จินหวังเฟย

    เล่ม 2- ตอนที่ 13 ปะทะยามวิกาล

    องครักษ์ของยวิ๋นเหวินหรงถอยหลังกลับในทันใด ทว่าออกวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดเท้า แล้วมือก็กำกระบี่แน่นขึ้น เพราะมีบุรุษผู้หนึ่งมายืนดักอยู่ตรงหน้า คนผู้นี้สวมเครื่องแบบองครักษ์หลวงของแคว้นจ้าว ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบพร้อมที่จะลงมือองครักษ์ขององค์ชายสามนามว่าเหยียนกงมาเจอเหตุการณ์นี้เข้าพอดี จึงสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยว เขาจำบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ คนผู้นี้เป็นคนของแคว้นเป่ยแต่กล้าลงมือสังหารคนในแคว้นจ้าว จึงชักกระบี่ออกจากฝัก และกล่าวออกไป“คนของแคว้นเป่ย”องครักษ์ของยวิ๋นเหวินหรงถอยหลังหนึ่งก้าว เมื่อมั่นใจว่าคนตรงหน้ามาคนเดียว ไม่มีผู้อื่นมาด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องเชือดทิ้งเช้ง...เหยียนกงตวัดแขนตั้งรับ จากนั้นก็สวนแทงกลับไปอย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเสียเปรียบ ฝีมือสูสีกันยิ่ง หลังจากปะทะกันเกือบร้อยกระบวนท่า คนของยวิ๋นเหวินหรงก็พลาดพลั้ง ปลายกระบี่ของเหยียนกงแทงเข้ามาในร่างอย่างรวดเร็วและชักออกอึก...เหยียนกงมองอีกฝ่ายล้มลงต่อหน้าต่อตา เขาเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่ไม่ถึงชีวิต ทว่าในยามนี้เขาไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บ ด้วยพุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังสาเหตุแห่งการนองเลือด เหตุใดคนของแคว้นเป่ยถึงกล้าลงมือสังหารคนในแคว้นจ้าว นั่นต่างหากที่เขาสงสัย แล้วก็ต้องเงยหน้ามองผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างเร่งร้อน คนผู้นั้นคือจินเยี่ยหยาง โอวหยางไป๋ และองครักษ์ป้ายทองข้างกายของจินอ๋อง“คารวะท่านอ๋อง คารวะท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย”จินเยี่ยหยางมองไปยังร่างที่เป็นศพเกลื่อนกลาดเต็มตรอกแคบๆ อันเงียบสงัดแห่งนี้ เหยียนกงที่เพิ่งจะฆ่าคนผู้หนึ่งไปก็รีบเอ่ยรายงาน“บังเอิญกระหม่อมเข้ามาเห็นเหตุการณ์การต่อสู้ และคนผู้นี้ก็สังหารผู้คนเหล่านั้น บังเอิญอีกว่ากระหม่อมจำได้ว่าคนผู้นี้คือหนึ่งในองครักษ์ขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย ทันทีที่กระหม่อมปรากฏตัวขวางหน้า อีกฝ่ายก็ชี้กระบี่พุ่งเข้าใส่กระหม่อม จึงเกิดการปะทะกัน แล้วก็เป็นเช่นนี้”“นั่นน่าจะเป็นคนของหอสุรากุ้ยฮวา” โอวหยางไป๋หมายถึงหลายศพที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ลมยามค่ำคืนพัดกลิ่นคาวคลุ้งขึ้นมา“นางวิปลาสไปแล้ว” จินเยี่ยหยางโกรธจนกลายเป็นทึ่มทื่อ เพราะจากคำบอกเล่าของคนที่หลงจู๊ส่งมา...จางหานเฟิ่งกินยาพิษเข้าไป“น้องบุญธรรมของข้าไม่เป็นอะไรหรอก นางมียาถอนพิษกับตัวไม่ใช่หรือไร อีกอย่างหนึ่ง...องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยก็เพิ่งจะได้ยาถอนพิษไป นางฉลาดยิ่ง ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการที่จะส่งข่าวให้พวกเรารับรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่จับตัวนางไป” โอวหยางไป๋กล่าวปลอบใจ ให้คิดในทางที่ดีเอาไว้ก่อน“นางอาจจะตายได้” จินเยี่ยหยางใจหายจนสติเลื่อนลอยไปชั่วลัดนิ้วมือ“นางไม่ตายหรอก”“ไปกันเถอะ ไปพานางกลับมา”ยามนี้เบื้องหน้าของทุกคน ท้องฟ้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนสีแล้ว จินเยี่ยหยางกลัวสุดขีดในยามนี้ เมื่อนางกินยาพิษเข้าไป นางจะรอดชีวิตหรือไม่
    จางหานเฟิ่งพึมพำให้แลดูน่าสงสาร นางทนรับความทรมานที่แผ่ซ่านไปตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ข้างๆ มีหมอหลวงกำลังตรวจจับชีพจรของนางอยู่อย่างลนลาน“ท่านพ่อ...ข้าขอโทษ ข้าไม่สามารถอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อได้อีกแล้ว”หมอหลวงมีสีหน้าเคร่งเครียด ถ้าสตรีผู้นี้เสียชีวิต เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ครั้นเห็นที่หน้าผากของนางมีเหงื่อผุด และมุมปากยังเปรอะเปื้อนเลือด จึงออกไปสั่งอะไรบางอย่างกับผู้ที่อยู่ด้านนอก“เอาน้ำมาให้ข้าอ่างหนึ่ง”“ขอรับ”จางหานเฟิ่งหยิบยาถอนพิษค้างคาวดำใส่เข้าปากทันทีที่หมอหลวงหันหลังให้ ใครกันเล่าอยากจะตาย อีกทั้งนางก็ทนความเจ็บปวด ทรมาน และทุรนทุรายนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว“ท่านแม่...ข้ากำลังจะได้ไปพบกับท่านแม่แล้ว อิงเอ๋อร์...ซานเอ๋อร์...พี่สาวคนนี้ของพวกเจ้าไม่สามารถอยู่ดูแลพวกเจ้าได้อีกแล้ว”หมอหลวงลนลานกลับมายืนอยู่ที่ข้างเตียง บางครั้งก็มองไปยังทางเข้าห้อง ยามนั้นจางหานเฟิ่งก็พึมพำให้ดูน่าสงสารมากขึ้นไปอีก“ท่านอ๋อง...ท่านอ๋อง...เฟิ่งเฟิ่งยอมตายดีกว่าที่จะตกเป็นของผู้อื่น ท่านอ๋องเข้าใจเฟิ่งเฟิ่งใช่หรือไม่ หากชาติหน้ามีจริง เฟิ่งเฟิ่งอยากเป็นสตรีของท่าน”หมอหลวงฟังแล้วถึงกับสะดุ้งเฮือก สีหน้าเคร่งเครียดอยู่ไม่คลาย แล้วก็ต้องมองไปทางผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำใบหนึ่ง“ว่าที่ชายาเอก” ชายชรากล่าวเพื่อเป็นการขออภัย เนื่องจากจะเช็ดเหงื่อที่หน้าผากและเช็ดเลือดที่มุมปากให้“ช่วยข้า...ถ้าไม่อยากให้เกิดศึกสงครามระหว่างแคว้นขึ้น”หมอหลวงฟังแล้วสะดุ้ง มือที่ถือผ้าเปียกน้ำหมาดๆ ถึงกับชะงัก จากนั้นก็ส่ายหน้าไปมาพลางพูดตอบเสียงเบาเพราะให้ผู้อื่นได้ยินไม่ได้“ทำไม่ได้หรอก หัวของข้าคงได้หลุดออกจากบ่า”“จริงสินะ ข้าก็ได้ยินองค์รัชทายาทจะตัดศีรษะของท่าน! ถ้าข้าตาย” นางยังคงสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับปั่นป่วน จะฝ่าวงล้อมของพวกทหารที่เฝ้าอยู่ไปได้อย่างไร แต่แล้วก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา จึงเอ่ยกับหมอหลวงทันใด “ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกองค์หญิงยวิ๋นซูจินได้หรือไม่”“อะไรนะ” หมอหลวงถึงกับตกใจ แล้วก็หันขวับกลับไปมองทางด้านหลัง ครั้นเห็นว่าบรรยากาศยังสงบนิ่ง จึงหันกลับมาพูดต่อเสียงกระซิบ “ไม่ได้หรอก...ข้าทำไม่ได้”“เช่นนี้...หัวของท่านก็จะไม่หลุดออกจากบ่า ท่านให้องค์หญิงยวิ๋นซูจินออกหน้าแทน และข้าก็มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะบอกกับองค์หญิงด้วย”หมอหลวงยังลังเล จางหานเฟิ่งเห็นแล้วจึงพูดกระตุ้นอีกเสียงแผ่วระโหยโรยแรง นางไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ไปอย่างแน่นอน“ท่านจะเป็นวีรบุรุษ...ท่านจะเป็นผู้ที่ทำให้ไม่เกิดสงครามระหว่างสองแคว้นขึ้น ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าองค์หญิงยวิ๋นซูจินจะช่วยข้า”“แต่ถ้าเกิดมีใครมาพบเห็นว่าข้าไปทูลองค์หญิง หัวของข้าก็คงจะหลุดออกจากบ่าเช่นกัน”“หมอหลวงเช่นท่านมีผู้ช่วยไม่ใช่หรือไร ข้าไม่เห็นผู้ช่วยของท่านเลย” นางกล่าวเสียงแผ่ว กว่ายาถอนพิษจะเริ่มออกฤทธิ์ กว่านางจะหายเจ็บปวดทรมาน ย่อมต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม“มี แต่ข้ามาที่นี่อย่างเร่งด่วน จึงไม่ได้ปลุกผู้ช่วยให้มาด้วย”“ให้ทหารเรียกคนผู้นั้นเข้ามา แล้วท่านก็สั่งให้คนผู้นั้นไปเอาตัวยา แต่ความจริงให้ไปรายงานองค์หญิงยวิ๋นซูจินแทน” นางเกลี้ยกล่อมพร้อมกับวางแผนการให้เสร็จสรรพหมอหลวงยังลังเลอยู่ ร่างชราหมุนไปหมุนมาอย่างทำอะไรไม่ถูก“ถ้าข้าตายหรือถูกพาไปยังแคว้นเป่ย ด้วยอุปนิสัยของจินอ๋อง ท่านคิดว่าจะไม่เกิดภัยร้ายขึ้นกับแคว้นเป่ยหรือไร...ช่วยข้า...ช่วยระงับเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ก่อนที่จะลุกลามไปใหญ่โต”“ได้ ข้าจะส่งคนไปบอกองค์หญิงยวิ๋นซูจิน” หมอหลวงตัดสินใจแล้วว่าจะโยนเรื่องอันน่ากลัวนี้ให้องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยรับไปแทน“ท่านตัดสินใจถูกต้องแล้ว หากท่านอ๋องยกทัพโจมตีแคว้นเป่ยเมื่อใด แคว้นเป่ยจะต้องนองเลือด ท่านคงไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นหรอกใช่หรือไม่” นางรู้เสียงเล่าลือที่เกินจริงของจินเยี่ยหยางจนทำให้ทุกคนเกรงกลัวเป็นอย่างดี ทว่าหลังจากที่นางได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนเหี้ยมโหดแบบนั้นแม้แต่น้อย แต่เอ๊ะ! หรือว่าเป็นเรื่องจริงคล้อยหลังหมอหลวงที่ออกไปสั่งทหารให้ไปปลุกผู้ช่วยของตัวเองเพื่อไปเอาตัวยาตัวหนึ่ง จางหานเฟิ่งก็เริ่มวิตกกังวลขึ้นมาอีกครั้งทีละน้อย ระยะเวลาที่ยวิ๋นเหวินหรงออกไปซื้อยาถอนพิษจากหอสุรากุ้ยฮวา กับระยะเวลาที่ตามองค์หญิงยวิ๋นซูจินให้มายังที่นี่ ผู้ใดจะมาถึงก่อนกัน แน่อยู่แล้วว่าผู้ที่นางอยากให้มาถึงก่อนนั้นย่อมต้องเป็นน้องสาว นางลงเดิมพันอีกครั้งก็หวังที่จะชนะ องค์หญิงแห่งแคว้นเป่ยจะช่วยนางหรือไม่ท่านลุง...จางหานเฟิ่งนึกถึงหลงจู๊ขึ้นมา เพราะไม่แน่ใจว่าผู้เฒ่าจะเข้าใจสิ่งที่นางพยายามจะสื่อออกไปหรือไม่ ถ้าไม่...แย่แน่ เพราะก่อนที่จะถูกจับได้ว่าในตัวนางมียาพิษและยาถอนพิษ นางเล่นเททุกอย่างลงไปในน้ำหมดแล้ว แต่...เฮ้อ...ช่างน่าเสียดายอยู่ไม่น้อย นั่นหลายพันตำลึงทองเชียวหมอหลวงวกกลับมาคุยที่ข้างเตียงเสียงเบาอีกครั้ง เห็นอาภรณ์สีฟ้าของนางเปรอะเปื้อนเลือดที่อาเจียนออกมา ทว่าไม่กล้าที่จะทำความสะอาดให้ จึงทำได้เพียงแค่ปล่อยไปเท่านั้น“ข้าให้ทหารไปตามแล้ว จากที่นี่ถึงเรือนที่พักใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเค่อ”“เมื่อผู้ช่วยของท่านมาถึงแล้ว ท่านก็ใช้งานเขาทันที”“ได้”จางหานเฟิ่งหวังอย่างยิ่งว่ายวิ๋นซูจินจะช่วยนางได้ กว่ากำลังของนางจะฟื้นตัวขึ้นมาก็น่าจะอย่างน้อยหนึ่งหรือสองชั่วยามหลังจากกลืนยาถอนพิษเข้าไป นางอยากให้ยวิ๋นซูจินพาหนี หรือถ้าช่วยพาหนีออกไปไม่ได้ ก็น่าจะพูดกับยวิ๋นเหวินหรงให้ปล่อยนางไป

    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน