บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 เร็วจนน่าทึ่ง

       “เยี่ยเสวียน หมายเลขหนึ่ง!”

                “ ... อ่า?”

               พอได้ยินว่า “หมายเลขหนึ่ง” เยี่ยเสวียนสะดุ้ง สีหน้าซีดขาวในทันที

               เดิมเขาคิดว่ามู่หลางอาจจะมองหมายเลขผิดแต่ว่าลูกบอลเหล็กในมือของมู่หลางเขียนคำว่า “หนึ่ง” เอาไว้ตัวใหญ่มาก

               เยี่ยเสวียนเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆไม่อยากได้อะไรมักจะได้อย่างนั้นจริงๆ ทำไมสวรรค์ถึงไม่เห็นใจเขาเลย?

               เดิมทีเยี่ยเสวียนนั้นแค้นหมิงอวี่มากคิดอยากจะให้หมิงอวี่บาดเจ็บสาหัสต่อหน้าทุกคน แต่ว่าพอเห็นหมิงอวี่ประลองฝีมืออย่างเด็ดขาดในใจของเขาก็เกิดความไหวหวั่นยังไม่ทันขึ้นไปบนลานประลองเขาก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรแล้ว

               ถึงแม้เยี่ยเสวียนจะติดอันดับห้าร้อยหกสิบบนตารางอันดับและมีอันดับสูงกว่าหลินเจ๋อเทียนซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองโดดเด่น แต่ว่าพอเห็นเพลงกระบี่ที่น่าทึ่งของหมิงอวี่และภาพที่หลินเจ๋อเทียนแขนขาดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงไม่เหลือความมั่นใจอะไรเลยใช่ ไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่นิดเดียว!

                “พี่เยี่ยเสวียน ช่วยเราสั่งสอนหมิงอวี่ทีนะ เราเชื่อมั่นในตัวท่านนะ”คนของตระกูลเยี่ยพูดให้กำลังใจเยี่ยเสวียน

               “ใช่แล้ว พี่เยี่ยเสวียน เยี่ยหรงถูกเขาเล่นงานจนน่วมไปหมดท่านจะต้องกู้หน้าตระกูลเยี่ยของเรากลับมานะ!”

                “เยี่ยเสวียน ลงมือไปได้เลยเต็มที่ ไม่ต้องออมมือ”

               “ ... อือ”

               พอได้ยินคนในตระกูลเยี่ยให้กำลังใจ เยี่ยเสวียนก็พยักหน้าจากนั้นก็เดินขึ้นไปบนลานประลองซึ่งอีกฝั่งหนึ่งหมิงอวี่ก็มารออยู่ก่อนแล้ว

               หมิงอวี่ยืนตัวยืดตรง ลมปราณของเขาแผ่กระจายไปทั่วร่างเขาเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว

               “เหอะๆ”

               เยี่ยเสวียนไม่ได้คิดจะลงมือแต่อย่างใด เขายิ้มแสยะแล้วพูดว่า“หมิงอวี่ เจ้าคิดว่าเจ้าเอาชนะหลินเจ๋อเทียนได้แล้วจะอวดดีอย่างไรก็ได้เช่นนั้นหรือ?คิดว่าตัวเองเก่งมากแล้วใช่ไหม? เขาติดอันดับที่แปดร้อยสามสิบสองบนตารางอันดับนักรบของราชสำนักแล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่าข้าติดอันดับที่เท่าไร?”

               หมิงอวี่ยืนมองเยี่ยเสวียนอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรเลย

               “อันดับของข้าอยู่ในแปดร้อยอันดับแรก อันดับที่เจ็ดร้อยแปดสิบห้า! ถึงจะห่างกันไม่มาก แต่ก็ต่างกันอยู่ ข้าแข็งแกร่งกว่าหลินเจ๋อเทียนมาก”เยี่ยเสวียนหรี่ตา ตัวเลขอันดับพวกนี้ทำให้เขามีความมั่นใจ

               “ร้ายกาจมาก”

               เยี่ยเสวียนเอียงคอ แล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าร้ายกาจก็น่าจะรู้จักถอยข้าจะเอาชนะเจ้านั้นมันง่ายมาก แต่ข้าเป็นคนใจกว้าง การที่เจ้าทำร้ายน้องชายของข้ามันไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องตาต่อตาฟันต่อฟันกับเจ้า หากจองเวรกันต่อไปไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่ตรงไหน?วันนี้ขอแค่เจ้าขอโทษเยี่ยหรงแล้วยอมแพ้ เรื่องนี้ข้าก็จะไม่ถือสาเจ้า”

               “เอ๊ะ?”

               ทุกคนในตระกูลเยี่ยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้คำพูดของเยี่ยเสวียนนั้นฟังดูก็มีเหตุผล แต่ทำไมถึงได้รู้สึกแปลกๆ ?

               หมิงอวี่ยิ้ม “หากข้าพูดว่า ไม่ล่ะ?”

               เยี่ยเสวียนสะดุ้ง แต่ยังคงตะคอกออกไปว่า“ข้าให้ทางเลือกกับเจ้าแล้ว หากเจ้ายังไม่รู้จักเจียมตัวข้าก็จะเล่นงานเจ้าให้น่วม!”

                พริบตาเดียว สายตาของเยี่ยเสวียนก็เล็กเท่ารูเข็มสะเทือนสยบของขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นเจ็ดถูกเปิดออกแรงกดดันอันมหาศาลกดลงไปที่หัวของหมิงอวี่ เพราะต้องการให้สภาพจิตใจของหมิงอวี่นั้นแตกสลาย

               “อย่างนี้นี่เอง”

               แต่หมิงอวี่กลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เขาพยักหน้าจากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “ข้าเองก็จะให้ทางเลือกกับเจ้าเหมือนกันตอนนี้คุกเข่าต่อหน้าข้า ขอขมาในการเสียมารยาทของเจ้าก่อนหน้านี้ จากนั้นก็ยอมแพ้แล้วลงจากลานประลองนี้ไปไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะตัดแขนขวาของเจ้าเช่นกัน”

               “อะไรนะ ... ”

               ทุกคนตะลึงกันไปหมด คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะพูดอะไรโหดๆแบบนี้ออกมา เขาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเยี่ยเสวียนเลย!

                ส่วนเยี่ยเสวียนก็รู้สึกหัวชาไปหมด เดิมเขาคิดว่าถ้าขู่ให้หมิงอวี่กลัวแล้วก็จะล่าถอยไปเองแต่หมิงอวี่กลับโหดกว่าเขามาก ไม่เพียงไม่ได้รับผลกระทบแต่ยังบอกให้เขาคุกเข่าด้วย!

                “เจ้า ... มีสิทธิอะไรให้ข้าคุกเข่า ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยบอกให้เจ้าคุกเข่าเลย”

               เยี่ยเสวียนพูดแบบนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่พอพูดออกมาแล้วเขาถึงได้รู้สึกว่าคำพูดของเขานั้นเหมือนกำลังต่อรองอยู่เลยเพราะมันหมายถึงว่ากำลังจะยอมแพ้!

                “แต่ข้าจะให้เจ้าคุกเข่า”

               น้ำเสียงที่เย็นชา มันเหมือนกำลังบีบเยี่ยเสวียน!

                ถึงแม้เยี่ยเสวียนจะไม่ได้คิดลงมือกับเขา แต่หมิงอวี่ก็รู้ว่าที่จริงฝ่ายตรงข้ามก็อยากจะลงมือกับเขานานแล้วก่อนหน้านี้ที่หลินเจ๋อเทียนลงมือหนักหน่วงขนาดนั้น สาเหตุก็มาจากคนคนนี้เองตอนนี้เขาให้เยี่ยเสวียนคุกเข่าขอขมาให้องค์ชายสิบเจ็ดต่อหน้าคนสามหมื่นคน ต้องยอมรับว่าเขาวางแผนร้ายก็เพื่อให้โอกาสอีกฝ่ายได้สำนึกผิด

               เยี่ยเสวียนค่อยๆ เดินถอยหลัง ในใจเกิดความอับอายที่รุนแรงมากเขาจะไม่คุกเข่า เขาไม่มีทางขายหน้าต่อหน้าคนสามหมื่นคนแน่ เขาทำไม่ได้!

                พอคิดได้แบบนี้เยี่ยเสวียนก็คิดจะลงไปด้านล่างลานประลองแต่ทันใดนั้นเองเขาก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา หมิงอวี่พุ่งมาพร้อมกระบี่ในมือของเขาที่เตรียมแทงเข้ามาที่แขนขวาของเยี่ยเสวียน!

                เยี่ยเสวียนตะลึงไป เขาเห็นกระบี่ของหมิงอวี่กำลังพพุ่งเข้ามาเห็นสายตาที่เย็นยะเยือกของหมิงอวี่ก็เกิดความทระนงตนขึ้นมาแต่พอคิดถึงสภาพของหลินเจ๋อเทียนที่อยู่ต่อหน้ากระบี่เล่มนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะสู้ด้วยเลย สภาพจิตใจของเขาแทบจะระเบิด!

