ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่112 การเปลี่ยนเเปลงของเมืองซูไห่

    ภายใน ตำหนักอัสนีสยบเมฆา บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสายฟ้าที่แฝงอยู่ในมวลอากาศ อวี้เหวินนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินใจกลางห้องโถงที่ถูกสร้างขึ้นเหนือกะเปาะปราณมังกร เส้นผมสีดำขลับของเขาพริ้วไหวเล็กน้อยตามจังหวะการไหลเวียนของพลังงานที่หนาแน่นจนมองเห็นเป็นประกายแสงสีฟ้าคราม


    เขาสะบัดมือเล็กน้อย ไข่มุกสวรรค์สุริยัน พลันลอยออกมาจากห้วงมิติ ทันทีที่มันปรากฏกาย แสงสีทองเจิดจ้าประดุจดวงตะวันดวงที่สองก็สาดส่องไปทั่วตำหนัก ความร้อนแรงแห่งมหาสมุทรหยางพุ่งพล่านออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับนุ่มนวลและบริสุทธิ์ยิ่งนัก


    อวี้เหวินสูดลมหายใจลึก เริ่มเดินพลังตามเคล็ดวิชา เกราะเหล็กสังวาลย์ ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดงจางๆ ขณะที่พลังจากไข่มุกสวรรค์สุริยันถูกดูดซับเข้าสู่รูขุมขน ราวกับเหล็กกล้าที่ถูกชุบด้วยลาวาเพลิง


    วันเวลาผันผ่านไปวันแล้ววันเล่า ภายใต้การสนับสนุนของสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยไออัสนีและขุมพลังหยางบริสุทธิ์จากไข่มุกสวรรค์ กระดูกทุกส่วนและมัดกล้ามเนื้อของอวี้เหวินถูกเคี่ยวกรำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแกร่งกร้าวยิ่งกว่าโลหะนอกพิภพ


    เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!


    ในวันที่สามสิบ เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นดุจเสียงกัมปนาทอัสนีบาต รัศมีแสงสีทองหม่นพลันระเบิดออกจากร่างของเขา แผ่ขยายกลายเป็นม่านพลังรูปทรงขุนเขาที่โอบล้อมไปด้วยสายฟ้าครึ่งวงกลม!


    “ทะลวง!”


    อวี้เหวินลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามที่ทรงพลัง เคล็ดวิชาเกราะเหล็กสังวาลย์ที่เคยหยุดนิ่งอยู่ระดับสาม ขั้นสูง บัดนี้ได้ทะลวงผ่านคอขวดมุ่งสู่ระดับสูงสุด และก้าวกระโดดเข้าสู่ ขั้นที่สี่ เกราะอสนีบรรพต ขั้นต้น ได้สำเร็จในที่สุด!


    ในยามนี้ ร่างกายของเขามิใช่เนื้อหนังของมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ทว่าคือ ‘ปราการเคลื่อนที่’ หากเขาโคจรพลังเต็มที่ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับหลอมรวมกายขั้นสูงทุ่มโจมตีอย่างสุดกำลัง เขาก็สามารถยืนหยัดรับไว้ได้โดยมิอาจสั่นคลอนแม้เพียงครึ่งก้าว!


    ไม่เพียงแต่พลังป้องกัน ทว่าพลังโจมตีของเขาก็ทะยานขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น อวี้เหวินยืนขึ้นกลางโถงกว้างก่อนจะวาดหมัดออกไปอย่างนุ่มนวล ทว่าอากาศรอบด้านกลับร้อนระอุจนกลายเป็นสีแดงเพลิง เคล็ดวิชา หมัดอัคนีสังหาร ถูกขัดเกลาจนเข้าสู่ระดับอัคนีขั้นสูงสุดโดยสมบูรณ์ ทุกหมัดที่ชกออกไปแฝงไว้ด้วยทำลายล้างที่สามารถเผาผลาญศัตรูให้กลายเป็นจุณได้ในพริบตา เหลือเพียงก้าวเดียวเท่านั้น... เขาก็จะสัมผัสถึงขอบเขต ‘วารี’ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของวิชาหมัดนี้


    แม้ระดับการบ่มเพาะของเขายังคงอยู่ที่ขอบเขตกำเนิดกาย ทว่ารากฐานกลับหนาแน่นจนถึงขีดสุด พลังในกายเขาหนาแน่นเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมกายขั้นสูงนับสิบเท่า ความเเข็งเเกร่งที่ซ่อนอยู่นี้หากเปรียบเปรยก็คือมังกรยักษ์ที่แฝงกายอยู่ในบ่อน้ำเล็กๆ เมื่อใดที่เขาตัดสินใจทะลวงสู่ขอบเขตหลอมรวมกาย เมื่อนั้นโลกหล้าจักต้องสั่นสะเทือน


    ในยามนี้ หากต้องปะทะกับผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมกายขั้นสูงทั่วไป อวี้เหวินสามารถบดขยี้ได้ง่ายดายเพียงกระดิกนิ้ว และต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับระดับหลอมรวมกายขั้นสมบูรณ์ เขาก็สามารถต่อสู้ได้อย่างสูสีโดยไม่เสียเปรียบแม้เพียงเศษเสี้ยว


    ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตำหนักมังกรเมฆาดูเหมือนจะตกอยู่ในความสงบอันรื่นรมย์ราวกับสระน้ำที่ไร้คลื่น สวะอย่างพวกฟางมู่เฉินและเหลยจั้นเงียบหายไปอย่างน่าประหลาด ไร้ซึ่งการก่อกวน ไร้ซึ่งคำท้าทาย


    ทว่า... สำหรับอวี้เหวินผู้มีสัมผัสที่เฉียบคม ความสงบนี้กลับดู 'จอมปลอม' ยิ่งนัก มันประดุจความนิ่งสงบของท้องทะเลก่อนที่พายุไต้ฝุ่นจะเข้าพัดถล่ม สายลมที่พัดผ่านยอดเขาเมฆาคล้อยเริ่มแฝงไปด้วยกลิ่นอายของคาวเลือดจางๆ ที่คนทั่วไปมิอาจสัมผัสได้


    “หนึ่งเดือนแล้วสินะ...” อวี้เหวินพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาเลือนหายไปในสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มพัดพาความหนาวเหน็บมาสู่ยอดเขาเมฆาคล้อย แววตาของเขาจดจ้องไปยังทิศทางของทะเลสาบซูหรงที่ยามนี้ดูอึมครึมผิดปกติ


    แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของตำหนักมังกรเมฆาจะดูสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าสัมผัสจากสัญชาตญาณอสูรที่เขาได้รับมาจากหุบเขาหมอกโลหิตกลับกำลังร้องเตือนถึงความ "บิดเบี้ยว" ที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่รากฐานของสำนักอย่างช้าๆ


    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อวี้เหวินเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติที่มิอาจอธิบายได้ด้วยตรรกะทั่วไป


     มีรายงานลับส่งถึงตำหนักว่า หมู่บ้านเล็กๆ ในแถบชายแดนเมืองซูไห่เริ่ม "หายสาบสูญ" ไปทีละแห่ง มิใช่การถูกปล้นฆ่า ทว่าเป็นการหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับผู้คนนับร้อยถูกลบออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในชั่วข้ามคืน


    เเละภายในเขตศิษย์ทั่วไป อวี้เหวินเคยเห็นศิษย์ผู้หนึ่งยืนจ้องมองกำแพงหินนิ่งนานนับชั่วยาม พลางพึมพำกับตนเองด้วยภาษาที่ฟังดูคล้ายเสียงสวดอ้อนวอนอันน่าขนลุก ทว่าเมื่อเข้าไปทักทาย ศิษย์ผู้นั้นกลับสะดุ้งสุดตัวและจำสิ่งที่ตนทำลงไปมิได้เลยแม้แต่น้อย


    สุดท้ายกลิ่นอายของสำนักเริ่มเจือปนด้วยความรู้สึกกดดันจางๆ ประดุจมีดวงตานับพันคู่กำลังจ้องมองมาจากความว่างเปล่า


