ตอนที่ 4 ยืนหยัดสู้ (1)
นึกถึงท่านปู่เยี่ยจวีเฉียว ั์ตาเยี่ยสุยฉายแววอำมหิต ก่อนจะเก็บงำไว้อย่างรวดเร็ว
นางใช้ชีวิตมาแล้วสี่สิบปี มีผู้คนแบบไหนบ้างที่ไม่เคยพบเห็น บนโลกนี้ คนหน้าเืและเหี้ยมโหดอย่างเยี่ยจวีเฉียวย่อมมีไม่น้อย
เพียงแต่…คนเช่นนี้บังเอิญเป็ปู่ของนางก็เท่านั้น
จะว่าไป เยี่ยจวีเฉียวมีชื่อเสียงในราชสำนักพอสมควร เขาสร้างความดีความชอบไม่น้อยในตำแหน่งรองเ้ากรมพิธีการ
เมื่อเอ่ยถึงเขา ผู้คนในราชสำนักไม่ใช่ยกย่องเขาด้วยวลีหนึ่งที่ว่า “ขุนนางผู้เที่ยงธรรม ปกครองเรือนในทางถูกควร” หรือ
ทว่าประโยคนี้ สำหรับเยี่ยสุยแล้วเสมือนหินก้อนใหญ่กดทับศีรษะจนทำให้นางแทบหายใจไม่ออก
ไม่ ไม่ใช่แค่นางผู้เดียว คนในเรือนสามตระกูลเยี่ยล้วนรู้สึกเช่นนี้
อันที่จริงแล้วคำว่า ‘ถูกควร’ เป็ภาระอันหนักอึ้งที่เรือนสามมิอาจสลัดพ้น
ใครต่างก็กล่าวว่า ‘ฮ่องเต้ทรงโปรดโอรสคนโต ราษฎรเอ็นดูลูกคนเล็กสุด’ แต่ตระกูลเยี่ยกลับไม่ใช่เช่นนั้น ผู้ที่เยี่ยจวีเฉียวเอ็นดูไม่ใช่เยี่ยอันซื่อที่เป็ลูกคนเล็ก แต่เป็บุตรคนแรกและคนรองเยี่ยอันไท่และเยี่ยอันกู้
เหตุผลแค่เพราะเยี่ยอันไท่และเยี่ยอันกู้ถือกำเนิดมาจากฉู่ซื่อภรรยาคนแรกของเยี่ยจวีเฉียว แต่เยี่ยอันซื่อเกิดจากจี้ซื่อภรรยาคนที่สอง
เยี่ยจวีเฉียวและฉู่ซื่อเป็คู่รักั้แ่วัยเยาว์ ทั้งคู่ต่างมีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง หลังจากฉู่ซื่อตายจากไป ความรักท่วมท้นที่เขามีต่อฉู่ซื่อก็ได้ส่งต่อมาที่บุตรชายคนโตและคนรองทั้งหมด
เพื่อปกป้องบุตรชายสองคนอย่างทั่วถึง เขาจึงแต่งภรรยาใหม่และจงใจเลือกจี้ซื่อที่มีนิสัยปวกเปียกอ่อนแอ
จิตใจมนุษย์มีความลำเอียงถือเป็เื่ปกติ เยี่ยจวีเฉียวเอ็นดูบุตรของภรรยาเก่าก็ถือเป็เื่ถูกควร ทว่าเยี่ยอันซื่อเองก็เป็บุตรสายตรงของเขาเช่นกัน ทว่าการปฏิบัติที่เขาได้รับนั้นแย่กว่ามาก
หลายปีมานี้ เรือนสามหลีกทางให้เรือนใหญ่และเรือนรองมากี่หนกัน แทบจะกลายเป็หินให้เรือนใหญ่และเรือนรองเหยียบเล่นอยู่แล้ว
เยี่ยอันซื่อเป็คนรักอิสระและเรียบง่าย ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทองของนอกกายเหล่านี้ ตามหลักการของความกตัญญูกตเวที เขามักคุ้นชินกับการหลีกทางให้เสมอ
ทว่าครั้งนี้ เื่เกี่ยวพันถึงอนาคตของบุตรชาย เยี่ยอันซื่อไม่คิดจะหลีกทางให้อีกแล้ว
หน่วยองครักษ์อี๋หลวนปรากฏได้เพียงหนึ่งคนต่อหนึ่งรุ่น ในเมื่อเรือนสามมีผู้ที่เหมาะสมที่สุด แล้วไยต้องสละสิทธิ์เทียบเชิญด้วยเล่า
เยี่ยอันซื่อแค่เป็คนอิสระเรียบง่าย แต่ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา!
ดังนั้นเขาถึงได้กล่าวกับเถาซื่อเช่นนั้น และมุ่งหน้าไปเรือนเหยียนกวง
ทว่าเยี่ยสุยรู้ดี เื่ยอมแพ้เทียบเชิญนี้ เดิมเป็ความคิดของท่านปู่ ต่อให้ท่านพ่อไปที่เรือนเหยียนกวงแล้วจะมีประโยชน์อันใด
“ท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินหมดแล้ว ท่านพ่อไปหาท่านปู่ แต่ท่านปู่รักพี่ชายหกมากที่สุด จะยอมตกลงหรือ” นางเอ่ยไปเช่นนี้
แม้เป็ประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงกลับจริงจังหนักแน่นมาก
เถาซื่อเองก็พอจะรู้ผลลัพธ์ นางมองดวงหน้าบริสุทธิ์อ่อนเยาว์ของบุตรสาวพลางเอ่ยพูด “ไม่ว่านายท่านผู้เฒ่าจะยอมตกลงหรือไม่ แต่ในเมื่อจะยืนหยัดสู้แล้วก็ไม่จำเป็ต้องปิดเงียบ ถึงอย่างไรก็ต้องบอกนายท่านผู้เฒ่าอยู่ดี…”
คำพูดของเถาซื่อตรงไปตรงมา ไปเรือนเหยียนกวงก็แค่ทำเป็พิธี
เรือนสามเป็ผู้น้อย แต่เดิมก็มักเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้นจึงไม่เหลือที่ให้ถือโทษเอาความได้
“ถึงต่อให้ท่านปู่เ้าไม่รับปากก็ไม่เป็ไร หากพี่อวี๋ของเ้าเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนได้ โกรธไปแล้วได้อะไรขึ้นมาเล่า” เถาซื่อเอ่ยต่อ
แม้นใจนึกโมโห เถาซื่อกลับไม่กังวลอะไรนัก
ท่านพี่ร่ำเรียนวรยุทธ์ได้ยอดเยี่ยมที่สุดในจวนเยี่ย ความเป็ไปได้ที่จะได้เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนนั้นมีมากกว่าใครอื่น
ได้ฟังคำของเถาซื่อ สีหน้าของเยี่ยสุยไม่ได้แสดงออกใดๆ แต่ลึกๆ แล้วนางรู้สึกโล่งใจ
ไม่แปลกที่เรือนสามตระกูลเยี่ยมาถึงจุดนี้ได้…
ท่านพ่อและท่านแม่ยังคงใจดีเกินไป ทั้งยังเข้าใจหัวอกผู้อื่น โดยหารู้ไม่ว่าจิตใจคนอันตรายยิ่ง บางคนต่ำช้าไร้ขีดจำกัดก็มีไม่ใช่หรือ
ชาติก่อนเรือนใหญ่ถูกโรคคุกคาม ท่านพี่ร่างกายพิการตลอดชีวิต เื่ที่เยี่ยจวีเฉียวกระทำหลังจากนั้น...ทุกๆ เื่ล้วนเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนตาสว่างขึ้นมา
อย่าได้คิดว่าผู้ใดจะมีบรรทัดฐานเช่นเดียวกับตนเอง มิเช่นนั้นตนเองจะต้องเ็ปแสนสาหัส แต่เห็นชัดว่าท่านพ่อและท่านแม่ยังไม่ตระหนักรู้ได้เวลานี้
ความใจดีที่อยู่ส่วนลึกในใจของท่านพ่อและท่านแม่ ทำให้พวกท่านไม่คิดว่าใครเลวร้าย แต่ก็ต้องมาตายจากไปเพราะเหตุนี้…