                ทุกสิ่งทุกอย่างดูแตกสลายไปหมด เหลือแค่ความปรารถนาที่จะอยู่รอดต่อไปได้เท่านั้นมีเพียงความปรารถนาที่อยากจะมีชีวิตต่อไป

               “ตึ่ง” เยี่ยเสวียนคุกเข่าลงกับพื้นในทันที

               กระบี่เฟิงโหวหยุดอยู่หน้าหัวไหล่ข้างขวาของเยี่ยเสวียน หลังจากที่เขาคุกเข่าลงศักดิ์ศรีสุดท้ายของเขาก็แตกสลายจนไม่เหลือเลย

               เจตนาเดิมของเขาคือการแสดงความสามารถในงานประลองยุทธ์ของราชสำนักแต่ตอนนี้ ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นคน เขาเลือกที่จะลดเกียรติและศักดิ์ศรีโดยคุกเข่าลงยอมถูกคนเป็นพันคนนินทาว่าร้าย คนกว่าหมื่นคนหัวเราะเยาะเย้ยกลายเป็นเรื่องตลกหลังอาหารของคนหลายคน?

               เขาจะกลายเป็นตัวตลกไปตลอดชีวิต!

                “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ... ”

               เยี่ยเสวียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและดูเศร้า “ข้าคุกเข่าให้เจ้าแล้วฮ่าฮ่าฮ่า! ไสหัวไป ข้าจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยเจ้าทำอะไรข้าไม่ได้แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

                ระหว่างที่พูด เยี่ยเสวียนก็หดตัวเป็นก้อนกลมๆ จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังแล้วก็กลิ้งตกลงจากลานประลองไป

               ในลานประลองเงียบกริบ ได้ยินแค่เสียงของใบไม้ที่ร่วงหล่น จากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเกิดขึ้น

               ที่ลานผู้ชม สีหน้าของทุกคนในตระกูลเยี่ยนั้นแย่มาก!

               เดิมทีพวกเขาอยากให้เยี่ยเสวียนกู้หน้าคิดไม่ถึงเลยว่าเขากลับเลือกที่จะคุกเข่า ขายหน้ามากที่สุด เดิมคิดว่าเขาคือคนที่มีพรสวรรค์มากในหมู่ผู้น้อยในตระกูลที่มีอยู่แต่ตอนนี้เขามันก็แค่คนไม่เอาไหน ขี้ขลาดตาขาว!

                ทุกคนอดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้ ยังไม่ทันได้ประลองฝีมือกันเลยเยี่ยเสวียนกลับเลือกวิธีประนีประนอม การคุกเข่าต่อหน้าคนนับหมื่น มันเป็นความอับอายระดับไหนกัน?

               เยี่ยเสวียนหัวเราะแบบน่าอนาถ ทั้งยังกลิ้งลงจากลานประลองอย่างอัปยศนั่นทำให้ทุกคนรู้ว่า เยี่ยเสวียนเป็นบ้าไปแล้ว!

                ก่อนหน้านี้หลินเจ๋อเทียนเป็นคนที่มีท่าทีกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวามากแค่ไหนส่วนเยี่ยเสวียนก็เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลเยี่ย พวกเขาแข็งแกร่งมากแต่สองคนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหมิงอวี่ คนหนึ่งกลายเป็นคนพิการ อีกคนเป็นบ้าตกลงหมิงอวี่เป็นใครกันแน่?

               สายตาของทุกคนที่มองไปยังหมิงอวี่นั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใครจะไปคิดว่าองค์ชายสิบเจ็ดที่ใครต่อใครบอกว่าเขาเป็นคนไม่เอาไหนจะมีความสามารถที่น่ากลัวขนาดนี้ได้

               “หมิงอวี่”

               เยี่ยซีที่อยู่ไม่ไกลพูดพึมพำ สายตาของนางเริ่มเย็นยะเยือกลง

               “พวกเจ้าดูนั่น”

               มีหลายคนที่สังเกตการณ์เก่ง อีกทั้งเยี่ยซีก็อยู่ท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมากต่อให้สายตาจะเปลี่ยนไปแค่นิดเดียวก็ถูกจับสังเกตได้ง่ายทำให้หลายคนหันไปมองที่เยี่ยซีในทันที

               “ซวยแล้ว คราวนี้หมิงอวี่แย่แน่ ใครจะคิดว่าการประลองตัดสินเยี่ยซีจะได้มาเจอกับหมิงอวี่ ถึงเวลานั้นหมิงอวี่เละแน่!”

                “ข้าว่าก็ไม่แน่นะ ดูจากเมื่อครู่หมิงอวี่เองก็แข็งแกร่งเหมือนกันดูไปแล้วก็มีความสามารถที่จะสู้กับเยี่ยซีได้อยู่นะ” มีคนพูดขึ้นมาอย่างไม่มั่นใจ

               ส่วนอีกคนกลับส่ายหน้า “เหอะๆ เจ้าพูดแบบนี้เพราะเจ้าไม่เคยเห็นเยี่ยซีลงมือเลยสินะเจ้าไม่รู้หรอกว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหน! อีกเดี๋ยวเจ้าก็ดูเยี่ยซีประลองกับซ่งซูเหลียนแล้วกันถ้าเกินห้าลมหายใจถือว่าข้าแพ้เลย”

               “แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย” คนๆ นั้นเหมือนไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร

               หลังจากทุกคนพูดคุยวิจารณ์กัน มู่หลางก็เดินขึ้นไปบนลานประลองแล้วพูดว่า“ต่อไป การประลองของกลุ่มที่สอง เยี่ยซี ซ่งซูเหลียน เตรียมตัวประลองได้”

               “ขอรับ”

               ซ่งซูเหลียนยกมือคำนับ จากนั้นก็เดินขึ้นลานประลองไป เมื่อเขาสะบัดมือกระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา พริบตาเดียวลมปราณกระบี่ที่คมคายกระจายออกมารอบรัศมีหลายเมตร

               ซ่งซูเหลียน เป็นผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ของตระกูลซ่งเป็นผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ด มีพลังเทียบเท่าราชสีห์หนึ่งพันเจ็ดร้อยตัวติดตารางอันดับที่เจ็ดร้อยห้าสิบของราชสำนัก ถือว่าเป็นคนที่ได้รับความนับถืออย่างมาก

               ซ่งซูเหลียนเดินมาคำนับให้กับเยี่ยซี แล้วพูดด้วยความเคารพว่า“ได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูมานาน วันนี้มีโอกาสได้ประลองกับท่านถือเป็นเกียรติของข้าหวังว่าคุณหนูเยี่ยจะไม่ออมมือ สู้กับข้าอย่างเต็มที่”

               “เจ้าไม่คู่ควร” เยี่ยซีพูดอย่างเรียบง่าย

               คิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดที่ดูนอบน้อมของเขากลับได้คำตอบที่เย็นชาจากเยี่ยซีกลับมา ถึงแม้ซ่งซูเหลียนจะสุภาพแต่เขาก็เป็นชายหนุ่มเลือดร้อน!

                จากนั้นเขาก็ไม่ได้เกรงใจอะไรอีก เขาพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะลงมือแล้วนะ”

               พูดจบ ซ่งซูเหลียนก็ตวัดมือม้วนกระบี่ออกไปราวกับอสรพิษมีชีวิตพุ่งแทงไปที่เยี่ยซีระหว่างที่พุ่งแทงออกไปก็พลิกแพลงไปมาไม่หยุด เพราะการพลิกแพลงแบบนี้มีความรวดเร็วอย่างมากจนเกิดเป็นภาพซ้อนถึงเจ็ดสายพุ่งตรงไปยังหน้าอกของเยี่ยซี

               “กระบี่คลื่นเจ็ดสาย”

               ทักษะการต่อสู้สูงสุดของตระกูลซ่ง กระบี่คลื่นเจ็ดสายถือเป็นทักษะการต่อสู้หลิงระดับกลางที่แข็งแกร่งมากอย่างหนึ่งลมปราณจะแฝงอยู่ในตัวกระบี่และพลิกแพลงด้วยความเร็วจนแปลงออกมาเป็นคลื่นกระบี่เจ็ดสายซึ่งแต่ละสายราวกับมีพลังกระบี่ที่แท้จริง

               พลังของกระบี่นี้หากคิดอยากจะหนีมันยากยิ่งกว่ายากอีกหากคิดจะต้านทานก็เท่ากับต้านกระบี่เจ็ดเล่ม ยากที่จะรับมือได้

               ทันทีที่เขาลงมือซ่งซูเหลียนก็เลือกใช้เพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาอย่างไม่มีหมกเม็ดเพื่อให้เยี่ยซีรู้ว่าเขาซ่งซูเหลียนเองก็ไม่ธรรมดา!

                “ช้าเกินไป”

               ทันใดนั้นเองเยี่ยซีก็ปรากฏตัวขึ้นมาบริเวณด้านหลังของซ่งซูเหลียนราวกับเป็นเงาตามตัวกระบี่ที่ออกจากฝักแล้วเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาในมือของนาง

               เกิดบาดแผลที่เปื้อนเลือดจากการถูกฟันที่หัวไหล่ด้านซ้ายของซ่งซูเหลียนจากนั้นเขาก็ล้มลงกับพื้นไปแบบไร้เรี่ยวแรง

               “อะไรกัน!”

                ทั้งๆ ที่ตั้งใจดูอยู่แต่ทุกคนกลับเห็นแค่เยี่ยซีโผล่ไปอยู่ด้านหลังของซ่งซูเหลียนจากนั้นซ่งซูเหลียนก็ล้มลงไปอย่างประหลาด ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาไม่เห็นท่าทางการชักกระบี่ของเยี่ยซีเลย!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน