ถ้ำแห่งหนึ่งในฝั่งตะวันออกของหุบเขาแสงจันทร์
“เหวินเหลียงไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งเจ้าก็ยังทำให้ข้าตะลึงอยู่ดี”เฟิงตบมาสหายพลางหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อครู่เขาพึ่งรอดจากความเป็นความตายมาได้อย่างฉิวเฉียดหากไม่ได้ความช่วยเหลือจากสหายผู้นี้ เขาคงได้ไปพบยมบาลเป็นแน่
“ขอบคุณ”เสียงเบาบางลอยมาจากหญิงสาวหนึ่งเดียวในกลุ่ม ใบหน้าของนางในยามนี้ดูอ่อนโยนยิ่งหนิงเฟยหลงพยักหน้าช้า ๆ เขาไม่ได้พูดอะไร เพราะอยู่ ๆเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากนิ้วมือ
“เจ้าหมาน้อยเจ้ากล้าลอบกัดข้ารึ?”หนิงเฟยหลงถลึงตาดุใส่ลูกหมาป่ากระหายเลือด มันก็หดคอลงมีสีหน้าเศร้าในทันที หนิงเฟยหลงเห็นดังนั้นแล้วไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขาไม่ค่อยเข้าใจนิสัยของพวกสัตว์นักสักเท่าไหร่
แม้ว่าตอนนี้เขามีสัตว์อสูรพิทักษ์สองตัวแล้วก็ตามแต่ทั้งสองก็มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอย่างกระทิงโลหิตก็ชอบอยู่ตัวคนเดียวมีนิสัยที่หยิ่งยโสส่วนงูเกล็ดเลื่อยก็ชอบอยู่คนเดียวเช่นกันเพียงแต่ขี้กลัวไปหน่อยเท่านั้น
คิดไปคิดมาก็ทำให้เขานึกถึงเสี่ยวลี่จิ้งจอกน้อยหากว่าเป็นนางคงทำให้เขาสบายใจได้อยู่บ้าง เสี่ยวลี่คงช่วยเขาดูแลลูกหมาป่านี้ได้เขายกลูกหมาป่าเพื่อสำรวจดูทั้งตัว เขาพบว่าลูกหมาป่าตัวนี้มีลักษณะแตกต่างจากพ่อและแม่ของมันขนสีดำปกคลุมเกือบทั่วร่าง มีจุดส่วนหนึ่งของท้องมันที่เป็นสีเขียวมรกตเท่าหัวแม่มือช่างเป็นการยากที่จะสังเกต แต่ไม่รอดพ้นจากสายตาเขา
ลูกหมาป่าเห็นว่าชายที่อุ้มมันอยู่คลายโทสะลงแล้วก็แลบลิ้นยาวออกมา หางก็แกว่งไกวอย่างรุนแรง ดวงตาใสแจ๋วจ้องมาอย่างออดอ้อน
โต่วเยี่ยนฉวี่เฝ้ามองมันอยู่ก็อดที่จะเดินเข้ามาขอหนิงเฟยหลงอุ้มไม่ได้คงเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ของนางถูกกระตุ้น หนิงเฟยหลงยอมให้นางอุ้มแต่โดยดีทว่าหลังจากที่มือของนางมาคว้าจับ มันก็หันหน้ามามองหญิงสาวอย่างไม่เป็นมิตรทั้งยังมีทีท่าจะขู่เสียด้วย
“เจ้าเด็กนี่กล้าเสียมารยาทต่อสหายข้ารึ?”หนิงเฟยหลงจ้องลูกหมาป่าเชิงตำหนิ มันก็เงียบและสลดลงอย่างเชื่อฟัง
“เหวินเหลียงเจ้าคิดชื่อให้มันแล้วหรือไม่?”โต่วเยี่ยนฉวี่คงคิดจะตั้งชื่อให้มันแล้วถึงถามขึ้นเช่นนี้หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบทันที เขาครุ่นคิดเล็กน้อย...
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าหนูนี้ให้ชื่อว่า...”
“เสี่ยวชุ่ย”ไม่ทันที่โต่วเยี่ยนฉวี่จะเอ่ยถึงชื่อที่ตนคิดหนิงเฟยหลงก็โพล่งเสียงตัดหน้าเสียก่อน นั่นทำให้นางมุ่ยหน้าใส่ทันที
“เชอะชื่อที่ข้าตั้งให้ดีกว่าตั้งเยอะ” นางไม่ยินยอมนักแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กบนมือนางชอบชื่อนี้มากมันหอนขึ้นทันทีที่ได้ยิน “ก็ได้ ๆเจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ย” นางลูบหัวเสี่ยวชุ่ยอย่างเบามือ
“ทำไมเจ้าถึงให้ชื่อเสี่ยวชุ่ยกัน?”เฟิงเหลยอดที่จะถามไม่ได้ก็ไม่เห็นมันมรกตตรงไหน
หนิงเฟยหลงไม่ได้ตอบเพียงแค่ชี้ไปยังจุดเล็กที่พุงน้อยๆ ของเสี่ยวชุ่ย
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เองมันคงจะเสี่ยวชุ่ยจริง ๆ นั่นแหละ” เฟิงเหลยหัวเราะร่าโต่วเยี่ยนฉวี่เองก็เผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน เวลานี้คนทั้งสามต่างมีความสุขรวมถึงสัตว์อสูรตัวน้อยนี้ก็ด้วย
โต่วเยี่ยนฉวี่แทบไม่อาจปล่อยให้เจ้าตัวน้อยหลุดจากมือนางได้เลยหนิงเฟยหลงมองดูหญิงสาวโดยไม่คาดคิดเขาไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นด้านอ่อนโยนของนางตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกก็เห็นแต่ความเย็นชาแต่เมื่อคราวเผชิญศึกหนักจึงได้เห็นความอ่อนโยนครั้งแรกที่ค่ายเขาจ้าวอู่และที่นี่ก็เป็นครั้งที่สอง
“ดูเหมือนว่าน้ำแข็งพันปีกำลังละลาย”หนิงเฟยหลงพึมพำเบา ๆ จากนั้นก็มุ่งความสนใจกลับมาที่แหวนมิติของตนเองสะบัดมือคราหนึ่งหยดเลือดสัตว์อสูรระดับห้าก็ปรากฏขึ้นทั้งสามหยดเลือดพวกนี้ล้วนมาจากหัวใจของพวกมันที่เขาเผชิญไปก่อนหน้า หมาป่ากระหายเลือดสองตัววิฬารทมิฬหนึ่งตัว
เขาถือครองโลหิตจากหัวใจทั้งสามหยดของสามสัตว์อสูรระดับห้าครบถึงเวลาต้องบ่มเพาะทักษะฉิงคงให้เสร็จสิ้นเมื่อสำเร็จเขาจะไม่ต้องเกรงกลัวปัญหาเรื่องลมปราณหดหายอย่างรวดเร็วอีกต่อไป
เขานำหยดเลือดทั้งสามเข้าไปในปากใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ ผิวกายร้อนผ่าว ๆ ไอร้อนระบายทั่วรูขุมขนหนิงเฟยหลงรีบโคจรพลังตามวิธีการทักษะฉิงคงในทันที
หลังจากเข้าสู่ช่วงเวลาหนึ่งร่างกายก็ส่องแสงสว่างจากภายใน ชั่วอึดใจร่างส่องสว่างนั้นก็ค่อย ๆ โปร่งแสงจนมองเห็นเส้นสายภายในร่างอย่างชัดเจนมองคล้ายกับการเคลื่อนไหวของขุมพลังอะไรสักอย่าง
เงาร่างนั้นเริ่มจะส่องสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เส้นแสงหนึ่งเส้นปรากฏขึ้นมา มันค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปตามเส้นเอ็นและเส้นประสาทต่างๆ ภายในร่างเงาร่างนั้น สุดท้ายก็หยุดนิ่งอยู่ใต้ผิวหนัง
หลังจากขุมพลังเส้นแรกปรากฏขึ้นขุมพลังเส้นที่เหลืออีกสิบสี่เส้นก็ปรากฏขึ้นตามลำดับ เพียงแต่เห็นถึงแค่เส้นที่แปดก็จางลงหนิงเฟยหลงตื่นตระหนกเม็ดเหงื่อผุดขึ้นกลางหน้าผากเขารีบกระตุ้นหยดโลหิตที่หนึ่งทันที
“โฮก!”
เสียงคำรามของหมาป่ากระหายเลือดดังขึ้นร่างกายเขาก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งร่าง เส้นที่เก้าเส้นที่สิบและเส้นที่สิบเอ็ดจึงปรากฏ แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอให้เขาหายว้าวุ่นใจหยดเลือดที่สองและสามถูกกระตุ้นพร้อมกัน ในพริบตาหยดเลือดก็แตกกระจายกลายเป็นหมอกโลหิตไปทั่วร่าง
เปลือกตาที่ปิดลงของหนิงเฟยหลงก็เปิดขึ้นนัยน์ตาของเขาแดงฉานอย่างน่ากลัว โลหิตของสัตว์อสูรมีฤทธิ์รุนแรงเกินไปแม้เพียงสามหยดแต่ล้วนเข้มข้นอย่างถึงที่สุด แค่เพียงนี้ก็เกือบทำให้เขาแทบสลบไป
แต่นั่นก็ช่วยให้เขาเห็นเส้นทั้งสิบห้าได้ครบแล้ว!
ตันเถียนเขาหมุนวนรวดเร็วและรุนแรงคล้ายพายุเฮอริเคนม่านตาของเขาก็หดเล็กลง ก่อนจะฝืนหลุบตาลงเพ่งสมาธิไปภายในร่าง
“เปิดมันให้ข้า!” หนิงเฟยหลงคำรามต่ำ พลังที่น่าสะพรึงก็เยือนสิบห้าเส้นหนิงเฟยหลงตัวสั่นโยกความเจ็บปวดนี้ทำให้เขาจดจำกี่ครั้งแล้วที่ต้องเจ็บในใจปลอบประโลมตนเอง เดี๋ยวก็ชินเอง อนาคตคงมีเส้นทางยากลำบากกว่านี้เพื่อที่เขาจะนำพาความแข็งแกร่งที่ยืนยงมาให้ตนเอง เขาต้องก้าวผ่านพวกมันไปให้ได้!
เวลาผ่านไปสองชั่วยามแสงอรุณรุ่งสาดส่องมาพอดี เปลือกตาของหนิงเฟยหลงที่ปิดอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละนิด...ละนิดบนใบหน้าปรากฏ ร่องรอยแห่งความปลื้มปีติ
“สำเร็จ!”
หนิงเฟยหลงยืนขึ้นรับแสงแดดยามเช้าร่างที่สูงโปร่งของเขาก็ดูไม่ธรรมดาอีกต่อไปมันแผ่รัศมีเจือจางบ่งบอกถึงการก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่างรัศมีพลังที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ตั้งใจก็ถึงกับทำให้สหายทั้งสองตกใจ
“นี่...นี่เจ้าทำไมถึง...?”เฟิงเหลยเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก เขาคิดว่าตนเองพึ่งจะตามหนิงเฟยหลงทันตอนที่อยู่หุบเขาเยียนอีกไม่นานก็คงเทียบเท่าได้แต่เมื่อพบเจอสหายอีกครั้งยามตื่นก็พบว่ามันเปลี่ยนไปแล้วเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงรัศมีพลังนี้ไม่ต่ำกว่าจอมยุทธ์เข้าสู่พิภพอย่างแน่นอน
หนิงเฟยหลงยิ้มบาง“ยังหรอก แต่ใกล้แล้ว ข้าเพียงฝึกเคล็ดวิชาบางอย่างสำเร็จเท่านั้น”โต่วเยี่ยนฉวี่และเฟิงเหลยได้ยินก็ผ่อนความกดดันลง แต่ก็ยังไม่วางใจนักคู่แข็งของพวกเขาจะเก่งเกินไปแล้ว...
“เคล็ดวิชาที่ทรงพลังถึงเพียงนี้คงไม่ธรรมดาเป็นแน่”เฟิงเหลยมองอย่างสนใจ เขาอดจะสูดลมลึกไม่ได้
“ดูเหมือนว่าระดับพลังเจ้าจะเพิ่มขึ้นด้วย”โต่วเยี่ยนฉวี่สังเกตได้จากระลอกคลื่นที่ผันผวนชัดเจนว่านั่นคือขั้นเก้าของแก่นแท้พลัง นางส่งลูกหมาป่าที่นอนหลับปุ๋ยให้กับเขา
“อืม”หนิงเฟยหลงตอบเสียงเบา ๆ เขาไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่อยากอธิบายทักษะนี้เป็นของตระกูลเขาไม่อาจถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้อีกทั้งผู้อื่นก็ไม่สมควรมีใครฝึกได้ เพราะคนที่ฝึกได้เส้นลมปราณต้องแข็งแรงมากซึ่งนั่นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
“อีกก้าวเดียวข้าจะเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพแล้วเมื่อย่างเท้าเข้าประตูนั้นเมื่อใด เข้าสู่พิภพขั้นเจ็ดก็อย่าหวังจะรอดจากมือข้าขั้นแปดก็อย่าหวังสังหารข้าได้เลย!”หนิงเฟยหลงลอบหัวเราะในใจ ทว่าความคิดหนึ่งก็ผุดมา คน ๆนั้นมีความรู้สึกนึกคิดที่ซับซ้อนให้แก่กัน แต่ก็เป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมได้
“อวิ้นหยาง! ไม่สิเจ้าสมควรชื่อว่า เยว่หยาง” เขาแสยะยิ้มพึมพำเบา ๆสายตาจ้องไปยังทิวเขาด้านหน้า เมฆหมอกยามเช้าทำให้เขารู้สึกดี
...
หลังจากการพักฟื้นสามชั่วยามหนิงเฟยหลงและพรรคพวกก็ออกเดินทางอีกครั้งที่ผ่านมาสะสมแกนสัตว์อสูรระดับห้าได้สามตัวแล้วรวมกันในกลุ่มยังขาดอีกหนึ่งเท่านั้น เมื่อได้ครบเขาจะออกเดินทางไปยังหุบเขาประกายหิมะที่ซึ่งอยู่ใจกลางดินแดนเหนือ
หุบเขาแสงเงินกว้างใหญ่เขาไม่กลัวจะไม่พบสัตว์อสูรระดับห้าที่เทียบเท่าเข้าสู่พิภพขั้นสามใช้เวลาครึ่งวันก็พบสัตว์อสูรระดับห้าอีกหนึ่งตัวมันเป็นจิ้งเหลนไฟที่เชี่ยวชาญปราณอัคคี เขาปล่อยหน้าที่นี้ให้เฟิงเหลยกับโต่วเยี่ยนฉวี่เป็นคนลงมือเพื่อที่ทั้งสองจะได้พัฒนาฝีมือให้มากยิ่งกว่าเก่า
การต่อสู้กินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วยามจึงสามารถกำราบเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ได้
ภารกิจเบื้องต้นสำเร็จไปที่เรียบร้อยเหลือเพียงการเดินทางที่สุดแสนอันตรายเท่านั้นเพราะต่อจากนี้เขาต้องใช้เส้นทางสัญจรที่พวกคนเถื่อนไปถึง และมีหน่วยลาดตระเวนมากมายผ่านไปมาซึ่งนั้นแสดงถึงความอันตรายที่มากมายกว่าการสังหารสัตว์อสูรขั้นห้าหลายต่อหลายเท่า
อย่าลืมว่าเขามีคู่แค้นที่เป็นถึงขุนพลเลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้วการปะทะกันของกลุ่มอัจฉริยะก็ยังรุนแรงอีกด้วยหนิงเฟยหลงจึงต้องระมัดระวังกลุ่มของตนมากที่สุด เขาไม่กล้าประมาท
สถานการณ์กำลังเคร่งเครียดเสี่ยวชุ่ยก็ดันตื่นขึ้นมาพอดี มันรีบวิ่งตรงไปทิศทางหนึ่งหนิงเฟยหลงหน้าซีดแต่ก็รีบตามมันไป เขาไม่สามารถปล่อยให้เสี่ยวชุ่ยอยู่ตามลำพังได้ที่นี่อันตรายเกินไปเฟิงเหลยและโต่วเยี่ยนฉวี่ก็รีบตามมา
“เฮ้อ..นี่ข้าลืมทำพันธะกับเจ้าหมาน้อยนี่ได้ยังไงละเนี่ย”หนิงเฟยหลงถอนหายใจ เขาพุ่งความเร็วตามเสี่ยวชุ่ยไปโดยไม่คาดคิดเสี่ยวชุ่ยเคลื่อนที่ได้เร็วมากเร็วกว่าสหายทั้งสองของเขาเสียอีกดูเหมือนว่าแม้แต่พ่อกับแม่ของมันครั้งวัยเท่านี้ก็ไม่อาจเทียบได้
และแล้วร่างน้อยๆ ของเสี่ยวชุ่ยก็หยุดอยู่ตรงเนินเขาแห่งหนึ่งด้านหน้าของมันมีโพรงถ้ำขนาดเท่าตัวคนผ่านได้อยู่เพียงมันคับแคบไปหน่อยเท่านั้นเสี่ยวชุ่ยจ้องหน้าหนิงเฟยหลงกระดิกหางไปมาแล้วก็เห่าใส่คล้ายอยากจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา
หนิงเฟยหลงมองหน้าลูกหมาป่าอย่างสับสนเขาไม่รู้ว่าเจ้าตัวน้อยต้องการจะสื่ออะไร?โชคร้ายที่มันไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้แต่สายตาของเขาก็เลื่อนไปมองโพรงถ้ำขนาดเท่าตัวคนผ่านได้อยู่ดี
“เจ้าอยากให้ข้าเข้าไป?”เสี่ยวชุ่ยก็เห่ารับทันที มันวิ่งนำหน้าหนิงเฟยหลงเข้าไป
“น่าสนใจ”
...