บทที่แปด หัวหมู่ทั้งสอง
ขบวนคนทั้งสี่เดินลัดเลาะออกมาสักครู่หนึ่ง หัวหมู่ขวัญผู้นำขบวนมองไปมาอย่างระแวดระวัง ทั้งหยุดเงี่ยหูฟังเป็ระยะ ขอนที่รั้งท้ายอยู่เห็นดังนัน้จึงกล่าว
“ท่านอาทั้งสอง พวกท่านอย่าได้กังวลใจไป ข้าพเ้ารับรองไม่มีผู้ใดอยู่ในละแวกนี้แน่นอน หากแม้มีจริงสัตว์เล็กน้อยย่อมต้องแสดงความคึกคักสับสนกว่านี้”
ขอนพูดพลางมองดูอีเห็นตัวหนึ่งกำลังหมุนกลับตัวหนีหน้าไป หัวหมู่ขวัญขมวดคิ้วยังไม่วางใจนักกล่าวว่า
“หากจริงดังเ้าว่า หรือว่าเ้าเขาห้าลูกจะอย่างไร กล่าวคำไหนคำนั้นไม่มาปะปนรอคอยพวกเราละแวกนี้”
ขอนได้ยินหัวหมู่ขวัญกล่าวเช่นนั้นจึงแสดงความเห็นของมัน “อันที่จริงนี่เพียงมันไม่กล้ารอคอยในระยะใกล้เกินไป กริ่งเกรงชาวบ้านจะติฉินนินทา มันจึงเสียดายภาพลักษณ์ผู้ปกครองอันเที่ยงธรรม หากท่านรู้จักกอเข่อเช่นข้าพเ้า ในตอนนี้มันต้องกระจายกำลังรอคอยพวกเราในรัศมีกว่าห้าหกร้อยวา ดังนั้นหากเกิดการต่อสู้ตะลุมบอนกันชาวบ้านที่อยู่ในเบ้านเรือนมิอาจได้ยิน มันไม่เพียงไม่คิดรักษาสัตย์แต่ยังชั่วร้ายยิ่งนัก ทั้งหมดที่มันแสดงออกในตอนกลางวันล้วนเพราะอยู่ต่อหน้าผู้คน ข้าพเ้าทราบเื่นี้ดี” ขอนกล่าวจบแล้วหน้าแดงวูบหนึ่ง
ผู้รับฟังทั้งสามเข้าใจดีว่าเป็เพราะขอนกำลังนึกถึงว่าตัวมันใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาคลุกคลีกับกลุ่มของกอเข่อมาตลอด ทั้งยังมุ่งหมายว่าจะเป็บุคคลสำคัญในกองกำลังของกอเข่อในภายหน้า ซึ่งดูจากเื่ราวแวดล้อมแล้วขอนที่แข็งแกร่งเกินวัยสมควรได้เป็คนสำคัญในกองกำลังของกอเข่อ หากว่าเหตุการณ์ไม่กลับกลายเป็เช่นนี้ไปเสียก่อน
หัวหมู่ขวัญทราบถึงจิตใจของขอนจึงยิ้มให้กับขอน หัวหมู่ขวัญเอื้อมมือตบบ่าและกล่าวปลอบประโลม “เ้าไม่ต้องอับอายไป ในที่สุดเ้าก็กลับเนื้อกลับตัวได้ เื่ในอดีตอย่าได้ไปกังวลสนใจต่อไปแล้ว อันที่จริงพวกเราเมื่อมาถึงที่นี่สองปีก่อนก็เฝ้าดูเ้าอยู่อย่างห่วงใย อยากจะตักเตือนก็หลายครั้ง อยากจะบอกเื่ราวต่อเ้าก็หลายหน แต่จนใจที่ดูอย่างไรเ้าก็ภักดีต่อกลุ่มของกอเข่อนัก จนพวกเราทั้งสองไม่แน่ใจผลได้ผลเสียหากพวกเราเปิดเผยฐานะออกไป พวกเราทั้งสองจึงได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ”
ขอนมีสีหน้าซีดขาวลงกล่าวอย่างละอายใจ “เมื่อสองปีก่อน" มันกล่าวทบทวน "ข้าพเ้า...จริงดังที่ท่านอาทั้งสองกล่าว หากท่านทัดทานไว้อย่างไรในตอนนั้นไม่แน่ว่าจะได้ผลดี กอเข่อจะเลวร้ายเช่นไรข้าพเ้าเองก่อนหน้านี้ไม่ได้ใส่ใจ เพียง้าเป็ใหญ่เป็โตในภายภาคหน้าเท่านั้น”
หัวหมู่ทองคำตบบ่าขอนอีกข้างเป็เชิงเห็นใจ “อย่างที่หัวหมู่ขวัญพูด เราเพียงสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดตอนนี้เ้าจึงได้หันหลังให้กับกอเข่อ ทั้งพวกเ้าทั้งสองยังกลับกลายเป็สหายกัน ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ของพวกเ้าไม่อาจนับได้ว่าเคยใกล้เคียงกับการเป็มิตรกันมาก่อน จริงอยู่ที่พวกเ้าที่แท้มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเหลือเชื่อ แต่ว่าเหตุใดเล่าพวกเ้าจึงสมัครสมานกันต่อสู้กับกอเข่อในที่สุด”
ขอนเห็นว่าหากเล่าเื่ราวทั้งหมดให้ท่านท้งสองฟังยังคงกินเวลามาก กล่าวว่า “ท่านอาทั้งสอง พวกเราย่อมต้องเล่าเรียงให้พวกท่านฟังทั้งหมด เพียงแต่ตอนนี้พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อน หากข้าพเ้าคาดเดาถูกต้องพวกมันกำลังกระจายกำลังกันแต่ตอนนี้คงยังไม่เรียบร้อยดีนัก ข้าพเ้าจะค่อยเล่าให้ท่านฟังระหว่างทาง”
หัวหมู่ขวัญพยักหน้าเข้าใจสถานการณ์แล้วเดินนำหน้าทั้งหมดเข้าสู่ชายป่าทันที หัวหมู่ขวัญหันมาบอกกล่าวต่อทั้งหมด “พวกเราต้องมุ่งสู่ทางใต้ มีแต่ทางทิศนั้นจึงจะปลอดภัย หากคิดย้อนกลับเข้าเมืองหลวงในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับมุ่งเข้าสู่เงื้อมมือของศัตรู หากขึ้นเหนือที่มีความหนาวเย็นยิ่งนักพวกเราจะรอดพ้นผ่านภูสูงคงยากนัก หากไปทางทิศตะวันตกอาจจนมุมต่อพวกกอเข่อที่แนวูเาสูงเช่นกัน”
หลงน้อยที่เดินติดตามอยู่ด้านหลัง อดมิได้ที่จะแสดงความเห็นทักท้วงว่า “หากมุ่งหน้าลงสู่ใต้ กอเข่อย่อมต้องคาดเดาได้แน่นอน อย่างนั้นใยมิใช่เสนอตัวเข้าสู่วงล้อมของมัน”
หัวหมู่ทั้งสองหยุดและหันมามองหน้ากัน หัวหมู่ขวัญกล่าวต่อเด็กน้อยทั้งสอง “แน่นอน ย่อมเป็เช่นนั้น รวบรัดยิ่งพวกเราเพียงคิดทำศึกกับเวลา ดูว่าผู้ใดจะว่องไวกว่ากัน กอเข่อแม้มีกำลังคนมาก แต่แผ่กระจายเป็วงกว้าง พวกเรากำลังน้อยแต่คล้ายธนูทะลุผ่านกองฟางอันบางเบา ลองดูว่าพวกเราจะหาทางให้พวกเ้าทั้งสองคนทะลุผ่านวงล้อมของศัตรูไป หากพวกเ้ารุดไปทางใต้ ยิ่งไกลเท่าใดยิ่งปลอดภัยเท่านั้น ดินแดนทางใต้เป็ถิ่นที่แม้กอเข่อจะเหี้ยมหาญเพียงไรยังต้องกริ่งเกรงอยู่หลายส่วน มันต้องไม่กล้าพากองกำลังไล่ล่าพวกเ้า”
หลงน้อยส่ายศีรษะไปมามิเห็นด้วย “ถ้าเช่นนั้น พวกท่านทั้งสองจะเป็เช่นไร ท่านมีความมั่นใจที่จะรับมือกับศัตรูมากมายรวมทั้งกอเข่อที่มีฝีมือสูงเยี่ยมเช่นนั้นหรือ”
หัวหมู่ทั้งสองหันไปมองหน้ากันอีกครา ก่อนที่หัวหมู่ทองคำจะตัดสินใจกล่าว “นายน้อย ท่านเป็บุตรของนายท่านของพวกเรา ต่อให้พวกเราต้องพลีชีพเพื่อให้ท่านรอด พวกเราย่อมไม่มีทางบ่ายเบี่ยง หากได้รับโอกาสเช่นนั้นพวกเรามีแต่ยินดียิ่ง”
หลงน้อยนิ่งเงียบจนทั้งหมดเกิดความรู้สึกอันกดทับจากฟากฟ้า มันมองหัวหมู่ทั้งสองด้วยสายตาอันเ็ป สีแดงซ่านที่ยังไม่คลายจากความเสียใจต่อการจากไปของหลวงพ่อฟูปรากฏอยู่ในนั้น หลงน้อยกล่าวช้าๆบรรจุความหมายลงในทุกถ้อยคำว่า “ท่านอาทั้งสอง ต่อจากนี้ท่านอย่าได้เรียกเราเป็นายน้อยอีกเลย พวกท่านนับเป็ญาติผู้ใหญ่ที่ข้าพเ้ายังหลงเหลืออยู่ และหากคิดจะไปพวกเราก็ต้องรอดไปด้วยกันทั้งหมด ข้าพเ้ามิได้้าให้ผู้ใดสละชีพเพื่อข้าพเ้าอีก”
หัวหมู่ทั้งสองหันไปมองหน้ากันต่างมิทราบจะตอบต่อเด็กน้อยผู้นี้อย่างไรดี
ขอนเข้าใจความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง หลวงพ่อฟูเพิ่งละสังขาร ยังมีท่านอาจารย์นาคารชุนที่สละเืในกายท่านส่งต่อพลังชีวิตให้กับหลงน้อยจนท่านเข้าสู่นิพพาน ยังมินับพี่สาวของหลงน้อยหรือหาญที่สละตัวเองเพื่อให้หนีรอดจากเงื้อมมือของราชทูตชาวฮั่น หากต้องสูญเสียผู้ใดไปอีกสำหรับหลงน้อยคงยากจะรับได้ ตัวขอนเองก็มีความรู้สึกอันไม่แตกต่างกัน
ขอนเห็นหัวหมู่ทั้งสองไม่มีคำพูดจะกล่าวจึงบอกต่อทุกคนว่า “อย่างนี้เป็ไร พวกเรายังคิดมุ่งลงใต้ไปหลบภัย แต่แสร้งเป็คิดเข้าเมืองหลวง ข้าพเ้าจะพาพวกท่านวกอ้อมเป็วงในเส้นทางที่พวกมันไม่คุ้นเคย พวกท่านเห็นเป็อย่างไร”
หัวหมู่ทั้งสองเห็นด้วย หัวหมู่ขวัญเห็นเป็โอกาสที่จะได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา ทั้งยังเห็นว่าขอนรับมอบความสามารถจากพรานไพรล่องหนมาจึงกล่าวชมเชยขอน
“เ้าสมเป็ลูกนายกองเขิง ดูท่าลูกชายพรานไพรล่องหนสามารถรับ่กิจการได้”
ขอนหน้าแดงวูบหนึ่ง
“ข้าพเ้ายังคงห่างไกลจากท่านพ่อนัก เช่นนั้นพวกท่านตามข้าพเ้ามา” กล่าวจบคราวนี้ขอนเป็ฝ่ายนำทางทั้งหมดแทน โดยมีหัวหมู่ขวัญและหัวหมู่ทองคำติดตามมาด้านหลัง หลงน้อยติดตามรั้งอยู่ข้างท้าย ขอนพาทั้งหมดลดเลี้ยวเข้าสู่แนวไม้อย่างชำนาญ
ขอนกล่าวสนทนาขณะทะลุผ่านแนวไม้ด้านตะวันออก “พวกท่านแม้แต่คำเรียกหาพ่อข้ายังแตกต่างจากผู้อื่น พวกท่านคงรู้จักสนิทขิดเชื้อกันดีกระมัง”
หัวหมู่ทองคำเป็ผู้ตอบในข้อนี้ว่า“ไม่เพียงรู้จักมักคุ้น ยังเคยเป็สหายร่วมรบกันมา”
หัวหมู่ขวัญยิ้มพลางกล่าว
“บิดาเ้าเป็ลูกผู้ชายที่แท้จริง เป็ทั้งหัวหน้าที่กล้าหาญแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็ลูกน้องที่ซื่อสัตย์ต่อเ้านาย”
ขอนเพิ่งเคยได้รับฟังผู้อื่นกล่าวถึงบิดาในฐานะอื่นนอกจากในฐานะนายบ้านเขิงเป็ครั้งแรก รู้สึกสนใจใคร่รู้นัก
“ในกองทัพบิดาข้าพเ้าทำหน้าที่อันใด”
หัวหมู่ทองคำกล่าวตอบแทนหัวหมู่ขวัญว่า
“ในกองทัพแห่งแม่ทัพพิทักษ์ประจิม นายกองเขิงได้รับความไว้วางใจให้เป็หน่วยสอดแนม ก่อนการศึกนำลูกน้องกล้าตายจำนวนเล็กน้อย ลอบหาข่าวในเขตศัตรู บางครั้งด้วยความสามารถของนายกองเขิงยังลอบปะปนอยู่กลางข้าศึกนับพันโดยพวกมันไม่อาจทราบได้”
หัวหมู่ขวัญกล่าวเสริมต่อ “นอกจากนั้น นายกองเขิงยังรับหน้าที่หน่วยสนับสนุนหมู่ทะลวงฟัน หมู่ทะลวงฟันเช่นพวกเรา หากได้รับการสนับสนุนจากนายกองเขิงสามารถเข้าต่อกรกับข้าศึกได้อย่างวางใจ”
หลงน้อยสอบถามด้วยความสงสัย
“หน่วยสนับสนุนมีหน้าที่อย่างไร”
หัวหมู่ขวัญกล่าวเสียงหนักว่า
“หน่วยสนับสนุนทำหน้าที่สามประการ ก่อกวน อำพรางและบั่นทอน ก่อนการโจมตีเข้าก่อกวนด้วยอาวุธควันและพิษรัศมีกว้างทั้งสร้างความสับสนด้วยวิธีการต่างๆ ขณะเข้าโจมตีก่อกวนด้วยอาวุธคว้างซัดชนิดต่างๆกันมิให้ศัตรูมีเวลาไตร่ตรอง ในเวลาสัประยุทธโดยประชิดทำหน้าที่บั่นทอนกำลังศัตรูผู้อ่อนแอไม่ขาด เมื่อหน่วยทะลวงฟันเข้าจู่โจมทั้งง่ายดายทั้งไม่ต้องพะวงด้านหลังเพียงกำหนดเป้าหมายที่จู่โจมให้ชัดเจนก็เพียงพอ ผู้ที่ถูกคัดเลือกให้ปฏิบัติการนี้จึงต้องมีทั้งความเร็วและความคล่องตัวสูง”
หัวหมู่ขวัญเร่งฝีเท้าขึ้นเดินแหวกพงหญ้าคู่กับขอน กล่าวต่อขอนว่า
“บิดาเ้าเป็ที่หนึ่งในเื่นี้ อย่าว่าแต่อาวุธประดิษฐ์ชนิดต่างต่างกันของมันยังยากรับมือไหวนัก”
หัวหมู่ทองคำเสริม ใบหน้าผอมตอบนั้นให้ความรู้สึกระลึกถึงเื่ราวอันแสนนานประการหนึ่ง
“สำหรับพวกเราแล้ว การมีนายกองเขิงสนับสนุนในยามศึก เป็ของขวัญอันล้ำค่าทีเดียว”
ขอนได้ฟังครุ่นคิดตาม นึกถึงบันทึกห้าเล่มในอกเสื้อมีเล่มหนึ่งบรรจุการประดิษฐ์อาวุธซัดขว้างนานาชนิด อีกทั้งวิชาการลอบเร้นด้วยวิธีต่างๆ บิดาของตนนับเป็ผู้เหมาะสมกับหน้าที่สนับสนุนในกองทัพอย่างแท้จริง ในใจบังเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็บุตรยอดคนท่านหนึ่ง
ในขณะนั้นทั้งหมดเดินทางเข้าสู้แนวไม้รกทึบอีกแห่ง เส้นทางนั้นเป็ทางเดินของสัตว์บางชนิดเช่น หมูป่า หรือสุนัขจิ้งจอก สองฟากข้างเป็เถาวัลย์ขึ้นทึบเป็ระยะ จู่ๆขอนรีบเร่งฝีเท้าขึ้นจากเดินเคียงคู่กับหัวหมู่ขวัญเปลี่ยนเป็นำหน้า พร้อมทั้งหันมากล่าวกับทั้งหมดว่า
“ตามข้าพเ้ามา ให้ลอกเลียนทุกย่างก้าวอย่าได้ผิดพลาดออกนอกตำแหน่งไป”
กล่าวจบะโขึ้นบนคาคบไม้ข้างทางอันหนึ่ง แล้วะโต่อไปยังอีกกิ่งก้านอย่างว่องไว ผิดกับร่างกายที่ใหญ่โตนั้น ตำแหน่งที่ใช้เหยียบยืน เป็ตำแหน่งตาไม้แข็งยากปรากฏร่องรอย ขอนหันมายังพวกพยักหน้าให้ทั้งหมดติดตามมา
หัวหมู่ทองคำและหัวหมู่ขวัญสบตากันวูบหนึ่ง ในใจปิตียินดี พวกตนดูจากท่วงท่าการเคลื่อนไหวของขอน คล้ายได้พบเห็นพรานไพรล่องหนอีกครา หัวหมู่ทองคำเกร็งกำลังะโติดตามไปย่างเท้าบนตำแหน่งที่ขอนเคยใช้เหยียบไม่ผิดเพี้ยน ตามติดด้วยหัวหมู่ขวัญด้วยท่าร่างคล้ายคลึงกัน หลงน้อยยืนอยู่ด้านหลังเห็นสองทหารคู่ใจท่วงท่าองอาจไม่ผิดกันต่างกันที่หัวหมู่ทองคำดูหนักแน่นมั่นคงในขณะที่หัวหมู่ขวัญดูพลิ้วไหวว่องไว คาดว่ายามรบทั้งสองคงผลัดกันรุกรับสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับคูต่อสู้ หากแม้คนเหล่านี้รวมทั้งอาปานอยู่รอบข้างพระยาพิทักษ์ประจิมผู้เป็บิดาจึงไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็ที่ครั่นคร้ามแก่ศัตรูเพียงไหน ชวนให้รู้สึกคิดถึงบิดานักจนทอดถอนใจออกมาแล้วจึงะโติดตามไป
ขอนที่นำหน้าทุกคนะโจากคาคบโน้น แกว่งไปตามคาคบนี้อย่างคล่องแคล่ว ทุกตำแหน่งวางเท้า ทุกตำแหน่งคว้าจับ ล้วนเป็ตำแหน่งอันยากแก่การทิ้งร่องรอย ทั้งซ่อนเร้น หัวหมู่ทองคำที่ติดตามหลังมารู้สึกราวกับไล่ตามแผ่นหลังสหายเก่าก็ไม่ปาน ความคล่องแคล่วแม่นยำของขอนบ่งชี้ชัดว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก หัวหมู่ทองคำยังไม่ทราบเื่บันทึกห้าเล่มนั้นเพียงคาดเดาว่านายกองเขิงหรือพรานไพรล่องหนคงฝากวิชาฝีมือไว้กับขอนไว้จนหมดสิ้น ผิดกันแต่ว่านายกองเขิงเป็คนร่างสันทัดยามเคลื่อนไหวเลียนแบบสัตว์ป่าได้นานาชนิด เวลาห้อยโหนเลียนแบบท่วงท่าลิงค่างจึงมีประสิทธิภาพดีในการบุกป่าฝ่าดง แต่เมื่อใช้ออกด้วยขอนผู้มีร่างกายใหญ่หนากว้างจึงดูคล้ายกับลิงั์โจนทะยานอยู่ในป่าน่าเกรงขามไปอีกทางหนึ่ง
ขอนทิ้งตัวลงในที่ห่างออกมาจากจุดเริ่มต้นไกลพอสมควร ทั้งหมดทยอยติดตามลงมาด้านข้างจึงเห็นปากทางบนพื้นดินลาดลงไปจนความสูงมิดศีรษะ ขอนพยักหน้าเป็เชิงให้ทุกคนติดตามไป หลงน้อยรั้งท้ายขบวนสำรวจดูทางเดินที่ถูกจัดสร้างขึ้นนั้นมีระดับสูงเหนือกว่าศีรษะชายฉกรรจ์เช่นหัวหมู่ทั้งสองราวสามสี่คืบ จัดทำลดเลี้ยวหลบรากไม้ใหญ่เป็ระยะ เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นพืชประเภทเถาวัลย์คลุมดิน และรากไม้สานไขว้กันมองเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นลอดมารำไร บางคราสิ่งปกคลุมหนาทึบจนมองไม่เห็น ทางเดินมีความเหมาะสมต่อการเดินจนน่าประหลาดมีไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีต้นไม้น้อยหยั่งรากขึ้นมาจากพื้นทางเดิน แต่ไม่มีมากมายจนเป็อุปสรรคต่อการเดินทาง
ความราบรื่นเรียบร้อยของพื้นและผนังถ้ำราวกับเป็ทางสัญจรสม่ำเสมอนี้สร้างความสงสัยแก่หลงน้อยจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“ขอนเ้า วันวันเราไม่เห็นเ้าไปที่ใด นอกจากวัดและค่ายเ้าเขาห้าลูก มีเวลาที่ใดมาตกแต่งสถานที่นี้ไว้”
ขอนหันมาเหลียวมอง ปากตอบคำถามพลางรุดเดินพลาง
“นี่ข้าไม่ได้เป็ผู้จัดทำขึ้น ทางเดินดำดินนี่เป็พ่อข้าสร้างไว้”
หลงน้อยขมวดมุ่นคิ้ว ร้องว่า
“นี่ย่อมชัดเจน สิ่งก่อสร้างอันกว้างใหญ่ยาวนี้ไหนเลยเ้ามีเวลาจัดทำขึ้นได้ ข้าสงสัยแต่ว่านี่เป็เ้ามาหักร้างถางทางไว้ล่วงหน้า มิฉะนั้นเส้นทางทิ้งร้างเช่นนี้ ไหนเลยจึงมีหนทางสะดวกดายได้”
ขอนทำท่าใช้ความคิดก่อนตอบ
“ด้วยวิธีการของบิดาผู้เฒ่าผู้ล่วงลับสามารถสร้างเส้นทางลับและรักษาเส้นทางมิให้เกิดพันธุ์ไม้เข้ารุกล้ำเส้นทางได้เป็เวลานาน”
หลงน้อยยิ่งสงสัย “ทางเดินเช่นนี้ใช่ต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะจัดทำขึ้นได้”
ขอนจึงหันไปตอบว่า “ข้าไม่เคยทดลองทำขึ้น แต่หากให้ลงมือคงต้องใช้เวลาเดือนถึงครึ่งเดือนจึงจะสร้างได้แล้วเสร็จ”
หลงน้อยร้องถามก่อนที่ขอนจะพูดเสร็จสิ้น
“เดือนครึ่งเดือน เป็ไปได้อย่างไรหากบอกเป็ปียังพอเป็ไปได้อยู่”
ขอนหัวเราะเบาๆ รีบบอกต่อ
“ด้วยเครื่องมือของพรายไพรล่องหน มีอุปกรณ์สำหรับขุดเจาะที่มิใช่จอบเสียม มันมีประสิทธิภาพเจาะทะลางดินและหินหลายประการ ลักษณะคล้ายสว่านหกลูกประกอบเข้าด้วยกัน ลูกใหญ่สุดอยู่กึ่งกลางทำหน้าที่ทะลุทะลวงลูกเล็กห้าลูกอยู่รอบๆ ขนาดประมาณสองคนโอบ”
หลงน้อยยังไม่หายสงสัย
“หากใหญ่โตปานนั้น จะมีผู้ใดใช้งานมันได้ นี่คงหนักเอาการอยู่ อีกทั้งของใหญ่โตนั้นพ่อเ้าทำอย่างไรในการขนย้าย”
ขอนรู้สึกขบขันจนหัวร่อซ้ำออกมา หลงน้อยขมวดคิ้วนิ่วหน้าหน้าลงเล็กน้อยจะอย่างไรมันยังไม่เคยคุ้นกับการถูกล้อเลียนในการสนทนากับผู้คน
“ขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจหัวร่อเยาะเ้า เพียงแต่นึกขบขันที่เ้าถามข้าอย่างที่ใจข้าคิดเมื่อตอนได้อ่านบันทึกห้าเล่มนั้น”
หัวหมู่ทองคำและหัวหมู่ขวัญโพล่งออกมาแทบพร้อมกัน
“บันทึกห้าเล่มของพรานไพรล่องหน ที่แท้มีอยู่ที่เ้า”
จบคำหัวหมู่ขวัญร้องเพ่ยออกมา
“ท่านและข้าพเ้าจะร้องใทำไรกัน ผู้เป็บิดาย่อมมอบให้แก่ผู้บุตรนี่ไม่มีอันใดน่าประหลาด”
หัวหมู่ขวัญตบบ่าขอนพลางว่า “มิใช่เช่นนั้นแต่เมื่อครั้งบิดาเ้าจากไป เ้ายังเล็กนัก ไฉนจึงส่งมอบบันทึกห้าเล่มให้เ้าได้”
“เป็หลวงพ่อฟูท่านเป็ผู้เก็บรักษาบันทึกห้าเล่มไว้ใต้พระประธานมาคลอด ท่านมอบให้กับข้าพเ้าเมื่ออายุเพียงห้าขวบปี ท่านกล่าวว่า ของพวกนี้อยู่ในผ้าห่อตัวข้าพเ้าเมื่อบิดานำมาฝากไว้ให้ท่านดูแล ท่านย้ำเตือนว่าให้หมั่นอ่านทบทวนเื่ราวข้างในและมิให้บอกต่อผู้ใด”ขอนกล่าวตอบด้วยใบหน้าสลดอยู่บ้างเมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อฟูที่เพิ่งมรณภาพจากไป
หัวหมู่ทองคำตบบ่าอีกข้างขอนขอน “บันทึกห้าเล่มนั้น กล่าวได้ว่าเป็ตำนานที่หลงเหลืออยู่ของพรานไพรล่องหน เื่สำคัญที่สุดที่คนที่ทราบไม่ยอมบอกต่อผู้ใดคือ บันทึกห้าเล่มนั้นเก็บลายแทงขุมทรัพย์เอาไว้ ทรัพย์นี้เป็ของโจรหมู่ห้าร้อยเมื่อหลายสิบปีก่อน”
หลงน้อยกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“พวกเราได้ทราบมาแล้ว ท่านพ่อของข้าพเ้าอนุญาตให้นายกองเขิงพรานไพรล่องหน นำผู้คนจำนวนหนึ่งแยกตัวจากกองทัพเพื่อมาปราบกองโจรนี้”
หัวหมู่ทองคำพยักหน้าน้อยๆรับ หันมากล่าวกับขอน
“ถูกแล้ว บิดาของเ้าที่หนีทัพได้รับการอภัยโทษจากท่านแม่ทัพ ซ้ำยังมอบหมายให้พวกเราติดตามมาด้วย”
รอบนี้ถึงคราวที่สองเด็กน้อยเป็ฝ่ายร่ำร้องออกมาบ้าง
“ที่แท้พวกท่านอา เป็ผู้ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย”
หัวหมู่ขวัญกล่าวบ้างว่า
“ถูกแล้วแต่เื่ที่พวกเ้ายังไม่ทราบยังมี เมื่อไม่นานมานี้พวกเราในเพศบรรพชิตได้มีโอกาสพบสหายเก่าที่บ้านขุนโตน”
เด็กน้อยทั้งสองทำหน้างุนงง ขอนครางออกมา
“ข้าพเ้าเริ่มจับตันชนปลายไม่ถูกพวกท่านอาหมายถึงสหายเมื่อครั้งใด”
หัวหมู่ทองคำจึงกล่าวแทนว่า
“สหายเก่าที่หัวหมู่ขวัญพูดถึง ย่อมหมายถึงหัวหน้าขุนโจรในครั้งนั้น”
ขอนรีบถาม
“มันเป็ผู้ใด”
หัวหมู่ขวัญเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สิ้นแสงไปนานแล้วระหว่างเดินทางและสนทนา ราวกับย้อนระลึกเื่ราวบางอย่าง
“ขอนเ้าทราบหรือไม่ว่า หากพ่อเ้าอยู่ย่อมสามารถระบุตัวตนของมันผู้นั้นได้เข่นกัน พวกเราทั้งสามเผชิญหน้ากับมันในครั้งนั้น แม้ว่าเหล่าทหารหาญที่พวกเรานำมาด้วยจะสามารถกำจัดลิ่วล้อของมันได้ไม่ยากเย็นนัก เป็พวกเศษสวะทั้งนั้นมารวมตัวกัน แต่หัวหน้าของมันกลับเป็ผู้มีฝีมือที่แท้จริง พวกเราทั้งสามร่วมมือกันยังไม่สามารถโค่นมันลงได้ ได้แต่ขับไล่มันไป หลังจากนั้นบิดาเ้าได้นำทรัพย์สมบัติไปซุกซ่อนไว้ สมบัติเ่าั้ไม่อาจนำกลับไปได้ หากแม้นำกลับไปเื่หนีทัพมาต้องเปิดเผยออกไป ปฏิบัติการนั้นถือเป็ปฏิบัติการลับหลังจากสำเร็จแล้วจึงรีบกลับไปร่วมทัพ เื่นี้หากเปิดเผยออกไปอย่าว่าแต่นายกองเขิงและพวกอาทั้งสองจะถูกลงโทษ แม้แต่ท่านแม่ทัพยังต้องโทษด้วย การแยกกำลังออกไปทำกิจอันไม่เกี่ยวข้องต่อการรบมีความเสี่ยงต่อการนำทัพไปพ่ายแพ้ อีกทั้งการใช้กำลังทหารรูปแบบนี้อาจถูกมองว่ามีลักษณะฏได้”
หลงน้อยพยักหน้าคล้อยตามพูดเบาๆ “ที่แท้เื่เป็เช่นนี้”
หัวหมู่ขวัญปัดเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมาพ้นศีรษะขณะกล่าวต่อ
“เื่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น พวกเราไม่ทราบว่า การปล่อยขุนโจรนั้นไปยังก่อเภทภัยร้ายในภายหลัง”
หัวหมู่ทองคำกล่าวเสริมว่า
“ขอน เ้าทราบหรือไม่ว่า หลังจากพ่อเ้าเข้าป่าไปแล้วอีกนานแค่ไหนที่ เ้าเขาห้าลูกปรากฏ”
ขอนกัดฟันตอบ ทั้งตนเองพอคาดเดาบุคคลผู้เป็ขุนโจรได้แล้ว เพียงแต่ยามกระทันหันไม่อาจร้อยเื่ราวมารวมกันได้
“เพียงไม่นานครับ ได้ยินว่าเป็ปีเดียวกันเท่านั้น”
หัวหมู่ทองคำหัวร่ออย่างขมขื่น
“นั่นก็สมควรอยู่ หากแม้นายบ้านเขิงหรือนายกองเขิงยังอยู่ มีหรือที่ขุนโจรหมู่ห้าร้อยยังสามารถมาเป็เ้าเขาห้าลูกได้”
หลงน้อยถึงกับโพล่งออกมา
“เป็มันจริงๆ เ้าเขาห้าลูกคือขุนโจรนั้น”
จากนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจ
“ท่านอาขวัญขุนโจรห้าร้อยดังนั้นที่แท้เป็เภทภัยแก่พรานไพรล่องหน มีดสั้นเล่มนั้นของพรานไพรล่องหนจึงอยู่ในมือของกอเข่อ เพราะกอเข่อคือโจรห้าร้อยที่กลับมาคิดบัญชีกับบิดาของขอน” หลงน้อยกล่าวถึงท่อนนี้หันไปเหลือบมองขอนวูบหนึ่ง มองเห็นสหายสีหน้าแดงก่ำขึ้นมา หลงน้อยจึง
หัวหมู่ขวัญตอบบ้างน้ำเสียงแสดงความเคียดแค้น
“พวกเราเคยคาดเช่นนั้น และอาจเป็เช่นนั้นจริงเราเคยเข้าไปเขตที่คาดว่ามีการต่อสู้กันในตอนนั้น พวกเ้าคงทราบแล้วว่าท่านแม่ทัพหนีมา อย่างนั้นคงไม่แปลกที่มีพวกเราคอยให้การสนับสนุนท่านผู้มีพระคุณ เพียงแต่ว่าพวกเราทั้งสองไม่ได้มาพร้อมกันในวันนั้น เรามีภารกิจที่ต้องเคลื่อนไหวเพื่อลวงให้ทหารองครักษ์ติดตามไปทางอื่น เมื่อย้อนมาสมทบพบว่า ท่านแม่ทัพและองค์หญิงได้พาองค์หญิงน้อยและหลงน้อยเ้าย้ายที่พำนักไปเสียแล้ว ในตอนนั้นนายบ้านเขิงได้รับคำสั่งจากกองทหารให้เป็ผู้สะกดรอยติดตามในฐานะพรานไพรล่องหนที่เชี่ยวชาญการสะกดรอย เพียงแต่ไม่มีผู้ใดทราบว่า นายกองเขิงที่ออกจากกองทัพเนิ่นนานแล้วได้รับพระคุณลึกซึ้งจากท่านแม่ทัพมาก่อน แท้ที่จริงแล้วยังเป็ผู้นำนายท่านทั้งสองไปหลบซ่อนในที่พำนักเร้นลับก่อนหน้าที่พวกทหารวังจะมาถึง ดังนั้นอย่าว่าแต่นำพากองทหารวังไปพบนายท่านเลย ในวันนั้นนายกองเขิงยังพาทหารทั้งกองไปติดกับที่วางไว้ แต่หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้ข่าวคราวใดของท่านแม่ทัพอีกเลย สิ่งหนึ่งที่พวกเราทราบก็คือ ปานสายลมอุดรเป็หนึ่งเดียวที่นายท่านยินยอมให้ติดตามไป มันได้รับคำสั่งให้ออกมาสกัดทหารวัง”
หลงน้อยร้องออกมา
“ที่แท้อาปานก็อยู่ที่นั่น”
หัวหมู่ทองคำหันมามองหลงน้อยพร้อมพยักหน้ารับ
“เ้าเรียก หามันเป็อาปาน เ้าย่อมต้องรู้จักมัน ในเวลาที่เ้ายังเด็กเราคาดว่า สายลมอุดรเป็ผู้เดียวที่ออกไปหาข่าวและส่งข่าวจากโลกภายนอกให้กับนายท่าน”
หลงน้อยพยักหน้า
“ย่อมรู้จัก ทั้งยังเป็ผู้สอนวิชาให้แก่ข้าพเ้ามาเป็เวลานับสิบปีแล้ว”
หัวหมู่ทองคำเลิกคิ้วสูง กล่าวว่า “เช่นนั้นความสำเร็จของเ้าคงเป็วิชาสายลมอุดรกระมัง หรือเ้าจะเป็สายลมอุดรน้องอีกผู้หนึ่ง”
หลงน้อยหน้าแดงกล่าวว่า “อาทองคำท่านล้อเล่นแล้ว หากเทียบข้าพเ้ากับอาปานยังห่างไกลกันลิบลับ
หัวหมู่ขวัญยังขบคิดไม่เข้าใจ จึงถามว่า
“ถ้าอย่างนั้นตลอดเวลานี้ ปาน สายลมอุดร แวะเวียนมาหาเ้าเสมอ เหตุใดมันจึงไม่เคยทักทายพวกเราบ้าง”
เื่นี้หลงน้อยเองก็ไม่อาจทราบได้ อาปานผ่านมาสอนวิชาย่อมเร้นกายสอดส่องดังนั้นต้องพบเห็นหัวหมู่ทั้งสอง หากบอกว่าไม่สามารถจดจำได้ยิ่งเป็ไปไม่ได้สำหรับสายลมอุดร
หัวหมู่ทองคำกล่าวว่า
“มันคงมีเหตุผลอื่น บุคคลประหลาดอย่างปาน ไม่สุงสิงผู้ใด เท่าที่พวกเราทราบคือมันติดสอยห้อยตามนายท่านมานานแล้วก่อนหน้าพวกเรา และจงรักภักดีต่อนายท่านไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ใด มันเคยเสี่ยงชีวิตหลายครั้งหลายครารักษาชีวิตนายท่านในสนามรบ การที่มันถูกเลือกเป็ผู้เดียวที่ทราบว่านายท่านอยู่ที่ใดหลังจากหลบหนีจากพระนครก็เพราะเหตุที่มันไม่สุงสิงกับผู้คนดังนั้นหากมีผู้ใดที่จะรักษาหน้าที่นี้ได้ก็เป็ปานสายลมอุดรเท่านั้น”
หลงน้อยลองนึกย้อนดู พบว่า อาปานน้อยครั้งจะคุยเล่นกับตน เป็บุคลิกภาพที่จริงจังบางครั้งยังแผ่บรรยากาศอันหดหู่ออกมา ตนเองพลอยซึมซับความเงียบขรึมนั้นมาด้วย เพียงแต่ตอนแรกเข้าใจว่าเกิดจากความสูญเสียของบิดาตน แต่เมื่อทั้งสองหัวหมู่กล่าวเช่นนี้ ท่านอาปานเป็คนพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คนในขบวนหลบหนีทุกคนนิ่งเงียบงันไปด้วยต่างคนล้วนมีเื่ขบคิดจากอดีต
ขอนที่นำหน้าอยู่โพล่งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ข้าพเ้าอยากฟังว่าที่แท้เื่ราวของท่านพ่อเป็อย่างไร”
หัวหมู่ขวัญหันมามองขอนด้วยความเห็นอกเห็นใจ
“อย่างที่อากล่าว พวกเราคาดไว้อย่างนั้น เพราะพวกเราพบศพของพ่อเ้าที่มีแต่กระดูกเมื่อตอนเ้ายังเล็กอยู่” หัวหมู่ขวัญเหลือบตามองขอนที่หันหลังให้ขณะเดินนำหน้า รู้สึกไหล่กว้างนั้นมีอาการสั่นเล็กน้อยก
“ตลอดทางเราพบกระดูกหลายร่าง สวมเครื่องแต่งกายของทหารองครักษ์ พวกมันล้วนแล้วแต่ถูกอาวุธลับชนิดต่างๆกัน บางรายโครงกระดูกยังแขวนคากับขวากดักสัตว์ขนาดใหญ่ พวกนี้ย่อมต้องเป็ฝีมือพรานไพรล่องหน”
หัวหมู่ขวัญยกมือคว้าไหล่ขอนไว้ ขอนหยุดเดินใบหน้าอาบด้วยน้ำตาทว่าไม่มีอาการสะอื้นไห้ สำหรับกับลูกผู้ชายแล้วความเ็ปนี้ลึกล้ำได้แต่เก็บกดไว้ภายใน หัวหมู่ขวัญประสานตากับขอน้าสื่อความหมายอันหนักแน่น
“บิดาเ้ายอดเยี่ยมจริง ผลงานสุดท้ายกับการขัดขวางกองทหารองครักษ์ มีศพในบริเวณนั้นมากกว่าร้อยศพ นี่แสดงว่าบิดาเ้าเค้นความสามารถทุกประการเพื่อหยุดยั้งทหารทั้งกอง ยังมีผู้ใดอีกที่ใช้ตัวคนเดียวสังหารทหารองครักษ์ที่ห้าวหาญชาญศึกได้มากมายถึงเพียงนี้”
หัวหมู่ขวัญหยุดเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวต่อ สายตาเหม่อมองไปข้างหน้าในขณะที่เดินนำทั้งหมดต่อไป
“ที่สุดผนังผาพวกเราพบโครงกระดูกหนึ่ง แต่งกายแบบชาวบ้านทั่วไปบริเวณหน้าอกยังสอดไว้ด้วยลูกธนูของเวยกร่าง ย่อมต้องเป็บิดาเ้าไม่ผิดแน่ พวกเราตั้งใจนำกระดูกบิดาเ้าไปฝังไว้เป็การเคารพศพครั้งสุดท้าย จึงได้พบว่ากระดูกสันหลังแตกร้าวจนถึงซี่โครง แสดงว่าถูกผู้คนทำร้ายจากด้านหลัง ด้วยลักษณะที่บิดาเ้าวางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งยังใช้กับดักพลางหนีพลาง พวกเราไม่เข้าใจจริงๆว่ายังมีผู้ใดทำร้ายมันจากด้านหลัง การกระแทกทำร้ายนั้นสมควรปลิดชีวิตได้ในทันที ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเวยกร่าง ยังต้องลงมือให้เปลืองลูกธนูเล่า”
หัวหมู่ทองคำกล่าวต่อว่า
“พวกเราขบคิดไม่เข้าใจ แต่ไม่สงสัยมากมายแต่อย่างใด ได้แต่มุ่งหน้าต่อไป ส่วนกองทหารที่เหลือเพียงครึ่งเดียวได้แต่บ่ายหน้ากลับสู่พระนคร พวกเรามารู้ในภายหลังว่าแท้จริงแล้วพระเ้าโก๊ะล่อฝงมีพระบัญชาในเวลาไล่เลี่ยกันให้เลิกติดตาม พระบัญชามาเมื่อก่อนหน้าวันเกิดเหตุสามวัน ตามเหตุผลแล้วเวยกร่างสมควรได้พระราชสาส์นจากม้าเร็วั้แ่คืนก่อนเข้าป่า การที่มันยังฝืนพระบัญชาไล่ล่าต่อ ความนี้ต้องมีเื้ัอันใด” หัวหมู่ทองคำทำท่าครุ่นคิดก่อนแค่นเสียง
หลงน้อยครุ่นคิดตามไม่สอดคำ เื่ที่พระเ้าโก๊ะล่อฝงผู้เป็พระอัยกาของมันมีพระบัญชาหยุดติดตามนี้เป็เื่ที่ไม่เคยได้ฟังจากที่ใดมาก่อน ส่วนขอนยังขบคิดเื่การลอบทำร้ายนั้น
“มันเสียท่าตนเองที่ไปชักนำพรานไพรล่องหนมานำทาง กลับถูกลอบวางแผนซ้อนแทบเสียทีนี่เรียกว่ากรรมสนอง แต่พรานไพรล่องหนสมแล้วที่มีฉายานามอันยิ่งใหญ่ เสียดายเื่นี้นอกจากพวกเราแล้วเกรงว่าไม่มีผู้ใดกล้าแพร่งพรายออกไป”
ในขณะที่หลงน้อยครุ่นคิดขึ้นบ้างว่า อย่างน้อยมีหลวงพ่อฟูอีกท่านหนึ่งที่ทราบเื่นี้ หัวหมู่ขวัญกล่าวเสริม
“ยังมีที่ใดให้พวกมันกล้าบอกเล่าต่อผู้คนอีก หากบอกออกไปว่ากองทหารองครักษ์ ทั้งยังเป็คนของเวยกร่างถูกทำลายด้วยน้ำมือคนเพียงคนเดียวยังมีหน้าตาใดแก่ผู้คนได้อีก”
หลงน้อยพึมพำคล้ายกล่าวต่อผู้อื่นกล่าวต่อตนเอง “ที่แท้เวยกร่างหาใช่ยอดฝีมือที่ไร้ต่อต้านไม่ พรานไพรล่องหนเพียงผู้หนึ่งยังทำให้มันขายหน้าได้ถึงเพียงนี้”
หัวหมู่ขวัญหันมาหาหลงน้อยเตือนสติว่า “อย่าได้ดูแคลนเวยกร่างไป ที่พรานไพรล่องหนผู้เดียวสร้างความลำบากให้กับเวยกร่างทั้งกองร้อยหาใช่เื่ง่ายดายไม่ ก่อนหน้าที่เวยกร่างจะมาถึงเราแน่ใจว่าสหายเราพากเพียรสร้างสรรค่ายกลกับดักอยู่เป็เวลานาน อีกทั้งยังเค้นสมองรีดความสามารถใส่ในแผนการจนหมดสิ้น หาไม่แล้วหากพบพานเวยกร่างในสถานที่ของมันใยมิใช่มีสิบพรานไพรล่องหน จะรอดพ้นลูกธนูของมันหมดสิ้นได้ พวกเราก็ไม่อาจตอบได้”
หลงน้อยมิกล่าวกระไรต่อ ขอนทราบว่าในห้วงคำนึงของหลงน้อยคงทบทวนว่าเวยกร่างนั้นเก่งกาจสามารถระดับใด การล้างแค้นให้กับบิดามารดาของหลงน้อยย่อมต้องผ่านด่านของเวยกร่างไปก่อนจึงจะสามารถกระทำได้
หัวหมู่ทองคำตัดบทว่า
“เอาล่ะเื่กองทหารนั่นพักไว้ก่อน พวกเราต่างขบคิดไม่เข้าใจ ทั้งยังเป็นักโทษของทางการข้อหาให้การช่วยเหลือท่านแม่ทัพ จะอย่างไรเสียการลักพาตัวองค์หญิงมีโทษปะาสถานเดียว ยังดีที่กฎหมายบ้านเมืองเรายุคพระเ้าโก๊ะล่อฝงท่านบัญญัติให้ผู้ใดทำผิดผู้นั้นรับผิด ไม่ลากจูงเอาครอบครัวญาติพี่น้องเข้ามาเกี่ยวข้อง”
หัวหมู่ขวัญเสริมว่า
“เมื่อหมดหนทาง พวกเราจึงขอพำนักกับท่านเ้าอาวาส อยู่ได้สองสามวันจึงขอบวช ในตอนแรกเพียงคิดปลอมแปลงโฉมตบตาทางการ เท่านั้น อีกทั้งหากยังวนเวียนในละแวกนี้สักวันต้องได้ข่าวท่านแม่ทัพ ไม่นึกเลยว่า...”สิ้นคำเสียงเปลี่ยนเป็หม่นหมอง
หัวหมู่ทองคำตบไหล่สหายร่วมรบและร่วมศึกษาธรรมทั้งสองประการกล่าวว่า
“ใยเ้าไม่นึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อฟูท่านสั่งสอน เื่ใดในโลกล้วนแล้วแปรเปลี่ยนเป็อนิจจัง ยึดถืออันใดไม่ได้”
หัวหมู่ขวัญพยักหน้ารับ
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง เป็เราเลอะเลือนไป การตัดสินใจบวชเพื่อหลบหนีนี่นับเป็เื่เหนือความคาดหมาย ในเมืองหลวงหามีพระดีเช่นหลวงพ่อฟูไม่ หลวงพ่อท่านได้เปลี่ยนความคิดและการกระทำพวกเราไปเป็อันมาก กล่าวให้ถูกต้องหลวงพ่อท่านใช้ธรรมะเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเราไปเสียสิ้น”
หัวหมู่ทองคำยิ้มรับ หันมาบอกแก่เด็กน้อยทั้งสอง
“ถูกต้องแล้ว หากย้อนไปเมื่อสามสี่ปีก่อน ได้รับข่าวร้ายจากพวกเ้า พวกเราเกรงว่าคงเสียใจสติแทบเลอะเลือนไปแล้ว ความผูกพันที่เรามีต่อท่านแม่ทัพ ประดุจดังบุตรมีต่อบิดา หาใช่น้อยกว่าไม่”
“เพียงแต่สองปีนี้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อ พบว่าท่านเป็พระอริยะที่แท้จริง พวกเราไม่นึกเลยว่าที่แท้ท่านทราบความจริงทุกประการแต่ยังให้ความกรุณาต่อพวกเรา เหมือนไม้ใหญ่ที่เอื้อเฟื้อที่อยู่แก่นกกา”
หัวหมู่ขวัญยกมือพนมขึ้นระลึกถึงหลวงพ่อฟู หัวหมู่ทองคำเห็นดังนั้นยกมือพนมตามกล่าวเสริมว่า
“นอกจากให้ที่อยู่อาศัยแล้วท่านยังมอบธรรมะคุ้มครองรักษาจิตใจพวกเรา ให้มีความสงบในจิตใจมาตลอดหลายปีนี้ สุดท้ายท่านยังเสียสละชีวิตอันมีค่าให้กับพวกเราผู้ต่ำต้อยซ้ำอีก”
หลงน้อยและขอนได้ฟังแล้วระลึกถึงหลวงพ่อฟูกระทั่งนึกถึงท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุน ทั้งสองสละชีวิตให้แก่เด็กน้อยไม่รู้ความสองคนเช่นเดียวกัน ในเวลาต่างกันไม่ถึงสองวัน
หัวหมู่ขวัญทอดถอนใจคราหนึ่ง แล้วเล่าเื่ราวต่อไป
“พวกเ้าคงทราบว่า เ้าเขาห้าลูกไม่เคยเหยียบย่างมายังวัดป่าของหลวงพ่อฟูสักครั้ง ไม่เคยร่วมพิธีใดๆของทางพุทธ เนื่องจากชนเผ่ามันนับถือผีปู่ย่าตาแถน อีกอย่างหากให้มันเข้าร่วมยังเป็การยอมรับกิจกรรมทางสงฆ์ ยิ่งส่งเสริมความมั่นคงให้กับสถาบันสงฆ์ โดยเฉพาะหลวงพ่อฟูที่แม้ท่านจะไม่แยแสสนใจมัน แต่ในทางสังคมท่านถือเป็ผู้แย่งชิงความเป็ผู้นำในชุมชนของมัน”
หัวหมู่ทองคำเสริม
“ถุกแล้ว คนผู้นี้เปลือกนอกโอ่อ่าผ่าเผย แท้จริงแล้วใจคอคับแคบ เนื่องจากรากฐานของมันเป็โจรป่ามาก่อน หากแต่บุคลิกภาพผู้นำของมันเป็ที่ดึงดูดใจผู้คนเท่านั้น”
หัวหมู่ขวัญพยักหน้ารับ
“ใช่แล้ว นั่นจึงเป็สาเหตุให้หลายปีมานี้ พวกเราไม่เคยพบหน้าค่าตาเ้าเขาห้าลูกสักครั้ง จนกระทั่งสองวันก่อน พวกเรารับนิมนต์ไปบิณฑบาตที่บ้านโตน หมู่บ้านเล็กๆทางเหนือ ท่านเ้าอาวาสมอบหมายให้พวกเราไป ระหว่างทางคนนำทางได้นำพวกเราไปสุดที่ทางเดินเชิงผาด้านหนึ่งซึ่งมีหินถล่มปิดทางหมดสิ้น ได้แต่เปลี่ยนเส้นทางขึ้นเขาไป อันที่จริงพวกเราสามารถผ่านไปได้แต่ในเพศบรรพชิตไม่สะดวกกระทำ ได้แต่ติดตามไป นึกไม่ถึง คนนำทางพาพวกเราผ่านค่ายเ้าเขาห้าลูกเพราะเป็เส้นทางที่พอผ่านพ้นไปได้ ในขณะนั้นมีชาวบ้านจำนวนหลายครัวเรือนนำภาษีมาส่งมอบให้ท่านเ้าเขา ด้วยมีสิ่งของและพืชพันธุ์หลายรายการหรือด้วยความมักคุ้นพิเศษอันใดเราไม่ทราบ เ้าเขาห้าลูกออกมารับส่วยภาษีด้วยตนเอง ในครั้งแรกที่พบพานพวกเราก็มองออกว่ามันคือผู้ใด”
หัวหมู่ทองคำเสริม
“พวกเราได้แต่แสร้งทำเป็เจรจาปกติ ขอผ่านเส้นทางไป คาดว่าในตอนนั้นโจรชั่วในนามเ้าเขาห้าลูกก็เกิดความสงสัยเช่นกัน แต่มันคงไม่แน่ใจนักเนื่องจากรูปโฉมพวกเราเปลี่ยนไปมาก”
หัวหมู่ขวัญกล่าวต่อไป
“เมื่อผ่านค่ายมันไป เราได้แต่แกล้งทำเป็ปวดท้องรุนแรง จริงอยู่นั่นเป็โทษมุสาในฐานะพระสงฆ์ แต่เรารู้แก่ใจว่าหากไปให้จนถึงงานที่นัดหมาย เมื่อกลับมาคงพบเภทภัย”
หัวหมู่ทองคำเล่าบ้าง
“เราบอกต่อคนนำทางว่า ทางที่ดีให้รีบไปบอกบ้านงานที่นัดไว้ว่า มีพระอาพาธระหว่างทาง ส่วนเราเองคงต้องพาพระขวํญกลับวัดเพื่อไปรับยาที่อาราม”
หัวหมู่ขวํญ สลัยเล่าบ้าง
“จากนั้นเมื่อเรามาถึงวัด ก็เรียนท่านเ้าอาวาสว่า พวกเรามีความจำเป็ต้องกลับมาก่อน จะว่าไปเพียงปิดบังเื่ที่ปลอมแปลงเข้ามาก็หนักหนาแล้ว หากให้เราพูดเท็จต่อท่านอีกคงทำไม่ได้ น่าประหลาดที่ท่านไม่ซักไซ้ไล่เรียงอันใด มาคิดดูอีกทีที่แท้ท่านคงทราบด้วยญาณของท่านอยู่แล้ว จึงไม่ไต่ถามเื่ราวแม้สักเื่ อันที่จริงขอเพียงท่านไม่ได้ยินไม่ได้เห็นมา ก็ไม่นับว่าท่านผิดในฐานะให้ที่หลบซ่อนโจรอาญาแผ่นดิน”
หยุดเล็กน้อยจึงเล่าต่อ
“พวกเราหลังจากพบเ้าเขาห้าลูกจนแน่ชัดว่าเป็ขุนโจรนั้น ทราบแน่ว่ามันต้องส่งคนไปดักรอเมื่อไม่พบมันต้องปักใจเชื่อแน่ว่าเป็พวกเรา เมื่อคืนพวกเราใคร่ครวญคิดจะหลบหนีในวันนี้ แต่ก็เกิดเื่เสียก่อน”
หัวหมู่ทองคำเล่าบ้าง
“ที่พวกเราแน่ใจว่าเ้าเขาห้าลูกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนายกองเขิง เพราะตอนที่เราประมือกับขุนโจรนั้น พวกเราได้เรียนรู้ว่าที่แท้ขุนโจรหรือเ้าเขาห้าลูกมีความสามารถในทางพรานเช่นกัน หากแม้จะด้อยกว่าผู้ใดก็คงเพียงเฉพาะพรานไพรล่องหนเท่านั้น ดังนั้นร่องรอยทำร้ายจากด้านหลังจนนายกองเขิงเสียชีวิตบวกกับ่เวลาการปรากฏตัวของเ้าเขาห้าลูกสู่ถิ่นนี้ มันช่างสอดคล้องกันเกินไป”
หัวหมู่ขวัญใช้นิ้วแตะปลายคางแบบใช้ความคิด
“ก่อนหน้าพบเ้าเขาห้าลูก พวกเราไม่ได้คิดถึงขุนโจรหมู่ห้าร้อยแม้แต่น้อย เข้าใจว่าขับไล่มันไปแล้วก็จบสิ้นกัน แต่เมื่อเห็นมันมาเป็เ้าเขาห้าลูก ทำให้นึกไปได้ว่า หนทางเดียวที่มันจะเข้าสู่สังคมได้โดยไม่มีผู้ใดจดจำฐานะเก่าได้ ได้แต่กำจัดคนเหล่าที่จดจำมันได้ทิ้งไป นั่นก็คือ นายบ้านเขิงของพวกเรา”
ขอนกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงแหบพร่า
“ในเล่มสุดท้ายของบันทึกห้าเล่ม ได้กล่าวถึงประสบการณ์ของพรานไพรล่องหน ในนั้นระบุถึงบุคคลอันตรายที่สุดผู้หนึ่งคือ ขุนโจรหมู่ห้าร้อย เพียงอธิบายไม่กี่บรรทัดถึงความสามารถทั่วไป ไม่ได้บอกเล่าเื่ราวโดยละเอียด แต่มันระบุได้ตามท่านอาทั้งสองกล่าว ว่าท่านพ่อได้พบว่าบุคคลผู้นี้มีความสามารถเฉกเช่นพรานไพร ซ่อนเร้นและติดตามได้เป็อย่างดี ทั้งยังพบร่องรอยของมันอยู่ในหุบเขาเป็บางครั้ง”
หัวหมู่ขวัญตบไหล่ขอนเบาๆ
“นี่ยิ่งเป็ไปได้ หากให้มันไล่ล่าฆ่าพรานไพรล่องหนในป่า คาดว่าต่อให้มันมีสิบหัวสิบกรยังไม่อาจทำได้อย่างหมดจด พลาดพลั้งไปนายกองเขิงรอดมือมันได้ มันไม่แคล้วต้องถูกทางการไล่ล่าเป็คำรบสอง แผนการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่คงหายไป”
หัวหมู่ทองคำกล่าวช้าๆราวกับทบทวนกับตัวเอง
“ถูกต้อง มันเห็นนายกองเขิงจัดทำกับดักมากมาย เฝ้ารอใช้กับทหารรักษาพระองค์ แม้มันไม่ทราบว่านายกองเขิงมุ่งหมายใช้กับผู้ใด แต่มันคงคำนวณได้ว่ามีจำนวนไม่น้อย ฉะนั้นลักษณะประการเดียวที่เป็ไปได้ คือนายกองเขิงต้องใช้ยุทธวิธีล่อกองทหารให้เข้ามาไล่ล่าเป็หลัก แล้วค่อยๆปล่อยอาวุธกับดักทีละชั้นตอน มันจึงไปหลบซ่อนอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่พรานไพรล่องหนจะไปซ่อนตัวเป็ที่สุดท้ายซึ่งหมายถึงว่าพรานไพรล่องหนอาจเป็ไปได้ที่จะสังหารเวยกร่างหมดสิ้นทั้งกองร้อย”
หลงน้อยรำพีงออกมาเป็ความเห็น
“เื่นี้ข้าพเ้าพอทราบ บุคคลผู้หนึ่งเมื่อวางแผนการมาเป็ขั้นตอน และปฏิบัติมาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ในตอนนั้นจะเป็ทั้งตอนที่สมาธิจิตพุ่งสูงสุดด้วยว่าความคาดหวังที่ผลสุดท้ายสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อดูท่าว่าสมบูรณ์แน่นอนความระวังป้องกันย่อมคลายลง”
ขอนพูดแทบไม่มีเสียง “ใช่แล้ว เหมือนท่านอาจารย์ใหญ่สอนไว้ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงเป็ธรรมดาที่พ่อข้าเมื่อมีสมาธิตึงเขม็งถึงที่สุด มีแต่ลดลงไม่มีเพิ่มเพียงสายเดียว”
หัวหมู่ทองคำรับรองคำพูดนั้น
“ถูกแล้ว นั่นย่อมเป็โอกาสเดียวที่มันลงมือสำเร็จผลในครั้งเดียว”
ทั้งหมดเงียบงันไปพร้อมกัน เป็เวลาเดียวกันกับที่ขอนนำทั้งหมดพ้นทางออกขึ้นบนพื้นดิน ขณะนั้นเป็เวลาพลบค่ำเกือบยามหนึ่ง รอบข้างมีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไร จันทร์กระจ่างฟ้าทอแสงในวันเลยคืนเต็มดวงมาเพียงสองคืน จึงมองเห็นรอบข้างกระจ่างชัด ทั้งหมดปรับสายตาเข้ากับความมืดแต่แรกเพียงไม่ทราบว่าทัศนะแจ่มใสเช่นนี้จะทำให้ยากต่อการหลบหนีหรือไม่
เสียงขอนพลันโพ่งทำลายความเงียบนั้น
“แย่แล้ว หากมันเป็ขุนโจรหมู่ห้าร้อยมาก่อน อย่างนั้นพวกเราไม่สมควรคาดคำนวณความเคลื่อนไหวคนผู้นี้ในฐานะเ้าเขาห้าลูกอีกต่อไป”
หลงน้อยกำลังครุ่นคิดถึงเื่นี้เช่นกัน แต่ต่างกันที่ขอนเป็ผู้อ่านบันทึกห้าเล่มนั้นกับมือรายละเอียดในเนื้อหานั้นจึงสร้างความหวั่นไหวได้มากกว่ารีบพูดขึ้นมา
“ถูกแล้วหากคิดถึงพฤติกรรมของมัน เปลือกนอกเปิดเผยโอ่อ่า แท้จริงจิตใจคับแคบ พวกมันไม่ล้อมพวกเราในบริเวณใกล้หมู่บ้าน เกรงว่าเป็เื่ร้ายมากกว่าดี”
ขอนหันไปบอกแก่ทุกคน
“หากเป็ขุนโจรนั้นจริง เื่เส้นทางลับนี้ย่อมไม่ใช่เส้นทางลับอีกต่อไป ตอนนี้มันเข้าใจว่าได้รับบันทึกห้าเล่มจริงแล้ว ดังนั้นในวันนี้ย่อมมิใช่การล้อมจับอีกต่อไป นอกจากหมายศีรษะท่านอาทั้งสอง พวกเราสองคนมันย่อมไม่ละเว้น “
หัวหมู่คู่ใจแม่ทัพพิทักษ์ประจิมทั้งสองกล่าวคำบันทึกห้าเล่มจริงโดยพร้อมเพรียง หลงน้อยช่วยขอนอธิบายเื่ราวโดยคร่าวถึงบันทึกห้าเล่มปลอมนั้น
ขอนรีบบอกต่อทุกคน
“ในบันทึกของท่านพ่อ กล่าวถึงความสามารถในการสะกดรอยคนผู้นี้ไม่เป็รองท่าน เส้นทางนี้แม้เป็เส้นทางลับแต่ปรากฏอยู่ในบันทึกห้าเล่มปลอมนั้น การอ่านบันทึกห้าเล่มไม่สามารถอ่านดูเที่ยวเดียวได้โดยง่ายนั่นคือเหตุที่เราวางใจนำพวกท่านทั้งหลายมาทางนี้ แต่หากเปลี่ยนเป็ขุนโจรหมู่ห้าร้อยผู้เชี่ยวชาญการเดินป่าและแผนที่ เื่ย่อมแตกต่างออกไป มันมีโอกาสถอดรหัสได้ไม่ยากนัก”
หัวหมู่ขวัญสงสัยนัก
“หากเป็บันทึกห้าเล่มปลอม ไฉนจึงระบุเส้นทางจริงไว้ด้วยเล่า”
ขอนตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
“หากให้ล่อลวงผู้คน ย่อมต้องมีทั้งจริงทั้งเท็จ หากมีแต่ข้อความเป็เท็จไหนเลยมันจะเชื่อใจเล่า”
หัวหมู่ทองคำถามขอนอย่างร้อนใจ
“อย่างนั้นเ้าสมควรนำทางพวกเราไปทางใด จึงจะหลุดพ้นการติดตามได้”
ขอนมีสีหน้ายุ่งยากใจ
“ท่านอาทั้งสอง ข้าพเ้าเป็เพียงพรานน้อยฝึกหัด สาเหตุเดียวที่พรานไพรล่องหนมีเปรียบคือความสามารถในการซ่อนเร้นหลบหนี ตอนนี้รอบข้างเรามีแต่เสียงสัตว์เล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีเสียงสัตว์ใหญ่ใดๆ ดังนั้นเกรงว่าพวกเราเดินเข้าสู่กับดักของมันเรียบร้อยแล้ว”
ทั้งหมดเปลี่ยนเป็หน้าถอดสีโดยพร้อมเพรียง หัวหมู่ทองคำร้องว่า
“พวกเราไป”