ตอนที่ 87 เตาพวกนี้...ฉันให้ลูกค้าใช้
“เตาพวกนี้สามารถนำมาใช้ได้ด้วยเหรอครับ” แอลเอ่ยถามด้วยความไม่รู้ เนื่องด้วยพวกเขาต่างก็สร้างเตานี้ขึ้นมาเพื่อให้ แอล ได้เล่นสนุก จะได้มีเตาทำอาหารเหมือนกับคนอื่นๆ ก็เท่านั้น
ทั้งนี้เมื่อโทมัสและจิม ขนย้ายเตาทำอาหารไปไว้ในครัว จนเสร็จสมบูรณ์แล้ว พวกเขาทั้งสองคนก็เดินกลับมาพอดิบพอดี
ประจวบเหมาะกับไลท์ ที่กำลังอธิบายเตาอั้งโล่ให้กับเอลล่าและแอลฟังพอดี
“เตาพวกนี้ ยังพอจะใช้ได้ หากมีช่องรูอยู่ตรงกลางด้านใน คล้ายกับรังผึ้ง...ส่วนด้านใต้มีช่องรูที่สามารถเติมเชื้อไฟ ให้กับมัน?” ไลท์อธิบายพร้อมกับพลิกเตาไปมา พลางใช้นิ้ววาดสิ่งที่เขากำลังอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพได้ง่าย
“ใช่แบบนี้หรือเปล่าคะ” เอลล่าดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ ไลท์ พูดถึงอย่างรวดเร็ว
สาวน้อยหยิบเอาเตาเล็กๆ ที่วางเรียงราย เลือกมันขึ้นมาสักใบหนึ่ง ก่อนจะตั้งสมาธิเพื่อปลดปล่อยพลังเวทที่เธอได้เรียนรู้มาจากโทมัสและจิมไปยังเตาที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
พลังเวทที่ได้ปลดปล่อยออกมา ค่อยๆ ห่อหุ้มเตาขนาดเล็กนั้นเอาไว้ ประหนึ่งลูกโป่งน้ำใสๆ ก่อนที่ในชั่วพริบตา เตาขนาดเล็กเหล่านั้นจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเตาอั้งโล่ ตามจินตนาการของเอลล่าในฉับพลัน
“แบบนี้แหละ...ใช้ได้เลย เก่งมากเลยเอลล่า” ไลท์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะมอบรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นให้กับเอลล่า
เอลล่าเองก็ดีใจเป็นอย่างมาก ที่เตาของเธอ ทำให้ไลท์นั้นภาคภูมิใจ...อีกทั้งการที่เอลล่าได้รับรอยยิ้มและคำพูดชมเชยจากไลท์ก็ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แก้มทั้งสองข้างของเด็กสาวค่อยแดงระเรื่อด้วยความเอียงอาย
ก่อนจะมุดหน้าหันไปเพื่อหลบสายตาของคนอื่นๆ ที่กำลังให้ความสนใจกับเตาอั้งโล่ในมือของเธอ
“พี่เอลล่าเก่งที่สุดเลย พี่สอนผมบ้างสิครับ” “เตาที่เชฟไลท์หมายถึง เป็นแบบนี้นี่เอง” “ว่าแต่ เตาแบบนี้เชฟไลท์จะเอาไปใช้งานยังไงเหรอครับ?” แอล โทมัสและจิม จ้องมองมายังเตา ตัดสลับกับเงยหน้าขึ้นมาถามกับไลท์ ที่ดูจะตื่นเต้นกับเตาที่อยู่ตรงหน้านี้อยู่ไม่น้อย
“ฉันไม่ได้เป็นคนใช้เองหรอก...เตาพวกนี้ฉันจะให้ลูกค้าเป็นคนใช้”
“อะไรนะครับ/ค่ะ ให้ลูกค้าเป็นคนใช้!” ทุกคนต่างตะโกนออกมา ด้วยความแปลกใจ เมื่อได้ยินว่าเตาพวกนี้ จะเป็นลูกค้าที่ได้ใช้งาน
มีที่ไหนกัน? ให้ลูกค้าใช้เตาทำอาหารด้วยตัวเอง!นี่มันผิดเพี้ยนไปจากความเข้าใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก
ขนาดที่ว่าทำให้ สองตายาย ที่กำลังเก็บร้านกันอยู่ ต้องวิ่งหน้าตาตื่นมายังด้านหลังของร้าน เพื่อสอบถามถึงเสียงตะโกนของเด็กๆ กันเลยทีเดียว
“เชฟไลท์ครับ พวกเราต่างก็รู้ว่าเชฟนั้นทำงานหนัก แต่ถ้าเชฟไม่ไหวก็พักสักหน่อยเถอะครับ อย่าให้ถึงขั้นต้องให้ลูกค้าทำอาหารกินเองกันเลย” โทมัสพูดออกมา ด้วยความเป็นห่วง
“ไลท์ถ้าเธอเหนื่อยก็พักเถอะ ร้านปิดสักวันคงไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว” สองตายายเมื่อได้รับฟังว่าไลท์ จะให้ลูกค้าเป็นคนทำอาหารกินเอง
ทั้งสองก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา เพราะนับตั้งแต่ไลท์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นพ่อครัวประจำร้านอาหารสามเวลาที่เป็นร้านของพวกตน
