“ขอบใจมากนะด้าว สำหรับหนังสือที่ให้ยืม เพลงที่เล่นให้ฟัง และของหวานอร่อย ๆด้วย”
ท่านชายเดียวตัรสกับอีกฝ่ายหลังจากขึ้นบนท่าเรือด้านหลังเรือนปั้นหยาในเขตวังวิจิตราลัย ที่เขามีน้ำใจอุตส่าห์พายเรือมาส่งถึงที่ แม้จะมืดค่ำสักแค่ไหน
"กระหม่อมเต็มใจฝ่าา หากจะทรงกรุณา ไว้วันหลัง ฝ่าาเสด็จไปบ่อย ๆ นะกระหม่อม" ชายหนุ่มนั่งตอบอยู่บนเรือ แสงตะเกียงวูบไหวส่องให้เห็นลักยิ้มกรุ่มกริ่มของเขาเป็ระยะ
เหมือนดอกไม้ผลิบานยามต้องแสงอรุณ
“ยิ้มแป้นเชียวนะ เธอยิ้มเก่งอย่างนี้นี่เอง คงจะโปรยเสน่ห์ไปทั่ว” ท่านขายทรงรับรู้เต็มเหนี่ยว ในทุกครั้ง ชายผู้นี้จะมีใบหน้าเช่นนี้ให้เสมอ
ไม่รู้เขาจะยิ้มไปทำไมหนักหนา หาใช่ชู้สาวกันเสียหน่อย
"มิได้ฝ่าา รอยยิ้มนี้มีให้ท่านชายเพียงองค์เดียวเท่านั้น กระหม่อมไม่เคยยิ้มพร่ำเพรื่อ"
"ขอให้เป็จริงดังปากว่าก็แล้วกัน" รับสั่งในเชิงหยั่งใจอีกฝ่ายอย่างนั้น ก่อนจะทรงหันองค์ดำเนินขึ้นท่าไป อย่างไรก็ดี เสียงเรียกรั้งของพ่อหนุ่มบนเรือก็ดังมาให้ทรงหยุดบาทไว้
"ฝ่าา"
ทรงหันกลับอีกคำรบ และทรงยกขนงเชิงถามแทนคำดำรัส
พันวาจาสิทธิ์นิ่งไปอึดใจ รวบรวมความกล้าได้จึงเอ่ยถ้อย “อย่าทรงลืมอ่านหนังสือเล่มนั้นนะกระหม่อม” แม้จะดูคล้ายคำสั่ง แต่ก็เป็คำสั่งจากหัวใจ
“โธ่ นึกว่าเื่อะไร ฉันไม่ลืมหรอกพ่อคุณ ยืมเธอมาทั้งที จะอ่านให้จบเสียวันนี้พรุ่งนี้ยังได้” ท่านชายเดียวตรัสแกมพระอารมณ์ขัน ที่เรียกก็เพราะเหตุนี้นี่เองหรอกหรือ
หนังสือที่ทรงหยิบยืมมานั้น เป็พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเ้าอยู่หัว แผ่นดินนี้เอง เป็เื่มัทนะพาธาคำฉันท์ เล่มหนาพอทำเนา พันวาจาสิทธิ์มีวรรณคดีอยู่มากโข ทีแรกเขาก็แนะนำเื่อิเหนา แต่เพราะไม่โปรดเป็การส่วนองค์ จึงทรงหยิบเื่นี้มาแทน
เหตุผลอีกอย่างก็เนื่องด้วยมีประสงค์ศึกษาการนิพนธ์ฉันท์ เพราะเ้าของหนังสือเล่มนี้เขาชำนิชำนาญนัก รู้ไว้ก็ใช่ว่าจะเสียหาย วันใดวันหนึ่ง อาจได้นำมาใช้ก็ไม่แน่
เมื่อนั้น แสงตะเกียงเ้าพายุเริ่มกระจายแจ้งเข้ามาใกล้ เป็นายพุดที่เดินกระฉับกระเฉงออกมารับเสด็จถึงที่ ท่านชายเดียวจึงจำต้องทรงขอลาเสียเดี๋ยวนั้น
"ฉันขอตัวก่อนล่ะ ขอให้เธอกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะด้าว"
"กระหม่อม"
ชายหนุ่มรับคำจบ ต้อมศีรษะแล้ว ก็หันหัวเรือจ้วงไม้พายกลับทางเดิมที่จรมา ไม่วาย สักพักหนึ่งก็พูดขึ้นมากับตัวเองคนเดียวไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า "วันพรุ่งนี้ หวังว่ากระหม่อมจะได้ใกล้ชิดฝ่าาอีกครั้งนะกระหม่อม"
และจบด้วยการพายเรือไปพลางยิ้มไปพลางอยู่อย่างนั้น หากใครผ่านไปผ่านเกิดเห็นเข้า คงไม่พ้นนึกว่าเขาวิกลจริตไปแล้วสถานเดียว
ฝ่ายท่านชายเดียวทางนี้ตั้งหทัยว่าจะสรงน้ำ ทรงงาน และทรงอักษรที่ยืมมา แล้วจะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ เสีย วันนี้ไม่ได้เสด็จไปร่วมเสวยที่ตำหนักใหญ่ เพราะทรงอิ่มมาจากเรือนโน้นแล้ว แต่นายพุดกลับทูลให้ทราบว่า ข้าหลวงตำหนักใหญ่มาบอกมันว่า เสด็จพระองค์ชายมีพระประสงค์ให้ท่านชายเดียวเฝ้า ท่านชายจึงต้องจำเสด็จไปก่อน โดยไม่มีข้อยกเว้นใดใด
ที่ห้องเสวยพระกระยาหารอันโอ่อ่า มากมีไปด้วยเ้านายร่วมสายพระโลหิตเดียวกัน วันนี้ดูหนาตากว่าที่เคย เพราะอยู่ครบเกือบทุกองค์ รวมทั้งพระเชษฐนี คุณหญิงคุณชายผู้มีศักดิ์เป็หลาน ตามที่ท่านชายทรงเป็ปิตุลา ถ้าจะขาดไปก็มีเพียงท่านชายเล็กหนึ่งองค์เท่านั้น ซึ่งยังไม่เสด็จกลับั้แ่เมื่อวานแล้ว
"อ้าว ชายเดียว พ่อนึกว่าชายจะมาไม่ทันเสียแล้ว" เสด็จพระองค์ชายตรัสท้วง เมื่อท่านชายทรงพ้นขอบประตูเข้ามา
ผู้ทรงถูกถามยังไม่ได้ทูลตอบ หม่อมเอกหล่อนนั่งอยู่ใกล้เสด็จท่าน เสียมารยาททูลให้ความผิดไปก่อนแล้ว "ท่านชายคงยุ่งเื่งานอยู่กระมังเพคะ หรือไม่ก็...อาจจจะทรงแวะเถลไถลที่ไหนสักที" และหันมาย้ำกับท่านชายเดียวอีกหน "จริงหรือไม่เพคะ"
หล่อนเอกพูดเหมือนรู้ ดูเหมือนมีตาทิพย์ ว่าหลังเวลาราชการ ท่านชายได้เสด็จไปไหนมาก่อนหน้าที่จะเสด็จกลับถึงวัง
“ใช่ ฉันแวะที่เรือนพันวาจาสิทธิ์มาก่อนน่ะ" ทรงตอบให้หล่อนหายคลางแคลงใจ จากนั้น จึงทูลเสด็จในกรมฯตามความจริง "ชายอิ่มท้องจากที่เรือนโน้นแล้วเกล้ากระหม่อม ที่มา เพราะเสด็จพ่อมีเื่อะไรจะรับสั่งชายหรือกระหม่อม”
“ชายไปหาเขาที่นั่นหรือ ไปทำไม"
“เขาเชิญชายไปรับเครื่องหวาน และก็ดูดนตรีบ้าง ชายขอยืมหนังสือเขามาอ่านด้วยนะเกล้ากระหม่อม”
“ชายไปที่นั่นที่นี่ได้ แต่ชายไม่เคยพาหญิงอ้อออกไปที่ไหนเลยนะลูก ชายควรรู้ได้แล้ว ว่าตอนนี้ชายจะต้องทำอะไรอย่างไร พ่อคอยให้ชายคิดได้ ชายก็ทำเป็ลืมเสียอย่างนั้นน่ะ”
น้ำพระสุรเสียงเด่นชัดว่ากริ้ว แม้จะตรัสอย่างปรกติ ไม่มีการตะคอกใดใด ก็ทำให้หลาย ๆ ชีวิต ณ ตรงนั้นไร้ปากไร้เสียง ไม่กล้าตุกติกหรือทำสิ่งใดที่คล้ายเอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว
“เสด็จพ่อ.... คือชาย...” ท่านชายเดียวไม่รู้จะทรงหาอะไรมาทูลอ้าง ที่เสด็จในกรมฯตรัสนั้นล้วนถูกต้องทุกกระบวนความ เพราะไม่ทรงมีใจใฝ่ในท่านหญิงอ้อ ก็ทรงลืมไปจนสิ้น ว่าทรงอยู่ในฐานะพระคู่หมั้น ที่คนเกินครึ่งพระนครต่างรู้กันถ้วนทั่ว
“อย่าแก้ตัวกับพ่อเลยชาย วันพรุ่งนี้ ว่างจากงาน ชายต้องพาน้องไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างน้อง น้องอยู่แต่ในพระราชฐานชั้นใน คงเบื่อหน่ายแย่ พ่อจะเตรียมรถม้าไว้ให้”
เสด็จพระองค์ชายตรัสเองจัดแจงเองทุกสิ่งอย่าง ไม่มีเหลือให้ท่านชายเดียวได้ต่อรองบ้างสักนิด หากไม่หยิบยกเื่สำคัญในหน้าที่การงานมาบังหน้าเช่นนี้ เห็นทีต้องจำนนโดยดุษณี
"วันพรุ่งนี้ชายไม่ว่างแล้วเกล้ากระหม่อม มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากฝรั่งเศส ชายต้องเข้าร่วม ไว้วันหลัง ชายจะหาเวลาว่างพาน้องไปเองเกล้ากระหม่อม"
เสด็จในกรมฯทรงถอนพระปัสสาสะออกมาอย่างจนพระทัย แต่ที่พระปิโยรสทูลเช่นนี้ ก็ยังดีกว่าการปฏิเสธเสียดื้อ ๆ อย่างที่เคยในทุกครั้ง
“แล้วนายคนนั้นเขาสอนดนตรีชายเป็อย่างไรบ้าง สอนดีหรือไม่ ถ้าไม่ พ่อจะได้หาคนใหม่มาแทนให้”
“ไม่ ไม่เลยเกล้ากระหม่อม เขาสอนชายดีที่สุดแล้ว สอนเข้าใจง่าย เขาสุภาพ มีสัมมาคารวะกับชายด้วยเกล้ากระหม่อม" ท่านชายเดียวรีบทูลเสียทันที ทรงเกรงว่าหากเปลี่ยนคนสอนไป จะหาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว และหาโอกาสจะพบเจอกันยากแน่
นางเผือก บ่าวจอมจุ้นนั่งคอยรับใช้หม่อมเอกอยู่บนพื้นรีบสกิดแขนผู้เป็นายพัลวัล เป็เชิงบอกให้หล่อนกล่าวอะไรสักอย่าง เพื่อเป็การจ้องจะจับผิดท่านชาย
ซึ่งหม่อเอกเองหล่อนก็พร้อมนัก จะได้สืบสาวยาวความไปเรื่อย ๆ ว่าที่นางบ่าวพูด มันจริงหรือเท็จ
“แค่สอนดี เข้าใจง่าย สุภาพและมีสัมคาระวะหรือเพคะท่านชาย หม่อมฉันคิดว่ามีมากกว่านั้นเสียอีก”
“หล่อนหมายความว่าอย่างไร แม่นิ่ม ที่ว่ามากกว่านั้น” เสด็จพระองค์ชายไม่ทรงเขาพระทัยในสิ่งที่หม่อมคนแรกสื่อ ทรงรู้นิสัยดี ว่าวาจาหล่อนคนนั้นกลับกลอก
“ไม่มีสิ่งใดเพคะเสด็จ เกล้ากระหม่อมฉันก็แค่เย้าท่านชายเล่น ๆ น่ะเพคะ" ทูลเสด็จในกรมฯจบ หล่อนก็หันไปทูลฝ่ายพระโอรสของท่านต่อ” ไว้วันหลัง หม่อมฉันขอประทานอนุญาตไปชมท่านชายทรงดนตรีให้เป็บุญตานะเพคะ อยากเห็นมานาน”
หล่อนไม่กล่าวเฉย ทั้งเหยียดยิ้ม และเชิดชูคอใส่ท่านชายคล้ายโอหัง เพราะอย่างไรเสียก็นับว่าหล่อนแก่กว่า อำนาจวาสนาก็ใช่จะต่างกัน
เสด็จพระองค์ชายทอดพระเนตรดูอย่างฉงน แล้วทรงนึกขึ้นได้ ว่าจากเมื่อวานมานี้ ยังไม่เห็นแม้อฝแต่เงาของลูกชายคนเล็กของหม่อมเธอเลยสักหน
“ชายเล็กของหล่อนไปไหนเสียแล้วล่ะ แม่นิ่ม ไม่ใช่ว่ามัวเถลไถลอย่างที่หล่อนว่าชายเดียวหรอกนะ”
“อะ... เอ่อ...” เมื่อถึงคราวนี้ หล่อนก็หมดคำแก้ตัวเองบ้าง จะให้ทูลตามจริงว่าท่านชายเล็กทรงหนีประพาสหญิงเหมือนครั้งก่อน ๆ น่ะหรือ คงจะเหมือนกับ...
"อ้าว! ว่าอย่างไรเล่า ถามน่ะ ชายเล็กไปไหน"
"ยะ ยังไม่กลับเพคะ ก็แหม เสด็จเพคะ ลูกอยู่แต่ที่เดิม ๆ ย่อมมีเบื่อกันบ้าง ให้ลูกออกไปเที่ยวเล่นน่ะดีแล้วล่ะเพคะ" ดูเหมือนว่าคำแก้ต่างแทนของหล่อน จะยิ่งทำให้กริ้วขึ้นไปอีก
“เหอะ! หล่อนคิดอย่างนั้นหรือจ๊ะ แม่คุณ เอาเถิด ลูกหล่อนนี่ ตอนเด็กเลี้ยงมาอย่างไร โตไปก็รับเอาอย่างนั้นแล้วกัน”
หม่อมเอกคับแค้นในใจ หาทางระบายไม่ได้ ดวงหน้ารูปไข่ของหล่อนบูดบึ้ง เขม็งมองท่านชายเดียวด้วยตาแข็งกร้าว นี่ครั้งนี้ยังนับว่าดี ที่เสด็จพระองค์ชายไม่ตรัสประโยคที่มักทำให้หล่อนเจ็บช้ำน้ำใจอย่างเมื่อก่อน
'เด็กเกิดพร้อมกัน เลี้ยงลูกไม่ได้ดีเท่าฉันเลี้ยงชายเดียวเลย เขาทั้งว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังฉันทุกอย่าง ไม่เหมือนลูกหล่อนหรอก แม่นิ่ม'
"กระหม่อมวางหนังสือไว้ที่โต๊ะทรงอักษรนะกระหม่อม" นายพุดเข้าไปลีบตัวรายงาน เมื่อเห็นว่าเ้านายเสด็จกลับมาที่เรือนแล้ว
“อืม แล้วโมกล่ะ ไปไหน”
“กินข้าวเย็นเสร็จ มันก็ไปนั่งชมเดือนชมดาวตามอารมณ์มันที่ชิงช้าท้ายเรือนน่ะกระหม่อม”
"พุดไปเรียกเข้ามาเสีย แล้วไปหลับไปนอนกันได้แล้ว ดึกดื่น ฉันจะไปอาบน้ำ และอยู่ห้องหนังสือนะ ไม่มีอะไร ก็อย่าขึ้นไปรบกวน"
“กระหม่อม” อ้ายบ่าวพยักหน้าเข้าใจ รีบปลีกตัวออกไปทางด้านหลังเรือนเพื่อเรียกเพื่อนคู่ใจเข้ามานอน
การที่บ่าวเรือนนี้จะเข้านอนก่อนเ้านายไม่ใช่เื่ผิดหรือแปลก ท่านชายดำริอย่างนั้น เพราะเห็นว่าเขาทำงานใช้แรงเพื่อเรามาทั้งวัน เมื่อไม่มีสิ่งใดคั่งค้างก็ให้รีบพักเสีย
คล้อยหลังไปชั่วระยะหนึ่งหลังจากสรงน้ำ ผลัดเปลี่ยนนุ่งกางเกงแพรจีนแล้วเสร็จ หม่อมเ้าชายก็เสด็จมายังห้องทรงอักษร ทรงกะว่าจะประเดิมอ่านหนังสือที่ยืมพ่อคนนั้นมาสักครู่ ก่อนถึงเวลาบรรทม
หากไม่ได้อ่าน ประเดี๋ยวคนทางนั้นจะเสียใจเอา ในเมื่อเขากำชับ อยากให้อ่านนักอ่านหนา
แรกเริ่มเดิมที มิได้ทรงคาดการณ์ว่าเปิดหน้าปกออกมาแล้วจะทรงพบกับอะไร ก็นี่หนังสือ ไม่มีตัวอักษรแล้วจะให้เป็สิ่งไหนแทนได้ แต่สิ่งนั้นกลับเป็...
กระดาษสีขาวนวลขมิ้นอ่อน ๆ มีกลิ่นหอมเจือปนเหมือนกลิ่นน้ำปรุงที่ทรงดมวันนี้ กระดาษาแผ่นนั้นพับเป็กลีบเรียบราวกับรีดมา
ทรงตระหนักรู้ว่าสิ่งใดที่ไม่ใช่ขององค์เอง ก็ไม่ควรล่วงเกินไปเปิดอ่าน เผลอ ๆ เ้าของเขาอาจเขียนเื่สำคัญที่เป็ความลับแล้วลืมเอาไว้ จะเป็การดีมากกว่า หากสอดเก็บไว้ให้มัดชิดดังเดิม
แต่แล้ว เหมือน์ท่านบันดาลให้เกิด ประทานสายพระพายแรงพอควรผ่านบานหน้าต่างเข้ามาพัดเอากระดาษหอมแผ่นนั้นปลิวไปตกบนพื้น จากที่พับอยู่ มาบัดนี้มันจึงคลายออก เผยให้เห็นตัวอักษรได้เด่นชัดถนัดเนตร
"การที่เผลอไปเห็นเอง คงไม่เรียกว่าสอดรู้ในเื่ของผู้อื่นกระมัง ฉันขออ่านสักนิดนะด้าว ถ้าเธอรู้ เธอจะโกรธหรือไม่นะ"
เรียวโอษฐ์ก็ว่าไปอย่างนั้น แต่แววเนตรนี่สิ ไล่อ่านตัวอักษรหวัดครบทุกบรรทัด เขาเขียนเป็บทกวีอย่างอินทรวงศ์ฉัน ๑๒ ความว่า
รู้ว่ามิคู่ควร จะสงวนภิรมย์ถนอม
เพียงชมมิดมดอม ขัต์ติยามะนาระตู
เปรียบดังกระต่ายป่า ริจะมาประสงค์วิธู
ได้แต่ตระหง่องดู บมิอาจจะปรารถนา
สุดเอื้อมรพีพรรณ ศศิจันทร์เหมาะสมสถาน์ะ
อย่าโน้มสุรียา ชะลอมาระคายมุทิน
แสนยากมล้างรัก มละหักวิลาปอะจิณ
ไป่ตายบ่วายสิ้น รตินี้มิเหือดระเหย
พระอาทิตย์ย่อมคู่ควรกับพระจันทร์ ใช่หรือไม่กระหม่อม ใคร ๆ ก็ว่าอย่างนั้น กระหม่อมว่าคงจะจริงแล้ว หิ่งห้อยด้อยแสงนี่น่ะหรือ จะไปเทียมเท่าพระจันทร์ที่สุกไสว ท่านชายกับท่านหญิงก็คู่ควรกันดี เป็ความจริงที่ไม่อาจเลี่ยง
แล้วแต่จะโปรด
พันวาจาสิทธิ์
๐๓/๐๔/๒๔๖๓
“โถ ที่แท้ก็เขียนฉันท์มาถึงเรานี่เอง ดูซี พ่อสุนทรโวหาร ฉันนึกอยู่แล้วเชียวว่าเธอก็รู้สึกไปไม่ต่างจากฉัน เจียมตัวจริงนะพ่อคุณ ถึงว่าไม่อยากออกเรือน"
ทรงรำพึงไปถึงเขา แล้วนึกเคลิ้ม ทรงหยิบกระดาษและปากกาหมึกซึมมาเรียงร้อยบทฉันท์ตอบกลับเขาไป ด้วยหวังเป็อย่างยิ่ง ว่าเมื่ออีกฝ่ายได้อ่านแล้ว จะเลิกดูถูกความรักและด้อยค่าตนเองเสียที