำลังโกรธเกรี้ยวต่างก็ไม่มีใครกล้าขยับ ยกเว้นเพียงแค่คนเดียว
“โปรดสงบอารมณ์ของเจ้าหน่อยเถิด” ชายชราผมขาวกล่าวออกด้วยเสียงเรียบนิ่ง
การาวิโต้หันไปมองชายชราด้านขวามือของตนเล็กน้อย สำหรับชายชราผู้นี้ แม้แต่ตนเองที่เป็นหัวหน้าตระกูลก็ยังต้องให้ความเคารพอยู่หลายส่วน
เขามองชายชราครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“ขออภัยท่านอา ข้าเพียงแค่หงุดหงิดใจมากเกินไปหน่อย” ชายเคราแพะหัวหน้าตระกูลกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนลง แต่ความโกรธก็ยังคุกรุ่นอยู่ภายใน
คนตรงหน้ามีศักดิ์เป็นถึงอาของตนเอง ทั้งยังเคยเป็นอเวกระดับที่ห้ามาก่อน แต่เพราะอาการบาดเจ็บในอดีต ระดับพลังจึงตกลงมาอยู่ที่ระดับสี่ ทำให้ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลตกมาเป็นของการาวิโต้แทนหลังจากที่หัวหน้าตระกูลรุ่นก่อนเสียชีวิตไป
“ในช่วงเร็วๆ นี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับตระกูลบัตส์มากจนเกินไป ทั้งพวกนักฆ่าหัวใจทมิฬที่มันเชิดเงินของพวกเราไป ไม่คิดแม้แต่จะลงมือทำอะไร พอรับเงินไปครึ่งหนึ่งก็หายเข้ากลีบเมฆ......” เรื่องนี้ทำให้มันอับอายอย่างมาก ชายเคราแพะถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อ
“ข้าใช้กำลังคนตามหาพวกมันอยู่นานสองนานแต่ก็ไร้วี่แวว ส่วนจะให้ไปมีเรื่องกับสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬโดยตรงก็ไร้ปัญญาจะจัดการ เพราะพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าเรามาก หากมีปัญหาด้วย เรื่องราวคงไม่ได้จบลงอย่างง่ายดาย สรุปแล้วทุกอย่างก็มีแต่เสียกับเสีย”
“แล้วเรื่องที่ข้าสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของตระกูลพีไรซ์เล่า? เจ้าไปตรวจสอบมาหรือยัง” ชายชราผมขาวกล่าวถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เรื่องนี้ข้าเองก็สงสัยอยู่บ้าง แต่ว่ากันตามจริงแล้ว ตระกูลพีไรซ์ไม่ได้มีความสามารถมากขนาดนั้น หากพวกมันสามารถจัดการนักฆ่าสองคนได้อย่างหมดจดขนาดนั้น ป่านนี้ตระกูลของพวกเราคงตกที่นั่งลำบากไปนานแล้ว”
“อีกอย่างตระกูลของพวกมันแทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย หัวหน้าตระกูลและกลุ่มคนที่แข็งแกร่งภายในตระกูลก็ไม่ได้ประจำการอยู่ภายในเมืองเวลานั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นฝีมือพวกมัน” การาวิโต้ตอบอย่างมั่นใจ แม้ตัวมันจะสงสัยตระกูลพีไรซ์อยู่บ้าง แต่หลักฐานหลายๆ อย่างก็ไม่อาจบ่งชี้ไปถึงตระกูลพีไรซ์ได้ มันจึงตัดความเป็นไปได้นี้ออกไป
“หลังจากเหตุการณ์นั้น พวกเรายังถูกลอบโจมตีจากตัวตนลึกลับ ดีที่คนในตระกูลของพวกเราไม่ได้เป็นอะไร มีแค่แขกที่เสียชีวิตและอาคารบางส่วนพังเสียหายเท่านั้น” การาวิโต้หันไปมองชายชราผมขาวครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ว่า
“มันเป็นเรื่องดีแล้วใช่หรือไม่ที่ปล่อยให้สายลมหมื่นพิษตายไปโดยที่เราไม่ช่วยเหลือ?”