คุณตาเกลกับคุณยายเฮลีย์ ก็แทบไม่ได้ลงมือเข้าครัวด้วยตัวเองเลยสักครั้ง อาจจะเพราะด้วยเหตุผลที่ว่า ฝีมือการทำอาหารของไลท์นั้นอร่อยและไร้ที่ติ จนสามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนูทั้งเช้า กลางวัน เย็น ด้วยตัวคนเดียว
ประจวบเหมาะกับร้านอาหารสามเวลาเริ่มกลับมาขายดีขึ้นอีกครั้ง
ทำให้ทั้งสองนั้นไม่กล้าที่จะเข้าไปทักท้วงหรือเสนอตัว เพราะกลัวว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำได้ไม่ดีและสุดท้ายสิ่งที่ไลท์ทุ่มเทมาตลอด จะกลายเป็นสูญเปล่านั่นเอง
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ! ผมไม่ได้เหนื่อยหรืออะไรเลย เด็กๆ พวกนี้แค่เข้าใจผิดไปเองครับ” ไลท์เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังเข้าใจผิดก็รีบอธิบาย ถึงความคิดของตัวเองให้กับทุกคนได้รับฟังใหม่อีกหน
เขาพูดอยู่นานสองนานกว่าทุกคนจะเริ่มตระหนัก และเข้าใจว่าตัวเขาไม่ได้เหน็ดเหนื่อยจนถึงขั้นขี้เกียจจะทำอาหารและให้ลูกค้าเป็นคนลงมือทำกินกันเอง
“ในเมื่อไลท์ยืนกรานที่จะทำแบบนั้น งั้นก็ลองลงมือทำกันเถอะ หากมันไม่ดีหรือแย่ยังไง ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเอง” คุณตาเกลนั้นถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของไลท์ ที่จะให้ลูกค้ามาทำอาหารเอง
แต่เพราะด้วยความเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวไลท์ ถึงทำให้ชายชรานั้นกล้าที่จะเสี่ยงดูสักตั้ง
ทั้งนี้เมื่อทุกคนเข้าใจถึงเหตุผลของไลท์กันทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็ทยอยกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อเตรียมที่จะเปิดร้านในตอนเที่ยงกันต่อไปนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม งานของไลท์ในช่วงเช้า ยังไม่จบลงแค่นั้น...เขายังมีเรื่องที่ต้องไปคุยกับคาห์นและหัวหน้าหน่วยที่ทั้งสองได้นัดหมายเขาไว้ ในก่อนหน้านี้อยู่อีกหนึ่งเรื่อง
ไลท์เดินมุ่งหน้าออกจากร้าน เพื่อไปยังจุดตั้งแคมป์ที่คาห์นและหัวหน้าพักอยู่ ก่อนจะพบว่าทั้งสองคน นั่งรอเขาอยู่ด้านในก่อนแล้ว ด้วยสีหน้าแววตาที่ดูจะเคร่งเครียดและดูมีเรื่องกลัดกลุ้มอยู่ภายในใจ
“ท่านไลท์มาแล้วเหรอครับ นั่งตรงนี้ก่อน...เดี๋ยวผมจะไปหยิบน้ำมาให้” ทันทีที่ไลท์ได้มุดหน้าเข้ามาในกระโจมแคมป์ของคาห์น
ทั้งสองคนที่นั่งรออยู่ด้านใน ก็รีบลุกขึ้น ยืนต้อนรับเขาในทันที
“ไม่เป็นไรครับ พอดีผมยังไม่ค่อยกระหายน้ำ ทั้งสองมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่าครับ ถึงได้ดูเป็นส่วนตัวแบบนี้” ไลท์ยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ พลางเอ่ยถามถึงเรื่องสำคัญที่ทั้งสองได้เรียกเขาเข้ามาพบ
“เรื่องที่พวกเราสองคนกำลังจะบอกกับท่านไลท์ ถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นความลับ ที่มีแต่เจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคมและกลุ่มของผมเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้” คาห์นและหัวหน้าหน่วยไม่รอช้า รีบเข้าเรื่องทันที
“คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ท่านไลท์ก็น่าจะพอรู้มาบ้างใช่ไหมครับ ว่าเมื่อวานพวกเราสองคนได้เข้าไปในป่าดาราฉายและพบเจอกับสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดตามข่าวลือ!”
คาห์นเว้นจังหวะลงสักครู่หนึ่ง เพื่อให้ไลท์เตรียมตัวรับฟังความลับที่ทั้งสองคนจะบอกต่อจากนี้
“เมื่อพวกเรากลับออกมาจากป่า พวกเราก็ได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงบอกเล่าข้อมูลของสัตว์อสูรหมาป่า ที่พวกเราได้เข้าต่อสู้กลับไปที่กิลด์สมาคมนักผจญภัยที่พวกเราสังกัดอยู่ โดยหัวหน้าของพวกเราก็คือ วิสเคานต์นิค ขุนนางแห่งอาณาจักร ลูนาเทีย”
“วิสเคานต์นิคสืบทราบเรื่องของสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดในป่าดาราฉายมาได้สักพักหนึ่งแล้ว และเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากของพวกเราทั้งสองคน ท่านวิสเคานต์ก็ตั้งใจที่จะเดินทางมายังที่นี่ และนี้แหละครับ คือสาเหตุที่พวกเราเรียกท่านไลท์มาพูดคุย...คือพวกเราอยากให้ท่านไลท์ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ คณะของท่านวิสเคานต์นิคจะได้ไหมครับ? ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ขอแค่ท่านไลท์ว่ามา พวกเราพร้อมยินดีที่จะตกลง”
การมายังป่าดาราฉายของวิสเคานต์นิค ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะด้วยพื้นเพของขุนนาง ถ้าหากไม่มีกิจอันควรในยามสงครามหรือต้องการเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว
ขุนนางเหล่านี้แทบจะไม่เคยเดินทางออกจากเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ เลย เพราะด้วยอรรถประโยชน์ในเมืองหลวงที่ค่อนข้างสะดวกสบายมากกว่า มีทั้งร้านอาหารชั้นเลิศ ทั้งของคาวและหวาน รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การจะมาท่องเที่ยวพักผ่อนของเหล่าขุนนาง ก็จะมักนำพ่อครัวประจำตัวมาด้วยกันทั้งนั้น
แต่ทว่าด้วยเหตุที่เกิดขึ้นในป่าดาราฉายที่คาห์นและหัวหน้าหน่วยได้แจ้งถึงความแข็งแกร่งของหมาป่าสีชาดกลับไปดันทำให้วิสเคานต์นิคไม่อาจอยู่เฉยๆ เพราะกลัวว่าหากอสูรที่ว่านี้เติบโตและแข็งแกร่งมากขึ้น ชาวบ้านในเขตป่าดาราฉายอาจจะได้รับอันตรายได้นั่นเอง
ดังนั้นวิสเคานต์นิคพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กิลด์สมาคมอีกหลายสิบคน จึงจำเป็นต้องลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง รวมไปถึงเหล่านักผจญภัยระดับ Gold ที่รับภารกิจปราบพิชิตหมาป่าสีชาด ที่ยกระดับภารกิจขึ้นเป็นระดับ A!
“ถ้าเลี้ยงอาหารต้อนรับ ทางนี้ไม่ติดขัดอะไรอยู่แล้วครับ ขอแค่การจัดเลี้ยงต้อนรับไม่ไปรบกวนลูกค้าคนอื่นๆ หรือกระทบกับเวลาค้าขายของร้านเรา ผมก็ไม่มีปัญหาครับ” ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับคาห์น และอยากที่จะชดเชยกับความผิดที่ทำไว้กับอีกฝ่าย ไลท์นั้นพร้อมที่จะช่วยเหลือคาห์นอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ขอเพียงการจัดเลี้ยงที่ว่านี้ ไม่กระทบกับการขายอาหารของทางร้าน ไลท์ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปฏิเสธ
“ท่านไลท์ หากจะปิดร้านเพื่อต้อนรับท่านวิสเคานต์นิคสักวันไม่ได้เหรอครับ!” ครั้งนี้เป็นหัวหน้าหน่วยที่ได้พูดแทรกขึ้นมาบ้าง ซึ่งทันทีที่คาห์นได้ยินก็พลันชะงัก ก่อนจะดึงมือของหัวหน้าหน่วยเพื่อส่งสัญญาณว่า ไม่ควรพูดแบบนี้กับท่านไลท์
งึก~! ไลท์ส่ายหน้าและส่งยิ้มให้เล็กน้อย ว่าตัวเขานั้นไม่ถือสาคำพูดของอีกฝ่ายแต่อย่างใด
“ผมคงจะปิดร้านให้ไม่ได้ครับ ต้องขออภัยด้วย...ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงต้องขอปฏิเสธ”
“ทำไมละครับ ทำไมถึงต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ด้วย...ท่านคาห์นก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าขอแค่ท่านไลท์ตกลง พวกเราก็พร้อมที่จะจ่าย”
แม้ไลท์จะปฏิเสธไปด้วยคำพูดที่สุภาพ แต่ก็ดูเหมือนว่าหัวหน้าหน่วยจะยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลของตัวไลท์ ที่ปฏิเสธถึงข้อเสนอนี้ไป
“ผมไม่ได้ต้องการเงินทองหรือชื่อเสียงครับ สำหรับผมแล้ว...ผมแค่ต้องการให้ลูกค้าทุกคนได้อิ่มท้องและรู้สึกมีความสุขกับการกินในทุกๆ มื้อก็แค่นั้นครับ” ไลท์บอกเล่าถึงเหตุผลของตัวเองให้กับหัวหน้าหน่วยได้รับฟัง ก่อนจะขอตัวลากจากไป เพื่อกลับไปเตรียมตัวเปิดร้านในช่วงมื้อเที่ยง ปล่อยให้หัวหน้าหน่วย นั่งไตร่ตรองในคำพูดสุดท้ายของเขากันตามลำพัง
“มีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม แต่ไฉนเลยที่นิสัยถึงได้โอหังแบบนี้!” หัวหน้าหน่วยรู้สึกไม่พอใจอยู่เล็กน้อย ที่ไลท์นั้นปฏิเสธข้อเสนอจากตน
กระนั้นเมื่อหันไปมองที่คาห์น ที่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าหน่วยก็ถึงกับนิ่งเงียบไปในทันที
“นายไม่ควรพูดจาแบบนั้นกับท่านไลท์! เงินทองนะเหรอ เหอะๆ ลองคิดดูซะบ้างสิ หากท่านไลท์ต้องการเงินจริงๆ เหตุใดถึงต้องมาเป็นพ่อครัวที่ร้านอาหารในถิ่นทุรกันดารนี้ด้วย” คำพูดของคาห์น ล้วนเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองที่มีต่อหัวหน้านหน่วย ผู้เป็นสหายและอดีตลูกน้องของตัวเอง
ซึ่งนอกเหนือจากความโกรธที่หัวหน้าหน่วยพูดจาไม่หยั่งคิดเช่นนี้ คาห์นยังโกรธที่หัวหน้าหน่วยทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ตนเองกับท่านไลท์ พลอยเดือดร้อนไปด้วย
‘แล้วตอนเที่ยงนี้ ตนเองจะกินอะไร...ไอ้บ้องตื้นเอ๊ย ทำไมฉันต้องซวยเพราะแกด้วย?!’
ชายชราร่ำร้องอยู่ภายในใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวของไลท์ ไม่ได้ถือโทษโกรธอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้มีเพียงคาห์นเท่านั้น ที่กังวลไปเองอยู่ฝ่ายเดียว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ถ้าใช่ถ้าชอบ...ฝากกดหัวใจหรือกดติดตามนิยาย
หัวใจและการติดตามของนักอ่าน ช่วยให้นักอ่านคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาเห็นนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น...ขอบคุณครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy