ในวันธรรมดาวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ
สตรีสวมชุดชาวยุทธ์ใส่หมวกมีผ้าคลุมหน้าปรากฏตัวขึ้นในตลาด
แม้จะดูออกว่าเป็นคนต่างถิ่นแต่พอเห็นกระบี่ที่ติดตัวนาง พวกอันธพาลขาประจำเองก็ยังมิกล้าเข้ามาหาเรื่องทำให้นางเดินเล่นได้อย่างราบรื่นมิมีอุปสรรค
จะว่าไปสถานที่แห่งนี้นางก็เคยมาอยู่บ้างเพียงแต่มิสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่นัก
เพราะถ้ามิได้ออกมาทำภารกิจก็จะเป็นการแอบหนีอาจารย์ออกมาท่องเที่ยว ซึ่งพอกลับไปก็ถูกอาจารย์จับได้อยู่ดีนางโดนดุจนหูของนางมิได้ยินเสียงอื่นไปถึงสามวันสามคืน
คิดถึงเรื่องเหล่านั้นในอดีตแล้วนางก็แอบอมยิ้มขึ้นมา
'นี่เวลาผ่านไปนานเพียงใดแล้วนะ'
ร้านรวงต่างๆมีทั้งเจ้าใหม่และเจ้าเก่าปะปนกันไปล้วนน่าตื่นตาตื่นใจทั้งนั้น
แต่ในระหว่างที่นางกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเดินเล่นจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังโวยวายมาจากอีกฟากหนึ่งของถนนเสียงนั่นดึงดูดให้นางต้องเข้าไปมีส่วนร่วมสักหน่อย
“ท่านอ๋อง ได้โปรดๆ ไว้ชีวิตลูกสาวข้าน้อยด้วยเถิด”เสียงชายชราอายุประมาณสี่สิบห้าสิบปี อ้อนวอนต่อบุรุษผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง
“หึ นางบังอาจทำให้ข้าบาดเจ็บจนเป็นแผล นางต้องชดใช้อย่างสาสมพวกเจ้าจับตาแก่น่ารำคาญนี่ โยนออกไปให้พ้นเสีย”พูดจบชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็เข้ามารวบตัวชายชราเตรียมจะโยนออกไปไกลๆตามคำสั่ง
“ท่านพ่อ…ฮือ อย่านะ ใครก็ได้ช่วยท่านพ่อด้วย” หญิงสาวนางนั้นวิงวอนร้องขอแต่ใครเล่าจะกล้ายื่นมือเข้ามาช่วย ชาวบ้านแถวนั้นต่างรู้ดีว่าบุรุษสูงศักดิ์ผู้นี้ก็คือจวิ้นอ๋อง ใครที่มีเรื่องกับเขาเกรงว่าคงจะมิต้องการชีวิตตัวเองแล้วเป็นแน่
เฟิงฮวาเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงกระซิบถามคนที่อยู่ด้านข้าง “ท่านป้า ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ”
หญิงสาวชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆนางหันหน้ามามองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ“เฮ้อ…เดิมทีชายชราผู้นั้นบังเอิญเดินชนท่านอ๋องโดยมิได้ตั้งใจแต่ท่านอ๋องโกรธมากจึงจะเอาตัวไปส่งทางการให้ลงโทษสถานหนักใครๆต่างก็รู้แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็สามารถโดนกล่าวโทษหนักฐานปองร้ายเชื้อพระวงศ์ได้อย่างง่ายดายพวกเราเป็นเพียงชาวบ้านจะเอาอันใดไปโต้แย้ง”
หญิงชาวบ้านคนถัดไปได้ยินบทสนทนานี้ก็หันมากล่าวเสริม“แต่แล้วเด็กสาวคนนั้น กลับออกมาขวางหน้าเพื่อช่วยบิดาของนางโดยมิทันระวังเกาลัดคั่วร้อนๆในถุงก็กระเด็นไปโดนมือท่านอ๋องจนเป็นแผลพุพองเช่นนี้เรื่องราวจึงยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่ข้าว่าท่านอ๋องมิยอมความอย่างแน่นอน…ช่างโชคร้ายนัก”
‘อืม…โชคร้ายจริงๆแหละ โชคร้ายที่เกิดมาบนแผ่นดินที่ราชวงศ์เป็นใหญ่มีสิทธิ์และอำนาจชี้เป็นชี้ตายขนาดนี้’
เฟิงฮวาไม่รู้จะช่วยสองพ่อลูกอย่างไรดีจังหวะนั้นพลันนึกอะไรออกขึ้นมา
ผ่านไปไม่นานนักบวชรูปหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“อามิตตาพุทธ…ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ พุทธองค์ทรงเมตตาต่อสรรพสัตว์วันนี้เป็นวันพระใหญ่หากท่านละเว้นโทษสักครา บุญกุศลแรงกล้ายิ่งนักจะส่งผลให้ท่านคิดการใดก็จะสำเร็จลุล่วง อามิตตาพุทธ”เฟิงฮวานักบวชกล่าวจบก็พนมมือโค้งกาย ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มามุงดูจวิ้นอ๋องเองก็มิกล้าล่วงเกิน มิใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถ แต่การทำร้ายนักบวชเป็นสิ่งที่คนในแผ่นดินซานตงมิยอมรับหากมีข่าวลือเสียๆหายๆออกไป ย่อมไม่ส่งผลดีกับเขาเท่าใดนัก
“เอาละๆ…เห็นแก่ท่านไต้ซือ ข้าจักมิเอาความก็ได้แต่พวกเจ้าต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นแผ่นทองหนึ่งแผ่น”
'หา...ว่าอย่างไรนะ' พอได้ยินดังนั้นสองพ่อลูกก็ตกใจทันทีแผ่นทองอันใดกัน ชั่วชีวิตนี้ที่ผ่านมาหาเงินรวมกันเกรงว่าคงจะได้ไม่ถึงหนึ่งแผ่นเงินด้วยซ้ำ
เฟิงฮวาเห็นสีหน้าของพวกเขาก็เข้าใจได้นี่มันมิใช่การยอมความจริงๆเสียหน่อยชาวบ้านอย่างพวกเขาจะมีปัญญาหาแผ่นทองจากที่ใดกันสุดท้ายย่อมต้องถูกลงโทษแทนอยู่ดี
“อามิตตาพุทธ บังเอิญว่าสำนักของอาตมามียาสมานแผลล้ำค่าอยู่พอดีตัวยาปาโต้วนี้เปรียบดั่งทองคำในสนามรบ อาตมาขอมอบเป็นสิ่งชดใช้กับท่านอ๋องแทนหวังว่าท่านอ๋องจะรับไว้พิจารณา”
จวิ้นอ๋องหันไปมองสบตาคนสนิทเขาพอรู้จักยาสมานแผลอยู่บ้าง และหนึ่งในนั้นปาโต้วเป็นยาชั้นเลิศมูลค่าหลายแผ่นทองคำจริงๆ
“ก็ได้ๆ ข้ายอมรับสิ่งนี้แทนแผ่นทอง ส่วนพวกเจ้าก็รีบหลีกไปซะอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”จวิ้นอ๋องกล่าวจบก็หยิบขวดยาจากมือเฟิงฮวานักบวชอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็หมุนกายจากไปพร้อมผู้ติดตาม
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายทุกอย่างจบลงแล้วชายชราที่สีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งก็คุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นพร้อมน้ำตาไหลเป็นสาย“ขอบคุณท่านไต้ซือเป็นอย่างมากที่เมตตา ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนท่านได้เลย”
ส่วนเด็กสาวด้านข้างก็รีบคุกเข่าลงเช่นกัน“ข้าน้อยหยางจู ขอคารวะท่านไต้ซือ หากมีสิ่งใดที่จะตอบแทนท่านได้ ขอให้รีบบอกมาได้เลยข้าน้อยเต็มใจทำทุกอย่างเจ้าค่ะ”
“อามิตตาพุทธ ทั้งสองคนไม่ต้องเกรงใจ อาตมาแค่บังเอิญผ่านทางมาเท่านั้นเห็นคนเดือดร้อนย่อมต้องช่วย มิได้เป็นบุญคุณอันใดมากมาย อาตมาขอตัวก่อน”พูดจบเฟิงฮวาก็เดินจากไป หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนชาวบ้านที่มามุงดูพอเห็นว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้ว ต่างก็แยกย้ายไปเช่นกัน
เข้ายามซวีของวันนั้น
บรรยากาศตลาดยามค่ำคืนคึกคักแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิงเฟิงฮวาเปลี่ยนกลับมาเป็นจอมยุทธ์หญิงดังเดิมแล้วนางกำลังเดินเล่นหาของกินไปเรื่อยเปื่อย จังหวะนั้นบังเอิญได้ยินเสียงคนคุยกันลอยเข้าหูมา
“นี่…ได้ยินข่าวรึยัง ตาเฒ่าหยางที่เมื่อกลางวันไปมีเรื่องกับจวิ้นอ๋องถูกคนร้ายที่ไหนก็ไม่รู้เข้าไปฆ่าตายถึงในบ้าน”
“ฮ้า…นึกว่าจะผ่านเคราะห์ร้ายไปได้แล้วแท้ๆ แล้วเสี่ยวจูลูกสาวละนางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าก็ไม่รู้หรอก ยังมิได้ไปดูให้เห็นกับตา แต่เดาว่าก็คงไม่น่ารอด”
“อื้ม น่าเห็นใจจริงๆ พวกเราไปดูสถานการณ์ที่บ้านหลังนั้นกันเถอะอยู่สุดซอยนี้เอง”
หลังจากได้ยินดังนั้นเฟิงฮวามีอาการชะงักงันไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าจวิ้นอ๋องจะลงมือเร็วถึงเพียงนี้จึงรีบใช้วิชาตัวเบาลอยไปยังสถานที่เกิดเหตุ ขึ้นไปหลบอยู่บนหลังคาเพื่อประเมินสถานการณ์
ภายในบ้านมีแต่ความมืดและเงียบสนิท
'ข่าวลือกระจายไปขนาดนี้แล้ว เหตุใดทางการยังมิส่งคนมาตรวจสอบอีกเห็นทีคงเป็นเพราะอิทธิพลอันสูงส่งสินะ หึ' รอยยิ้มเหยียดหยันพลันปรากฏบนใบหน้าของนาง
จากนั้นไม่นานเฟิงฮวาก็ตัดสินใจกระโดดลงไปด้านล่างตรวจดูก็พบว่าชายชราหยางผู้นั้นมีร่องรอยถูกฟันด้วยกระบี่หนึ่งรอยสภาพบาดแผลของเขาลึกจนถึงกระดูก ขาดใจตายทันทีโดยยังมิทันได้ต่อสู้อันใด
ห่างออกไปพบร่างเด็กสาวนอนอยู่มีบาดแผลฉกรรจ์เช่นกัน นางลองตรวจชีพจรดูพบว่าหยางจูยังมีลมหายใจมิรอช้าเฟิงฮวายัดเม็ดยาคุ้มจิตเข้าในปากของหญิงสาวจากนั้นอุ้มนางกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
แม้ว่าเฟิงฮวาจะฝึกวิทยายุทธ์และมีกำลังภายในดีระดับหนึ่งแต่การอุ้มเด็กสาววัยสิบห้าสิบหกนี้ก็หนักหนาเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนางวิ่งมาได้ไกลระยะหนึ่ง ก็ต้องวางหยางจูลงพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผาก ลมหายใจหอบถี่อย่างไม่ปิดบัง
เป็นเวลาเดียวกับที่หยางจูเริ่มได้สติลืมตาตื่นขึ้นมาภาพสตรีแปลกหน้า สถานที่แปลกตา ทำให้นางตกใจจนเปล่งเสียงร้องออกมาตามสัญชาตญาณ
โชคดีที่เฟิงฮวาหันมาเอามือปิดปากนางไว้ได้ทัน
“ชู่…ข้าเพิ่งช่วยเจ้า ไม่ได้จะทำร้ายเจ้า อย่าเพิ่งส่งเสียงตอนนี้พวกเรายังมิปลอดภัย”
หยางจูค่อยๆพยักหน้าอย่างเข้าใจเฟิงฮวาจึงคลายมือออก
“เจ้าพอจะเดินไหวหรือไม่ ข้าแบกเจ้ามาได้ระยะหนึ่งแล้วแต่เกรงว่าจะแบกต่อไม่ได้แล้วละ” นางยิ้มอย่างเขินอายเพราะตัวนางก็ไม่ได้สูงใหญ่พอจะแบกใครวิ่งฝืนมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเกินกำลังมากพอแล้ว
หยางจูพยักหน้าช้าๆจากนั้นค่อยๆฝืนลุกยืนขึ้นอดรู้สึกแปลกใจมิได้ว่าอาการบาดเจ็บตามร่างกายดีขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ก็มิได้เอ่ยถามอะไรออกมา เวลานี้ควรรีบไปจากที่นี่จะดีกว่า