ในฐานะหัวหน้าตระกูล มันเองต้องการยืมมือคนอื่นในการทำเรื่องเลวร้ายอยู่แล้ว การมีสายลมหมื่นพิษเป็นแขกของตระกูล มันสามารถหลอกใช้งานอีกฝ่ายได้ไม่ยาก แต่แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ต้องการจะใช้ประโยชน์จากพวกเขาเหมือนกัน
“นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว การปล่อยให้คนบ้าเช่นมันมีชีวิตอยู่ต่อไปมีแต่จะยิ่งเป็นอันตรายต่อพวกเรา เราใช้ประโยชน์จากมันได้ มันก็เห็นเราเป็นเครื่องมือได้ไม่ต่างกัน อีกอย่างมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่ควรค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่ กับอีแค่ตระกูลชั้นต่ำยังจัดการไม่ได้เลย” ชายชราผมขาวตอบรับกลับไปโดยที่ไม่มีความลังเลในแววตาแม้แต่น้อย
สมาชิกอาวุโสหลายๆ คนที่อยู่ภายในห้องก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง สิ่งใดที่เป็นอันตรายและไร้ประโยชน์ สุดท้ายก็ควรจะกำจัดทิ้งไป ถือเป็นโชคดีสำหรับตระกูลของพวกมันแล้วที่จู่ๆ ก็มีคนมากำจัดอันตรายให้
ความจริงแล้วอาการของสายลมหมื่นพิษนั้นเป็นตายเท่ากัน ยังพอมีหนทางรักษาอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วทั้งตระกูลก็ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า คนที่บ้าคลั่งและเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นผักปลาเช่นนี้อันตรายเกินไป หากตระกูลบัตส์หมดประโยชน์เมื่อไหร่มันอาจจะกลับมาแว้งกัดได้ จึงปล่อยร่างอันบาดเจ็บทรมานให้ตกตายกลางเปลวไฟ
นอกจากการกำจัดอันตรายแฝงแล้ว ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งหากสายลมหมื่นพิษตายไป ตระกูลของพวกมันยังได้รับยาพิษบางส่วนซึ่งเป็นคอลเลกชันสะสมของผู้ตายมาอีก
พิษร้ายแรงจำนวนมากบัดนี้ตกอยู่ในมือของตระกูลบัตส์ การจะฆ่าสังหารตระกูลใดสักตระกูลหนึ่งได้ด้วยพิษจำนวนนี้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแต่พวกเขาไม่อาจทำได้อย่างโจ่งแจ้ง เพราะภายในเมืองยังมีเจ้าเมืองที่เป็นถึงอเวกระดับแปด หากเขาใช้ของพวกนี้อย่างไม่ระวังคงถูกเจ้าเมืองลงโทษอย่างหนักจนถึงขนาดที่ตระกูลบัตส์อาจหมดสิ้นอำนาจภายในเมืองไปเลยก็ได้
ปกติแล้วผู้ครองเมืองขนาดเล็กมักจะไม่ได้เป็นอเวกระดับสูง แต่กับเมืองปากัสนั้นค่อนข้างพิเศษไม่น้อย ได้ยินว่าเจ้าเมืองนั้นมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้คนในเมืองขนาดใหญ่ จึงไม่แปลกที่เจ้าเมืองจะเป็นถึงอเวกระดับแปดได้
การาวิโต้ฟังคำพูดของชายชราและเห็นท่าทางของกลุ่มผู้อาวุโสด้านหลังก็มั่นใจมากขึ้นกับการตัดสินใจที่ได้ทำลงไป
“เช่นนั้นก็ดี โชคดีที่คู่อริของสายลมหมื่นพิษมันไม่ได้สนใจตระกูลบัตส์ของพวกเรา ไม่เช่นนั้นเรื่องราวคงไม่ได้จบง่ายๆ เพียงนั้น” ชายเคราแพะรำพึงกับตนเอง
“เอาเถอะ ข้าคงจะเครียดมากเกินไป อารมณ์จึงไม่มั่นคงเท่าไหร่”
“แล้วเจ้าล่ะกราเซียส ได้เรื่องอะไรมาบ้างหรือไม่ ช่วงนี้การป้องกันภายในตระกูลพีไรซ์อ่อนแอลงบ้างหรือไม่ บางทีเราอาจจะสร้างความปั่นป่วนให้พวกมันได้บ้าง?” การาวิโต้หันไปหาชายร่างเล็กที่นั่งอยู่ซ้ายมือของตน
“เรียนหัวหน้าตระกูล......ในช่วงหลายวันมานี้ ตระกูลพีไรซ์จะส่งคนหมุนเวียนออกมาตลอด แทบจะไม่มีใครได้รับหน้าที่ซ้ำกันเลย พวกมันจัดสรรคนได้อย่างพอดิบพอดี หมุนเวียนกันออกมารับหน้าที่ที่ได้จากเจ้าเมืองตลอด” กราเซียส ชายร่างเล็กตอบกลับมาทันที ตัวมันได้รับหน้าที่ให้ไปตรวจดูความเคลื่อนไหวของตระกูลพีไรซ์ในช่วงหลายวันมานี้ เพื่อหาจุดอ่อนภายในตระกูลอีกฝ่าย แต่น่าเสียดายที่ไม่พบจุดใดที่อ่อนแอเลย
“ข้าคิดว่าการมุ่งเป้าโจมตีไปที่เขตตระกูลของอีกฝ่ายอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก แต่ข้าพอจะมีวิธีอื่นที่สามารถเล่นงานตระกูลพีไรซ์อย่างเจ็บแสบได้อยู่หากท่านอนุญาตให้ข้าได้บอกกล่าว” ชายร่างเล็กประสานมือไว้ตรงหน้า
“ว่ามา” การาวิโต้ให้สัญญาณว่าตนเองอนุญาต เขาก็อยากจะรู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายจะเสนอแผนการอะไร
“ข้าคิดว่าการพุ่งเป้าไปที่ตระกูลพีไรซ์อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในเวลานี้ ถึงต่อให้เราสร้างสถานการณ์ได้ พวกมันก็ไม่ได้รับผลกระทบมากมายอะไรนัก ใช้เวลาเพียงไม่นานก็คงฟื้นตัวขึ้นมาได้” ชายร่างเล็กหรี่ตาลงแล้วพูดต่อว่า
“แต่หากพุ่งเป้าไปที่สมาชิกคนใดคนหนึ่ง ข้าเห็นว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ทรัพยากรบุคคลไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นมาได้โดยง่าย หากหายไปคนหนึ่งย่อมใช้เวลานานหลายปีในการฟูมฟักขึ้นมาใหม่” ในขณะที่ชายร่างเล็กพูด ทุกคนก็คิดตามไปด้วย
“ในเมื่อเขตตระกูลพีไรซ์มันมีการป้องกันที่แน่นหนา เราก็พุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนที่ออกมาทำภารกิจของเจ้าเมืองแทนเสียสิ โดยเฉพาะคนที่ออกไปนอกเมือง” ชายร่างเล็กที่ชื่อกราเซียสแสยะยิ้มออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์
“เจ้าจะบอกว่าเราต้องสร้างปัญหาให้กับสมาชิกตระกูลพีไรซ์ที่ออกมาทำภารกิจ? ถ้าเช่นนั้นเราจะไม่ถูกคนอื่นในเมืองปากัสตำหนิเอาหรือ?” สมาชิกอาวุโสคนอื่นที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
คำถามนั่นทำให้กราเซียสยิ้มกว้างขึ้นไปอีกก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ผิดแล้ว เราไม่ได้จะสร้างปัญหาให้กับพวกมัน แล้วพวกเราก็จะไม่ถูกคนในเมืองตำหนิด้วย”
“แผนก็คือพวกเราจะฆ่ามันทิ้งต่างหาก! ฆ่ามันหมกป่าไม่ให้มันมีชีวิตรอดกลับเข้าไปในเมืองได้อีก เมื่อกลับเข้าไปแจ้งข่าวไม่ได้ ก็จะไม่มีใครตำหนิว่าเป็นความผิดของเรา” ชายร่างเล็กยังคงไม่หยุดยิ้มยามเมื่อพูดถึงความคิดสุดบรรเจิดของตน
“ข้าทราบมาว่าตระกูลของเรารับหน้าที่ลาดตระเวนพื้นที่รกร้างรอบเมืองอยู่สองครั้งในสัปดาห์นี้ หากเราจัดการตารางดีๆ หลบเลี่ยงช่วงเวลาที่เจ้าเมืองออกมาด้านนอกแล้วล่ะก็ นี่เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราส่งคนไปกลุ้มรุมสังหารคนจากตระกูลพีไรซ์ได้อย่างง่ายดาย หมกศพมันไว้ภายในป่า โยนความผิดไปให้สัตว์อสูร เท่านี้พวกเราก็กำจัดคนจากตระกูลพีไรซ์ไปได้หนึ่งคนโดยไม่ไดัรับความเสี่ยงอะไร”
คำพูดของกราเซียสทำให้ทุกคนนิ่งคิด แผนการนี้ช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน หากทำได้จริงเท่ากับเป็นการลดความสามารถของคู่แข่งไปได้ไม่น้อย
“สิ่งที่เจ้าพูดมาก็นับว่าน่าสนใจ แต่การส่งคนจำนวนมากออกไปนอกเมืองย่อมเป็นที่ผิดสังเกตจากกลุ่มคนที่เฝ้าประตูเมือง หากเป็นวันนั้นเป็นหน้าที่ของตระกูลพีไรซ์ เห็นทีจะยากสักหน่อยหากจะไม่ให้เรื่องโยงมาถึงพวกเรา ไหนจะช่วงเวลาการทำงานที่ไม่แน่นอนของเจ้าเมืองอีก” การาวิโต้ตอบกลับแผนการของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
อีกฝ่ายเองก็เข้าใจในจุดนี้เช่นเดียวกันจึงจมอยู่ในความคิดของตนเองต่อไป
“ทางออกของเรื่องนั้นไม่ได้ยาก” ชายชราผมขาวที่เงียบไปนาน ในที่สุดก็เปิดปากพูดอะไรบางอย่างออกมา
ความสนใจของทุกคนภายในห้องพุ่งมาที่ผู้พูดทันที
“หากเราออกจากเมืองทางประตูทิศตะวันตกไม่ได้ ก็ส่งคนออกไปเพิ่มจากทิศอื่นก็สิ้นเรื่อง อาจจะเดินทางไกลหน่อย แต่พวกเรามีเวลาเตรียมการมากพออยู่แล้ว ทยอยส่งคนออกไป นั่นจะทำให้กองกำลังของเราไม่เป็นที่ผิดสังเกต” ชายชรายังคงพูดต่อไป
“ส่วนเรื่องของเจ้าเมือง เรื่องนี้ก็ไม่ยากอีกนั่นแหละ เพียงแค่ต้องทำให้เวลาที่ฮานจะออกจากเมืองนั้นแน่นอน แค่นี้ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผนของเราแล้ว” ชายชรากล่าวอยู่เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่พูดออกไปล้วนทำให้ทุกคนคิดได้
“ตกลง! พวกเจ้าจงหาเวลาลงมือที่เหมาะสม ส่วนข้าจะไปเตรียมการสำหรับถ่วงเวลาเจ้าเมืองให้เอง” การาวิโต้สั่งการทันทีที่ได้ฟังคำแนะนำของชายชราผมขาว
เป็นอย่างที่ชายชราผมขาวกล่าว ทุกเรื่องล้วนมีทางออกเสมอหากคิดอยากจะทำ ตัวมันที่เป็นถึงหัวหน้าตระกูลย่อมเข้าใจความหมายโดยนัยนั้นดี
หากไม่รู้เวลาที่แน่นอนก็ทำให้มันแน่นอนซะก็สิ้นเรื่อง
เห็นทีว่าตัวมันจะต้องไปเตรียมสร้างสถานการณ์บางอย่างให้เจ้าเมืองไม่อาจจะออกนอกเมืองได้ยามที่แผนการของพวกตนกำลังดำเนินอยู่เสียแล้ว
การาวิโต้ลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป