บทที่ 17 ใครบอกว่าข้าจะถอนหมั้น?
จีหรูซวงเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าหนังสือหมั้นหมายคืนมา พร้อมกับดุว่า “เสี่ยวฮวน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ของสิ่งนี้เอามาล้อเล่นตามใจชอบได้หรืออย่างไร? รีบเก็บไปเดี๋ยวนี้!”
เย่ฮวนยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่า ดวงตากลับจ้องเขม็งไปที่มู่หรงเสวี่ย
ฝ่ายหลังใช้นิ้วเขี่ยชายเสื้อพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับยุงบินว่า “พี่หรูซวง เขาพูดถูกแล้ว ข้ามาเพื่อถอนหมั้นจริง ๆ
บางทีพวกท่านอาจจะด่าทอข้า แต่ไม่เป็นไร ในภายหลังพวกท่านจะเข้าใจเอง ข้าไม่อยากให้ตระกูลเย่ต้องพบกับปัญหาที่ไม่จำเป็นเพราะตัวข้า
เย่ฮวน ข้าขอโทษ!”
เย่ฮวนยิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก อย่างไรเสียข้าก็ไม่ชอบอะไรน้อย ๆ อยู่แล้ว”
“น้อย? ข้าไม่ได้อายุน้อยนะ เราเกิดปีเดียวกัน เดือนเดียวกัน วันเดียวกัน เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”
“ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องอายุ” เย่ฮวนเหลือบมองร่างกายของอีกฝ่ายอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะมองจีหรูซวงด้วยสายตาที่ยังไม่เต็มอิ่ม จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อได้ยินคำนี้ จีหรูซวงก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงด้วยความเขินอาย ใจหนึ่งอยากจะสั่งสอนเย่ฮวน แต่ติดที่ว่ามีมู่หรงเสวี่ยอยู่ด้วย
“พี่หรูซวง คำพูดของเขาเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร? ข้า‘น้อย’ตรงไหน?”
“เจ้าอย่าไปฟังคำพูดจากปากสุนัขของเขาเลย เจ้าไม่ได้น้อยตรงไหนทั้งนั้น
อีกอย่าง เรื่องถอนหมั้นเป็นเรื่องใหญ่ เจ้ากลับไปปรึกษากับคนที่บ้านก่อน อย่าตัดสินใจเอาเอง หรือไม่ก็กลับไปคิดทบทวนดูอีกครั้ง”
มู่หรงเสวี่ยพยักหน้าแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ เมื่อเห็นว่าเย่ฮวนไม่เพียงแต่ไม่รั้งนางไว้ แต่ยังมีท่าทางไม่ใส่ใจอีกด้วย กลับกลายเป็นตัวนางเองที่รู้สึกใจหายขึ้นมา
ทว่า ในฐานะดาวเด่นผู้เป็นที่หมายปองแห่งสำนักศึกษาเสวียนหยาง คนที่ตามเกี้ยวนาง มีมากกว่าหนานกงอวี่เพียงคนเดียว
หลายคนต้องเสียชีวิตเพราะความหึงหวง และเมื่อไม่นานมานี้ ไม่รู้ว่าใครนำข่าวเรื่องที่นางมีคู่หมั้นไปแพร่สะพัด
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วทั้งสำนักศึกษาเสวียนหยาง ต่างพากันตะโกนว่าอยากจะมาเมืองเทียนหลางเพื่อกำจัดเย่ฮวนให้สิ้นซาก
ถึงขั้นที่มีคนตั้งรางวัลนำจับหัวของเย่ฮวนไว้บนกระดานดำของสำนักศึกษาแล้ว
หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน นางจึงตัดสินใจถอนหมั้น เพราะอย่างไรเสียตระกูลมู่หรงและตระกูลเย่ก็เป็นมิตรสหายกันมาหลายปี นางไม่อยากให้ตระกูลเย่ต้องสิ้นทายาทเพราะตัวนาง
พริบตาเดียวก็ถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ในขณะที่เย่ฮวนกำลังโคจรเพลิงปาฮวงเพื่อฝึกวิชาขัดเกลาร่างกาย ภายในเรือนหลังเล็กข้าง ๆ กลับมีเสียงกรีดร้องแหลมสูงของหญิงสาวดังขึ้น
“เย่ฮวน เจ้าลูกเต่า ข้าจะฆ่าเจ้า!
เจ้าให้ข้ากินอะไรเข้าไปกันแน่? เสื้อผ้าใส่ไม่ได้เลย!”
ผ่านไปไม่นาน ร่างงามที่พันกายด้วยผ้าปูที่นอนก็พังประตูบุกเข้ามา
ทว่า ภายในห้องกลับว่างเปล่า ส่วนที่นอกกำแพงเรือน เย่ฮวนกำลังเช็ดเลือดกำเดาพลางบ่นพึมพำ
“ยุคนี้การเป็นคนดีมันยากจริง ๆ ขนาดนี้ก็พอดีแล้ว ไม่ขอบคุณก็ช่างเถอะ แต่ดันจะฆ่าจะแกงกันเสียได้ น่ากลัวชะมัด!
ไว้คราวหน้า ข้าจะออกแบบเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิดกว่านี้ ถึงจะสมบูรณ์แบบ
อึก เลือดกำเดาไหลอย่างกับไม่ต้องเสียเงินซื้อเลย
ข้าถูกเจ้าเย่ฮวนจอมเพี้ยนนั่นพาออกนอกลู่นอกทางไปแล้วหรือไม่? ข้าต้องเอาชนะเจตจำนงของเขาไม่ใช่หรือ?
แต่แบบนี้ก็ดูมีความสุขดีเหมือนกัน ช่างมันเถอะ!”
...
ณ ลานประลองยุทธ์ในเมือง
เมื่อเย่ฮวนมาถึง ที่ลานประลองยุทธ์ก็เต็มไปด้วยฝูงชนที่มารุมล้อมจนเนืองแน่น
จากการต่อสู้เมื่อวาน เรียกได้ว่าเย่ฮวนสร้างชื่อในชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงความเป็นขยะถูกล้างออกจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นเย่ฮวนปรากฏตัว ทั้งสามคนที่เคยถูกเรียกว่าสี่ตัวหายนะแห่งเมืองเทียนหลางก็รีบวิ่งเข้ามาหา พลางเรียก 'ลูกพี่' อย่างนั้น 'ลูกพี่' อย่างนี้
พากันพูดว่าเขาทำให้สี่ตัวหายนะแห่งเมืองเทียนหลางได้หน้าได้ตาเป็นต้น
ส่วนชาวบ้านคนอื่น ๆ พอได้เห็นเย่ฮวนอีกครั้ง สายตาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ต่างพากันเอ่ยคำเยินยอว่า 'พ่อเป็นเสือลูกก็ต้องเป็นเสือ ตระกูลขุนพลย่อมให้กำเนิดยอดคน'
สำหรับพวกนกสองหัวเหล่านี้ เย่ฮวนทำเป็นไม่ได้ยิน มีเพียงตอนที่เดินผ่านชายร่างอ้วนกลมคนหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะเตะก้นอีกฝ่ายไปหนึ่งที
หมอนั่นคืออันดับสองในกลุ่มสี่ตัวหายนะ ชื่อว่าโฮ่วเจิ้ง ฉายาเจ้าลิงอ้วน
เป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวของเย่ฮวน
เมื่อเห็นว่าเย่ฮวนไม่ได้ละเลยมิตรภาพในวันวานและยังทักทายตนเหมือนเดิม เจ้าลิงอ้วนก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข
“เห็นหรือยัง นี่แหละลูกพี่ของข้า คุณชายใหญ่แห่งจวนเย่ ต่อไปใครกล้ารังแกข้า ข้าจะให้ลูกพี่ทุบมันให้ตาย!
ให้ตายเถอะ ในที่สุดก็ได้พลิกฟื้นเสียที หลิ่วจื่อ ไปเหมาหอจวี้เซียนให้ข้า คืนนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ลูกพี่ของข้า!”
“ขอรับ คุณชาย!” ผู้ติดตามคนหนึ่งขานรับแล้ววิ่งหายวับไปอย่างรวดเร็ว
บนลานประลองยุทธ์
มู่หรงเสวี่ยเห็นเย่ฮวนปรากฏตัวอีกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะยู่ปากพลางเอ่ยเสียงเข้มว่า “บอกว่าไม่ให้เจ้ามาอย่างไรเล่า? ทำไมถึงไม่เชื่อฟัง!”
“เจ้าไม่ใช่คู่หมั้นของข้าแล้ว ไม่คิดว่ายุ่งเรื่องของข้ามากเกินไปหรือ!” เย่ฮวนตอบกลับอย่างหงุดหงิด
“เจ้า...” หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออก
นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องนี้ออกมาต่อหน้าสาธารณชนโดยไม่มีการปิดบัง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้หัวใจที่รู้สึกใจหายอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นไปอีก
“เจ้าไม่พอใจในตัวข้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
“มันมีบางอย่างที่ไม่ค่อยน่าพึงพอใจจริง ๆ นั่นแหละ” เย่ฮวนส่ายหน้าพลางกวาดสายตาไปยังจุดหนึ่งอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ทราบได้
ในขณะที่หญิงสาวกำลังสงสัย ผู้คนด้านล่างลานประลองกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่า ๆ... เย่ฮวน เจ้าคนเฮงซวย มีใครเขาทำแบบเจ้าบ้าง? มาล้อเลียนคู่หมั้นตัวเองกลางที่สาธารณะแบบนี้เนี่ยนะ
อีกอย่าง นางเพิ่งจะสิบแปด ก็ถือว่าใช้ได้มากแล้ว!”
“คู่หมั้นบ้าบออะไร เจ้าไม่ได้ยินที่เขาบอกหรือว่าถอนหมั้นไปแล้ว?”
“ต้องเป็นมู่หรงเสวี่ยที่มองไม่เห็นหัวเขา ถึงได้เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น ขยะก็คือขยะอยู่วันยังค่ำ!”
...
พวกที่ฝักใฝ่ตระกูลซ่างกวนฉวยโอกาสนี้เอ่ยคำเยาะเย้ยถากถาง
จนถึงตอนนี้ หญิงสาวจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
นางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก จะเคยต้องทนรับอารมณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?
ชั่วขณะต่อมา โทสะที่ไม่อาจระงับได้พลุ่งพล่านขึ้นมา หญิงสาวกลับหยิบหนังสือหมั้นหมายฉบับนั้นออกมาจากแหวนอย่างไม่รู้ตัว แล้วยัดกลับเข้าไปในมือของเย่ฮวนอีกครั้ง
จากนั้นก็คว้าหูของอีกฝ่ายแล้วดุว่า “ข้าพูดตอนไหนว่าถอนหมั้น ข้าแค่ขอดูว่าหนังสือหมั้นมีลักษณะอย่างไรต่างหาก
เรื่องแต่งงานท่านปู่เป็นคนกำหนด ข้าจะถอนหมั้นตามใจชอบได้อย่างไร?
ตอนนี้มีสิทธิ์ยุ่งแล้วใช่หรือไม่? ข้าคิดเผื่อเจ้าทุกอย่าง กลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายเจ้าจนตาย แต่เจ้ากลับกล้ามาดูหมิ่นข้า!
เดี๋ยวพอซีเหมินชิงทุบเจ้าจนตาย เจ้าถึงจะรู้ซึ้งถึงความหวังดีของข้า!”
พูดจบ หญิงสาวก็บิดหูของอีกฝ่ายจนเป็นเกลียว
เย่ฮวนฝืนทนความเจ็บปวด มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ในใจราวกับมีม้าหมื่นตัวกำลังวิ่งพล่าน
ผ่านไปแค่คืนเดียว ก็เปลี่ยนใจแล้วหรือ?
ไม่ถอนหมั้นแล้ว? เกิดอะไรขึ้น?
หลังจากทำทั้งหมดนี้ ในใจของหญิงสาวกลับรู้สึกสะใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เมื่อคืนนางนอนไม่หลับทั้งคืน เดิมทีการถอนหมั้นเป็นความปรารถนามาหลายปีของนาง แต่หลังจากผ่านไปเพียงคืนเดียว นางกลับรู้สึกกระวนกระวายใจ
ในตอนนี้ นางรู้สึกอย่างประหลาดว่า ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ก็อาจจะไม่ได้พึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้น
เอามาใช้เป็นโล่กำบังก่อน แล้วค่อยแอบสังเกตการณ์ก็ยังไม่สาย
ไม่แน่ว่า อีกฝ่ายอาจจะทนต่อแรงกดดันและรับมือกับการท้าทายของผู้ติดตามเหล่านั้นได้จริง ๆ
แทนที่จะถอนหมั้นแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายถูกเหยียดหยาม สู้ร่วมแบกรับอันตรายนี้ไปด้วยกันจะดีกว่า
อีกอย่าง พลังที่อีกฝ่ายแสดงออกมาเมื่อวาน ก็ไม่ได้อ่อนด้อยกว่านางเท่าใดนัก
ทว่า การอาละวาดของนางครั้งนี้กลับสร้างปัญหาใหญ่ เพราะหนานกงอวี่ที่อยู่ไม่ไกลกำหมัดแน่น จนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงดังกรอบแกรบ
ก่อนมา มู่หรงเสวี่ยบอกกับเขาด้วยตัวเองว่าจะมาถอนหมั้น เพื่อไม่ให้ผู้ติดตามเหล่านั้นมาสร้างปัญหาให้เย่ฮวนอีก
แต่ตอนนี้กลับทำเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการประกาศยอมรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต่อสาธารณะ
หากบอกว่าการแต่งงานก่อนหน้านี้เป็นความต้องการของผู้ใหญ่ ความแค้นต่อเย่ฮวนอาจจะยังไม่สูงนัก
ทว่า การก่อเรื่องในวันนี้ เท่ากับเป็นการดึงค่าความแค้นของเย่ฮวนให้พุ่งทะลุขีดสุด
สุดท้าย เย่ฮวนก็เก็บหนังสือหมั้นหมายไว้อย่างงง ๆ พลางคิดในใจว่า 'เล็กก็เล็กสิ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็จัดการได้ด้วยยาไม่กี่เม็ด! ภรรยาสวยขนาดนี้ ไม่เอาไว้ก็โง่แล้ว!'
ในตอนนั้นเอง ชายร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งกระโดดขึ้นมา พร้อมกับเสียงที่ดังราวกับฟ้าผ่า
“เย่ฮวน ไม่ต้องรอแล้ว เมื่อคืนข้าจัดการผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ารอบจนหมดสิ้นแล้ว!
วันนี้ ให้เป็นเจ้าและข้าที่มาแย่งชิงสิทธิ์สุดท้ายนี้!”
พูดจบ ชายผู้นั้นก็ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังออกมา ตบะอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ระยะกลาง ในมือเหวี่ยงค้อนสี่เหลี่ยมที่มีน้ำหนักกว่าสามร้อยจิน
ผู้ที่มาก็คือซีเหมินชิง ฉายาที่ผู้คนเรียกขานคือ อันธพาลลาเขียว!
เขามีนิสัยดุร้ายและมีพละกำลังมหาศาลโดยกำเนิด มีชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวในเมืองเทียนหลาง
เดิมทีเขาเรียกตัวเองว่าอันธพาลมังกรเขียว แต่เป็นเพราะเย่ฮวนว่างจัด จึงเปลี่ยนคำให้เป็นลาเขียว
ต่อมาเรื่องนี้เข้าหูซีเหมินชิง เขาจึงถูกอีกฝ่ายทุบตีอย่างหนัก!
เย่ฮวนชอบตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นทุนเดิม เพราะเหตุนี้เขาจึงถูกทุบตีมาไม่ต่ำกว่าหลายสิบครั้ง!