The Organian

    บทที่6 ตอนที่29 : ต้นออร์ก้า

    “มิมิโนะ นาดะ มาแล้วเจ้าค่ะ มีอะไรให้รับใช้เจ้าคะ?” หญิงสาวชาวญี่ปุ่นตัวเล็ก ผิวขาวเนียนดั่งสำลีที่นุ่มนวล กล่าวทักทายอย่างอ้อนน้อมด้วยหน้าตาอันจิ้มลิ้ม อากัปกริยาแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดว่าเธอเป็นสาวผู้มีความสุภาพเรียบร้อยเป็นอย่างมาก.. เธอแต่งกายด้วยชุดกิโมโนพื้นสีเขียวอ่อนที่ประดับประดาไปด้วยลวดลายดอกไม้สีม่วงหลากหลายพันธุ์ ส่วนผมก็ถูกเกล้ามาอย่างประณีตสวยงามพร้อมปักด้วยปิ่นสีม่วงเฉดเดิมที่งดงามสะดุดตา          “ใช้พลังอวัยวะพิเศษได้หรือยัง? ฉันต้องการให้แกรักษาเจ้านั่น” ดันทัวร์ถามเสียงห้วนพลางชี้ไปยังเซนต์ปอนด์ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับคนตาย          “จะลองพยายามดูเจ้าค่ะ” มิมิโนะก้มหน้าก้มตาตอบด้วยความไม่มั่นใจก่อนที่จะดึงชายแขนเสื้อชุดกิโมโนของเธอขึ้นจนถึงต้นแขน          โดยหลังจากที่น้องสาวตัวเล็กได้หลับตาตั้งสมาธิอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก็ได้มีบางสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น.. ข้อศอกของเธอเริ่มแตกกิ่งออกมาเป็นก้านไม้สีเขียวเข้ม และก้านไม้ก้านนั้นก็ค่อย ๆ มีดอกไม้สีแดงสดผลิบานออกมาอย่างสวยงาม          มิมิโนะที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ก็ได้เด็ดก้านดอกไม้นั้นออกจากข้อศอกเธอก่อนยื่นมันให้กับดันทัวร์          เด็กน้อยจากตระกูลนาดะผู้นี้มีข้อศอกเป็นอวัยวะพิเศษ โดยข้อศอกของเธอนั้นสามารถที่จะแตกกิ่งก้านออกมาเป็นต้นไม้ได้ จึงเป็นที่มาของสมญานาม เดอะบลูมมิ่งบลอสซั่ม ‘The Blooming Blossom’ และถ้าฝึกฝนมากพอ เธอก็จะสามารถแตกกิ่งก้านของต้นไม้ออกมาได้ทุกชนิดบนโลกตามใจปรารถนา แต่ทว่าในตอนนี้พลังของมิมิโนะดูท่าจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น          “ไร้ประโยชน์.. ออกไปซะ ฉันไม่ได้ต้องการดอกกุหลาบ” แวมไพร์หนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังก่อนจะเบือนหน้าหนี          “ตะ..แต่ว่า.. ถ้านายท่านต้องการดอกไม้นั้นจริง ๆ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีนะเจ้าคะ ข้าพเจ้าสามารถช่วยหาให้นายท่านได้เจ้าค่ะ” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือราวกับกำลังจะร้องไห้          และเมื่อได้ยินเช่นนั้นดิเอ็มเพอร์เรอร์ก็ชายตากลับมามองที่เธออีกครั้ง “ถ้างั้นก็ไปเอามันมาให้ฉัน ฉันจะส่งคนไปกับแกด้วย” เขาเอ่ยเสียงเข้ม          ก่อนที่มิมิโนะจะโค้งตัวรับอย่างสุภาพก่อนจะเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างช้า ๆ           ซึ่งหลังจากประตูห้องถูกปิดลง ดันทัวร์ก็ได้ติดต่อไปยังผู้ส่งสารอีกครั้ง “เจ.. บอกให้เจ้าเอฟตามคุ้มครองไอเพื่อไปเอาสมุนไพรด้วย”           “แล้วก็ตาม จิมมี่ จามิกอส กลับมารวมตัวกันที่นี่ ให้เขาพาไอ้บีกลับมาด้วย” เขาสั่งการต่อด้วยน้ำเสียงและสายตาที่เย็นชา          กลับมาทางฝั่งของเกษมที่กำลังขะมักเขม้นกับการเก็บฟืนอยู่นั้น.. ในที่สุดฟาคาราดีนก็ได้เผยจุดประสงค์ที่ชวนหนุ่มแว่นมาหาฟืนออกมา “เกษม.. ได้ข่าวว่าตำราออแกเนียนอยู่ที่นายเหรอ? เราขอดูหน่อยสิ” เขาดูจะสนใจหนังสือวิเศษเล่มนี้จนออกนอกหน้า          “นายจะเอาไปทำอะไรล่ะ? แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ฉันแล้วน่ะสิ.. ฉันคืนคุณเวิร์ดไปแล้วล่ะ นายลองไปขอเขาดูนะ” หนุ่มแว่นหยุดเก็บฟืนชั่วครู่พลางหันไปคุยกับชายเชื้อสายตะวันออกกลาง           ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายชาวซาอุดิอาราเบียเกิดอาการลุกลี้ลุกลนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “อ๋ออ ๆ  ๆ  ไม่เป็นไร.. มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก” เขาเอ่ยด้วยเสียงติด ๆ ขัด ๆ ก่อนจะกลับไปก้มหน้าก้มตาเก็บฟืนต่ออย่างมีพิรุธ          ส่วนทางด้านของมีสท์และโสต ที่จับพลัดจับผลูถูกวางหน้าที่ให้มาหาเสบียงด้วยกัน มันก็ทำให้ทั้งคู่ต้องกลับมาตกอยู่ในสถานการณ์สองต่อสองอีกครั้ง          บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความเงียบสงัด.. ต่างคนต่างพยายามทำให้ตัวเองดูปกติที่สุดทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก          และภายใต้ความกระอักกระอ่วนครั้งนี้ ดูจะเป็นโสตที่ยังเก็บอาการได้ไม่ดีพอ ร่างกายของหนุ่มหูกางเริ่มสั่นระริก เขาอึก ๆ อัก ๆ เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ด้วยความที่เป็นโสต.. เขาไม่กล้าพอที่จะเอ่ยมัน          จนมื่อทั้งคู่ที่หาเสบียงด้เยอะขนาดคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับเพื่อนทั้งกลุ่ม ก็ได้เดินกลับไปที่ตั้งแคมป์ โดยที่ตั้งแต่เริ่มจนจบพวกเขาทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว          ส่วนทางฝั่งของมิทาจิและสตีฟที่ออกไปหาสมุนไพรด้วยกัน ทั้งคู่ก็ได้รวบรวมสมุนไพรที่ต้องการได้เกือบจะครบตามที่ลิสต์ไว้อยู่แล้ว โดยเหลือเพียงอย่างสุดท้ายเท่านั้น..          “เน่.. มิทาจิ.. สมุนไพรชนิดสุดท้ายที่จะให้ฉันช่วยดมหาคืออะไรเหรอ? กลิ่นมันเป็นยังไง?” เจ้าหมาหน้าย่นถามเสียงเฉื่อย อารมณ์ประมาณว่า ”รีบทำให้มันเสร็จ ๆ เถอะ ฉันอยากกลับไปนอนแล้ว”          “เอ.. อันนี้มิทาจิก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอกนะว่าปั๊กกี้จังจะรู้จักไหม เพราะมันไม่ใช่สมุนไพรทั่ว ๆ ไปน่ะ” นินจาสาวจิ้มมือไปที่ปากพลางครุ่นคิดก่อนจะมองไปที่หมาน้อย          “มันมีชื่อว่าต้นออร์ก้า