เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 104 แส่ไม่เข้าเรื่อง

    การหารือประเด็นภัยระดับทวีปเป็นไปด้วยความตึงเครียด เผ่าปักษานับว่าเป็นพันธมิตรกับเผ่ามนุษย์มายาวนาน แม้ทวีปทั้งสองจะอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก แต่ความสัมพันธ์ก็ยังนับว่าเหนียวแน่น แต่จากเบาะแสที่ได้มาชี้ชัดว่าเผ่าปักษากำลังรวบรวมกำลังพลและจะบุกเข้ามาที่นี่ในอีกไม่ช้า ไม่มีสัญญาณหรือการแจ้งเตือนล่วงหน้าใดๆ การจะติดต่อกลับไปเป็นการยากเพราะสองทวีปอยู่ไกลกันมาก ซึ่งถ้าเผ่าปักษาบุกเข้ามาจริง การต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะลุกลามไปทั่วโลกและมีผลต่อฐานอำนาจของทั้งสองเผ่า ซึ่งด้วยขุมกำลังที่ไม่ต่างกันมากนัก การทำสงครามย่อมเสียหายหนักทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายตั้งรับ โดยในสภาวะที่เสียหายหนักนี้แน่นอนว่าจะต้องดึงเผ่าอื่นเข้ามาร่วมวงด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะแทงข้างหลังเผ่าที่กำลังอ่อนแออยู่ สถานการณ์ที่มีแต่เสียกับเสียเช่นนี้ไม่รู้ว่าราชันย์นภาโครนอส ผู้นำแห่งเผ่าปักษากำลังคิดอะไรอยู่ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีข้อตกลงลับๆ กับบางเผ่าเพื่อทำลายเผ่ามนุษย์ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้เองเทพสงครามจึงออกไปตรวจสอบด้วยตนเอง ซึ่งเบาะแสทั้งหมดนี้ได้มาจากลีโอนาโด ศิษย์ของเทพสงครามที่ตามแกะรอยเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว และหลังจากที่หารือเรื่องนี้เสร็จ นิโคลาสเองก็จะตามไปช่วยเทพสงครามกับลีโอนาโดด้วยอีกคน

    “แล้วทุกท่านคิดว่าเรื่องนี้จะกระทบถึงการคัดเลือกศิษย์แห่งเทพสงครามที่กำลังจะจัดขึ้นรึเปล่า?”

    องค์จักรพรรดิเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง แน่นอนว่าการคัดเลือกนี้เป็นงานใหญ่ แต่สงครามที่กำลังมาจ่อรออยู่ตรงหน้าใหญ่กว่าเป็นไหนๆ

    “ท่านแอริสไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังไงซะการรับศิษย์ของท่านก็ต้องดำเนินไปตามที่เคยประกาศเอาไว้ ถึงอย่างไรท่านแอริสกับท่านโครนอสก็เป็นสหายกัน ถ้าทั้งสองได้คุยกัน สงครามครั้งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ตอนนี้เราคงทำได้แค่เชื่อใจท่านเท่านั้น ข้าต้องขอตัวแล้ว”

    นิโคลาสลุกขึ้นและเดินออกมานอกโต๊ะ จากนั้นร่างของเขาก็เลือนหายไปในชั่วพริบตา

    “ไปไวมาไวสมกับเป็นท่านนิโคลาส”

    องค์จักรพรรดิเอ่ยขึ้นเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นนิสัยประจำตัวของนิโคราส ที่เขาจะพูดเฉพาะสาระสำคัญแล้วจากไปโดยที่ทุกคนยังไม่ได้ลุกขึ้นส่งด้วยซ้ำ

    “นี่ เซย์เรฟ เจ้ากับข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันต่อ”

    ไอลีนสะกิดเซย์เรฟด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังยิ่งกว่าตอนหารือเรื่องสงคราม

    “มีเรื่องอะไร?”

    “เมื่อครู่เจ้าเรียกใครว่ายายแก่?”

    “หา? ในห้องนี้จะมีใครให้เรียกอีกล่ะ?”

    “เจ้า! บังอาจมาเรียกเด็กสาวอย่างข้าว่ายายแก่ แล้วเจ้าไม่แก่รึไง?”

    “ข้าก็ไม่เคยปฏิเสธว่าตัวเองแก่นี่ อีกอย่าง ข้าอ่อนกว่าท่านตั้ง 47 ปีเชียวนะ ตัวท่านเถอะ อยู่มาจะห้าร้อยปีแล้วก็หัดยอมรับหน่อยว่าตัวเองแก่

    “ไม่! สงสัยเจ้าคงอยากลงไปนอนกองที่พื้นก่อนพวกเผ่าปักษาใช่มั้ย!”

    “จะอัดข้าก็หัดดูสังขารตัวท่านด้วยนะ ระวังกระดูกเคล็ดล่ะ ฮ่าๆ ๆ”

    เจ้า! ..”

    ยังไม่ทันที่ไอลีนจะพูดอะไรต่อ ร่างของเซย์เรฟก็เลือนหายไปแล้ว

    “เจ้าจะหนีข้าไปไหน!”

    พูดจบร่างของไอลีนก็เลือนหายไปอีกคน เหลือไว้แต่เพียงองค์จักรพรรดิกับหัวหน้าองครักษ์ที่นั่งมองหน้ากันสลอน สองผู้เฒ่ากัดกันเหมือนเด็กเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำอยู่แล้ว แม้จะดูเหมือนพวกเขาไม่ได้จริงจังอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ว่าทั้งสองคือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์

    “ถึงเวลาใช้สิ่งนั้นแล้วสินะ เลนเนอร์ ไปที่วิหารเทวรูปเทพอาชาสวรรค์กับข้า”

    หลังจากนั่งนิ่งอยู่สักพักองค์จักรพรรดิก็เอ่ยบางอย่างขึ้นมา

    “พระองค์จะใช้มันแล้ว..ดาบในตำนานนั่น!”

    หัวหน้าองครักษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดี ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อนึกถึงมัน ภาพที่องค์จักรพรรดิกวัดแกว่งแสดงแสนยานุภาพของดาบในตำนานบนฟากฟ้า มันคือดาบเอ็กซ์คาริเบอร์ อาวุธคู่บัลลังก์และเป็นสมบัติประจำตระกูลที่ถูกส่งมอบผ่านตำแหน่งจักรพรรดิ ว่ากันว่าเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ ด้ามจับถูกสร้างจากเส้นขนปีกที่เทพอาชาสวรรค์ประทานมาให้ ดาบเล่มนี้จึงอัดแน่นไปด้วยพลังอย่างเต็มเปี่ยม เป็นอาวุธที่พลิกสมรภูมิและทำให้สายเลือดแห่งเทพอาชาสวรรค์ เอาชนะสงครามสี่ร่างสถิตเมื่อห้าพันปีก่อนได้ และดาบเล่มนี้ก็ได้ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นเรื่อยมา ทุกครั้งที่ถูกหยิบมาใช้งานมันก็ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ศัตรูทุกครา การสะบัดเบาๆ แค่หนึ่งครั้งก็เพียงพอที่จะผ่าภูเขาให้แยกเป็นสองซีกได้ ตอนนี้ดาบเอ็กซ์คาริเบอร์ถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องดาบภายในเทวรูปเทพอาชาสวรรค์ หากผู้ที่ไม่ใช่สายเลือดของเทพอาชามาจับดาบเล่มนี้ คนผู้นั้นจะถูกพลังที่อยู่ภายในดาบสะท้อนออกไปทันที นับว่าเป็นอาวุธที่ร้ายกาจจนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก



    ...ย่านการค้า เมืองเอโดราส...

    “หู้วววววววว..ที่นี่คนเยอะจัง”

    ไอริสเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เธอหันไปทางนั้นทีทางนี้ทีเหมือนที่พ่อแม่เพิ่งเคยพามาเที่ยวงานเทศกาล เมืองเอโดราสโดยเฉพาะย่านการค้าเป็นจุดที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน ร้านค้าและอาหารเรียงรายกันตลาดสองฟากถนน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่ เป็นธรรมดาของไอริสที่เพิ่งเคยเข้าเมืองครั้งแรกจะตื่นเต้น

    “ไปที่โรงประมูลก่อนก็แล้วกัน”

    แกรนด์หันหลังไปบอกกับทุกคน เมื่อมาที่โรงประมูลทุกคนก็ต้องแปลกใจ เพราะมีคนตั้งแถวรอรับพวกเขาตั้งแต่หน้าโรงประมูลยาวจรดเข้าไปข้างใน

    “ยินดีต้อนรับทุกท่าน เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย เชิญข้างในก่อน”

    เวสก้าออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แกรนด์กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่าโรงประมูลแห่งนี้เปลี่ยนไปมากพอสมควร ทั้งการตกแต่งและสินค้าที่จัดแสดงอยู่ เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อมันอยู่ภายใต้การบริหารของเวสก้ากับอริส สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้มากเกินกว่าที่เขาคิดไว้ในตอนแรกเสียอีก

    “สมกับเป็นท่านจริงๆ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าที่นี่จะใหญ่โตขึ้นเร็วขนาดนี้”

    แกรนด์ชมเวสก้าจากใจจริง ถ้าไม่ใช่เพราะการตัดสินใจรวมกลุ่มการค้าเข้ากับเวสก้า ตอนนี้แกรนด์ก็คงยังคิดอะไรไม่ออกว่าจะเอายังไงกับที่นี่ อย่างมากก็คงทำเป็นแค่โกดังเก็บสินค้า รึดีไม่มีก็ปล่อยร้างไว้เพราะไม่มีเวลาดูแล แต่เวสก้ากลับทำให้โรงประมูลแห่งนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และภายใต้การบริหารของเขา เขาได้ผูกมิตรและเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายการค้ารายย่อยทั่วเอโดราสและเมืองใกล้เคียง ละทิ้งกิจการใต้ดินทั้งหมดของกลุ่มการค้านกฮูกราตรี รวมถึงจ่ายค่าจ้างที่นับว่าสูงเพื่อเป็นการดึงคนที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงาน กิจการจึงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    “เพราะหัวหน้าต่างหากที่หยิบยื่นโอกาสนี้ให้ข้า ไม่เช่นนั้นตอนนี้ข้าคงยังหาทางออกไม่ได้ เพราะถูกพวกบัดซบที่อยู่กลอเซนรวมหัวกันกดดัน แล้วดูตอนนี้สิ ข้าได้ดูแลกิจการใหญ่โต มีทั้งโรงประมูลเป็นของตัวเองอย่างที่ฝัน มีคาราวานการค้า มีเหมือง มีคนงานมากมาย โชคดีจริงๆ ที่ก่อนตายได้เห็นอะไรแบบนี้อยู่ในกำมือ ฮ่าๆ ๆ”

    “ท่านก็พูดเกินไป ต่อจากนี้ไปข้าก็ต้องอาศัยความสามารถของท่านเช่นกัน”

    “ด้วยความยินดี เรื่องที่กลอเซนข้าเสียใจด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราไปตั้งสาขาที่นั่นไม่ได้อีก แล้วต่อจากนี้ท่านจะเอายังไงต่อ ทีแรกข้านึกว่าท่านจะพาคนย้ายมาอยู่เอโดราสเสียอีก”

    “ข้าจะหาดินแดนใหม่เพื่อลงหลักปักฐานให้เป็นเขตแดนของเราเอง นี่..แผนที่หมู่บ้านนักล่าแห่งใหม่ ตอนนี้ข้ายังขาดแรงงานคนรวมถึงวัสดุจำนวนมาก ฝากท่านช่วยเป็นธุระจัดหาให้ที”

