บทที่ 6
ข้าคือเจินซูเมิ่ง
ทำไม...
เช้าเร็วนักล่ะ
พราวฝันหรี่ตาเมื่อต้องกับแสงอาทิตย์เบื้องบน ไม่นานนักก็ััได้ถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้าและอบอ้าวไปทั่วร่างกาย รับรู้ได้ว่าทั้งสรรพางค์กายกำลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทั้งที่ไม่ถึงนาทีก่อนเธอยังมองเห็นพระจันทร์ดวงกลมโตบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่เลย
แต่ยังไม่ทันจะได้ทบทวนอะไรมากไปกว่านี้ ใครบางคนก็ยกถังน้ำมาสาดรดใบหน้าเธอโครมใหญ่
ซ่า...!
“เฮ้ย!” พราวฝันร้องโวยวายเสียงดังแล้วลุกพรวดพราดขึ้นมาอย่างไวพลางลูบไล่น้ำเปียกปอนบนใบหน้าไปด้วย
“ตื่นเสียทีสินะเ้าคะ”
“เอ๊ะ” หญิงสาวชะงักหลังเตรียมง้างปากจะะโด่าผู้กระทำการอันอุกอาจ
เพราะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตอนนี้ทำให้หญิงสาวต้องอ้าปากค้างเพราะผู้คนที่ยืนรายล้อมล้วนแต่งกายประหลาดด้วยชุดจีนย้อนยุคกับบ้านเรือนสไตล์โบราณเหมือนในซีรีส์พีเรียด
“กองถ่ายซีรีส์จีนเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเองพร้อมหันไปทำหน้าตั้งคำถามกับใครบางคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่้า
พราวฝันก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วหมุนตัวสำรวจไปรอบๆ อย่างช้า ๆ เพื่อมองหาทีมงาน แต่ก็พบเพียงฉากที่สมจริงเท่านั้นไม่เห็นแม้แต่เงาของฝ่ายเื้ัสักคน
หรือว่าจะเป็การถ่ายทำแบบซ่อนกล้อง เพิ่มมุมมองใหม่ให้ซีรีส์ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ทำให้ดูสมจริงดูธรรมชาติเหมือนกับการดูเรียลลิตี้!
“ฮูหยินน้อยกำลังมองหาผู้ใดอยู่หรือเ้าคะ” อันหยินย้อนถามบ้างหลังสังเกตอาการประหลาดของคนตรงหน้ามาครู่หนึ่งแล้ว
พราวฝันหันมาจ้องคนที่เพิ่งพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งและท่าทางจองหองอย่างพินิจพิเคราะห์
“ทำหน้าทำตาแบบนี้... รับบทเป็ตัวร้ายสินะ” เธอคาดเดา
“เอ๊ะ นี่ท่าน!”
แต่ว่า... ถ้าฟังไม่ผิดนี่มันไม่ใช่ภาษาไทย คนพวกนี้กำลังพูดภาษาจีน ใช่ เธอฟังไม่ผิดแน่ แล้วทำไมเธอถึงเข้าใจมันได้ทันทีล่ะ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบคลาสแรกเลยด้วยซ้ำ
เดี๋ยวนะ...
“ที่นี่... ที่ไหน” พราวฝันเปล่งเสียงถาม
หา! ไม่ใช่แค่เข้าใจภาษาจีน แต่เธอยังสื่อสารกับคนอื่นด้วยภาษาจีนเช่นเดียวกัน
“เป็ลมกลางแดดไปทีเดียวก็ความจำเสื่อมเลยรึเ้าคะ ที่นี่ก็คือมหานครฉางอานอันยิ่งใหญ่” อันหยินตอบอย่างภาคภูมิ
“ฉางอาน...!”
ทำไมคับคล้ายคลับคลาว่าเป็เมืองหลวงของจีนโบราณที่ดูในซีรีส์บ่อยๆ แต่หากเป็คนยุคปัจจุบันก็ต้องเรียกว่าเมืองซีอานสิ
พวกนี้อินกับบทเกินไปหรือเพราะเป็พวกย้อนยุคจริงๆ กันแน่
เอ๊ะ... ย้อนยุคเหรอ
อย่าบอกนะว่า...
“แล้ว... นี่มันยุคไหนกันล่ะ เอ่อ ข้าหมายถึงเป็แผ่นดินของใคร ใครเป็ฮ่องเต้อะไรอย่างเนี้ย”
บรรดาบ่าวไพร่ที่ยืนรายล้อมพราวฝันอยู่สี่นางเริ่มมองเธอด้วยสายตาประหลาด
“เห็นทีท่าจะแย่...” ผู้จัดการบ้านพึมพำกับตัวเองด้วยความวิตก “ไม่รู้รึอย่างไรว่าเอ่ยพระนามฮ่องเต้ออกมาตรงๆ หัวจะหลุดจากบ่า นี่ฮูหยินน้อยจำไม่ได้จริง ๆรึเ้าคะว่าเราอยู่ในรัชสมัยของราชวงศ์อู่โจว...”
“อู่โจว...” พราวฝันทวนเสียงงึมงำ “อู่... จ้าว... อู่ อู๋ บู... บะ บูเช็กเทียน!”
สิ้นเสียงร้องแหกปากอันหยินก็รีบยกมือป้ะครุบปากนายหญิงน้อยโดยไว
“บอกแล้วไงเ้าคะว่ามิควรเอ่ยพระนามฝ่าาตรงๆ”
พราวฝันได้แต่เบิกตากว้างด้วยความใ
ชัดเลย!
รู้ตัวแล้วว่าย้อนอดีตมาจริง ๆ ด้วย ไม่มีกล้องไม่มีทีมงานโปรดักชั่นที่ไหนทั้งนั้น จะมีก็แต่เธอที่ทะลุมิติมาอยู่ไกลบ้านไกลเมืองขนาดนี้
คนอื่นเขาย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา เจอพี่หมื่นสุดหล่อ ย้อนไปตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ดี แต่นี่! ฟ่านปิงปิง[1]เสิร์ฟหนักมากแม่! ให้ย้อนมาสมัยบูเช็กเทียนครองเมือง! มาไกลเป็พันปีธรรมดาเสียที่ไหน!
“ฉิบหายแล้วโว้ยยย~!!!” พราวฝันแหกปากร้องเสียงดังพร้อมดีดดิ้นจนหลุดออกจากพันธนาการ
จะหาทางกลับได้ยังไงล่ะทีนี้...!
โครก~!
โอ๊ย ทำไมหิวข้าวขนาดนี้ อย่างกับไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาเป็อาทิตย์
สมอง้าสารอาหาร ฉะนั้นก่อนจะคิดหาหนทางจะต้องเติมพลังงานให้ร่างกายก่อน
“เ้าเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ” อันหยินลอยหน้าลอยตาตอบ
“ถ้างั้นเ้าก็เป็คนรับใช้ล่ะสิ”
“เอ่อ ไม่นะ บ่าวเป็ผู้จัดการบ้าน” หญิงอวบตอบด้วยท่าทางเสียหน้า
“ต่างกันตรงไหน ถัดจากเ้านายก็เป็คนรับใช้เหมือน ๆ กัน ขนาดแทนตัวเองเ้ายังใช้คำว่าบ่าวเลย”
“แต่ว่า...”
“ข้าหิวแล้ว ไปทำอะไรมาให้กินหน่อย”
“เื่นั้น... ฮูหยินน้อยจะต้องทำเองนะเ้าคะ” อันหยินเชิดคอตอบ “และนี่...” พร้อมกับดันใครบางคนมาตรงหน้า “ด้วยความใจดีของฮูหยินใหญ่เห็นว่าฮูหยินน้อยทำงานหนักจนเป็ลมเป็แล้ง จึงมอบ ‘อาหว่าน’ มาคอยช่วยงาน”
พราวฝันมองเด็กสาวรุ่นน้องที่หน้าตามีเม็ดสีแดงจากสิวเกรอะกรังเต็มไปหมด พร้อมกับที่หงเอ๋อร์ ไห่เอ๋อร์ และอันหยินก็ปั้นสีหน้ารังเกียจนางด้วย ก่อนจะหันไปหัวเราะคิกคักใส่กันด้วยท่าทางเหมือนพวกชอบบูลลี่
“ในเมื่อมีผู้ช่วยแล้วก็ให้นางทำอาหารให้รับประทานเถิดนะเ้าคะ แต่อย่านานนัก เพราะฮูหยินน้อยมีภารกิจที่ต้องทำต่อ” ผู้จัดการบ้านว่าพร้อมจะหมุนตัวส่ายก้นอวบอัดจากไป แต่พราวฝันก็รีบอ้อมมาขวางไว้
“ไม่...”
“เอ๊ะ ฮูหยินน้อย มาขวางบ่าวไว้ทำไมกัน”
“ข้าจะให้เ้าทำให้กิน”
“บ่าวไม่ทำ”
“เหตุใดเ้าจึงไม่ทำ” หญิงสาวที่เริ่มโมโหหิวย้อน
“ก็...”
“ไหนเ้าลองทบทวนดูอีกครั้งซิ ว่าในจวนนี้ใครเป็นายและใครเป็บ่าว...”
อันหยินสะบัดหน้าพรืด “ก็ต้องฮูหยินน้อยเป็นายน่ะสิเ้าคะ”
“ดี... รู้ก็ดี ฉะนั้นนายอย่างข้าจะสั่งให้เ้าทำอาหารให้กินไม่ได้หรืออย่างไร รึว่าเ้ามีอภิสิทธิ์ใดมากกว่าคนอื่นงั้นรึ”
คนที่มาจากประเทศประชาธิปไตยอย่างฉันจะต้องสอนสิทธิและหน้าที่พลเมืองให้คนจวนนี้ได้ตระหนักรู้เสียหน่อย
“เอ่อ... ฮูหยินน้อยบ่าวทำแทนก็ได้เ้าค่ะ” อาหว่านรีบเสนอตัวเพราะเกรงว่าจะเกิดการวิวาทขึ้น
“เ้าอยู่เฉย ๆ ท่าทางอวดดีของนางทำให้ข้าหงุดหงิดจนอยากจะรู้ว่าฝีมือการเข้าครัวนั้นดีเลิศขนาดไหน หากปฏิเสธอีกคำเดียวได้เห็นดีกันแน่”
ตุ้บ!
แล้วทุบเข้าไปกลางหลังของบ่าวผู้จองหองให้ได้เรียนรู้น้ำหนักมือไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว
“ฮูหยินน้อย!”
“ทำไม อยากโดนมากกว่านี้รึ”
หญิงอวบผวาเล็กน้อยก่อนจะรีบซอยเท้าถี่เข้าไปยังโรงครัว โดยมีร่างของฮูหยินน้อยก้าวตามไปติด ๆ
ระหว่างทางผ่านสระน้ำเล็ก ๆพราวฝันจึงตัดสินใจชะโงกหน้าไปดูเงาสะท้อนโดยมีอาหว่านคอยช่วยพะยุง ก็ต้องพบว่าเธอมาเกิดใหม่ในร่างของตัวเอง... ใช่ เงาของผู้หญิงที่อยู่บนผิวน้ำมีหน้าตาเหมือนกับตัวเธอเองไม่ผิดเพี้ยน ต่างก็เพียงเครื่องแต่งกายและเครื่องหัวในยุคโบราณที่ดูไม่คุ้นเคยเท่านั้น
ระหว่างที่รอให้อันหยินทำอาหารให้ จู่ ๆก็มีชายหญิงวัยรุ่นคู่หนึ่งเดินเข้ามาในโรงครัวเช่นกัน
“มาอยู่นี่เอง พวกเราตามหาตัวเสียให้ควั่ก” ชายตัวสูงรูปร่างผอมหน้าตาดีเดินเข้ามาประชิดตัว
“ตามหาข้าหรือ” พราวฝันชี้หน้าตัวเอง
“ก็ใช่น่ะสิ ข้ากระหาย ้าน้ำชาเร่งด่วน”
ทางซ้ายมือมีชุดถ้วยชาหญิงสาวจึงยกนิ้วชี้ “โน่นเซ็ตชา ไปบอกให้สองคนนั้นที่ยืนทำหน้าเหม็นขี้ไปต้มน้ำให้แล้วชงดื่มเองเสียสิ”
“แต่ข้าจะให้เ้าชง”
“รีบชงให้ท่านพี่แล้วก็รีบกลับไปทำความสะอาดหอนอนข้าใหม่ด้วย สกปรกและเหม็นอับจะแย่” หญิงเสียงเจื้อยแจ้วขึ้นจมูกที่ยืนอยู่ด้านหลังร้องเรียกบ้าง
“นี่พวกเ้าเป็ใครกัน”
“สงสัยจะความจำเสื่อมไปแล้วกระมัง” ผู้เป็พี่ชายย้อน
“เราสองคนก็เป็น้องของสามีท่านน่ะสิ ทำเป็จำไม่ได้” ผู้เป็น้องตอบเข้าประเด็น
“น้องสามี...”
แต่กลับปฏิบัติกับพี่สะใภ้อย่างนี้เนี่ยนะ ไม่มีความเคารพยำเกรงกันบ้างเลย หน้าตาก็ดูดีมีการศึกษา บ้านช่องใหญ่โตโอ่อ่าดูเป็จวนของพวกผู้ดีชนชั้นสูง กริยาไม่น่าจะต่ำทรามเช่นนี้
ชักจะสงสัยแล้วสิ ว่าตัวฉันในยุคนี้มีชีวิตความเป็อยู่อย่างไรกันแน่ ถึงได้ถูกโขลกสับจิกหัวใช้เอาง่าย ๆถึงเพียงนี้ ที่ผ่านมานางคงเป็คนไม่สู้คนและยอมอยู่ตลอดถึงทำให้พวกเขากดขี่ได้อย่างเปิดเผย
“ขอถามอีกข้อ... ข้าชื่ออะไรอย่างนั้นหรือ”
“ตลกชะมัด พี่สะใภ้ของเ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วชุนฮวา ได้ยินว่าเป็ลมล้มไปแต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงกับไม่อยู่กับร่องกับรอย”
“งั้นข้าก็จะบอกให้เอาบุญ ว่าชื่อของท่านคือซูเมิ่ง... มาจากตระกูลเจินที่เป็เพียงพ่อค้าไม้หาเช้ากินค่ำไร้เส้นสาย วางแผนซ้อนแผนเพื่อให้ได้เข้ามาอยู่เป็สะใภ้ใหญ่ในจวนแม่ทัพของพวกเรา คราวนี้จำตัวเองได้รึยังเ้าคะท่านพี่สะใภ้” เด็กสาวจงใจเน้นเสียงเย้ยหยันในตอนท้ายของประโยค
“เจิน... ซูเมิ่ง...”
ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไร แต่หากฉันนะต้องมารับบทเป็เจินซูเมิ่งแล้วล่ะก็... จะต้องเป็ New ซูเมิ่ง! ที่ไม่ยอมให้ใครมากดขี่รังแกอีกแล้ว แล้วเรามาคอยดูกันว่าสะใภ้ใหญ่คนนี้จะสร้างความประทับใจอะไรให้กับจวนแม่ทัพแห่งนี้บ้าง...
[1] ฟ่านปิงปิงคือนักแสดงหญิงชื่อดังชาวจีนที่เคยรับบทซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มั์เื่ ‘บูเช็กเทียน’