เขาถูกพาไปยังโถงด้านข้าง เมื่อก้าวเข้าไปก็เห็นสวี่ิอี้นั่งดื่มชาอยู่เป็อันดับแรก โดยมีอาจูยืนปรนนิบัติอยู่เคียงข้าง ไม่มีผู้ใดอื่นอีก
"เป็เจาเจาที่อยากพบข้าจริง ๆ ด้วย"
สวี่ิอี้วางถ้วยชาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา
วันนี้เขาสวมชุดยาวสีเขียวเข้ม แววตาแฝงรอยยิ้ม ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของบัณฑิตผู้อ่อนโยน
สายตาของสวี่ิอี้ค่อย ๆ เลื่อนต่ำลง และหยุดนิ่งอยู่ที่ลำคอของเขาชั่วครู่
ในฐานะผู้ฝึกวรยุทธ์เช่นเดียวกัน อาจูซึ่งมีประสาทััฉับไวต่อบางเื่กลับรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
สายตาของคุณหนู... ที่มองราวกับว่าศีรษะของคุณชายจ้านไม่สมควรตั้งอยู่บนคอเช่นนั้น มันคืออะไรกัน
นี่ต้องเป็นางที่คิดไปเองแน่ ๆ ใช่หรือไม่
พออาจูมองไปอีกครั้ง ก็เห็นว่าจิตสังหารในแววตาของคุณหนูอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
"ดูเหมือนคุณชายจ้านจะไม่แปลกใจเลยที่คนที่อยากพบท่านคือข้า"
"ิสือไม่ชอบฟังข้าสั่งสอนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จะเป็ฝ่ายริเริ่มเชิญข้ามาที่จวนได้อย่างไร ลองเดาดูสักหน่อยก็รู้แล้วว่าเป็เ้า" จ้านอวิ๋นจู๋มีท่าทีผ่อนคลายอย่างยิ่ง ขณะนั่งลงก็เอ่ยถามสวี่ิอี้ด้วยความเป็ห่วง "อาการป่วยดีขึ้นบ้างหรือยัง"
ด้านหลังฉากกั้น หลิ่วอี๋ซึ่งถูกมัดมือมัดเท้าและอุดปากเอาไว้ กำลังใช้ดวงตาคู่หนึ่งจ้องเขม็งผ่านฉากกั้นไปยังทิศทางของต้นเสียง
เมื่อวานนางไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุพลิกผัน จึงแอบชวนพี่จ้านออกไปไหว้พระนอกเมืองด้วยกันในวันนี้ พี่จ้านบอกเพียงว่าวันนี้นัดหมายสหายไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมเยียน...
ไม่ใช่นางไม่เคยคิดว่านั่นเป็เพียงข้ออ้างเพื่อปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่ในเมื่อเป็การเชิญเหมือนกัน สวี่ิอี้พูดเพียงประโยคเดียว เขากลับมาหาโดยไม่ชักช้าเลยแม้แต่น้อย... ทั้งที่รู้เต็มอกว่าคนที่อยากพบคือสวี่ิอี้!
หรือว่านี่เป็เพียงเพราะเกรงใจในฐานะของสวี่ิอี้?
ทว่าความห่วงใยในน้ำเสียงของเขา รวมถึงท่าทีผ่อนคลายสบาย ๆ ที่ไม่ค่อยแสดงออกให้ผู้ใดเห็นง่าย ๆ เล่า เป็เพราะเหตุใดกัน
นางเคยคิดมาตลอดว่า มีเพียงตอนอยู่ต่อหน้านางเท่านั้น เขาถึงจะผ่อนคลายได้เช่นนี้
"ดีขึ้นบ้างแล้ว"
สวี่ิอี้ตอบแบบไม่เ็าแต่ก็ไม่กระตือรือร้น ทว่าก็สอดคล้องกับความ 'เย่อหยิ่งเอาแต่ใจ' ที่นางเป็มาตลอด
แท้จริงแล้ว แม้จะเป็เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่รู้ธาตุแท้ของจ้านอวิ๋นจู๋ นางก็ไม่เคยทำตัวสนิทสนมกับเขาจนเกินงาม ตลอดมานางมองเขาเป็เพียงพี่ชายข้างบ้านที่เติบโตมาด้วยกัน นิสัยอ่อนโยน และควรค่าแก่การไว้วางใจเท่านั้น
"ดีขึ้นบ้างก็ดีแล้ว" ด้านนอกโถงไม่มีบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่ เห็นได้ชัดว่าถูกสวี่ิอี้สั่งให้ถอยออกไปก่อนแล้ว จ้านอวิ๋นจู๋ครุ่นคิด อยากจะถามเื่เด็กหนุ่มที่เรือนหน้าสักหน่อย
เขารู้ดีว่าเื่บางเื่ก็ไม่ควรถามมากเกินไป แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจาเจา ท้ายที่สุดในใจเขายังคงอดหวั่นไหวไม่ได้
ทว่าในระหว่างที่เขากำลังลังเลว่าจะเอ่ยปากดีหรือไม่ ก็ได้ยินสวี่ิอี้พูดโพล่งขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาว่า "เมื่อคืนพี่หญิงหลิ่วมาหาข้า และได้ระบายความในใจเื่หนึ่งให้ฟัง นางบอกว่าตนมีใจให้คุณชายจ้านมาเนิ่นนานแล้ว"
สีหน้าของจ้านอวิ๋นจู๋ชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด
"นางยังบอกอีกว่า คุณชายจ้านก็ปฏิบัติต่อนางแตกต่างจากผู้อื่นเช่นกัน" ในน้ำเสียงของสวี่ิอี้แฝงรอยยิ้มประหนึ่งยินดีสนับสนุน "ข้าลองคิดดูให้ดีแล้ว คุณชายจ้านกับพี่หญิงหลิ่วเป็เพื่อนเล่นกันมาั้แ่เด็ก อีกทั้งต่างก็ถึงวัยที่สมควรพูดคุยเื่แต่งงานกันตั้งนานแล้ว หากมีใจให้กันจริง ๆ ก็นับว่าเป็เื่น่ายินดีเื่หนึ่งเลยทีเดียว"
จ้านอวิ๋นจู๋ได้สติกลับมา เขายิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "เจาเจา เื่ล้อเล่นเช่นนี้อย่าพูดอีกเลย..."