    แกรนด์ยื่นแผ่นกระดาษที่เขาทำแผนที่เอาไว้ส่งให้เวสก้า หมู่บ้านนักล่าแห่งใหม่อยู่ห่างจากเอโดราสไปเกือบๆ สี่พันกิโลเมตร ซึ่งมันก็ไกลเอาเรื่องอยู่

    “จ้าจะเตรียมทุกอย่างไว้ตามที่ท่านต้องการ”

    “ขอบคุณท่านมาก”

    “ว่าแต่ท่านหัวหน้าจะตรวจดูบัญชีรายได้ของกลุ่มการค้าเรารึเปล่า? ข้าเตรียมไว้หมดแล้ว”

    “ไม่ล่ะ ตอนนี้ข้ามีธุระอย่างอื่นที่กำลังจะไปทำน่ะ กลับมาค่อยดูก็แล้วกัน”

    แกรนด์ที่เพิ่งจะเข้ามาในโรงประมูลหันหลังเดินกลับออกไปโดยมีไคลน์เดินตามหลังติดๆ ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายไปคนละทางตั้งแต่แกรนด์ยังยืนคุยกับเวสก้าแล้ว โดยที่เอเลน่าเดินส่องดูนั่นดูนี่ในโรงประมูลเพื่อเลือกหาสิ่งที่เธอสนใจ บ็อบกับเวนไฮร์ออกไปย่านการค้าเพื่อหาที่กินดื่ม ไอริสกับเฟรย่าเองก็ออกไปเดินชมบรรยากาศภายในเมือง

    “พาข้าไปหาช่างเมลเลนด์”

    “ขอรับ”

    ไคลน์ใช้สมาธิจำแนกกลิ่นก่อนที่จะพาแกรนด์เดินตรงไปยังจุดที่เมลเลนด์อยู่ เขาคือช่างเหล็กขอทานคนเดิมที่มีความสามารถเข้าตาจนแกรนด์เคยชวนให้มาอยู่ด้วย แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธไป ครั้งนี้แกรนด์ไม่ได้ไปหาเพื่อที่จะโน้มน้าวให้เมลเลนด์มาอยู่กับตน แต่แกรนด์อยากได้อาวุธใหม่เพื่อใช้แทนของเดิมที่พังเสียหาย ซึ่งในครั้งนี้เขาอยากได้เป็นอาวุธกลืนวิญญาณเหมือนกับที่บ็อบใช้อยู่ตอนนี้


    “ทำไมเป็นแบบนี้? แขนขวาเจ้าหายไปไหน? เจ้าไปเสียท่าให้ใคร?”

    ทันทีที่อริสเห็นแขนข้างหนึ่งของครีทหายไปเธอก็ตกใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่หมู่บ้านนักล่าถูกกวาดล้าง ทั้งสองก็ติดต่อถามไถ่กันผ่านทางอักขระสื่อสาร เพราะพลังงานของอักขระสื่อสารระยะไกลที่มีจำกัด จึงทำให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ซึ่งอริสก็รับรู้มาตลอดว่าครีทปลอดภัยดี แต่เขาไม่ได้บอกเธอว่าตนเสียแขนข้างขวาไป

    “หายไปตอนต่อสู้ไง”

    “สู้กับใคร? มันเก่งถึงขนาดตัดแขนเจ้าได้เลยเหรอ?”

    “ตอนนั้นสู้กับคูบริก ส่วนแขนขวานี่มันไม่ได้ตัดหรอก ข้าตัดของข้าออกเอง แฮะๆ ๆ”

    “ห๊ะ!!! ตัดออกเอง???”

    “เอาน่า เดี๋ยวรายละเอียดจะเล่าให้ฟังทีหลัง รอดมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ให้ข้ากลับไปสู้กับมันอีกรอบก็ไม่รู้จะรอดกลับมาได้รึเปล่า”

    ครีทพยายามพูดให้อริสที่กำลังเค้นถามเรื่องแขนของเขาใจเย็นลง นี่ถ้าเธอรู้ว่าเขาตายไปแล้วรอบนึงจะไม่ช็อกจนล้มทั้งยืนเลยเหรอ ส่วนอริสเมื่อรู้ว่าครีทสู้กับใครเธอถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง ใครๆ ก็รู้ว่าคูบริกแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้าจัดลำดับสิบคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลอเซน คูบริกต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน บางทีการที่ครีทกลับมาพร้อมกับข้างเดียว อาจจะดีกว่าการที่เขากลับมาแบบเป็นเศษเถ้าเพราะถูกไฟของคูบริกเผาก็ได้

    “ข้าอยากได้ห้องที่มีอุปกรณ์เครื่องมือช่างครบ บอกคนเตรียมไว้ให้หน่อยสิ”

    “ได้สิ เจ้าจะทำอะไรล่ะ?”

    “ว่าจะทำแขนเทียมใส่น่ะ มีแขนข้างเดียวเวลาจะล้างตูดลำบากฉิบหาย”


    ตัดมาที่แกรนด์กับไคลน์ หลังจากที่ตามกลิ่นของช่างเหล็กมาสักพัก ทั้งสองก็เดินลัดเลาะไปที่ประตูใหญ่จนออกนอกเขตกำแพงเมืองเอโดราส จากนั้นก็เดินเรื่อยเข้าไปในป่า แกรนด์มองดูสภาพโดยรอบก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ ว่าช่างเหล็กคนนี้ออกมาทำอะไรในที่แบบนี้กันแน่

    “เขาอยู่ข้างหน้าขอรับ มีคนอื่นอยู่ด้วยอีกหลายคน”

    “หลายคน?”

    แกรนด์รู้สึกสังหรณ์ไม่ค่อยดีตั้งแต่ทีแรกแล้ว เขาหยุดเดินและปล่อยเขตตรวจจับให้ขยายวงกว้างออกไป ช่างเมลเลนด์อยู่ข้างหน้าห่างจากตรงนี้ 310 เมตร และใกล้ๆ กันก็มีผู้ฝึกพลังล้อมเขาไว้นับสิบ คนที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นถึงผู้ฝึกพลังคลาส 7 นอกนั้นล้วนแต่เป็นผู้ฝึกพลังคลาส 6 ทั้งสิ้น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ความแข็งแกร่งของคนกลุ่มนี้ใกล้เคียงกับหน่วยอัศวินมังกรที่มาถล่มหมู่บ้านนักล่าเลยทีเดียว

    “รีบไป”

    แกรนด์กับไคลน์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมุ่งไปด้านหน้า เมื่อมาถึงทั้งสองก็ซ่อนตัวหลังต้นไม้ใกล้ๆ เพื่อมองดูว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเอโดราสประมาณ 5 กิโลเมตร ทั่วทั้งบริเวณล้วนแต่เป็นซากอิฐเก่าๆ ที่เหมือนจะเคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน มีโรงเหล็กที่มีเตาหลอมเก่าๆ ที่ผุแล้วขนาดใหญ่ จากที่กวาดตามองคร่าวๆ ที่นี่คงจะร้างมาหลายสิบปีแล้ว มันผุพังจนกลายเป็นซากสิ่งก่อสร้างและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้รกทึบ แกรนด์มองดูองค์ประกอบทุกอย่างพลางวิเคราะห์ ถึงมันจะเก่าแก่ผุพังจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่เมื่อครั้งอดีตที่นี่ต้องเป็นหมู่บ้านที่เจริญมากแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน และที่ใจกลางของหมู่บ้านร้าง เขามองเห็นช่างเมลเลนด์ที่สวมเสื้อผ้าขาดๆ คล้ายขอทานเช่นเดิม ตอนนี้เขากำลังยืนประจันหน้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งคนๆ นี้เองคือผู้ที่มีพลังสูงที่สุดในกลุ่ม เขาสวมใส่ชุดที่ดูเรียบหรูสีขาวซึ่งตัดมาจากผ้าชั้นดีที่มีลายปักสวยงามประณีต ส่วนคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันก็ต่างยืนล้อมช่างเมลเลนด์อยู่ห่างๆ

    “ส่งมันออกมาให้ข้าถ้ายังไม่อยากตาย”

    สิ่งที่แกรนด์เห็นคือตอนนี้ชายชุดขาวกำลังขู่ช่างเมลเลนด์เพื่อเอาอะไรบางอย่างจากเขา

    ‘ไอ้หมอนี่มันใครกัน? ดูจากชุดที่ใส่แล้วจะเป็นโจรก็ไม่น่าใช่ แล้วมันมาขู่เอาอะไรกับช่างเหล็กที่จนยังกับขอทานกัน?’

    แกรนด์มองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ พลางคิดในใจ จะว่าตาลุงนี่ไปขโมยของเขามาแล้วเจ้าของมาตามทวงคืนก็คงไม่ใช่ ช่างขอทานที่เขารู้จักไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน สิ่งที่มันต้องการอาจจะเป็นสิ่งที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันคงไม่พาผู้ฝึกพลังมาเยอะแยะเพียงเพื่อล้อมจับช่างที่เป็นคนธรรมดาหรอก อีกอย่าง สิ่งที่แกรนด์สัมผัสได้จากในตัวของชายชุดขาวเป็นความรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก ชายคนนี้มีออร่าอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่รอบตัว เหมือนเขาจะรู้จักเจ้าสิ่งนั้นแต่ก็ยังนึกไม่ออกเสียที

    “ถุ้ย! ถึงมีข้าก็ไม่ให้ อยากได้ก็ไปหาเองสิวะ!”

    ช่างเมลเลนด์จ้องตาเถียงกับชายชุดขาวอย่างไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาที่จดจ้องชายชุดขาวเต็มไปด้วยความแค้นเคือง บรรยากาศโดยรอบส่อเค้าว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในไม่ช้า

    “ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะยอมบอกดีๆ อยู่แล้ว เอาไอ้นั่นออกมา”

    “ขอรับ”

    ชายชุดขาวหันไปบอกลูกน้องที่อยู่ด้านหลัง ชายคนที่ถูกเรียกก็เดินออกมาข้างหน้าพร้อมกับเอาบางสิ่งออกมาจากแหวนมิติของเขา มันเป็นโต๊ะอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กับเตียงนอนคนป่วย มีสายพานพาดผ่านกับฟันเฟืองด้านล่าง มีสายรัดและชุดอุปกรณ์คล้ายๆ กับของช่างฝีมือห้อยอยู่เต็มไปหมด

    “ไม่ยอมบอกดีๆ งั้นเหรอ เจ้าจะต้องเสียใจที่กล้าแข็งข้อกับข้า หึหึ”

    ชายชุดขาวยิ้มอย่างพึงพอใจ เจ้าสิ่งนี้คือโต๊ะทรมานที่เขาเตรียมมาเป็นพิเศษเพื่อเค้นความลับครั้งนี้โดยเฉพาะ

    “จับมันเข้าเครื่องทรมาน ข้าอยากรู้เหมือนกันว่ามันจะปากแข็งได้นานแค่ไหน”

    สิ้นเสียงผู้เป็นนาย ลิ่วล้อสองคนก็เข้าไปล็อคแขนช่างเมลล์เลนด์คนละข้างแล้วพาตัวเขาเดินมาที่เครื่องทรมาน เพราะเป็นคนธรรมดาจึงไม่อาจขัดขืนการจับกุมนี้ได้ แม้รู้ว่าตนกำลังจะถูกจับเข้าเครื่องทรมาน แต่สายตาของช่างเมลเลนด์ยังคงจ้องมองชายชุดขาวด้วยความโกรธแค้นเช่นเคย

    “เอ้า อยู่ที่นี่เอง แหม่..ให้ข้าตามหาซะตั้งนาน”

    เสียงชายหนุ่มดังแทรกขึ้นมาจนทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต้องหันไปมอง แกรนด์เดินออกมาจากทางป่ารกทึบด้วยท่าทางสบายใจ ใบหน้าของเขายิ้มแย้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งที่ตรงหน้ากำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดกันอยู่

    “เจ้าหนุ่ม เจ้ามาที่นี่ทำไม? รีบกลับไปซะ”

    ช่างเมลเลนด์มองมาที่แกรนด์ด้วยความแปลกใจ เขาไม่เคยพาใครมาที่เลย แล้วเจ้าหนุ่มนี่ตามมาได้ยังไง?

    “โทษทีนะลุง ดาบที่ลุงซ่อมให้ครั้งก่อนข้าใช้มันจนพังแล้วดูสิ ที่ข้ามาหาท่านเพราะอยากให้ท่านตีดาบเล่มใหม่ให้หน่อย”

    แกรนด์เอาดาบที่หักจนเหลือไม่ถึงครึ่งออกมาพลางชี้ให้ดู ซึ่งเขาก็ยังทำหูทวนลมกับคำเตือนของช่างเมลเลนด์อยู่

    “แส่ไม่เข้าเรื่อง ฆ่ามันซะ”

    ชายชุดขาวมองแกรนด์ด้วยหางตาก่อนจะออกคำสั่งลูกน้องของตนให้กำจัดทิ้ง ถึงจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คนที่เห็นหรือได้ยินเรื่องในวันนี้ต้องตายอย่างเดียว

    วูบ!

    ลูกน้องของชายชุดขาวพุ่งตัวอย่างรวดเร็วมายืนอยู่ด้านหลังแกรนด์ ในมือของเขาง้างขวานขึ้นสุดแขน หมายจะผ่าชายหนุ่มให้แยกเป็นสองซีก

    ชิ้ง!

    เสียงชักดาบดังขึ้น ก่อนที่วินาทีต่อมาภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนคือ ชายที่ยืนง้างขวานอยู่ด้านหลังแกรนด์ตอนนี้หัวกับตัวของเขาแยกออกจากกันไปแล้ว เลือดสดๆ จากร่างที่ไร้หัวพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุก่อนจะล้มลงพื้นไป

    “ใบไผ่สะบั้นวายุ”

    ท่ามกลางความตะลึงของทุกคนที่ยืนดูอยู่ ร่างของโคโบลด์ตนหนึ่งก็ปรากฏออกมา คมดาบที่สังหารเป้าหมายด้วยการโจมตีแค่ครั้งเดียวตอนนี้ถูกเก็บเข้าฝักเรียบร้อยแล้ว

    “โคโบลด์ซอร์ต? ไม่สิ ดาบในมือนั่นคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน?”

    ชายชุดขาวมองมาที่ดาบของไคลน์พลางหรี่ตาลงเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่

    “คุณชาย จะเอายังไงดีขอรับ”

    ลิ่วล้อที่เห็นพวกเดียวกันตายด้วยดาบเดียวต่างเสียขวัญไปตามๆ กัน ความฮึกเหิมที่มีก่อนหน้านี้ก็กลับหดหายไป

    “เข้าไปพร้อมกันสิวะ!”

    ชายชุดขาวตะคอกลูกน้องของตนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ มีตั้งเก้าคนแต่กลับกลัวโคโบลด์แค่ตัวเดียวมันใช้ได้ที่ไหน

    “ไคลน์ แสดงพลังโคโบลด์ซามูไรของเจ้าให้ข้าเห็นหน่อย”

    “ขอรับนายท่าน”

    ไคลน์ตอบรับแกรนด์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย ขาซ้ายถอยไปครึ่งก้าว มือขวาจับดาบแน่นในท่าเตรียมชักออกจากฝัก สายตาคมกริบมองจุดตายของเป้าหมายด้วยท่าทีสงบ ออร่าสีส้มแผ่ออกมาจากร่าง สัมผัสพลังของไคลน์ตอนนี้สูงกว่าก่อนที่เขาจะวิวัฒนาการจนแทบกลายเป็นคนละคน แต่มันกลับดูสงบนิ่งและให้ความรู้สึกแผ่วเบา ดั่งใบไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน