บทที่37ดาบดำ
ตึก!
อวิ๋นเซ่อวางชามสุราลงบนโต๊ะ คนลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่ยังมิทันจะได้ก้าวเดิน บุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่นั่งดื่มสุราหันหน้าเข้ากำแพงมาเนิ่นนานจนคนไม่รับทราบถึงการดำรงอยู่ของมันก็กล่าวขึ้น
“เจ้าไม่ควรเข้าไป”
อวิ๋นเซ่อยืนนิ่ง คนมิได้หันหน้าไปมองบุรุษฉกรรจ์คนดังกล่าวมิทราบแม้กระทั่งว่ามันเป็นใคร แต่ปากก็ได้ถามขึ้นว่า
“เหตุใด?”
บุรุษฉกรรจ์ยกสุราขึ้นดื่ม แล้วค่อยกล่าวตอบ
“เพราะเจ้าอ่อนด้อยกว่าทุกคนในที่นี้"
อวิ๋นเซ่อทอประกายตาที่คมวาวแลเด็ดเดี่ยว
“แล้วจะทำไม"
บุรุษฉกรรจ์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างชอบใจก่อนผลักดาบที่ตรงดิ่งในมือให้เอนพาดลงบนขอบโต๊ะของอวิ๋นเซ่อ
“ก็จะให้หยิบยืม”
อวิ๋นเซ่อจ้องมองดาบที่มิคล้ายดาบในฝักดำตรงหน้าลักษณะฝักภายนอกถูกพันด้วยเชือกเก่าดูไม่สะดุดตาอันใด ออกจะธรรมดาเกินไปด้วยซ้ำ อวิ๋นเซ่อยื่นมือลงจับดาบเพียงสัมผัสมือก็สั่นสะท้าน นัยน์ตาทอแววแตกตื่นชั่วขณะก็สงบลงไป บุรุษฉกรรจ์เห็นดังนั้นก็อดที่จะหรี่ตามองบุรุษหนุ่มผู้นี้อย่างเป็นจริงเป็นจังมิได้
“ขอบคุณ”
อวิ๋นเซ่อมิคิดปฏิเสธ คนกล่าวคำขอบคุณเสร็จก็คว้าดาบเดินไปทันที
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” สตรีว่าที่มือปราบฝึกหัดนางนั้นพยายามสะบัดหลุดจากการคร่ากุม
บุรุษหนุ่มผู้กุมบังเหียนม้า หัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นแม่นางเองที่ลงมือก่อนเมื่อข้าลงมือกลับบ้างเหตุใดจึงร้องเป็นเด็กแบบนี้” หยุดเล็กน้อยก่อนวาดมือชี้เหล่าว่าที่มือปราบฝึกหัดทุกผู้ แล้วกล่าวสืบต่อ
“เหตุใดพวกเจ้าถึงดูโกรธแค้นข้าเช่นนี้แล้วเหตุใดเมื่อโกรธแค้นจึงยังไม่ลงมือ พวกเจ้าก็ออกจะมีหลายคน หรือพวกเจ้าล้วนขาดเขลากันหมดสิ้นหรือสำนักมือปราบมีแต่คนขลาดเขลา ฮ่าฮ่าฮ่า”
ชาวบ้านทั่วไปในโรงเตี๊ยมไผ่เขียวแห่งนี้ได้ยินได้เห็น ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ก็อดเดือดดาลและอับอายต่อท่าทีของเหล่าว่าที่มือปราบกลุ่มนี้หรือโดยเฉพาะท่าทีของต้าจงหมิงที่มีคำเล่าลือว่าเก่งที่สุดในรุ่นขึ้นมามิได้สำนักมือปราบ ท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ พวกมันนับถือมากเพียงไหน การได้เห็นชนรุ่นต่อไปเป็นเช่นนี้พวกมันก็อดที่จะเจ็บแปลบในหัวใจมิได้
บุรุษผู้คุมบังเหียนม้ายังหัวเราะลั่นอย่างสาสมใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ปล่อยนาง”
แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นส่งให้เสียงหัวเราะของบุรุษผู้คุมบังเหียนม้าชะงักลง คนจ้องมองไปที่เจ้าของเสียง พบว่ามันผู้นี้ก็คือผู้ที่หักหน้านายของตนเป็นผู้ที่กล้าทำร้ายม้าชั้นเลิศของแดนเทพอัคคีอันยิ่งใหญ่ เป็นมัน อวิ๋นเซ่อ!
“ฮ่าฮ่าฮ่า สำนักมือปราบมีดีแค่นี้หรือถึงได้ส่งแต่คนอ่อนด้อยออกมารับหน้า…..”
มิรอให้มันกล่าวจบ อวิ๋นเซ่อก็ฟันดาบที่ยังอยู่ในฝักเข้าใส่ข้อมือของบุรุษผู้นั้นอย่างรวดเร็วจนบุรุษผู้นั้นต้องชักแขนกลับจากการคร่ากุมสตรีว่าที่มือปราบฝึกหัดนางนั้น ส่งให้นางถลาตัวกลับหลังหลบรอดจากไป
การกระทำของอวิ๋นเซ่อช่างรวดเร็วยากคาดเดามันจะมามันก็มา มันจะโจมตีมันก็โจมตี และพอจะกลับมันก็หันหลังกลับ บุรุษผู้คุมบังเหียนม้าเห็นเช่นนั้นก็บังเกิดโทสะยิ่งเมื่อรวมเข้ากับเรื่องเดิมทั้งหมดคนยิ่งบังเกิดเป็นความเดือดดาล อยากลงมือสั่งสอนความโอหังของมันซักคราเช่นนั้นจึงตวัดดรรชนีที่หุ้มด้วยพลังลมปราณเต็มสิบส่วนแทงเข้าใส่แผ่นหลังของอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็วแต่อวิ๋นเซ่อก็มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วกว่า มันจึงหันกลับมาพร้อมยืดหน้าอกซ้ายเข้ารอรับดรรชนีนี้อย่างเหนือความคาดหมาย
ทุกผู้ต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกัน มันจะบ้าไปแล้วหรือที่ใช้ส่วนสำคัญของร่างกายรับการโจมตีของศัตรูทั้งที่ดูจากความรวดเร็วของมัน มันต้องหลบได้แน่ แต่เหตุใดมันกลับเอาตำแหน่งหัวใจไปรอรับการโจมตีเช่นนั้น!หลายๆ คนต่างอุทานเสียงดัง
“เจ้าจะบ้าไปแล้วเรอะ!”
“หลบเร็ว"
หลายคนต่างแตกตื่นตกใจ โดยเฉพาะเหล่าว่าที่มือปราบฝึกหัดด้วยกันเองรวมถึงชาวบ้านธรรมดาที่ชมดูเหตุการณ์ แต่บุรุษฉกรรจฉ์ผู้ให้มันยืมดาบกลับยกยิ้ม ส่วนฟางเยว่ฉีที่เอาแต่นั่งกินอาหารมิสนใจสิ่งใดมาโดยตลอดก็อดที่จะเหลือบตามองบุรุษผู้นี้อีกครั้งมิได้
บุรุษผู้คุมบังเหียนม้ารู้สึกผิดคาดเป็นอย่างมากใครจะคาดคิดว่ามันจะไม่หลบ ทั้งยังเอาจุดชีวิตมารับการโจมตี มันแม้จะปากดี แต่ที่นี่ก็คือเมืองหลวงที่นี่คือถิ่นของเหล่ามือปราบ เช่นนั้นมันจะกล้าสังหารคนต่อหน้าคนมากมายได้อย่างไรมันจึงเบี่ยงดรรชนีออกอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิด ดรรชนีนี้จึงเบี่ยงพ้นจุดตายไปคืบหนึ่งแล้วแทงเข้าใส่หัวไหล่ซ้ายของอวิ๋นเซ่อจนโลหิตสดๆไหลทะลักราวทบนบแตก
ผู้คนต่างอุทานหวาดเสียว แลมีสีหน้าที่แตกตื่นตกใจทว่าอวิ๋นเซ่อผู้ถูกกระทำกลับยืนก้มหน้าแน่นิ่ง เป็นเวลาชั่วอึดใจเสียงหัวเราะอันกระชากวิญญาณและจิตใจผู้คนค่อยดังจากปากของมันเสียงนี้ชวนให้ผู้คนเย็นเยือกไปทั้งร่าง กอปรกับนัยน์ตาที่บ้าระห่ำเดือดดาล พร้อมจิตสังหารที่แกร่งกล้าเย็นเยียบสาดกระทบออกไปทุกผู้ยิ่งบังเกิดความตื่นตระหนก ผู้คนโดยรอบยังรู้สึกเช่นนี้ มิต้องเอ่ยถึงบุรุษผู้คุมบังเหียนม้าที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะอย่างชัดหู ได้เห็นดวงตาที่น่าหวาดหวั่นอย่างชัดตา และได้สัมผัสถึงจิตสังหารอันแรงกล้าอย่างชัดเจนจิตใจก็พลันบังเกิดความตื่นกลัวมิอาจควบคุม!
หึหึหึ! อวิ๋นเซ่อหัวเราะในลำคอ ก่อนกล่าว
“สุนัขที่เห่ามักมิกัด แต่สุนัขที่กัดมันไม่เห่า!”
เปรี้ยง!!!!!!!
อวิ๋นเซ่อชักดาบในฝักฟันออกไปอย่างรวดเร็วดาบนี้ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความกริ่งเกรงใดๆ ดาบนี้มีเพียงความเหี้ยมหาญแน่วแน่ เด็ดเดี่ยวแลหวังผลได้ และดาบนี้ยังกอปรไปด้วยพลังลมปราณอันมหาศาลที่ควบอัดแน่นอยู่ภายในพลังลมปราณนี้มิใช่ของอวิ๋นเซ่อ แต่เป็นของบุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นที่ใส่ไว้
คลื่นพลังลมปราณรูปดาบตัดผ่านร่างของบุรุษผู้คุมบังเหียนม้าปะทะเข้าใส่ผนังกำแพงของร้านจนพังทลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหนึ่งดาบจบลง ตัวดาบสีดำสนิทราวราตรีนิจนิรันดร์ก็ถูกเก็บเข้าฝัก ร่างของบุรุษผู้คุมบังเหียนม้าล้มตึงลงพื้นพร้อมรอยดาบที่กรีดลากตั้งแต่หน้าท้องจรดไหล่ขวาโลหิตสดสาดพุ่งกระจาย แต่แม้จะดูน่าหวาดหวั่นทว่ามันก็ไม่ถึงตาย อวิ๋นเซ่อเพียงฟันดาบเพื่อผลลัพธ์ในการจบเรื่องเท่านั้นมิใช่ต้องการเอาชีวิต
อวิ๋นเซ่อหันหลังกลับ แต่ก่อนจากมันได้เอียงคอกลับไปกล่าวกับฟางเยว่ฉีและฟู่หวิน
“มันทำร้ายข้า ข้าทำร้ายมัน มันมีโลหิตข้าก็เสียโลหิต หวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อย….. อ้อซึ่งพวกท่านก็มิได้ถือสามาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะหากถือสา พวกท่านก็คงสั่งให้มันหยุดตั้งแต่ที่มันลงมือทำร้ายสตรี!”
ตึง!
ฟู่หวินตบโต๊ะพร้อมที่จะลุกขึ้น แต่ฟางเยว่ฉีวางเงินจำนวนมากลงบนโต๊ะแล้วกล่าวเป็นการตัดบท
“เฒ่าแก่ เงินที่เหลือจากค่าอาหารถือเป็นค่าจ้างวานแพทย์รักษาคนของข้า”
ฟางเยว่ฉีกล่าวออกมาเช่นนี้ แม้เฒ่าแก่ร้านจะรู้สึกไม่พอใจต่อบุรุษคุมบังเหียนม้าผู้นั้นแต่มันก็มิกล้าจะปฏิเสธนาง จึงรับคำไป
แล้วฟางเยว่ฉีก็กล่าวขึ้นกับฟู่หวิน
“ไปกันเถอะ”
ยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะทั้งสองจากแดนเทพอัคคีจากไปแล้วอวิ๋นเซ่อค่อยก้าวเดินกลับพร้อมกับสายตาที่เป็นประกายของหลายๆ ผู้ที่จ้องมองมายังมันเหล่าชาวบ้านต่างหันไปกล่าวถามซึ่งกันถึงตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้นี้ เมื่อได้คำตอบเสียงสรรเสริญก็ดังสนั่นไปทั่วโรงเตี๊ยมไผ่เขียว
“ว่าที่มือปราบมันต้องเหี้ยมหาญเช่นนี้”
“แบบนี้สิถึงคู่ควรที่จะเป็นมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงอันเกรียงไกร”
“แม้แต่ยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแห่งแดนเทพอัคคีทั้งสองยังล่าถอยให้แก่เจ้า”
“เจ้ามิทำให้พวกข้าผิดหวัง”
“เจ้าทำให้พวกข้าฝากผีฝากไข้ไว้ได้”
“อวิ๋นเซ่อ”
“อวิ๋นเซ่อ”
“อวิ๋นเซ่อ”
เสียงเรียกขานนามอวิ๋นเซ่อดังกระหึ่ม ก้องกังวานจนสะท้านทั่วเมืองหลวงเหล่าว่าที่มือปราบฝึกหัดต่างก้มหน้าหงุดด้วยความละอายใจ สายตาที่มองอวิ๋นเซ่อจึงเริ่มเปลี่ยนไปจากที่รู้สึกชื่นชมบ้างก็กลับกลายเป็นเทิดทูน จากที่เคยเฉยๆ ต่อมันก็เริ่มที่จะชื่นชอบส่วนคนที่มิชอบมันถึงขั้นรังเกียจเหยียดหยามอย่างจางอู่จี้ ก็เริ่มที่จะแปรเปลี่ยนมานึกละอายใจตนเองต่อเหตุการณ์ที่ประสบและเริ่มที่จะมีความรู้สึกเกลียดชังอวิ๋นเซ่อน้อยลงปรากฏเป็นความกริ่งเกรงเสียมากกว่า กลับกันกับต้าจงหมิงที่ตอนนี้มันยิ่งรู้สึกโกรธแค้นชิงชังในตัวของอวิ๋นเซ่อเพิ่มมากขึ้นมันผู้นี้เหตุใดจึงได้รับแต่ความสนใจจากผู้คน เหตุใดมันจึงดูมีอิทธิพลกับกลุ่มคนมากมายนักทั้งที่มันอ่อนด้อยกว่าตนแท้ๆ
เสียงที่สรรเสริญ นัยน์ตาที่เทิดทูล บาดแผลที่มีโลหิตไหลซึมเหล่านี้ล้วนมิได้อยู่ในความสนใจของชายหนุ่มแม้เพียงนิด จิตของมันกำลังอยู่กับดาบดำตรงดิ่งในมือเล่มนี้ที่กำลังสั่นอึงอนด้วยความตื่นเต้นสนุกสนานดั่งมีชีวิตอีกทั้งความสามารถของมันยังพิเศษยอดเยี่ยม เพราะมันเป็นอาวุธที่อัดแน่นรวบรวมพลังลมปราณไว้ได้ตลอดโดยที่ผู้โคจรพลังลมปราณมิต้องสัมผัสหรือจะกล่าวคือ หากใส่พลังลมปราณลงไปอัดแน่นในดาบแล้ว ต่อให้ผู้นำไปใช้เป็นคนพิการไร้พลังลมปราณมันก็จะสามารถฟาดฟันดาบที่มีพลังลมปราณจำนวนมหาศาลได้ ดาบยังลึกล้ำขนาดนี้ แล้วเจ้าของดาบเล่า?
“ข้าขอคืนดาบ”
อวิ๋นเซ่อยื่นดาบให้บุรุษฉกรรจ์ผู้เพียงแสดงแผ่นหลังมิหันหน้าออกมาจากผนังมันผู้นั้นก็ผงกศีรษะแลยกยิ้ม ก่อนกล่าวาจา
“ข้ามิเคยเห็นดาบของข้า ตื่นเต้นยินดีเมื่อถูกใช้ออกถึงเพียงนี้มาก่อนสงสัยมันคงชอบเจ้า”
“ข้ามิได้พิเศษเลิศเลอถึงเพียงนั้น พอที่จะให้ดาบวิเศษของท่านมายอมรับ"
อวิ๋นเซ่อขณะกำลังกล่าววาจากับบุรุษฉกรรจ์เหล่าสหายว่าที่มือปราบหลายผู้ก็เข้าหารุมล้อมชายหนุ่ม โดยเฉพาะสตรีว่าที่มือปราบฝึกหัดที่ถูกรังแกนางนั้นนางเข้ามาด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกายเวลาจ้องมองอวิ๋นเซ่อ
“ขอบคุณที่เจ้าออกหน้าช่วยเหลือข้า และกอบกู้เกียรติยศคืนให้แก่พวกเราทุกคน”
อวิ๋นเซ่อรีบกล่าวตอบ
“เจ้าต้องขอบใจมันต่างหาก….”
อวิ๋นเซ่อย่อมหมายถึงบุรุษฉกรรจ์ที่ให้ตนยืมดาบผลลัพธ์จึงออกมาดีเช่นนี้ แต่พอมันหันคืนกลับหลังไปยังโต๊ะที่บุรุษผู้นั้นเคยนั่ง บุรุษผู้นั้นกลับหายไปแล้วไม่เห็นแม้แต่ร่องรอย
สตรีนางนั้นมีสีหน้างุนงงในคำกล่าวของอวิ๋นเซ่อก่อนเหลือบไปเห็นโลหิตบนไหล่ของชายหนุ่มที่ไหลมิยอมหยุด นางก็ตื่นตกใจและเสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุให้มันได้รับความบาดเจ็บในครั้งนี้
“ไหล่ท่าน ให้ข้าช่วยรักษา ข้าพอเป็นวิชาแพทย์อยู่บ้าง…..เฒ่าแก่ที่นี่พอมียาและอุปกรณ์รักษาบาดแผลหรือไม่”
โดยที่นางยังมิทันได้ร้องขอ เฒ่าแก่ที่ชื่นชมในความห้าวหาญของอวิ๋นเซ่อก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อนำยาที่ดีที่สุดและอุปกรณ์ทำแผลที่ครบครันของทางร้านออกมาทั้งไม่คิดเงินแม้แต่เสี้ยวเดียว รวมไปถึงไม่คิดเงินค่าสุราอาหารของชายหนุ่มด้วย
อวิ๋นเซ่อมิอยากขัดความหวังดีของสตรีนางนี้ มันจึงปล่อยให้นางรักษาบาดแผลของตนไป ส่วนในใจก็สำนึกขอบคุณในความช่วยเหลือของบุรุษผู้นั้น
‘ใครดีมาข้าดีกลับ ใครร้ายมาข้าร้ายตอบ’ประโยคเหล่านี้ยังเป็นปณิธานที่ฝังรากหยั่งลึกอยู่ในหัวของชายหนุ่มเสมอมา
ภายในโรงเตี๊ยมนามของอวิ๋นเซ่อดังแซ่ซ้องภายนอกโรงเตี๊ยมนามของอวิ๋นเซ่อก็ทำให้ผู้คนโกรธแค้นยิ่ง ฟู่หวินเดินออกมาด้วยความเดือดดาล
“มดปลวกอย่างมันน่าตายนัก เหตุใดเจ้าถึงมิให้ข้าลงมือ!”
ฟางเยว่ฉีกล่าวอย่างเรียบเฉย
“เจ้าเห็นดาบดำที่มันใช้ออกเล่มนั้นหรือไม่”
“ทำไม หรือว่าเจ้าก็กลัวดาบ”
ฟางเยว่ฉียังเดินไปเบื้องหน้ามิหันหลังกลับมามองปากก็กล่าวขึ้น
“ข้ามิได้เกรงกลัวดาบ แต่ข้าเกรงกลัวเจ้าของดาบ"
ฟู่หวินหรี่ตา ยากนักที่จะได้ยินคำว่าเกรงกลัวจากปากของสตรีเย็นชาทั้งเยี่ยมยุทธ์นางนี้แสดงว่าบุคคลผู้นั้นต้องมีความเป็นมามิธรรมดาเป็นแน่
“เจ้ามดปลวกนี่ ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะโชคดีได้ถึงไหน”
ฟางเยว่ฉี กล่าว
“เจ้าควรเลิกสนใจเรื่องของบุรุษผู้นี้ไปก่อนเพราะมีเรื่องสำคัญรออยู่ที่แดนเทพอัคคี”
ฟู่หวินขมวดคิ้ว
“เรื่องอะไร?”
ฟางเยว่ฉีทอดสายตาไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นทิศทางที่เขตห้าขุนเขาตั้งอยู่ ก่อนกล่าวตอบ
“ร่องรอยของคัมภีร์เทพสงคราม”