"จะเป็เื่ล้อเล่นได้อย่างไร เื่นี้ข้าคิดทบทวนมาอย่างละเอียดแล้ว แน่นอนว่าคุณชายจ้านเป็ถึงบุตรหลานขุนนาง หากจะคุยเื่แต่งงาน ย่อมไม่อาจใช้เพียงความรู้สึกตามใจชอบได้
ดังนั้น ข้าจึงปรึกษากับท่านพ่อเรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถรับพี่หญิงหลิ่วเป็บุตรบุญธรรมได้ ส่วนสินสอดทองหมั้น จวนเจิ้นกั๋วกงจะเป็ผู้ออกให้ เช่นนี้ก็จะเป็การเชื่อมสัมพันธ์อันดีระหว่างจวนเจิ้นกั๋วกงกับจวนสกุลจ้าน ทั้งยังไม่ทำให้คุณชายจ้านกับพี่หญิงหลิ่วต้องน้อยหน้า ใต้เท้าจ้านเองก็คงจะไม่มีข้อกังวลใด ๆ อีก... จัดการเช่นนี้ คุณชายจ้านเห็นว่าดีหรือไม่"
ด้านหลังฉากกั้น หลิ่วอี๋จิกนิ้วมือแน่น
นางคิดไม่ถึงเลยว่าสวี่ิอี้จะตั้งคำถามหยั่งเชิงอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
แต่ก่อนตาย นางก็อยากจะได้ยินจริง ๆ ว่าพี่จ้านจะตอบกลับมาอย่างไร...
"เจาเจา..."
จ้านอวิ๋นจู๋ส่ายหน้า ถอนหายใจเบา ๆ
"สำหรับข้าแล้ว เื่การแต่งงานสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ฐานะชาติตระกูล แต่คือการที่คนสองคนใจตรงกันหรือไม่ ข้าไม่ได้มีความรู้สึกฉันชู้สาวกับคุณหนูหลิ่วเลยแม้แต่น้อย การวู่วามพูดถึงเื่แต่งงาน ช่างไม่เหมาะสมจริง ๆ"
น้ำเสียงของเขายังคงอ่อนโยน ทว่าในนั้นกลับคล้ายเจือความขมขื่นอยู่สายหนึ่ง
"..." นิ้วมือที่กำแน่นของหลิ่วอี๋สั่นระริก
ไม่มีความรู้สึกฉันชู้สาวเลยแม้แต่น้อย?!
สวี่ิอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย "พูดเช่นนี้แล้ว ที่แท้พี่หญิงหลิ่วก็เข้าใจผิดไปเองหรือ"
"ข้าก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่านางจะเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา..." จ้านอวิ๋นจู๋กล่าว "ข้ากับนางสนิทสนมกันพอสมควรก็จริง แต่ถามใจตัวเองแล้ว ข้าไม่เคยทำสิ่งใดล้ำเส้นเลย การที่ตอนเด็กดูแลนางมากหน่อย ก็เป็เพียงเพราะเห็นว่าพื้นเพภูมิหลังของนางน่าสงสารก็เท่านั้น"
สีหน้าของสวี่ิอี้ปรากฏแววกระจ่างแจ้ง
นางย่อมคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าจ้านอวิ๋นจู๋ต้องปฏิเสธและปัดความรับผิดชอบจนสะอาดหมดจด
ถึงอย่างไรในสายตาของเขา การแต่งงานก็ต้องใช้เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะยอมเอามาทิ้งขว้างให้กับหลิ่วอี๋ที่เป็เพียงหมากตัวหนึ่ง มีหรือไม่มีก็ได้ แค่พูดจาหว่านล้อมไม่กี่คำก็ยอมเชื่อฟังอย่างราบคาบได้อย่างไร
คิดว่าหลิ่วอี๋เองก็น่าจะฟังจนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
แต่นั่นยังไม่พอ
"อาขุย พาคนออกมาเถอะ" สวี่ิอี้เอ่ยปาก
อาขุยที่อยู่หลังฉากกั้นรับคำ ก่อนจะจับตัวหลิ่วอี๋เดินออกมาทันที
มือและเท้าของหลิ่วอี๋ล้วนถูกมัดด้วยเชือก พออาขุยปล่อยมือ นางก็ล้มฟุบลงไปกับพื้น
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา นางเงยหน้าขึ้นมองจ้านอวิ๋นจู๋ที่นั่งเบิกตาตื่นตระหนกอยู่ตรงนั้น
นางพยายามมองหาความปวดใจแม้สักเสี้ยวหนึ่งจากใบหน้าของเขา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีเพียงความประหลาดใจเท่านั้น
"เจาเจา นี่มันเื่อะไรกัน" จ้านอวิ๋นจู๋ใจนหยัดกายลุกขึ้นยืน
"นางล่วงเกินข้า" น้ำเสียงของเด็กสาวแฝงด้วยความกรุ่นโกรธ แววตาเ็าเล็กน้อย "อาการหลับใหลผิดปกติของข้า เป็เพราะนางลอบวางยาพิษ นางคิดจะทำร้ายข้า"
"มีเื่เช่นนี้ได้อย่างไร!" จ้านอวิ๋นจู๋เหลือบมองหลิ่วอี๋แวบหนึ่ง สายตาไม่ได้หยุดพักอยู่ตรงนั้น ก่อนจะตวัดกลับมาที่สวี่ิอี้อย่างรวดเร็ว "ตรวจสอบชัดเจนแล้วหรือ"
"ท่านปู่ตรวจสอบจนกระจ่างแล้ว ตัวนางเองก็ยอมรับแล้ว ตอนนี้ชีวิตนางตกอยู่ในการจัดการของข้า" คำพูดของเด็กสาวทั้งเอาแต่ใจและทำตามอำเภอใจ "แต่ข้าก็กลัวว่านางจะเป็หญิงในดวงใจของคุณชายจ้านจริง ๆ คุณชายจ้านเติบโตมาด้วยกันกับข้า นับเป็เสมือนพี่ชายของข้าครึ่งคน ข้าเลยคิดว่า หากคุณชายจ้านเอ่ยปาก ข้าจะยอมปล่อยนางไปสักครั้งก็ย่อมได้"
"หากนางเป็คนทำร้ายเ้าจริง ๆ ข้ายิ่งไม่มีทางสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวเื่นี้เด็ดขาด" น้ำเสียงของจ้านอวิ๋นจู๋เจือความเ็าอยู่หลายส่วน "ทำผิด ก็สมควรต้องชดใช้"
เมื่อมองเห็นความเ็าในแววตาของเขาอย่างชัดเจน หลิ่วอี๋กตกตะลึงจนแข็งค้างไป
เขาช่างไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ถึงขั้นไม่ถามไถ่เื่ราวที่มาที่ไปให้มากความสักหน่อย ไม่ยอมพูดแทนนางเลยแม้แต่ครึ่งประโยค?!
หรือกระทั่งมองหน้านางให้มากขึ้นอีกนิดก็ยังไม่ยอม!
จะทนมองดูนางไปตายเช่นนี้เลยหรือ!
ต่อให้เมื่อครู่นี้เขาจะปฏิเสธการแต่งงานกับนาง นางก็ยังพอหลอกตัวเองได้ว่าเป็เพราะอยู่ต่อหน้าสวี่ิอี้เขาถึงไม่กล้าตกลง หรืออาจจะมีข้อควรคำนึงอื่น ๆ อยู่... แต่ตอนนี้มันเกี่ยวพันถึงความเป็ความตายของนางนะ!
แม้แต่ชีวิตของนาง ในสายตาเขากลับไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อยเชียวหรือ!
นางไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดเปลี่ยนเป็เ็าได้ถึงเพียงนี้ภายในชั่วพริบตา— นอกจากเสียว่า... ความดีงามในอดีตล้วนเป็ของปลอม!
ความคิดนี้ทำเอานางแทบคลุ้มคลั่ง
"อื้อ ๆ!"
หลิ่วอี๋ที่ถูกอุดปากเอาไว้เบิกตากว้างแดงก่ำ ดิ้นรนพยายามจะเปล่งเสียงออกมา
สวี่ิอี้ส่งสายตาบอกให้อาจูดึงผ้าอุดปากนางออก
"พี่จ้าน... ท่านกำลังหลอกใช้ข้า! ท่านหลอกใช้ข้ามาตลอดเลยใช่หรือไม่!" หลิ่วอี๋หายใจหอบถี่ น้ำเสียงแหบพร่า สีหน้าใกล้จะบ้าคลั่งเข้าไปทุกที