ขณะที่เริ่มเข้าสมาธิขั้นต้นเล้งปวยจะสามารถเข้าไปพบหลินซีในห้วงแห่งจิตได้แต่หากจิตหยั่งลึกลงไปถึงระดับเข้าฌานแล้วก็จะปิดการติดต่อใดๆโดยสิ้นเชิง ดังนั้นวันนี้ก่อนเข้าฌาณเขาจึงแวะเข้าไปหาหญิงสาวก่อน
เห็นนางที่กำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานนั้นดูร่าเริงสดใสขึ้นกว่าเดิมล็กน้อย เขาพอใจจยิ้มนิดๆที่มุมปากขึ้นมา และเผอิญตอนนั้นางมองเห็นเขาพอดี
“นึกว่าเจ้าจะรีบไปเข้าฌาณ เลยยังไม่ได้คุยกับเจ้าเรื่องเคล็ดเปลี่ยนร่างย้ายกระดูกที่อาจารย์เพิ่งสอนเจ้า เจ้าแปลกใจที่ใช้เคล็ดวิชาได้แทบจะทันทีเลยบ้างไหม”
“ใช่ๆๆ มันอย่างเจ้าว่าจริงๆ พอข้าดูปุ้บ คล้ายจำได้และเข้าใจในเคล็ดนั้นจนใช้ได้ทันทีเลย หรือเจ้ารู้ว่าเพราะอะไร”
“ถูกต้องนับว่าอาจารย์เจ้าลึกล้ำมิใช่น้อย คำตอบแทบทั้งมวลจากนี้ไปของเจ้าย่อมเพราะการวางพื้นฐานให้เจ้าเข้าฌาณในการฝึกแรกๆ จนพูดได้ว่า การฝึกฝนทางห้วงวิญญาณของเจ้านั้นก้าวหน้าไปถึงขั้นสวรรค์เบื้องต้นแล้ว”
“อาจารย์ก็บอกข้าเช่นเจ้าเลย หลินซี เช่นนี้ข้าพอจะให้เจ้าเป็นผู้ฝึกซ้อมให้ได้หรือไม่”
“อืม ดูพลังของเจ้าตอนน้ีน่าจะพอได้อยู่” นางคล้ายยังไม่แน่ใจนัก
“เช่นนั้นข้าก็ต้องลองดูหละสิเชิญ” โดยไม่ได้รีรอ เล้งปวยตั้งท่าเริ่มต้นขึ้นด้วยพลังปราณอันสูงสุดไหลทะลวงไปตามร่างกายทันทีอย่างไม่รอช้า
เงาร่างของมันพลันกลายเป็นเส้นสายแห่งพลังอันมหาศาลหนุนเนื่องเข้าหานางคลืนๆๆทันทีแต่พอพลังนั้นพุ่งเข้าไปถึงตัวนางนั้น นางเพียงตะหวัดมือเบาๆพลังทั้งมวลของเล้งปวยก็พลันสลายไปในอากาศธาตุอย่างไร้ร่องรอย ดุจไม่เคยมีมาก่อน
“อีกครั้ง!!” มันตะโกนก้อง ครานี้มันใช้พลังถึงสิบสองส่วนออกไป เสียงคลืนคลันน่ากลัวกว่าเดิมมากมายยิ่ง แต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม คืออีกฝ่ายแทบจะยังไม่ทันได้ออกแรงแต่อย่างใดพลังนั้นก็สูญหายไปอยู่ดี แต่เช่นนี้หาได้หยุดยั้งชายหนุ่มลงได้ไม่ มันยังคงมานะต่อไป
ผ่านไปราวๆหนึ่งชั่วยามแล้วที่เล้งปวยได้ทุ่มเทพลังฝีมือทั้งหมดทั้งมวลออกไป แต่ก็ไม่ระแคะระคายอีกฝ่ายได้เลย จนมันต้องตกตะลึงอย่างแตกตื่นขึ้นมา
“สวรรค์ นางมีพลังอยู่ขั้นใดกันแน่นี่” มันที่ได้ต่อสู้อย่างสมใจอยากมาร่วมชั่วยามกว่าๆจนหอบหายใจหนักหน่วง พลังแทบไม่เหลืออยู่อีกแล้วแต่อีกฝ่ายคล้ายยังไม่ได้ออกกำลังด้วยซำ้ไป เล้งปวยจึงหยุดลงแค่นั้น
“พลังของเจ้ารุดหน้ากว่าที่ข้าคิดมากนัก จนพลังที่สะท้อนกลับไม่ได้เป็นอันตรายต่อเจ้าแล้ว เช่นนี้เจ้าอาจมาฝึกกับข้าได้ทุกวัน แต่มีข้อแม้หากมีเวลาเจ้าต้องพาข้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง” นางพูดด้วยท่าทีเงียบเหงา จนเล้งปวยก้าวเข้าไปกุมมือนางเป็นการปลอบใจ
“ได้ เช่นนั้นข้าจะมาฝึกกับเจ้าทุกวัน” มันบอกอีกฝ่ายด้วยท่าทีกระตือรือร้น ก่อนที่จะถอนจิตออกมาจากห้วงจิตวิญญาณ แล้วเข้าฌาณต่อไป
เล้งปวยจะเฝ้าฝึกฝนหนักหน่วงเช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งผ่านไปยี่สิบกว่าวันแล้ว ที่เล้งปวยเข้าไปฝึกต่อสู้กับหลินซีภายในห้วงจิตซึ่งความหนักหน่วงรุนแรงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกๆวันทั้งเวลาที่ใช้ในวันแรกเพียง หนึ่งชั่วยามก็หยุดลงด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณเขาหมดไป แต่ในล่าสุดวันนี้เขาสู้ได้นานถึงสามชั่วยามเต็มๆ
ตอนนี้เขาเองก็รับรู้ได้ถึงความสมบูรณ์แห่งพลังจิตวิญญาณแห่งตนที่แตกต่างไปจากทุกวันที่ผ่านมา มันดูมีความกระเหี้ยนกระหือรือในการต่อสู้ยิ่งนัก วันนี้เขาเข้าไปหาหญิงสาวในห้วงจิตวิญญาณเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ข้าเองยอมรับในความมุมานะของเจ้าไม่น้อยเลยนะ” เสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นมา เมื่อมองเห็นอีกฝ่าย “หือ! วันนี้เจ้าดูเปลี่ยนไปมากนี่ เจ้ารู้ตัวไหม” นางพลันอุทานอย่างตื่นเต้นนิดๆ
“ ข้าเพียงรู้สึกว่าตัวเองกระหายการต่อสู้ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุได้”
“เช่นนั้นมา มา เอาให้เต็มอิ่มเลย” นางพูดอย่างอารมณ์ดี
ร่างของนางพลันลอยละลิ่วเข้าหาพร้อมสะบัดฝ่ามือเจ้าใส่อีกฝ่ายก่อนเลย ในหลายวันที่ผ่านมานั้น แม้มีบ้างที่ยามเล้งปวยรุกไล่เข้าหาอย่างสุดแรงอาจจะถึงขั้นทำให้นางถอยได้บ้างแต่นางก็ไม่เคยลงมือใส่เขาตรงมาก่อนเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นคราแรกที่ทั้งคู่หักหาญกันตรงๆ
ตูม!!!!!!!!!!!! คลืน!!!!!!!!!!!!!คลืน!!!!!!!!!!!!!
เสียงระเบิดอันสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น จนก่อเกิดวงกระเพื่อมแห่งคลื่นของมวลบรรยากาศขนาดยักษ์ กดกระแทกเข้าใส่บรรยากาศอบข้างจนบิดเบี้ยวกระจัดกระจายจนสียงหวีดหวิวบังเกิดขึ้น
“ไฮ้! จะ … เจ้า ถึงกับ รับหมัดข้าได้เชียวเหรอ” เมื่อนางได้เห็นกับตาว่าเขาเพียงถลาถอยไปสามก้าวเท่านั้นแทนที่จะปลิวกระเด็นไป
“ลองรับอีกสักหมัดสองหมัดซิ”
ตูม !!!!!!!!!!!! ตูม !!!!!!!!!!!!! คลืน !!!!!!!!!!!!!! คลืน ๆๆๆๆๆๆๆ
คราวนี้เล้งปวยเพียงถลาถอยไปห้าหกก้าว เขากลับบังเกิดความฮึกหาญ จนกู่ก้องกังวาน ทะยานเข้าบุกใส่นางบ้าง จากนั้นทั้งสองผลันกันรับผลัดกันรุกอยู่ตลอดเวลา แม้เล้งปวยจะดูตกเป็นเบี้ยล่างอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงฝืนต่อสู้ได้ไปอีกยาวนาน เพราะหลินซีได้ลดพลังลงเล็กน้อย กระทั่งสามชั่วยามผ่านไป ค่อยหยุดยั้งการฝึกลง
“นี่เด็กน้อย…” นางรีบพูดขึ้นมา แต่ก็ต้องหยุดกึกเมื่ออีกฝ่ายไม่รอให้นางพูดจบ
“นี่หลินซี เจ้าดูสิ ตอนนี้ข้ายังเป็นเด็กน้อย อยู่จริงๆเหรอ…” พลางจ้องหน้านาง ฉับพลันนั้นแก้มของนางได้เปลี่ยนเป็นสีชมพูขึ้นมา
“ก็ … ก็ …มะ มัน…ไม่รู้นี่ ตอนนั้นเจ้ายังตัวเล็กอยู่นี่นะ” นางเสียงพูดอู้อี้อยู่ในลำคอ
“ไม่ต้องเขินหรอก ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น” พลางมองอย่างหยอกล้อขึ้นมา จนหญิงสาวทุบที่ต้นแขนเขาเบาๆ
“เจ้า…ตัวร้ายกาจ” เขารีบกุมมืออันเรียวเล็กของนางไว้ จนอีกฝ่ายหน้าแดงฉานไปแล้ว
“แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณเจ้าอย่างยิ่งที่ทำให้ข้าก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ข้าสัญญาว่าจะพาเจ้าไปเที่ยวด้านนอกสักวันให้ได้” เด็กหนุ่มกล่าวเอาใจอีกฝ่าย จากวันน้ันมาเขาได้ฝึกต่อสู้กับหญิงสาวทุกกวันไม่เคยว่างเว้นเลย และในที่สุดก็ทำให้เขาสามารถต่อสู้ได้ก้ำกึ่งกับนางและพลังอันแกร่งกร้าวทางจิตวิญญาณได้ก้าวไปสู่อีกขอบเขตแล้วขอบเขตพลังขั้นเทพทางห้วงจิตวิญญาณนี้เรียกว่า ขั้นจิตวิญญาณแห่งเทพ
ซึ่งการพัฒนาด้านพลังแห่งจิตวิญญาณไม่สามารถใช้โอสถช่วยได้ ไม่เหมือนกับการพัฒนาพลังทางกายภาพ ซึ่งบางคนที่ไม่เข้าใจ มักคิดว่าการใช้โอสถนั้นมีข้อจำกัด โดยไม่เข้าใจพื้นฐานที่ว่าต้องพัฒนาทั้งสองด้านควบคู่กันไป จึงจะทำให้ไม่เสียสมดุลย์ของร่างาย
…
จากนี้ไปอีกไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะถึการทดสอบเลื่อนขั้นกลางปี เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์สายนอกที่มีความพร้อมแล้วมีโอกาสเลือกแนวทางให้ตน เพื่อเลื่อนเป็นศิษย์สายใน และศิษย์สายในเลื่อนเป็นสายตรงได้
หัวหน้าตึกหมื่นเทพ ไป๋เทียนหยู ได้เรียกประชุมหารือเหล่าผู้อาวุโสของตึก เพื่อวางแผนขึ้นมา เรื่องแรกจะทำอย่างไรให้ผู้ที่สอบผ่านเลือกเข้าตึกของตน เรื่องที่สองสำรวจว่ามีศิษย์สายในที่น่าจะส่งทดสอบเลื่อนเป็นสายตรงหรือไม่ อีกเรื่องสุดท้ายคือการเตรียมการประลองความสำเร็จระหว่างตึก
ในเรื่องแรกและเรื่องที่สองนั้นมีคนแสดงความคิดเห็นไม่มาก คล้ายยอมรับในสภาพ แต่เรื่องสุดท้ายที่ต้องต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดไปได้นั้นคุยกันนานพอดู ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องความเสียเปรียบในโอกาส ทั้งเรื่องที่ไม่มีศิษย์สายตรงและเรื่องการดึงศิษย์สายในที่เลื่อนขึ้นกลางปีมาเพิ่มไม่ได้
…
/มันมาแล้วนะ แข็งแกร่งแล้ว