เป็นสมุนไพรสำหรับออแกเนียนเท่านั้น ตอนนี้มิทาจิต้องการมันเพื่อไปรักษาไทรซ์ซังโดยเฉพาะเลยล่ะค่ะ” เธอเล่าต่อพลางบรรยายสรรพคุณ “เจ้าต้นออร์ก้าเนี่ย เป็นสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการปรับร่างกายของเหล่าออแกเนียนที่มีปัญหาในการใช้อินฟินิตี้ฟอร์สให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง อย่างเช่นไทรซ์ซังที่ดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมามากเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหวเลยเกิดอาการอย่างที่เห็น ก็สามารถใช้เจ้านี่รักษาได้ค่ะ”          “สุดยอดไปเลยเนอะ ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องเจ้าต้นออร์ก้านี่มาก่อนเลย ว่าแต่เธอรู้จักมันได้ยังไงล่ะเนี่ย?” สตีฟต่อบทสนทนา          “ก็เพราะเจ้าสมุนไพรนี้น่ะ มันจะเติบโตอยู่แค่เพียงแค่สองที่เท่านั้นบนโลกใบนี้เท่านั้นค่ะ ซึ่งที่แรกก็คือที่นี่ มหาวิทยาลัยออแกเนียน กับอีกที่หนึ่งก็คือสวนของตระกูลนาดะอันประเทศบ้านเกิดของมิทาจิเองค่ะ” เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นเล่า          “อ๋อ.. มิน่าล่ะ.. แล้วกลิ่นกับลักษณะมันเป็นยังไงเหรอ? พวกเราจะได้ช่วยหา” พลเอกหนุ่มถามต่อ          “อันที่จริงแล้วมิทาจิก็ไม่เคยเห็นต้นของมันจริง ๆ หรอกนะคะ เคยแต่ได้ยินคุณพ่อเล่าให้ฟังมาน่ะค่ะ รู้แค่ว่าดอกของมันมีสีม่วงกับสีเขียว แล้วก็มีกลิ่นเหมือนกับไม้ขีดไฟที่ไหม้” มิทาจิอธิบาย          ก่อนที่ฉับพลันนั้นเอง! เจ้าหมาน้อยก็ได้ตระหนกถึงอะไรบางอย่าง! “เฮ้สตีฟ! ฉันได้กลิ่น!” มันพูดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ทุกคนสะดุ้งไปตาม ๆ กัน          “กลิ่นดอกออร์ก้าเหรอ?” ตาสีน้ำข้าวคู่งามพลันลุกวาวขึ้นเป็นประกาย          “ไม่ใช่.. เป็นกลิ่นของคน! คนหนึ่งกลิ่นคุ้นมาก ๆ เหมือนเพิ่งเจอมาเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนอีกคนไม่เคยรู้จักมาก่อน พวกเขากำลังมุ่งหน้ามาทางเรา ใกล้เข้ามาแล้ว” เจ้าปั๊กกี้พูดพลางตะกายขาเจ้านายของมันเพื่อให้เขาอุ้มขึ้น          “พักเรื่องสมุนไพรเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ.. เราหาที่ซุ่มกันดีกว่า ไม่ว่าจะปะทะกับใครในตอนนี้ก็คงจะไม่ดีแน่ ๆ ” นินจาสาวแนะก่อนที่ทั้งหมดจะเห็นด้วยและไปเริ่มหาที่ซุ่ม          ซึ่งเพียงไม่กี่นาทีต่อมา สองคนที่เจ้าหมาหน้าย่นเอ่ยถึงก็พลันปรากฏตัวออกมาให้เห็น แต่ดูท่าทางแล้วพวกเขาไม่ได้ออกมาไล่ล่าหรือลาดตระเวนแต่อย่างใด หากแต่มีจุดประสงค์อย่างอื่นเพียงเท่านั้น          “นะ..นั่นมัน คนของตระกูลนาดะไม่ผิดแน่ค่ะ” มิทาจิพูดเสียงแผ่ว               โดยที่สตีฟก็ได้เสริมขึ้น “ส่วนคนที่มาด้วยกันนั่นก็คือผู้หญิงที่สามารถปล่อยใยออกมาได้ที่เราพึ่งเจอได้เมื่อกี้สินะ”           “เจ้าพวกนั้นต้องออกมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันกับเราแน่ ๆ แล้วเธอบอกว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นมาจากตระกูลที่เป็นเจ้าของสวนต้นออร์ก้าอีก.. ดีล่ะ! ถ้าสะกดรอยตามไปเรื่อย ๆ จะต้องเจอสมุนไพรที่เราต้องการแน่” นายพลเอกวิเคราะห์และวางแผนอันเป็นงานถนัดของเขา ซึ่งมิทาจิเองก็เห็นด้วยกับแผนการนี้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มสะกดรอยตามสองสมาชิกจากองค์กรอักขระแห่งความมืดต่อไป          “ว่าแต่ แย่จังเลยเนอะที่เพื่อนของเธอโดนไอ้แวมไพร์นั่นทำให้เป็นทาสแบบนี้” ในระหว่างนั้นเอง สตีฟก็ได้พูดขึ้นอย่างเห็นใจ          “ไม่ใช่เพื่อนหรอกค่ะ.. เราเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกก็ตอนเข้ามาเรียนมหาวิทายาลัยนี้เอง ที่มิทาจิรู้ว่าเขาเป็นคนของครอบครัวนาดะก็เพราะการแต่งกายด้วยชุดกิโมโนสีเขียว แล้วก็ลายดอกไม้กับปิ่นขัดผมสีม่วงอันนั้นเท่านั้นแหละค่ะ คือตระกูลของเราสองคนไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่น่ะค่ะ” นินจาสาวอธิบายเสียงเรียบ          โดยบรรยากาศทางฝั่งของมิมิโนะและป๊อบปี้เองก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน “ชุดของเจ้าสีสันฉูดฉาดสวยดีนะ” หญิงสาวในชุดกิโมโนเอ่ยชมเพื่อหวังจะทำลายกำแพงความเงียบ          แต่สตรีจากดินแดนกาฬทวีปกลับไม่ตอบอะไรกลับ เธอยังคงเดินต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม          “เป็นอะไรไปเหรอ? เจ้าน่ะเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วนะ..” มิมิโนะถามต่อ          ก่อนที่สาวหัวโล้นจะตอบกลับเสียงห้วน “ฉันกำลังทำหน้าที่ของฉันอยู่ ส่วนเธอก็ทำหน้าที่ของเธอไปเถอะ”           และเมื่อได้ยินเช่นนั้น.. เด็กหญิงก็แอบน้อยใจเล็กน้อย ก่อนจะตั้งใจทำภารกิจที่เธอได้รับมอบหมายต่อไป “อีกนิดเดียวเราก็จะถึงแล้วล่ะ” เธอเอ่ยเตือนพลางชี้มือไปด้านหน้า          พวกเขาทั้งหมดซึ่งรวมถึงมิทาจิ สตีฟและเจ้าปั๊กกี้ที่กำลังสะกดรอยเดินเท้าต่อไปอีกไม่ถึงสองร้อยก้าว ก็พบเข้ากับอุโมงค์อันน่าพิศวง ที่ทางเข้าเป็นพื้นลาดชันลงไป และด้านในนั้นเกือบจะมืดสนิทมีเพียงจุดแสงสีขาวเป็นประกายเล็ก ๆ เปล่งอยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น..          “ถึงแล้วล่ะ..” มิมิโนะเอ่ยพลางย่างเท้าลงไปอย่างไร้ความหวั่นเกรงใด ๆ ทั้งสิ้น          “เธอแน่ใจเหรอ? ฉันไม่คิดว่ามันจะมีพืชชนิดไหนขึ้นได้ในสถานที่แบบนี้หรอกนะ” ป๊อบปี้ย้ำให้เพื่อนร่วมภารกิจของเธอตริตรองอีกครั้ง “ข้างในมืดขนาดนั้นเธอมีไฟฉายหรือเปล่า?” หญิงสาวผิวสีถามต่อ          “ไม่ผิดแน่ ที่นี่แหละ แล้วเราก็ไม่ต้องใช้ไฟฉายหรอก แค่ตามประกายแสงเล็ก ๆ นั้นไปเราก็จะเจอมันเอง ตามข้ามาเถอะเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก” มิมิโนะหันมายิ้มให้กับป๊อบปี้ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินลงไปเบื้องล่าง โดยที่กลุ่มคนที่สะกดรอยตามมานั้นตัดสินใจที่จะเฝ้าดูสภานการณ์จากด้านบนก่อน          ทางภายในอุโมงค์นั้นเป็นเส้นตรงตลอดไม่ได้มีความเลี้ยวลดคดเคี้ยวใด ๆ แม้แต่น้อย และหลังจากที่ทั้งคู่เดินตามแสงปริศนานั้นไปได้สักพัก ประกายแสงจุดนั้นก็ดูจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ถ้ำที่ภายนอกดูมืดมิดกลับกลายเป็นถ้ำที่สว่างสดใสขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมกับมีกลิ่นที่ไม่คาดคิดลอยออกมา..          “ฉันได้กลิ่นไหม้ อะไรบางอย่างกำลังไหม้! ระวังตัวด้วย!” ป๊อบปี้พูดด้วยความตื่นตระหนกพลันกวาดตามองไปรอบทิศแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติไปแม้แต่น้อย          “นั่นมันแสดงว่าพวกเรากำลังจะถึงแล้วล่ะ มันคือกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของต้นออร์ก้าน่ะ” มิมิโนะพูดพลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก จนกระทั่งทั้งคู่เจอทางเลี้ยวแรกของถ้ำแห่งนี้ซึ่งเป็นทางโค้งหักศอกไปทางขวา.. พวกเขาก็ได้รีบเลี้ยวพุ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย          เบื้องหน้าของทั้งสองสาวเป็นพื้นที่อันกว้างขวางราวกับห้องโถงใหญ่ มันสุกสกาวไปด้วยเพชรวิบวับที่ครอบคลุมอยู่ทั่วทั้งห้องอันเป็นต้นกำเนิดของประกายแสงที่เปล่งออกมาให้เห็นริบหรี่ที่ปากทางเข้าถ้ำ           แต่ดวงตาที่กำลังมีแสงสีขาวแวววาวจากเพชรเข้ามากระทบอยู่นั้น กลับถูกดึงดูดด้วยบางสิ่งที่น่าสนใจกว่า.. ตามพื้นที่ปูไปด้วยเพชรล้วน ๆ แห่งนั้น ปรากฏเป็นพืชไม้ล้มลุกชนิดหนึ่งซึ่งลำต้นมีความสูงเพียงแค่หัวเข่า ลำต้นสีเขียวอ่อนโทนเดียวกับสีพื้นจากกิโมโนของหญิงสาวตระกูลนาดะ มองเลยขึ้นไปด้านบนกลับไม่พบใบไม้แต่อย่างใด มันปรากฏเป็นเพียงกิ่งหนึ่งกิ่งแยกออกมาจากลำต้น โดยปลายของมันนั้นมีลักษณะรูปร่างราวกับมนุษย์ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือ และผลนั้นก็มีสีม่วงสดซึ่งเป็นโทนเดียวกับปิ่นขัดผมของมิมิโนะไม่มีผิด แตกต่างเพียงเจ้าสมุนไพรประหลาดที่ขึ้นอยู่บนเพชรชนิดนี้ เรืองแสงราวกับว่ามันเป็นอัญมณีสีม่วงที่ดูแล้วสง่างามเกินหน้าเกินตาพืชทั่วไปจริง ๆ ..          และนั่นมันก็ได้ทำให้เดอะบลูมมิ่งบลอสซั่มลากเสียงยาวขึ้นด้วยความปลื้มปริ่ม “ไม่เจอตั้งนาน คิดถึงจังเลย..” เธอพูดพลางเดินเข้าไปถอนต้นออร์ก้าออกทั้งรากอย่างถนุถนอม ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ป๊อบปี้ที่กำลังยืนตะลึงอ้าปากค้างอยู่กับความงดงามเกินจินตนาการที่อยู่เบื้องหน้า          “รีบกลับกันเถอะเราได้สมุนไพรที่ต้องการแล้ว เจ้าต้นออร์ก้าเนี่ยหลังจากถอนออกมาแล้วมันจะอยู่ได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะ” สาวน้อยในชุดกิโมโนฉุดแขนเพื่อนที่กำลังอึ้งอยู่กับสวยงามของต้นออร์ก้า พร้อมกระตุ้นให้เดินทางกลับปราสาท          ส่วนทางด้านของมิทาจิ สตีฟและเจ้าปั๊กกี้ หลังจากที่พวกเขาเห็นสองสมาชิกแห่งองค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบตเดินออกจากถ้ำอันน่าพิศวงมาพร้อมกับต้นออร์ก้า           สตีฟและมิทาจิก็ได้รอจังวะให้ทั้งคู่ออกจากระยะการมองเห็นไปก่อน จึงค่อยเผยตัวออกมาเพื่อมุ่งไปยังเป้าหมายของพวกเขา          “กลิ่นเหมือนไม้ขีดไฟไหม้จริง ๆ ด้วย..” เจ้าปั๊กกี้พูดด้วยเสียงเฉื่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของมันพลางเดินนำหน้านินจาสาวและเจ้านายของมันเข้าไปด้านในถ้ำ          กลับมาทางฝั่งของสองสาวที่พึ่งเสร็จสิ้นภารกิจในการนำสมุนไพรวิเศษกลับปราสาท..           เมื่อทั้งคู่เดินพ้นออกมาจากบริเวณนั้นได้ระยะหนึ่ง หญิงชาวแอฟริกันหัวโล้นก็เป่าปากฟู่ออกมาด้วยความโล่งอก          “เป็นอะไรเหรอ?” มิมิโนะถามหลังเห็นอาการที่ผิดปกติ          “ขอโทษนะ เมื่อกี้ที่ฉันไม่ได้คุยกับเธอน่ะ.. เพราะใยของฉันมันสัมผัสได้ว่ากำลังมีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่ ฉันเลยต้องโฟกัสกับตรงนั้นก่อน แต่ตอนนี้พวกนั้นหยุดตามเราแล้วล่ะ เป้าหมายของพวกนั้นก็น่าจะเป็นเจ้าต้นออร์ก้านี่เหมือนกัน” ป๊อบปี้เผยเหตุที่เธอรู้สึกคลายความกังวลลง          “ต้องเป็นเจ้านินจานั่นแน่ ๆ  คนของตระกูลนามิคาชิ! แต่ในเมื่อเจ้ารู้ว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามมาเพื่อต้นสมุนไพรนี้เหมือนกันแล้วทำไมไม่บอกข้าล่ะ? ถ้าข้ารู้ข้าจะทำลายสวนนั้นให้หมดสิ้นไปเลย พวกมันไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ต้นไม้ประจำตระกูลของข้า โดยเฉพาะเจ้านินจาจากตระกูลนามิคาชิ!” จากหญิงสาวที่ดูกริยามารยาทเรียบร้อยกลับเปลี่ยนบุคลิกไปอย่างน่าตกใจในทันทีที่เอ่ยถึงสกุลคู่อริ          “ถ้าทำอย่างนั้น ก็จะเหมือนเป็นการบังคับให้พวกมันมาปล้นเจ้าต้นออร์ก้านี้ไปจากเรายังไงล่ะ.. ซึ่งฉันก็ไม่อยากจะให้เรื่องมันบานปลายอย่างนั้นหรอก” เดอะสไปทราให้เหตุผลจนทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เบาลง          “ก็จริงของเจ้า ข้าขออภัยที่พูดอะไรอย่างไม่คิดออกไป” เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่ถูกปลูกฝังให้เกลียดตระกูลนามิคาชิเข้าไส้เอ่ยขอโทษ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับตึกทองไปโดยสวัสดิภาพพร้อมกับสมุนไพรเพื่อเอาไปรักษาเซนต์ปอนด์..          ทางฝั่งแคมป์ของกลุ่มเกษม เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่ ๆ หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่จนเสร็จ ทั้งหมดก็ได้กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง          และทันทีที่มาถึง มิทาจิก็ได้ปรี่เข้าไปหาไทรซ์อย่างรวดเร็วพร้อมกับสมุนไพรสีม่วงประกายแสงที่อยู่ในมือของเธอ               กร่อบ.. เพล้ง!..          นินจาสาวใช้ฝ่ามือบีบเจ้าพืชรูปร่างมนุษย์นั้นจนร้าวและแตกออกในที่สุด ลักษณะทางกายภาพของมันเหมือนกับแก้วอย่างไม่ผิดเพี้ยน และมื่อกลายเป็นเสี่ยง ๆ แล้วเธอก็นำผ้ามารองก่อนจะบดให้ละเอียดอีกหนึ่งรอบ “เอาล่ะค่ะ น่าจะได้ที่แล้ว ช่วยขยับปากของไทรซ์ซังให้อ้าออกทีนะคะ” มิทาจิวานให้ไบซ์ซึ่งกำลังจ้องการรักษาอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนที่เธอจะเทผงสีม่วงที่ระเอียดยิบราวกับแร่อเมทิสต์ที่ถูกนำมาทำอัญมณี เข้าไปในปากของชายร่างใหญ่ที่กำลังหมดสติ โดยที่มีโพซิเออร์คอยแอบลุ้นอยู่ใกล้ ๆ           และเพียงไม่นานหลังจากที่ไทรซ์ได้รับยามหัศจรรย์ชนิดนั้น.. “เฮือกกกกก!!!!” เขาก็ได้ผวาลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งตัวตั้งฉาก ก่อนจะพยุงร่างใหญ่ยืนขึ้นและปลดปล่อยออแกเนียนออร่าจำนวนมหาศาลออกมา จนทำให้ทุกคนในกลุ่มต่างก็ประหลาดใจกับสิ่งที่สัมผัสได้ไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะโพซิเออร์ ไบซ์ แล้วก็มิทาจิเองที่ก็พึ่งเคยเห็นฤทธิ์ของเจ้าสมุนไพรออร์ก้านี่เป็นครั้งแรก “มะ.. มิทาจินี่อึ้งไปเลยค่ะ..” นินจาสาวเผลอเอ่ยคำพูดติดปากของเกษมออกมาด้วยความตื่นตะลึง          “อ่าห์!~.. ความรู้สึกนี้มันอะกันเนี่ย พลังในการดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาของฉันกลับมาเป็นปกติแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?” ไทรซ์ยกแขนซ้ายขวาของเขาขึ้นระดับอกก่อนจะพิจารณาพวกมันอย่างถี่ถ้วน          “สมุนไพรออร์ก้าน่ะค่ะ.. ไทรซ์ซังกลับมาแข็งแรงก็ดีแล้ว ยินดีด้วยค่ะ ถ้างั้นมิทาจิขอตัวก่อนนะคะ ต้องไปดูเคสอลันอีก” เดอะชูริเคนยิ้มแป้นก่อนจะเดินหันหลังออกมา          ก่อนที่จะมีเสียงตามมาไล่หลัง “จะยังก็เถอะ.ขอบคุณเธอมากนะ” บอดี้การ์ดหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยใจบริสุทธิ์พลางโค้งหัวลงเล็กน้อย           โดยทางด้านไบซ์เองก็ประทับใจในความดีของมิทาจิเช่นกัน “ขอบคุณนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปลื้มปริ่มพร้อมรอยยิ้ม          “ขอบคุณนะครับพี่สาวววว..” เจ้าเด็กน้อยโพซิเออร์ตะโกนเสียงแจ๋วลากยาวไล่หลังมาเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่มิทาจิจะหันมายิ้มกว้างและโบกมือให้อย่างเป็นมิตร พลางเดินไปดูอาการของอลันต่อไป..

    นิยายแนะนำ