เมื่อได้ยินว่ามีโจรหลินเสวี่ยจู๋ก็มองไปที่รถม้าทั้งสองคันของครอบครัวตนเองโดยไม่รู้ตัว
นางมองไม่เห็นอะไรเลยจึงค่อยๆ หันไปมองต้นเสียง ก็เห็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่มีสีหน้าประหม่ากำลังชี้ไปที่พงหญ้าใกล้ๆ
ลู่โม่ตอบสนองอย่างรวดเร็วเขาพุ่งเข้าไปแล้วลากคนผู้หนึ่งออกมา
หลินเสวี่ยจู๋เพ่งมองที่แท้ก็เป็นหลินเฉิงคุน
ในมือเขาหอบหนูไม้ไผ่ไว้หลายตัวเขาดิ้นรนไปมาพลางตะโกน “พวกเจ้าจับข้าทำไม? นี่เป็นของที่ไม่มีผู้ใดต้องการข้าหยิบไปแล้วจะทำไม?”
สตรีผู้นั้นเท้าเอวอย่างไม่ยอมแพ้“ของพวกนั้นเป็นของที่ครอบครัวหลินเหนียงจื่อวางไว้ชัดๆ เจ้าแอบไปหยิบมาไม่เรียกว่าขโมยแล้วจะเรียกว่าอันใด?”
หลินเฉิงคุนชี้นิ้วไปที่สตรีผู้นั้นใบหน้าบิดเบี้ยว “ครอบครัวข้ากับครอบครัวนางก็แซ่หลินเหมือนกัน ข้าหยิบข้าวของของคนในครอบครัวมาแล้วจะทำไม?”
สตรีผู้นั้นหัวเราะเยาะ“แซ่หลินเหมือนกันหรือ? หลินเหนียงจื่อเคยพูดไปแล้วว่าไม่ว่าครอบครัวเจ้าจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเจ้าอย่ามาหาผลประโยชน์แถวนี้เลย”
หลินเฉิงคุนโกรธจนหน้าแดงก่ำเขาพ่นคำด่าออกมา “นางสตรีปากตลาด ข้าอยากจะหยิบข้าวของของผู้ใดแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย!”
สตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่คนยอมคนเช่นกันนางด่ากลับทันที “เจ้าต่างหากที่เป็นแมงดา นอกจากคิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่นแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่างครอบครัวของหลินเหนียงจื่อเป็นถึงผู้มีพระคุณของทุกคน ข้าวของในครอบครัวของพวกเขาต่อให้โยนทิ้งก็ไม่ถึงตาให้เจ้ามาหยิบไป”
สองคนนี้ต่างฝ่ายต่างโต้เถียงกันไม่หยุด
หลินเสวี่ยจู๋เห็นแล้วมึนงงไปหมด
คนในครอบครัวของนางโด่งดังถึงเพียงนี้แล้วหรือ?ถึงขนาดมีแฟนคลับออกมาปกป้องแล้ว
เพียงหนูไม้ไผ่ไม่กี่ตัวเห็นๆ อยู่ว่าครอบครัวนางเป็นคนโยนทิ้ง หากหลินเฉิงคุนไม่กลัวพยาธิก็หยิบไปกินได้เลยเรื่องก็แค่นี้เอง!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียง‘โอ๊ย’ และ ‘โครม’ ดังแว่วมา หลินเสวี่ยจู๋หันกลับไปก็สบตากับหยวนซิวเข้าพอดี
หยวนซิวส่งสายตาไปทางรถม้า
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจความหมายรีบเดินขึ้นไปเปิดม่านรถม้า
เห็นเพียงหลินเสวี่ยหลานขดตัวอยู่ในรถม้าของครอบครัวนางขาถูกแท่งไม้ไผ่เสียบทะลุ นางกำลังแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเจ็บปวดตรงหน้าของนางคือข้าวของที่ถูกรื้อค้นและยังไม่ทันได้เก็บ
ทันใดนั้นหลินเสวี่ยจู๋ก็เข้าใจได้ในทันทีแฟนคลับอะไรกัน? เป็นเพียงแอนตี้แฟนหรือผู้สมรู้ร่วมคิดที่สกุลหลินสายหลักหามาชัดๆ!
มุมปากของหลินเสวี่ยจู๋เผยรอยยิ้มเหยียดหยามนางมุดเข้าไปในรถม้าแล้วลากหลินเสวี่ยหลานออกมา จากนั้นก็กวาดสายตามองไปที่สตรีผู้นั้น
เมื่อเห็นว่าเรื่องแดงขึ้นมาแล้วเดิมทีนางคิดจะทำตัวเป็นเต่าหดหัวแล้วทำตัวเป็นอากาศธาตุ กลับไม่คาดคิดว่าหลินเสวี่ยจู๋จะตอบสนองเร็วถึงเพียงนี้มองนางทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
นางได้ยินมาว่าจะล่วงเกินผู้ใดก็ได้ยกเว้นหลินเหนียงจื่อทำให้นางตื่นตระหนกทันที
โชคดีที่หลินเสวี่ยจู๋เพียงกวาดตามองนางแวบหนึ่งแล้วหันไปพูดกับหลินเฉิงคุน “ครอบครัวพวกท่านกำลังเล่นอันใดกันอยู่? แกล้งทำเป็นขโมยของเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจหรือ? ให้บิดาแสร้งทำเป็นโจรจนถูกจับได้สร้างความวุ่นวายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ส่วนบุตรสาวก็แอบขึ้นรถม้าผู้อื่นเพื่อขโมยของจริงๆใช่หรือไม่?”
เมื่อนางพูดจบคนที่ไม่เข้าใจก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ใบหน้าของสตรีผู้นั้นแดงก่ำด้วยความอับอายไม่รู้จะนำมือไม้ไปวางไว้ตรงไหน
ส่วนหลินเฉิงคุนกับหลินเสวี่ยหลานเพียงตีหน้ามึนทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว
หลินเสวี่ยหลานดึงแท่งไม้ไผ่ออกจากขาเหลือบมองหยวนซิวอย่างคับแค้นใจ ก่อนจะกัดฟันลุกขึ้นยืน เปิดม่านรถม้าออก แล้วตะโกนเสียงดัง“ทุกคนมาดูสิว่าบนรถม้าของครอบครัวพวกเขามีของดีๆ อยู่มากมายเพียงใด”
ทุกคนล้วนอยากรู้อยากเห็นยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นช่วงเวลาที่พวกเขากินไม่อิ่มเช่นนี้ด้วย
คำพูดของหลินเสวี่ยหลานดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที
เมื่อเห็นว่าบนรถม้ามีข้าวของอยู่เยอะจริงๆสายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไปเป็นซับซ้อน ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเคยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ไม่ต้องพูดถึงครั้งที่ถูกพิษจากเห็ดเลย เพียงถุงสมุนไพรไล่ยุงก็ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีฉุดรั้งพวกเขาเอาไว้แต่ในขณะเดียวกันความหิวโหยก็ทรมานพวกเขาเช่นกัน พวกเขาทั้งอิจฉาริษยาแม้กระทั่งเกลียดชัง เพียงแต่ไม่อาจพูดออกมาได้
เมื่อหลินเสวี่ยหลานเห็นสีหน้าของทุกคนก็รู้ว่าได้ผลลัพธ์ตามที่นางต้องการแล้วในใจรู้สึกลำพองใจเป็นอย่างยิ่ง จึงลงมือยุแยงต่อไป “พวกเราล้วนเป็นนักโทษเนรเทศเหมือนกันครอบครัวพวกเขาได้นั่งรถม้า กินเนื้อสัตว์ แล้วยังมีอาหารไม่ซ้ำกันสักมื้อมีสิทธิ์อันใดที่พวกเราต้องเดินเท้าอย่างยากลำบากทั้งวัน ทำได้เพียงกินขนมปังกลิ่นเหม็นหืนชิ้นเดียวเช่นนี้ยุติธรรมแล้วหรือ?”
คำพูดของนางทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ
หลินเสวี่ยจู๋เห็นดังนั้นจึงเอ่ยอย่างเหยียดหยาม“คาดไม่ถึงว่าคำว่า ‘ยุติธรรม’ จะหลุดออกมาจากปากของเจ้า พูดมาค่อนวัน ทว่ากลับมองข้ามเรื่องที่ตนเองไม่มีความสามารถในการดำรงชีวิตทั้งขี้เกียจทั้งตะกละ เพียงอยากจะกินอาหารที่ผู้อื่นหามาได้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่ายุติธรรมอย่างนั้นหรือ?”
นางกวาดมองทุกคนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าวของบนรถม้าล้วนเป็นของที่เหยี่ยนอ๋องมอบให้สามีข้าผู้ใดอิจฉาก็มาหยิบไปได้เลย”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ผู้คนที่เกิดความกระเหี้ยนกระหือรือในใจล้มเลิกความคิดในทันที
เหยี่ยนอ๋องหรือ?
ยั่วยุไม่ได้ยั่วยุไม่ได้
หลินเสวี่ยจู๋พูดต่อ“นอกจากของพวกนี้แล้ว ของที่เหลือมีอย่างไหนที่ไม่ใช่ของที่คนในครอบครัวของข้าหามาเองบ้าง?หลินเสวี่ยหลาน ข้าอยากจะฟังเจ้าอธิบายว่าความยุติธรรมที่เจ้าเอ่ยถึงเป็นอย่างไร?หรือข้าต้องให้คนทั้งครอบครัวพวกเจ้ากินอาหารที่พวกเราหามาถึงจะเรียกได้ว่ายุติธรรม?”
หลินเสวี่ยหลานย่อมไม่มีหน้ายอมรับว่านางอยากกินอาหารของพวกเขาจึงทำได้เพียงเอ่ย “ครอบครัวข้ามีท่านย่าที่อายุมาก นอกจากบิดากับหลินเซิ่งจิ่งพี่ชายต่างมารดาของข้าแล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่สตรี การใช้ชีวิตย่อมลำบากเป็นธรรมดา ในเมื่อครอบครัวเจ้ามีความสามารถก็ช่วยเหลือผู้อื่นสักหน่อยจะเป็นอันใด? หากพวกเราทุกคนเข้าตาจนครอบครัวเจ้าก็ไม่มีทางอยู่รอดได้เพียงลำพังอยู่แล้ว”
คำพูดที่ฟังดูมีเหตุผลนี้ทำให้หลินเสวี่ยจู๋ขบขันนางถามกลับ “หากพูดถึงบุรุษสองคนที่มีความสามารถในการใช้แรงงานของครอบครัวเจ้า คนไหนเคยออกไปหาของกินบ้าง?”
ประโยคนี้ทำเอาหลินเสวี่ยหลานพูดไม่ออก
ทุกคนคิดตามก็รู้สึกว่าหลินเสวี่ยจู๋พูดถูก
หากพูดถึงสตรีครอบครัวของหลินเหนียงจื่อก็มีมากกว่า ไม่เห็นจะเคยได้ยินพวกเขาพูดโวยวายว่าทนไม่ไหวเลยสักวัน
ในทางกลับกันหลังจากแบ่งหน้าที่กันแล้ว บุรุษก็ทำหน้าที่ของบุรุษ สตรีก็ทำหน้าที่ของสตรี ผลลัพธ์คือสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาถึงได้ดีเช่นนี้!
ดังนั้นจึงมีคนพูดขึ้น“หลินเหนียงจื่อ ครอบครัวของท่านใช้ชีวิตกันอย่างไร ช่วยสอนพวกเราบ้างเถิดพวกเราจะไม่เรียนรู้เปล่าๆ รอให้หาของกินได้ย่อมต้องตอบแทนหลินเหนียงจื่ออย่างแน่นอน”
คนผู้นี้ไหวพริบดีพูดจบก็มีเสียงตอบรับตามมามากมาย
หลินเสวี่ยจู๋เห็นดังนั้นก็รู้ว่าได้เวลาที่เหมาะสมแล้วจึงแสร้งทำเป็นปรึกษากับคนในครอบครัวต่อหน้าทุกคน
จากนั้นก็พูดอย่างอึกอัก“สุภาษิตกล่าวไว้ว่าการมอบปลาให้ย่อมไม่ดีเท่ากับการสอนวิธีจับปลาแต่ทุกคนก็เห็นว่าคนในครอบครัวของข้ามีจำนวนมาก ภาระจึงหนักหนาตามไปด้วย เกรงว่าคงไม่อาจสอนทุกคนได้อย่างละเอียดทำได้เพียงให้ทุกคนคอยสังเกตและเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริง
คนผู้หนึ่งตะโกนขึ้น“หลินเหนียงจื่อวางใจเถิด ขอเพียงพวกท่านเต็มใจพาพวกเราไปด้วยพวกเราย่อมไม่ทำตัวเป็นภาระ หากพวกท่านพบเจอสิ่งของใดก็ให้พวกท่านเลือกก่อน ส่วนที่เหลือค่อยแบ่งให้พวกเราเช่นนี้เป็นอย่างไร?”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง“แต่ว่าสองครอบครัวนี้ พวกเราจะไม่สนใจ”
พูดจบนางก็ชี้ไปที่หลินเสวี่ยหลานกับสตรีผู้นั้น
.............................