บทที่ 106 ช่าง...น่าสงสารจริงๆ (มีฉากอันตราย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
ซูหยวนสะบัดแขนของตนเอง รู้สึกว่าการได้ออกมายืดเส้นยืดสายแบบนี้บ้างก็ไม่ได้เลวเลย ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่หมกตัวช่วยงานวิจัยในกองทัพ ซึ่งจะแอบเข้าไปในฟาร์มบ้างก็ไม่กล้า กลัวว่าฟาร์มของเธอจะถูกเปิดเผย ซูหยวนไม่คิดท้าทายคนของโลกนี้ ความแข็งแกร่งของพวกเขาเป็นสิ่งที่เธอคาดเดาไม่ได้เช่นกัน
สุดท้ายแล้ว หากไม่ใช่เพราะสองวันก่อน ซูหยวนใช้เวลาอยู่ในฟาร์มจนสามารถรื้อความพลิ้วไหวกลับมาได้บ้าง ตอนนี้อาจจะล้มหน้าคะมำไปกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแบบนี้แล้ว
“รุ่นน้องอัน เธอเก่งมากๆ” คุณหนูจางรีบเข้ามาจับมืออันซูหยวน เธอไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีเลยด้วยซ้ำ หน้าที่ของเธอที่มาที่นี่ ก็แค่เป็นผู้หลอกล่อซูหยวน ต่อให้นักเรียนคนอื่นๆดูถูกคุณหนูจางว่าไร้ความสามารถมากขนาดไหน พวกเธอก็ไม่กล้าทำอะไรอีกฝ่าย
เบื้องหลังคือตระกูลจางที่ยิ่งใหญ่ ต่อให้สร้างตัวโง่งมออกมาก็ยังต้องชมว่าแข็งแกร่งเลย...
ซูหยวนพยักหน้าให้คุณหนูจางที่ยังคงแสดงท่าทางเหมือนกับเด็กสาวนุ่มนิ่มไม่รู้เรื่องราว บางทีก็อยากจะถามออกไปตรงๆว่า “คุณหนูเล่นจนพอใจหรือยังคะ?” เหลือเกิน เธอไม่รู้ว่ามันมีอะไรน่าสนุกนักหนา ยิ่งเรื่องแผนการจัดการเธอนี้ก็ไม่ใช่แผนการใหม่ๆเลย การแสดงของเด็กพวกนี้ก็ไม่แนบเนียน ต่อให้ได้ดูก็ไม่เห็นว่าจะทำประโยชน์อะไรบ้าง...
“ตอนนี้ก็สำเร็จไปหนึ่งอันแล้ว รุ่นน้องนักเรียนทุนไม่ได้ทำให้ผิดหวังจริงๆ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอเก่งมาก ในเมื่อการล่าเป็นไปอย่างราบรื่นดี ตอนนี้พวกเราก็พักผ่อนกันก่อนเถอะ ระหว่างนี้พวกฉันสองคนจะไปหาตำแหน่งของไก่หงอนแดงตัวใหม่”
รุ่นพี่สองคนขอปลีกตัวออกไป ทิ้งให้ซูหยวน คุณหนูจาง และรุ่นพี่อีกคนรออยู่ จุดที่พวกเธอเลือกพักผ่อนนั้นเป็นจุดที่ค่อนข้างดี ซูหยวนรู้สึกว่ารุ่นพี่ทั้งสามคนนี้มีทักษะที่ยอดเยี่ยมอยู่บ้าง หากไม่ใช่เพราะวันนี้เล็งเป้าหมายมาที่เธอ อนาคตก็น่าจะทำประโยชน์ให้มนุษย์ชาติได้ไม่น้อยเลย
รุ่นพี่ที่เหลืออยู่ไม่ได้เป็นคนอื่น แต่เป็นรุ่นพี่ไป๋ เธอทำเป็นนั่งเฝ้าอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อรอเพื่อนๆกลับมา ผ่านไปสองสามนาทีก็เริ่มกระแหล่มแอมไอ ซูหยวนคิดว่ามันน่าจะถึงเวลาที่เธออยากจะลงมือแล้ว จึงยืดหลังของตนเองขึ้น เตรียมพร้อมเคลื่อนไหวทุกสถานการณ์
“รุ่นน้องนักเรียน ฉันอยากจะไปดูทั้งสองคนนั้นหน่อยน่ะ ยังไงก็ฝากอุปกรณ์พวกนี้ไว้ด้วยนะ ถ้าต้องเอาไปด้วย...ฉันคงเคลื่อนไหวไม่สะดวก”
“อ้อ....” ซูหยวนมองดูรุ่นพี่ไป๋คนนั้น เธอเห็นว่าอีกฝ่ายแตะต้องสัญลักษณ์บางอย่างบนโล่ ในขณะที่มีตัวเลขนับถอยหลัง 5 4 และ 3 ซึ่งเมื่อตัวเลขเริ่มขยับลดลง รุ่นพี่ไป๋ก็เตรียมยื่นส่งมาให้เธอ
ซูหยวนลุกขึ้นยืน แสร้งทำเป็นยื่นมือออกไปรับ แต่ก่อนที่จะถึงมือของเธอ ซูหยวนก็ขยับหลบเล็กน้อย
“หวา!!! ใครเอาเล็บไก่หงอนแดงมาไว้ตรงนี้กัน!!” คนที่มองอยู่ข้างนอกคงจะได้เห็นภาพน่าขบขันที่ซูหยวนแสดงออกมา เธอทำท่าทางเหมือนตกใจมาก แต่แขนกลับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ทั้งยังมีเวลาร้องออกมาจนจบประโยคได้เสียด้วย
อารามตกใจนี้ไม่ปกติเอาเสียเลย ทว่า...รุ่นพี่ไป๋คนนั้นไม่สามารถขยับตัวได้ทันเวลา แขนของซูหยวนปัดโล่ที่กำลังยื่นจนกระเด็นคว่ำไป หญิงสาวไม่ทันได้ระวังตัวในตอนแรก มีเจตนาแค่อยากจะยื่นโล่ให้ถึงมือซูหยวนตรงเวลาก็ได้เอียงตัวเข้าหาเธอ กว่าจะรู้ตัว....ลูกดอกที่ซ่อนอยู่ตามกลไกก็พุ่งออกมาเข้าที่ใบหน้าของเธอเสียแล้ว
ฟุบ ฟุบ
“กรี๊ด!!!!” ลูกศรที่แหลมคมพุ่งเข้าใบหน้าของรุ่นพี่ไป๋อย่างรวดเร็ว ต่อให้เธออยากจะหลบ ก็แค่เบี่ยงวิถีอันตรายได้เล็กน้อยเท่านั้น
ใบหน้าที่ถูกศรสองดอกแทงเข้าเลือดไหลออกมาไม่หยุด รุ่นพี่ไป๋กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เธอไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับแรงโจมตีนี้เอง ดังนั้นย่อมทำตัวไม่ถูก
“อ๊า....น่ากลัวจังเลย” คุณหนูจางที่ทำตัวอ่อนแอรีบรับบทต่อ ซูหยวนก็เช่นกัน เลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายแล้วหลบไปอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้รุ่นพี่ไป๋ที่ต้องการผลลัพธ์เช่นนี้ทุรนทุรายไปคนเดียว
ซูหยวนไม่เคยนึกสงสารคนที่ต้องการทำร้ายตัวเอง ถ้าเธอไม่ได้ไหวตัวทัน คนที่จะต้องเจ็บปวดก็คือเธอ คิดว่าถ้าตอนนี้เธอก็คือคนที่ต้องเจ็บตัว รุ่นพี่ไป๋จะแสดงท่าทางอย่างไร? แค่เธอไม่หัวเราะออกมาต่อหน้า ก็คงเรียกว่าเมตตาแล้วล่ะมั้ง...
เพราะเสียงของรุ่นพี่ไป๋ดังมาก รุ่นพี่อีกสองคนที่รอฟังผลลัพธ์ไม่ไกลก็รีบวิ่งกันเข้ามา พวกเธอตกใจมากเมื่อเห็นว่าคนเจ็บตัวก็คือรุ่นพี่ไป๋ผู้เป็นสหาย ไม่ใช่นังสารเลวอันที่กล้าเหยียบหน้าคนมากมายขึ้นไปคว้าอันดับหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้น!! ทำไมถึงเป็นแบบนี้!!”
“นังนั่น!! เป็นเพราะมัน!!” ถึงแม้รุ่นพี่ไป๋จะไม่รู้ว่าอันซูหยวนตั้งใจหรือเปล่า แต่คนที่ทำให้เธอบาดเจ็บก็คือมัน ดังนั้นเธอไม่มีทางปล่อยอันซูหยวนไปแน่!
ถ้าบอกว่าก่อนหน้านี้เธอลงมือเพราะคำสั่งของตระกูล ตอนนี้เธอกลับมีความแค้นส่วนตัวกับอันซูหยวนแล้ว!
“รุ่นน้องนักเรียนทุน! เธอทำอะไรกับเพื่อนของฉัน!”
“นังสารเลว เธอก็แค่คนที่โชคดีจากเขตชั้นนอกเท่านั้น คิดจะต่อต้านพวกเรางั้นหรอ!!” สองคนได้ฟังเพื่อนพูด ไม่มีความคิดที่จะปล่อยซูหยวนไปเหมือนกัน แทนที่จะช่วยปฐมพยาบาลให้เพื่อนไป๋ก่อน กลับหวังจะสู้กับเธอแทนเสียอย่างนั้น
“รุ่นพี่ทั้งสอง ฉันรู้ว่ากำลังตกใจ แต่ถ้าคิดจะลงมือกับฉันเพราะความตกใจ ฉันพร้อมจะสู้กลับโดยถือว่าเป็นการป้องกันตัวนะคะ” ซูหยวนแสดงออกอย่างใจเย็น ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย ในมือกระชับพลั่วสีดำดูน่ากลัวมากขึ้น
ฉากที่เธอสามารถจัดการไก่หงอนแดงได้ง่ายๆปรากฏขึ้นมาในใจของรุ่นพี่ทั้งสอง ไม่ต้องพูดถึงค่าพลังงานที่เหนือกว่าตนเอง แค่การเคลื่อนไหวที่เห็นก็ยอดเยี่ยมมากพอที่จะทำให้พวกเธอต่อต้านไม่ได้แล้ว
“รุ่นน้องนักเรียน เรื่องนี้เธอจะต้องมีคำอธิบายแน่ ฉันจะแจ้งทางการว่าเธอเป็นคนสารเลวที่ลงมือกับไป๋ซิ่ง!!” คำคู่ของรุ่นพี่พวกนั้นไม่ได้ทำให้ซูหยวนสะทกสะท้านเลย กลับกัน...เธอยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วย
“ได้ค่ะ ฉันเองก็พร้อมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์เหมือนกัน ตัวฉันยังไม่เคยถือโล่นั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ผลิตโล่นั้นทำงานแบบนี้ออกมาได้ยังไง เห็นได้ชัดเจนว่ามันมีข้อผิดพลาด แต่ก็ยังให้รุ่นพี่ซื้อมาใช้งานอีก ด้วยความประมาทนี้ ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบแน่ค่ะ”
“อ้อ....ฉันเองก็เกือบจะได้รับอันตรายเหมือนกัน ถ้าเกิดฉันเป็นคนใช้โล่ที่ผิดพลาดนี้ คนที่จะเจ็บตัวก็คือฉัน ดังนั้นรุ่นพี่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะแจ้งความเอาผิดผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานนี้เหมือนกันค่ะ ฉันจะทวงคืนความยุติธรรมให้ทุกคนนะคะ”
ซูหยวนปรายตามองทั้งสองคน เธอไม่รู้หรอกว่าทั้งสองได้รับอุปกรณ์นี้มาจากใคร แต่ก่อนหน้านี้...เธอไม่ได้แตะต้องโล่เลย หากตรวจผลลายนิ้วมือแล้ว ยังไงเธอก็ไม่มีความผิด อีกอย่าง...มันกลับจะย้อนคืนใส่พวกเธอด้วยซ้ำ
ทั้งสองคนมองหน้ากันเอง หนึ่งในนั้นกัดฟันกรอดเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้อย่างไรดี
“พาไป๋ซิ่งไปรักษาก่อน” หานหลานฮวากัดฟันพูด
คำของซูหยวนนั้นทำให้เธอโกรธมาก อันที่จริง...ถ้าเธอไปฟ้องร้องต่อทางการเพื่อตรวจสอบ เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรต่อตระกูลหานซึ่งเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญในการผลิตอาวุธและกับดัก เพราะอุปกรณ์โล่นี้ไม่ได้มีปัญหา ถ้าจะผิดก็ผิดที่ผู้ใช้ประมาทเกินไป
พวกเธอคิดเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว ถ้าหากโล่มีปัญหา จะกล้าเอาออกมาใช้ได้ยังไง แผนก็คือทำให้นังเด็กสารเลวนี้เป็นผู้ประมาท ใช้โล่ไม่เป็นจนทำให้ตัวเองบาดเจ็บ คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากจะทำอันตรายอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว ยังเป็นฝ่ายตัวเองที่เจ็บหนักอีก!
“ใช่ค่ะ ให้ฉันช่วยนะคะ” ซูหยวนตีหน้ามึน เธอเกือบจะเข้าไปหารุ่นพี่ไป๋อยู่แล้ว แต่ถูกผลักออกมาเสียก่อน
“เธอไม่ต้อง ยังไม่รู้แน่ว่าเธอเจตนาจะลงมือหรือว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ”
“อ้อ...ได้ค่ะ” ซูหยวนไม่ได้คิดจะช่วยเหลืออยู่แล้ว ปล่อยให้ทั้งสามคนหิ้วปีกกันไป
อย่างไรก็ตาม...อย่าลืมว่าตอนนี้พวกเธออยู่ในพื้นที่ล่า คิดว่าคนหนึ่งบาดเจ็บและเต็มไปด้วยเลือด อีกสองคนเองก็พยายามประคองเพื่อนจนเลือดเต็มตามตัว กลิ่นของมันยิ่งไม่หอมฟุ้งไปทั่วหรอกหรือ?
“กรู้ก!!!”
ความโกรธแค้นทำให้ทั้งสามคนไม่ได้คิดระวังตัวดีพอ ซูหยวนขยับเล็กน้อย จากที่เดินอยู่ด้านข้างก็เยื้องไปด้านหลังของทั้งสาม แน่นอนว่าคุณหนูจางผู้อ่อนแอก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน
ทั้งสามคนที่อยู่ด้านหน้าตกใจมาก ยิ่งรุ่นพี่ไป๋ซิ่งที่บาดเจ็บอยู่แล้วยิ่งหน้าถอดสี หากไม่ใช่เพราะเธอดื่มยาชาเข้าไป เวลานี้คงจะทนพิษความเจ็บปวดไม่ไหว ทว่า....ก็เพราะยาชานั่นแหละ จึงทำให้เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ เมื่อเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ มีแต่ต้องเชื่อใจเพื่อนทั้งสองก็เท่านั้น
แต่ว่า...เพื่อนทั้งสองของเธอ จะไว้ใจได้มากขนาดไหนกันล่ะ? เรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าไป๋ซิ่งอีกแล้ว
“บ้าเอ้ย!! ทำยังไงดี ตอนนี้สภาพพวกเราไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้เลย”
“ชิ!!” ทั้งสองคนมองหน้ากันเอง หากต้องแบกไป๋ซิ่งไปด้วย แล้วก็ต่อสู้ไปด้วย ยังไงก็หนีไม่รอด
“ฉันจะใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือ รุ่นน้องอัน...ตอนนี้มีแค่เธอที่สามารถต่อสู้ได้ ฉันจะให้เธอยื้อเวลาให้ได้มากที่สุด ส่วนฉันจะไปมองหาช่องทางหนีอื่นๆ แล้วก็คุณหนูจาง...ให้เธอเฝ้าไป๋ซิ่วด้วย ระหว่างที่พวกเราไปหาเส้นทางหนีอื่นๆ ต้องปกป้องเอาไว้ อย่าให้โดนโจมตีเด็ดขาด!” แม้จะเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าใครเป็นภาระ เธอก็พร้อมจะโยนทิ้งอยู่แล้ว
อีกอย่าง ผลลัพธ์แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ? ไป๋ซิ่งน่ะ...ก็แค่ต้องเสียสละเพื่อภารกิจที่ได้มาจากตระกูล ในขณะที่คุณหนูจางแค่ดวงซวยเท่านั้น
เธอไม่ได้แข็งแกร่งมากพอที่ตระกูลจางจะไม่เชื่อว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้...คนก็ตายกัน 3 คน เหลือรอด 2 คนไม่ถือว่าผิดปกติอะไร หากคุณหนูจางตายคนเดียวก็ว่าไปอย่าง...
“นี่....” จางเสี่ยวหนิงดูเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา แต่ซูหยวนกลับพยักหน้านิ่งๆเท่านั้น
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะหลอกล่อเจ้าไก่หงอนแดงเอาไว้เองค่ะ ฝากรุ่นพี่หาทางออกด้วยนะคะ” จางเสี่ยวหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เงียบเสียงไป
“ดี งั้นก็เอาตามนั้น” หานหลานฮวาแค่นหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าซูหยวนช่างโง่งมเหลือเกิน
ไป๋ซิ่งกัดลิ้นตัวเองจนเลือดไหลซึม เธอสาบานว่าถ้ารอดไปได้ ก่อนจะฆ่ารุ่นน้องอันตามคำสั่งตระกูล เธอจะฆ่าเพื่อนสารเลวทั้งสองคนก่อน!!
ซูหยวนลอบยิ้มที่มุมปาก ความโกรธแค้นของไป๋ซิ่งช่างหอมหวานเหลือเกิน.... เธอมองดูโล่ชั้นยอดในมือของหานหลานฮวา ซึ่งเป็นอันเดียวกับที่ทำให้ไป๋ซิ่งต้องเจ็บตัว หยดน้ำเล็กๆไหลซึมเข้าไปในแขนเสื้อของอีกฝ่ายเนื่องจากโล่นั้นไม่ได้ดูดซับน้ำ...
กลิ่นหอมกระจายไปรอบๆ อันที่จริง...ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งดึงดูดสัตว์กลายพันธุ์มาที่นี่ เป็นเพราะเลือดของไป๋ซิ่ง หรือเป็นเพราะ “สารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้าย” กันแน่
ช่าง....น่าสงสารจริงๆ
ซูหยวนไม่ได้กลัวว่าจะมีคนจับได้ น้ำยานั้นใช้ออกมาก็ไม่รู้ว่ามาจากใครอยู่ดี ขวดหลักฐานก็ไม่มี เธอเอาทิ้งเข้าไปในฟาร์มของตัวเองแล้ว นอกจากนี้...ถ้ามันจะหลงเหลือร่องรอย ดังนั้นคนที่ได้สัมผัสกับโล่ก็ควรจะน่าสงสัยที่สุดไม่ใช่หรอ? ซูหยวนก็แค่เหยื่อเท่านั้น เธอไม่ได้อยากจะมาแต่ก็ต้องมาเพราะพวกรุ่นพี่คะยั้นคะเยอ คนที่ไม่ได้มีเจตนาตั้งแต่แรกจะเตรียมสารดึงดูดสัตว์ร้ายมาทำไม
สองสาวรีบวิ่งออกไป แม้จะเรียกใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่านักล่ารอบๆจะเข้ามาช่วยได้ตอนไหน ทว่าสัตว์กลายพันธุ์รออยู่ข้างหน้าแล้ว หากไม่รีบหนีก็มีแค่ความตายเท่านั้นที่รออยู่!
“รุ่นพี่จางคะ ดูแลตัวเองนะคะ” อันซูหยวนไม่ได้ห่วงคนข้างหลัง อีกฝ่ายแข็งแกร่งมากแค่ไหน คนอื่นไม่รู้ แต่เธอรู้ดีที่สุด
ดังนั้นหลังจากพูดประโยคนี้จบ ซูหยวนก็วิ่งหายไป เธอไม่ได้หนี แต่ปล่อยให้ไป๋ซิ่งเป็น “เหยื่อ” ดึงความสนใจของไกหงอนแดงกลายพันธุ์ ในขณะที่เธอซ่อนตัวในหลุมรอบๆ เตรียมพร้อมโจมตีด้วยศรพริบตา
ก็นะ...ถ้าเป็นคนอื่นคงจะคิดว่าเธอเป็นพวกไร้มนุษย์ธรรม ทว่า...ก่อนหน้านี้ ซูหยวนแสดงฝีมือในการยิงธนูที่ยอดเยี่ยม หากพูดออกไปว่าเธอมั่นใจในทักษะยิงธนูมากกว่าพลั่ว คนจะไม่เชื่อหรือ?
แล้วนักยิงธนู มีใครบ้างที่ไม่หาตำแหน่งที่เหมาะสมให้ตัวเอง ในช่วงเวลาเช่นนี้...มีแต่ต้องเสียสละบ้างก็เท่านั้น ขนาดเพื่อนๆของไป๋ซิ่งยังทิ้งเธอ การกระทำของซูหยวนไม่ได้อยู่เหนือความเข้าใจของอีกฝ่ายนัก
………………………………