    ในวันต่อมา ไป๋เหวินเทียนได้เรียกอวี้เหวินเข้าพบอีกครั้ง สีหน้าของเจ้าตำหนักยามนี้ดูซูบเซียวลงเล็กน้อยประดุจผู้ที่แบกรับน้ำหนักของท้องฟ้าไว้เพียงลำพัง


    “อวี้เหวิน... สิ่งที่เจ้าสัมผัสได้นั้นมิใช่เรื่องเพ้อฝันเเน่นอน” ไป๋เหวินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “จากบันทึกที่ข้าเพิ่งค้นพบ มารบงการจิตที่พวกเราหวาดกลัว... ยามนี้มันอาจจะยังมิได้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ พลังที่พวกเราพบเจอเป็นเพียง ‘เศษเสี้ยว’ หรือ ‘บริวาร’ ที่มันส่งออกมาหยั่งเชิงเท่านั้น”


    เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “หายนะที่แท้จริงยังมาไม่ถึง ทว่ามันกำลัง ‘หยั่งราก’ ลงในจิตใจของผู้ที่มีปมด้อยหรือความแค้น ยิ่งพวกเราหวาดกลัว มันยิ่งแข็งแกร่ง... ยามนี้สิ่งที่เจ้าควรทำ มิใช่การออกไปตามล่าสิ่งที่มองไม่เห็น แต่คือการทำตนเองให้แข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้เมื่อวันแห่งการล่มสลายมาถึง!”


    ...


    สามวันให้หลัง ท้องฟ้าเหนือตำหนักมังกรเมฆาถูกปกคลุมด้วยเมฆาหนาทึบสีตะกั่ว บรรยากาศอึมครึมประหลาดนี้มิใช่สัญญาณของฝนฟ้าคะนอง ทว่ากลับเป็นกลิ่นอายที่อวี้เหวินคุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน... กลิ่นอายของมาร


    ไป๋เหวินเทียน เจ้าตำหนักผู้แบกรับภาระหนักอึ้งเรียกอวี้เหวินเข้าพบเป็นการลับในห้องโถงใหญ่ แววตาของจอมยุทธ์อาวุโสยามนี้เคร่งเครียดกว่าคราใด


    “อวี้เหวิน... มีรายงานจากศิษย์สายตรวจแจ้งว่า พบสัตว์อสูรและชาวบ้านบริเวณชายขอบเมืองซูไห่ที่ติดกับ ทะเลสาบซูหรง มีพฤติกรรมคุ้มคลั่งอย่างไร้สาเหตุ กลิ่นอายมืดดำเริ่มก่อตัวเป็นม่านหมอกจางๆ เหนือผิวน้ำ...” ไป๋เหวินเทียนถอนหายใจยาว “ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด มีเพียงเจ้าที่เคยปะทะและรอดพ้นจากอำนาจของมารบงการจิตมาได้ สัมผัสของเจ้าไวต่อกลิ่นอายนี้ที่สุด ข้าอยากให้เจ้าไปตรวจสอบ ‘จุดศูนย์กลาง’ ของม่านหมอกนั้น ว่ามันเป็นเพียงข้ารับใช้ที่หลุดออกมา หรือเป็นจุดกำเนิดของภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง”


    อวี้เหวินประสานมือรับคำสั่งอย่างหนักแน่น แม้ใจจริงเขาอยากจะพาเซี่ยชิงหลัวไปด้วย ทว่านางกลับถูกผู้อาวุโสสตรีคนหนึ่งเรียกตัวไปเก็บตัวฝึกวิชาธาตุหยิน เขาจึงต้องออกเดินทางเพียงลำพัง


    ขณะที่อวี้เหวินกำลังจะก้าวพ้นเขตประตูใหญ่ของตำหนักมังกรเมฆา เสียงเอะอะวุ่นวายจากหน้าด่านก็ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องชะงักลง


    “ข้าบอกแล้วไงว่าข้ามาหาคน! พี่ใหญ่อวี้! พี่ใหญ่อวี้เหวิน!”


    อวี้เหวินขมวดคิ้ว แววตาคมปลาบกวาดมองผ่านกลุ่มศิษย์เฝ้าประตูที่กำลังรุมล้อมร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งอยู่ ทันทีที่เห็นใบหน้าที่คุ้นตา แววตาที่เคยเย็นชาของเขาก็สั่นไหววูบหนึ่ง


    “อู๋ซวง?”


    “พี่ใหญ่อวี้!” เมื่อเห็นอวี้เหวินก้าวออกมา อู๋ซวงที่อยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมม หายใจหอบถี่จนตัวโยกก็ถลาเข้ามาหาเขา ใบหน้าเด็กหนุ่มวัยสิบสี่เต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดกลัว “พี่ใหญ่อวี้... แย่แล้วขอรับ! ท่านลุงอวี้... ท่านลุงอวี้ล้มป่วยหนัก อาการของท่านประหลาดนัก ข้าไม่เคยเห็นใครป่วยเช่นนี้มาก่อน!”


    หัวใจของอวี้เหวินกระตุกวูบประดุจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้น ความห่วงใยในฐานะบุตรชายพุ่งพล่านขึ้นมาทันทีโดยแทบไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด “ท่านพ่อป่วยหรือ? เป็นไปได้อย่างไร! ... อาการเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วตอนนี้ท่านพ่อพักอยู่ที่ใด?”


    “ท่านลุง... ท่านลุงเอาแต่เพ้อถึงชื่อของพี่ใหญ่ ใบหน้าซีดขาวประดุจกระดาษแต่ร่างกายกลับร้อนดั่งไฟลวก!” อู๋ซวงละล่ำละลักบอก “เถ้าแก่ฟ่านเป็นห่วงมากจึงส่งข้ามาแจ้งข่าวแก่พี่ใหญ่ทันที!”


    “อู๋ซวง รีบนำทางข้าไป! เราจะไปที่ตรอกสือฉีเดี๋ยวนี้!” อวี้เหวินคว้าไหล่อู๋ซวงเตรียมจะทะยานร่างออกไป ทว่าเด็กหนุ่มกลับรั้งมือเขาไว้พลางส่ายหน้าพัลวัน


    “มิใช่ตรอกสือฉีแล้วขอรับ! ผิดทางแล้ว!” อู๋ซวงรีบแย้ง “เมื่อเดือนก่อนเถ้าแก่ฟ่านเห็นว่าท่านลุงทำงานหนักมานาน จึงมอบโอกาสใหญ่ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเถ้าแก่ดูแลสาขาใหม่ที่ ชายแดนทะเลสาบซูหรง ยามนี้ท่านลุงพักอยู่ที่ตำหนักยาหลังใหม่ที่นั่นขอรับ!”


    คำว่า "ทะเลสาบซูหรง" ทำให้ดวงตาของอวี้เหวินหรี่ลงเล็กน้อย ประกายความสงสัยวาบผ่านสมองอันเฉลียวฉลาดของเขาชั่วครู่ ‘ช่างประจวบเหมาะนัก... ข้าเพิ่งได้รับคำสั่งให้ไปตรวจสอบที่นั่น ท่านพ่อกลับถูกย้ายไปประจำอยู่ที่นั่นพอดี?’


    ทว่าความกังวลเรื่องอาการป่วยของบิดากลับมีน้ำหนักมากกว่าความระแวงใดๆ อวี้เหวินสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เขาสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายหยางในกายจากไข่มุกสวรรค์สุริยันพุ่งพล่านขึ้นมาเพื่อสงบจิตใจที่ว้าวุ่น


    “เลื่อนตำแหน่งไปที่นั่นงั้นรึ...” อวี้เหวินพึมพำเสียงต่ำ แววตาทอประกายลึกล้ำยากคาดเดา “ช่างเถอะ! เรื่องอื่นไว้ทีหลัง พาข้าไปหาท่านพ่อเดี๋ยวนี้!”


    อวี้เหวินไม่รอช้า เขาคว้าแขนอู๋ซวงแล้วพุ่ทิศทางที่ม่านหมอกสีดำเหนือทะเลสาบซูหรงกำลังรอต้อนรับเขาด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็น ทิศทางที่ม่านหมอกสีดำเหนือทะเลสาบซูหรงกำลังรอต้อนรับเขาด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็น!

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน