ไกลออกไปจากเหตุการณ์วิกฤตกองทัพมอนสเตอร์...
ยังมีเื่เล่าอยู่เื่หนึ่งในหมู่ผู้เล่นเกมเซียออนไลน์ว่า นานมาแล้วหลายร้อยปีในเกม เคยมีผู้เล่นสายอาชีพนักเวทย์คนหนึ่ง เดินทางไปยังดินแดนน้ำแข็งที่เรียกกันทั่วไปว่า‘ไอซ์แกรน’ ณ สถานที่นั่นมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่งที่ว่ากันว่า มีภารกิจลับของระบบซุกซ่อนอยู่ เป็ภารกิจที่หากว่าใครทำสำเร็จ ก็จะได้รับของรางวัลตอบแทนเป็แรร์ไอเทมอันล้ำค่า
นักเวทย์ผู้นั้นทันทีที่ไปถึงเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าไม่มีภารกิจที่ว่าเลย มีเพียงแค่หญิงสาวที่มีผมดำขลับยาวสลวย ถูกแช่แข็งอยู่ในผลึกน้ำแข็งรูปสามเหลี่ยมพีระมิดเท่านั้น ร่างของเธอดูบอบบาง มีผิวขาวนวลที่รับกับใบหน้าเรียวไข่ ช่างเป็ภาพที่สวยยามเมื่อมองเธอหลับตาพริ้มอย่างเป็สุข
นักเวทย์คนนั้นมองอย่างหลงใหล เขาพยายามจะเจาะพีระมิดนั้นแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงถอดใจแล้วเดินจากมา ผ่านไปหลายปีข่าวเกี่ยวกับภารกิจลับ ที่มีรางวัลเป็แรร์ไอเทมก็ค่อย ๆ จางหายไป แต่กระนั้นก็ยังมีผู้เล่นบางส่วนเดินทางเพื่อไปพิสูจน์มันด้วยตาตัวเองแม้จะไม่เจอสิ่งใดก็ตาม เหมือนดั่งผู้เล่นสายอาชีพนักเวทย์ทั้ง 2 คน ที่กำลังเดินทางมาถึงปากถ้ำอันหนาวเหน็บในตอนนี้
“แกว่ามันจะมีไหม ไอ้แรร์ไอเทมเนี่ย” ผู้เล่นคนที่ 1 เอ่ยถามผู้เล่นคนที่2 ที่มาเป็เพื่อน แต่เขากลับพบว่าเพื่อนของตัวเองกำลังยืนปากสั่นมือสั่นอยู่
“เป็อะไร” เขาถามอย่างสงสัย
“นะ...นะ...หนาว” ผู้เล่นคนที่ 2 กัดฟันตอบ
“ก็แล้วทำไมไม่ใช้เวทย์ทำให้อุ่นล่ะ” ผู้เล่นคนที่ 1 บอกอย่างปัด ๆ
“จะ...บ้าเหรอ ฉะ...ฉันเป็นักเวทย์สายธาตุ นะ...น้ำนะ...ธาตุน้ำแข็ง ขะ...ข่มฉันอยู่”
“เออจริงด้วย” ผู้เล่นคนที่ 1พูดเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนจะหยิบเอาไม้เท้ารูปร่างหน้าตาประหลาด ออกมาจากหน้าต่างเก็บไอเทมแล้วเริ่มใช้เวทย์มนต์
ทักษะเวทย์แห่งอัคคี เกราะสุริยัน
ร่างของผู้เล่นคนที่2 ค่อย ๆ มีแสงสีแดงเรืองออกจาง ๆ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อนของเขาจริง ๆ ไม่เสียดายที่มากับมัน
“ขอบใจ”
“ดีนะ...ที่ฉันเป็นักเวทย์สายธาตุไฟ” ผู้เล่นคนที่ 1พูดพร้อมกับยืดอกอย่างภูมิใจในอาชีพที่เลือก
“เข้าไปได้แล้ว” ผู้เล่นคนที่ 2 ดุนหลังให้เพื่อนตัวเองเดินนำหน้า ส่วนตัวเขาก็เดินตามอยู่ไม่ห่าง
พวกเขาเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ ทว่ายิ่งเดินลึกแทนที่ภายในตัวถ้ำจะมืดมิดอับแสง มันกลับสว่างไสวไปด้วยดวงไฟระยิบระยับจากผลึกน้ำแข็งที่ติดอยู่กับผนังถ้ำ ทั้งสองเดินลึกเข้าไปอีก ผ่านความสวยงามของกราฟฟิคเกมที่เหล่าผู้ออกแบบบรรจงสร้างสรรค์เหนือจินตนาการ แม้อยากจะหยุดมองดูให้นานเท่าไหร่แต่พวกเขาก็ต้องไปต่อ
กระทั่งในที่สุดพวกเขาก็มาถึง
“นี่มันอะไร” ผู้เล่นคนที่ 1 และ 2 เอ่ยอุทานพร้อมกันอย่างตกตลึง
ภาพที่พวกเขาเห็นนั้นคือร่างอันอรชรบอบบางของหญิงสาว เธอกำลังหลับตาพริ้มอย่างเป็สุขอยู่ในผลึกน้ำแข็งรูปสามเหลี่ยมพีระมิด พวกเขามองมันอย่างหลงใหลโดยไม่มีใครเอ่ยคำพูดใด ๆ แต่มันก็แค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นเมื่อพวกเขาทั้ง2 คนพบว่าดวงตาของเธอที่อยู่ในนั้นค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนที่ผลึกน้ำแข็งจะเริ่มแตกร้าวเป็ทางยาว
รอยร้าวลามมากขึ้นจนกระทั่งผลึกน้ำแข็งพีระมิดปริแตกออก
ผู้เล่นคนที่1 และ 2 ถึงกับกอดกันกลม ก่อนจะพากันผงะแล้วเดินถอยออกห่างช้าๆ เมื่อเห็นว่าร่างอันบอบบางผิวเนียนละเอียดนั่นค่อยๆ เดินออกมาจากเศษซากก้อนน้ำแข็งที่แตกละเอียด เธอก้าวย่างไปหาพวกเขาช้า ๆ และแม้ว่าชุดผ้าแพรสีฟ้าอ่อนที่เธอใส่จะดูมิดชิด แต่มันก็โปร่งบางแนบเนื้อจนเห็นสรีระของเธอชัดเจน มันทำให้ผู้เล่นทั้ง 2คนถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น เธอใช้ดวงตาสีฟ้ากลมโตมองพวกเขาเ่าั้อย่างเ็า แล้วโบกมือเบา ๆ ผ่านหน้าไปพร้อมกับร่างของพวกเขาทั้ง2 คน ก็ถูกแช่อยู่ในผลึกน้ำแข็งแทบจะในทันที
“ข้าได้ยินเสียงของนายท่าน” เธอพึมพำกับตัวเอง เท้าที่เปลือยเปล่าของเธอค่อย ๆ เหยียบไปบนพื้นน้ำแข็งที่เย็นเฉียบ มุ่งสู่ปากถ้ำช้าๆ ่งบางแนบเนื้อจนเห็นสรีระของเธอชัดเจน มันทำให้ผู้เล่นทั้ง 2 คนถึงกับกลืนน้ำเน
“แม้มันจะแ่เบา แต่ข้าได้ยิน”
เธอเริ่มเดินเร็วขึ้นจนเกือบจะกลายเป็วิ่ง
“ข้าต้องไป นายท่านของข้ากลับมาแล้ว”
สิ้นเสียงอันแ่เบาของเธอ ร่างระหงนั่นก็พุ่งออกจากถ้ำไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงปริศนาแห่งภารกิจแรร์ไอเทม ที่ผู้เล่นยังคงแวะเวียนมาดูด้วยตาตัวเองต่อไป และหลังจากนั้นมันผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่มีใครทราบได้อาจจะเป็วัน เป็เดือน หรือเป็ปี แต่มันก็ได้มีผู้เล่นคนใหม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในถ้ำแห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับความหวังว่าจะเจอภารกิจแรร์ไอเทมที่ว่า แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า
“ไม่เห็นจะมีเลย ไอ้ภารกิจแรร์ไอเทมเนี่ย” เขาะโลั่นถ้ำอย่างหัวเสียแล้วกวาดสายตามองไปทั่วอีกครั้ง จนสะดุดเข้ากับสิ่ง ๆ หนึ่ง
“มีแต่พวกวีรบุรุษประตูหลัง ที่กอดกันอย่างดูดดื่มในก้อนน้ำแข็งเนี่ยนะ…ให้ตายเถอะ” แล้วเขาก็ยกเท้ากระทืบก้อนน้ำแข็งที่ว่าอย่างจงใจและเต็มแรง
เพล้ง!
ร่างอันบอบบางยังคงวิ่งฝ่าไปด้วยความรวดเร็วแล้วพลิ้วไหว ทุก ๆ เส้นทางที่เธอผ่านถูกเกาะกุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งตลอดแนว แต่เธอก็ไม่สนใจและยังคงตะบึงหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างแน่วแน่ ภายในใจของเธอในตอนนี้กังวลเป็อย่างมาก บวกกับภาพนิมิตและเสียงอันรวยรินของนายท่าน ที่เธอเห็นขณะจำศีลอยู่ในผลึกน้ำแข็งพีระมิดนั่น มันก็ตอกย้ำให้เธอต้องหนักใจเข้าไปอีก ถึงแม้เธอจะเห็นอย่างเลือนรางก็ตาม
“นายท่าน ข้ากำลังไป” ราวกับเป็การย้ำเตือนให้เธอเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ่เวลานี้เธอไม่นึกถึงอะไรแล้ว
“อย่าเป็อะไรนะคะ”
หยดน้ำใสๆ ใต้ดวงตาสีฟ้าของเธอค่อย ๆ รินออกมา แล้วปลิวไปกับแรงลม พร้อมกับร่างของเธอที่เพิ่มความเร็วขึ้นอีกเป็เท่าทวีคูณ โดยไม่สนใจเลยว่าร่างกายของตัวเองจะเป็เช่นไร พลังจะลดลงมากเท่าไหร่
ณวินาทีนี้เธอไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“มันผู้ใดแตะต้องนายท่านของข้า แม้เพียงปลายเส้นผม มันผู้นั้นจะต้องไม่ตายดี”
เสียงะโของเธอดังกึกก้อง ขณะที่ร่างของเธอพุ่งทะยานผ่านป่าไม้ ูเา ทุ่งหญ้า น้ำตก นับสิบกว่าสถานที่ด้วยความเร็วที่ตัวเองพึงจะสามารถทำได้จนกระทั่งมาถึงที่หมาย เธอมองเห็นฝุ่นควันที่ตลบอบอวลอยู่ไกล ๆ และยิ่งเข้าใกล้มากเพียงใด เหตุการณ์ที่อยู่ในม่านควันก็แจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
“นายท่าน” เธอะโร้องเรียกเมื่อเข้ามาในม่านควัน ก่อนจะชะลอฝีเท้าลงแต่ก็พบว่ามีเพียงโกเลมธาตุน้ำกับัวารีเท่านั้น ที่กำลังเหยียบย่างเข้าหาใครบางคน
“โฮกกกก!!!!”
ครืน!!!
เธอได้ยินเสียงคำรามของโกเลมน้ำตัวหนึ่ง เมื่อหันไปมองก็พบว่ามันกำลังยกเท้าอันใหญ่โตขึ้น และใต้ฝ่าเท้านั่นก็มีร่างที่อ่อนแรงกำลังนอนอยู่ เป็ร่างของบุคคลที่เธอเฝ้ารอการกลับมาเกือบทั้งชีวิต
“ห้ามแตะต้องนายท่านของข้า” เธอตะเบ็งสุดเสียง แล้วทะยานร่างเข้าหาโกเลมธาตุน้ำตัวนั้นอย่างไม่คิดชีวิต
ทักษะเผ่าพันธุ์ เยือกแข็งสัมบูรณ์
โกเลมธาตุน้ำตัวนั้นกระตุกวูบ พลันปรากฎวงแหวนเวทย์สีฟ้า ที่รายล้อมไปด้วยอักขระโบราณบนศีรษะของมัน ก่อนวงแหวนเวทย์นั่นจะเลื่อนผ่านตัวของโกเลมธาตุน้ำไป ั้แ่หัวจรดเท้าแล้วร่างของมันก็ถูกแช่แข็งแน่นิ่งไปในพริบตา
เธอใช้จังหวะโอกาสนั้นดีดตัวเองให้ลอยขึ้น เหนือโกเลมธาตุน้ำที่ถูกแช่แข็งตัวนั้นเล็กน้อย และซัดโจมตีต่อเนื่องด้วยทักษะทันที
ทักษะเผ่าพันธุ์ ฝนน้ำแข็งพิโรธ
มือสองข้างของเธอสะบัดออกแล้วเปล่งสีฟ้าเรือง ๆ ทันใดนั้นก็ปรากฎวงแหวนเวทย์สีฟ้าขึ้นบนมือทั้งสองข้าง พร้อม ๆ กับผลึกน้ำแข็งขนาดเท่ากำปั้นนับร้อยลูก ก็รัวพุ่งออกจากฝ่ามือของเธอ ปะทะเข้ากับร่างของโกเลมธาตุน้ำที่เคราะห์ร้ายอย่างจังมันกระหน่ำยิงใส่เป้าหมาย ราวกับะุปืน
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เกิดรอยร้าวบนตัวของโกเลมธาตุน้ำตัวนั้น ตามมาด้วยการปริแตกออกของรอยร้าวตามร่างกาย จากนั้นร่างอันใหญ่โตนั่นก็ค่อย ๆ ล้มครืนลงไปด้านหลัง แน่นอนว่าเป็ทิศทางตรงกันข้ามกับร่างของผมที่กำลังนอนหมดแรงอยู่ และเป็ที่โชคดีว่าพลังชีวิตของมันเหลือน้อยจากการโจมตีครั้งก่อน จึงกลายเป็แสงหายไปในพริบตา
“นายท่าน” แว่วเสียงของหญิงสาวที่มาช่วยชีวิตของผมอยู่ไม่ไกล เธอใช้แรงส่งจากทักษะที่ใช้เมื่อครู่ ส่งตัวเองให้ร่อนลงมาใกล้ร่างของผม
ตอนนี้นิ้วที่ผมพอกระดิกได้ก็แน่นิ่งไปอีกครั้ง
“น...นายท่าน” ปากของเธอพร่ำพูดแต่คำ ๆ นั้น ขณะที่มืออันเรียวบาง ก็พยายามช้อนร่างของผมไว้บนตักของตัวเองอย่างยากลำบาก ผมใช้สายตาแหล่มองดูใบหน้าของเธอ ซึ่งกำลังมีหยาดน้ำตาไหลรินอาบพวงแก้มสองข้างที่ชมพูระเรื่อนั่น แล้วความทรงจำที่เกือบลืมไปนานของผมอีกเื่หนึ่ง ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นมาภายในจิตใจ
“เวียร่า” ผมเรียกชื่อของเธอ
ใช่…ผู้หญิงที่กำลังนั่งร้องไห้ในขณะนี้ เธอคือผู้ติดตามของผมอีกคน เป็มอนสเตอร์ระดับ 5 เผ่าพันธุ์ภูติน้ำแข็ง
“ข้าอยู่นี่...นายท่าน” ริมฝีปากเรียวบางของหญิงสาวที่ผมเรียกว่าเวียร่า ค่อย ๆ คลี่ยิ้ม
เธอพยายามใช้มือที่เนียนนุ่มไล่ไปตามใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นดินของผมอย่างแ่เบา ก่อนที่เธอจะเม้มริมฝีปากและเงยหน้ากรีดร้องสุดเสียง ท่ามกลางน้ำตาที่ไหลรินลงมาดุจสายฝน
โธ่!...ให้ตายเถอะ...ผมไม่ได้เป็อะไรมากขนาดนั้นนะ...
“ใครก็ตามที่ทำแบบนี้ ข้าจะไม่ให้อภัยมันเด็ดขาด”
ทักษะเผ่าพันธุ์ อาณาเขตศูนย์องศา
ร่างของเวียร่าบังเกิดแสงสีฟ้าเรืองรอง พลันปรากฏวงแหวนเวทย์อักขระโบราณสีฟ้า แผ่ขยายไปทั่วพื้นดินจนครอบคลุมโกเลมธาตุน้ำและัวารีที่กำลังคืบคลานทั้งหมด....
“อาณาเขต ทำงาน”
วงแหวนเวทย์ประกายแสงเจิดจรัส ฉับพลันนั้นเหล่าโกเลมธาตุน้ำกับัวารีนับ30 กว่าตัว ก็ค่อย ๆ โดนผลึกน้ำแข็งก่อตัวลามไปทั่วร่างกายช้าๆ ก่อนจะถูกแช่แข็งในที่สุด มีเพียงร่างของผม ไคน์ และเวียร่าเท่านั้น ที่ไม่ได้รับผลกระทบของอาณาเขตแต่อย่างใด
“น...นายท่านข้าไม่ไหวแล้ว”
เธอบอกด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก ผมเข้าใจในทันทีว่าเธอใช้พลังจิตออร่าไปเกือบหมดตัว เพื่อจะแช่แข็งเหล่าโกเลมธาตุน้ำกับัวารีพวกนั้น แต่คงจะอยู่ได้ไม่นานเพราะระดับของเธอกับมอนสเตอร์ที่เหลืออยู่นี่ต่างกันเกินไป
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงรอยร้าวของผลึกน้ำแข็ง ดังมาจากโกเลมธาตุน้ำกับัวารีบางตัว ที่เริ่มจะฝืนพลังของอาณาเขตที่เวียร่าสร้างขึ้นมา สีหน้าของเธอในตอนนี้เริ่มไม่ค่อยสู้ดีแล้ว
“เวียร่า” ผมเรียกเธอ “เอาการ์ดสีเทาในหน้าต่างเก็บไอเทมนั่น มาวางบนตัวผมที”
เวียร่าพยักหน้าแล้วเอื้อมมือที่สั่นเทาหยิบการ์ดที่ว่ามาวางบนตัวผม มันเป็การ์ดประเภททักษะชื่อ การ์ดทักษะแสงจาก์ การ์ดระดับต่ำที่มีคุณสมบัติคืนพลังชีวิต และพลังออร่าของผู้เล่นให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ข้อเสียของมันคือใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้น
“จง...ขานรับเสียงของข้า คะ...คลายผนึก กะ...การ์ดทักษะแสงจาก์”
สิ้นเสียงที่แหบพร่าของผม การ์ดใบนั้นเปล่งแสงจ้าแล้วกลายเป็ระอองสีทองระยิบระยับ ร่วงหล่นไปตามร่างกายของผม ผมหลับตาพริ้มค่อยๆ ซึมซับละอองเ่าั้ช้า ๆ จนกระทั่งไม่หลงเหลืออยู่จึงลืมตาขึ้น ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงพลังออร่าและพลังชีวิตคืนกลับมาอย่างเต็มเปี่ยม แล้วร่างกายของผมก็ขยับได้ดั่งใจอีกครั้ง
“ขอบใจนะ” ผมพูดกับเธอแล้วยันกายลุกขึ้น ก่อนจะหยิบยาเพิ่มพลังชีวิตระดับสูงให้กับเวียร่า 2 ขวด แล้วตบบ่าของเธอเบาๆ
“ให้ไคน์หนึ่งขวด แล้วเธอเองก็ดื่มด้วยหนึ่งขวด” ผมบอกแล้วเดินผ่านตัวเธอไป
“คลายอาณาเขตเถอะเวียร่า ที่เหลือผมจัดการเอง”
“ค่ะ...นายท่าน”
เวียร่ายิ้มให้ผมทั้งน้ำตา แล้ววงแหวนเวทย์สีฟ้าที่แผ่กว้างใต้ฝ่าเท้าก็ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อม ๆ กับผลึกน้ำแข็งที่แช่พวกโกเลมธาตุน้ำ กับัวารีอยู่ก็ปริแตกออกเป็เสี่ยง ๆ ซึ่งหลังจากพวกนั้นหลุดพ้นพันธนาการของน้ำแข็ง ก็ต่างพากันส่งเสียงร้องดังกึกก้องกันเป็ระนาว
ทักษะเผ่าพันธุ์ ปีกอัคคี
ผมก้มลงเก็บดาบัพิโรธ แล้วทะยานขึ้นสู่นภาอากาศอย่างรวดเร็ว ปีกที่ลุกโชนไปด้วยไฟสีแดงนั้น กระพืออย่างแรงจนผมบินขึ้นมาอยู่เหนือพวกมัน
“อึดเหมือนกันนี่ เ้าคนไร้มารยาท” ดามัพิโรธส่งเสียงออกมา
“ขอบคุณที่ชม...เอาล่ะมาต่อยกสองกันเถอะพวก”
สิ้นคำพูด ผมซัดทักษะคลื่นลมดาบติดกันทีเดียว3 ครั้งใส่ัวารี 3 ตัว และเนื่องจากพลังชีวิตของพวกมันเหลือน้อย จึงกลายเป็แสงหายไปในทันที ดูเหมือนว่าถ้าหากผมโจมตีด้วยทักษะปกติ ประสิทธิภาพของมันจะไม่ลดลงอย่างนั้นสินะ
ชั่วขณะนั้นผมบินตีลังกากลางอากาศ ส่งตัวเองให้มาอยู่บนศีรษะของโกเลมธาตุน้ำตัวหนึ่ง แล้วเสียบดาบัพิโรธกลางกระหม่อมของมัน ส่งให้กลายเป็แสงไปอีกตัว ก่อนจะดีดตัวเองหมุนลอยคว้างพลางฟาดทักษะคลื่นลมดาบปะทะเข้ากลางอกของัวารีอีกตัว ให้เป็แสงหายไปเป็เพื่อนโกเลมธาตุน้ำก่อนหน้า จากนั้นจึงพลิกตัวบินไปเกาะหลังัวารีตัวถัดไป
ทักษะรัวฟัน
เป็กระบวนท่าทักษะประจำอาชีพนักดาบ สามารถฟันดาบด้วยความเร็วติด ๆ กัน 10ครั้ง
ัวารีที่เป็เหยื่อคำรามเสียงโอดครวญแล้วกลายเป็แสงหายไปอีกตัว ตอนนี้กลายเป็ว่าผมกำลังไล่บี้ตะบันโกเลมธาตุน้ำกับัวารีเป็ว่าเล่น คงเป็เพราะพวกมันมีพลังชีวิตที่ร่อแร่นั่นเอง ทำให้การกำจัดดูเหมือนจะง่ายขึ้น
ตูม! ตูม!
โกเลมธาตุน้ำหายไปอีก 2 ตัว จากการซัดทักษะคลื่นลมดาบ จากนั้นผมจึงโผบินเข้ากลางฝูงัวารี 6ตัวแล้วใช้ทักษะปลิดชีพพวกมันทันใด
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา คล้อยเสียงธรรม
บังเกิดเป็ริ้วปราณดาบสิบเล่ม จากการหมุนพลิกดาบในมือของผมเป็จังหวะ แล้วพุ่งออกเข้าหาัวารีตัวหนึ่ง ก่อนจะตวัดเชือดเฉือนร่างที่โอ่อ่านั้นจนเป็แสงหายไป ผมบิดดาบเข้าหาตัวเล็กน้อยแล้วตวัดออกไปอีกด้าน ริ้วดาบพวกนั้นก็ล่องลอยฟันัวารีตัวถัดไป จนเป็แสงสีขาววาบเลือนหายตามไปอีกตัว
ผมมองผลงานตัวเองอย่างภูมิใจ ก่อนจะหมุนตัวเองแล้วฟาดดาบออกข้างตัว ริ้วดาบสิบเล่มนั้นก็ตวัดเฉือนคอัวารีอย่างง่ายดายทีเดียว 4ตัวรวด ก่อนจะสลายหายไปพร้อม ๆ กับัวารี4 ตัวนั่น
“เหลืออีกประมาณ 15 ตัว” ผมประมาณจากการกะสายตาคร่าว ๆ พลางฟันดาบใส่แขนโกเลมธาตุน้ำตัวหนึ่งที่ชกเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันร้องคำรามก่อนจะล้มครืนลงไปข้างหน้า กลายเป็แสงสีขาวหายไปสบทบพวกที่ตายก่อนหน้า
ซู่!
จู่ ๆ ัวารีตัวหนึ่งด้านหลังผมก็พ่นน้ำออกมาอย่างแรง ผมพลิกตัวหลบได้ทัน แล้วกระพือปีกบินวนไปด้านหลังของมันอย่างรวดเร็ว และสวนกลับด้วยทักษะทันที
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ชี้ทางมาร
เกลียวของปราณดาบหมุนโค้งกลางอากาศ แล้ววกเข้ามาทะลุกลางหลังของมันในพริบตา ไม่มีเสียงร้องก่อนตายจากัวารีตัวนั้น มีแต่ร่างที่ค่อย ๆ เป็แสงเลือนจางหายไป
ผมโผบินไปเหนือพวกมันอีกครั้ง แล้วจัดการสอยเหยื่อเคราะห์ร้ายที่พลังชีวิตเหลือน้อยทั้งหลาย ให้หายไปทีละตัว ทีละตัว อย่างไม่รีบร้อน และอาจจะเป็โชคดีของผมนิดหน่อย ที่พวกที่เหลือเป็พวกใช้พละกำลังเป็อย่างเดียว ซึ่งไม่มีความเร็วเสริม มันจึงกลายเป็เหมือนหุ่นกระบอกไม้ไผ่ที่ให้ผมไว้ซ้อมเล่น
พลั่ก!
โกเลมธาตุน้ำตัวสุดท้ายถูกผมเสยเท้าเข้าที่ปลายคางอย่างแรง ส่งร่างของมันให้หงายท้องล้มตึงไปกับพื้น ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเพราะมันอึดกันแน่ แต่โกเลมธาตุน้ำตัวสุดท้ายนี่ เป็ตัวเดียวกับที่มีศิลาแดงบนหัว และสาเหตุที่ผมรู้ก็เพราะมีเศษศิลาแดงเล็ก ๆ อันหนึ่งติดอยู่ที่หน้าผากของมันนั่นเอง
“เ้ามันโง่” เสียงคำรามดังอย่างโกรธแค้น ผมร่อนมายืนบนอกของมันแล้วมองอย่างฉงน
“พูดได้หรอกเหรอเนี่ย”
“ข้าเป็มอนสเตอร์ระดับ 13 มีตำแหน่งเป็ถึงแม่ทัพ ทำไมจะพูดไม่ได้”
ถูกตามที่มันบอกมอนสเตอร์ระดับ13 ส่วนใหญ่พูดได้ทั้งนั้น แต่มันก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางเผ่าพันธุ์ ที่มีสติและสัมปชัญญะเทียบเท่ามนุษย์ ซึ่งพวกเขาสามารถพูดได้ั้แ่ระดับ 1 อย่างเช่น เวียร่า หรือ ไคน์
“แม่ทัพงั้นเหรอ” ผมครางในลำคอ...มิน่ามันถึงอึดกว่าตัวอื่นที่แท้ก็ตัวแม่นี่เอง
“เ้าทำแบบนี้เท่ากับประกาศากับพระเ้าของเรานะ” คิ้วผมกระตุกด้วยความหงุดหงิดทันที
“งั้นถ้าหากพระเ้าที่พวกแกพูดถึงคือไอ้ อเล็กซ์ หน้าโง่นั่นะก็” ผมเว้น่แล้วจิ้มดาบัพิโรธลงบนอก ตรงหัวใจของโกเลมธาตุน้ำเบา ๆ
“ฝากบอกมันด้วยนะว่า...หายนะมาเยือนมันแล้ว”
ฉึก!
ผมกดดาบัพิโรธฝังลงไปอย่างลืมตัว และกว่าจะรู้ว่าได้ทำบางอย่างที่พลาดไป ร่างอันใหญ่โตของโกเลมธาตุน้ำ ก็กลายเป็แสงหายไปซะแล้ว ผมงุนงงอยู่สักพักจึงตัดสินใจบินลงมายืนบนพื้นแล้วบ่นกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย
“อ้าว!...ซวยล่ะหว่า...อุตส่าห์พูดซะเท่ดันเผลอไปฆ่ามันซะงั้น”
ผมยกมือเกาหัวอย่างเซ็งๆ
“แล้วทีนี้มอนสเตอร์ตัวไหนมันจะเอาคำพูดของเราไปบอกไอ้อเล็กซ์กันล่ะเนี่ย...เซ็งเลย”