ตาคมมองไปยังประตูที่ปิดสนิทแววตาอ่อนลงมากกว่าห้าส่วน ‘เขาเริ่มห่วงสตรีอัปลักษณ์ที่พบกันเพียงสองวัน’
“ขออภัยคุณชายหาน” บุรุษชุดดำอุ้มกระถางเดินเข้ามาใกล้พร้อมออกคำสั่ง “หลังจากนี้ท่านอย่าได้เข้าใกล้เฟิ่งเซียนอีก นางมิใช่สตรีที่คนเช่นท่านจะแตะต้องได้”
“หึ” เพ่ยหานหรงไม่สนใจคำสั่งนั้นเขาหันหลังและพริ้วกายหายไปทันที ในใจฮ่องเต้หนุ่มอยากจะสั่งให้เงาจับตาดูคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นแต่ติดที่ว่าในหมู่พวกเขาก็เต็มไปด้วยเงามากมายแล้วจึงทำเพียงปล่อยไป พรุ่งนี้เขาจะมาดูคนกลุ่มนี้ใหม่อีกครั้งในคราบคุณชายหานเช่นเดิม
ระหว่างทาง “พระองค์ทรงคิดว่าแม่นางน้อยจางซิงอีเป็นเช่นไรพะยะค่ะ” ต้าสึองครักษ์เงาคนสนิทถามขึ้น
“นางยังเยาว์”
“แต่นางกำลังจะปักปิ่นไม่นานนี้พะยะค่ะกำลังจะเป็นสาวสะพรั่ง”
“อืม.ข้ารู้” พึ่บ! พึ่บๆ ทะยานกายลงสู่ตำหนักในของกุ้ยเฟยตำหนักพระสนมในนามฟ่างยี่อวิ๋น สองพระบาทย่างไปตามสวนด้านหลังตำหนักที่พระองค์ทรงมาอยู่เป็นประจำ เสียงตีดาบดัง เคร้งๆ !! ออกมาเป็นระยะๆ จนลานกว้างปรากฏแก่สายตา ทหารนับสิบค้อมกายถวายคำนับแต่เพ่ยหานหรงยกมือขึ้นและโบกเพียงครู่ ทหารพวกนั้นจึงก้มหน้าลงทำงานต่อ
“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” สือหนี่อ้าวภรรยาของกุ้ยเฟยฟ่างยี่อวิ๋นย่อกายคำนับบุรุษผู้อ่อนวัยกว่าแต่กลับเป็นเจ้าครองแคว้นอย่างสง่างาม จากสตรีค้าอาวุธกลับกลายมาเป็นคนตีดาบส่วนพระองค์พร้อมด้วยสามีที่ถูกยกตำแหน่งกุ้ยเฟยให้มาบังหน้า นานนับปีแล้วที่ทั้งคู่มิได้ออกไปท่องยุทธภพตามข้อเสนอและเบี้ยหวัดมหาศาลด้วยข้อตกลงที่ว่า ‘อยู่ช่วยคานสนมอีกสองคนจนกว่าพระองค์จะแต่งตั้งฮองเฮาซึ่งยังมิมีตัวตนในตอนนั้น..พร้อมกับตีดาบ'
“มิต้องมากพีธีท่านพี่หนี่อ้าว” ผู้เยาว์วัยกว่าตอบนอบน้อม “พี่ยี่อวิ๋นเล่า” เดินไปลงข้างๆ สตรีอวบผู้กำลังเช็ดกระบี่
“ตีเหล็กอยู่ตรงนั้นน่ะ” ชี้ไปทางด้านขวา “มีสิ่งใดรึ?”
“วันนี้ข้าพบเจอบุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นเจ้าข้าจึงอยากจะมาสอบถามเรื่องราวที่ผ่านมาของนางน่ะ”
“คุณหนูจางซิงอีใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว นางเป็นเช่นไรพี่รู้หรือไม่”
“รู้มาบ้าง” วางผ้าเปียกลงข้างกาย “นางห้าวหาญเช่นบิดาของนาง นอนกลางป่ากลางเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อยข้าได้ยินพี่ฟ่างพูดถึงนางเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ลองถามสนมกุ้ยเฟยของท่านดู” มองสตรีกำยำที่ถือว่าเป็นสามีของนางด้วยแววตารักใคร่ เหงื่อกายไหลซึมจนอยากจะเข้าไปซับติดตรงที่ว่าเตาถ่านข้างกายฟ่างยี่อวิ๋นร้อนยิ่งนัก
“อ่อ” นั่งจิบชามองดูทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็งอย่างมิได้เอ่ยขัด พลันนึกไปถึง ‘เฟิ่งเซียน’ “แล้วองค์หญิงเจ้าเฟิ่งเซียน นางคือพระญาติของฮ่องเต้เจ้าหย่งอี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วนางมีฝาแฝด เป็นคู่แฝดชายหญิงเจ้าหยางหลงและเจ้าเฟิ่งเซียนแห่งชินอ๋องและจวิ้นอ๋อง”
“นางอัปลักษณ์หรือไม่?”
“อัปลักษณ์รึ..เมื่อสี่ปีที่แล้วนางอายุสิบเอ็ดหนาวหาใช่อัปลักษณ์ในทางกลับกันนางมีเค้าความงามอยู่มากทีเดียว”
จากคำบอกนั้นทำให้เขาครุ่นคิด “เช่นนั้นคงเป็นเพราะนางแพ้เกสรดอกกุหลาบพันปีจริงๆ ใบหน้านางถึงมีแต่ตุ่มเต็มไปหมด” เขาจิบชาและคิดไปถึงดวงตาฉ่ำน้ำกับไฝชาดที่มีเสน่ห์ แม้เขาเห็นใบหน้านางทั้งหมดแล้วในตอนที่นางทานข้าวหน้าปลาในยามนั้นซึ่งเขาก็หาได้รังเกียจ
“...อ่าาช่างโชคร้ายยิ่งนักแพ้จนเป็นตุ่มก็คงจะรักษาให้หายได้ยากไม่แน่ว่าจะเป็นไปชั่วชีวิต เช่นนั้นนางคงจะมิใช่คู่ของท่านกระมัง” สือหนี่อ้าวออกความเห็น หลังจากที่นางอยู่ในแคว้นเพ่ยมาแรมปีจึงรับรู้เรื่องดวงชะตาของฮ่องเต้เพ่ยหานหรงมาบ้างจากที่เขาเคยมาขอคำปรึกษา จะบอกว่าไม่เชื่อก็คงตอบได้ไม่เต็มปากเพราะเรื่องของฮ่องเต้พระองค์ก่อนนั้นเป็นจริงขึ้นมาแล้วแม้ยามนี้จะมีหมอเทวดามาฝังเข็มแต่ก็ยังคงเดินมิได้อยู่ดี “แม่หมอเจียวจินบอกว่าฮองเฮาคู่ชีวิตจะมีใบหน้างดงามล่มเมือง..แล้วคุณหนูบุตรสาวท่านแม่ทัพเล่า”
“นางงามแต่ยังมิโตเต็มที่ ข้ายังมิอาจคาดเดา”
“อืม..ถ้ามิลองไปมาหาสู่จะรู้ได้อย่างไรเล่า พรุ่งนี้มิลองไปดูว่านางเป็นอย่างไร ถ้ามิใช่ก็ต้องเป็นแคว้นอื่นแล้วกระมังยังมิถึงวันเกิด แคว้นรอบๆ ยังคงมิเดินทางมา”
“_” เป็นเช่นนั้น “บอกพี่ฟ่างว่าปลายยามซวี่ข้าจะมาลองกระบี่”
“เพคะฝ่าบาท” ค้อมหัวลงและทำงานต่อ
ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงย่างกายออกจากตำหนักหลังอย่างไม่ทุกร้อนเพราะพระองค์มีสนมเพียงสามนางแต่ละนางล้วนอยู่ในที่ของตนเองยกเว้น..เจ้ากรมคลังฉีลู่จื่อที่กำลังกระทำการบางอย่าง มิรู้ว่าหวางเฟยผู้เป็นบุตรสาวจะรู้เห็นด้วยหรือไม่
“ฝ่าบาทพะยะคะ” ต้าสึผู้เดินติดตามมาทางด้านหลังเอ่ยเรียกเจ้าเหนือหัวของตน “หย่งเกอมารอรายงานแล้วพะยะค่ะ”
“อืม” ทรงเดินเข้าตำหนักส่วนพระองค์ที่ยามนี้ขันทีชรามุ่ยกงกงมายืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ถวายพระพรฝ่าบาท” มุ่ยกงกงเปิดประตูห้องทรงงานและปิดมันตามหลังร่วมฟังความด้านใน
พระวรกายแข็งแกร่งเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้านหลังโต๊ะทรงงาน ขันทีคนสนิทรินชารอ “ว่าอย่างไร”
“ฉีลู่จื่อกำลังเตรียมแผนการบางอย่าง เขากล่าวกับหัวหน้าพรรคจิ้งจอกแดงว่าหลังจากที่หวางเฟยและเสียนเฟยอยู่ในวังหลวงและเป็นสนมมานานนับสี่ปียังมิมีองค์ชายสักพระองค์ดังนั้นความหวังที่จะให้หวางเฟยขึ้นเป็นฮองเฮายังคงมีมากล้น คำสั่งกำจัดกุ้ยเฟยและเสียนเฟยด้วยเบี้ยจำนวนมากจึงตามมาพะยะค่ะ”
“ใช้คนพรรคจิ้งจอกแดงสินะ จะลงมือเมื่อใด”
“ไม่เกินสิบวันนี้พะยะค่ะ”
“ส่งคนไปบอกน้องข้าด้วย” เพ่ยหานหรงคิดถึงอนุชาของตนเอง ‘เพ่ยหานซี’ ซึ่งเป็นแม่ทัพของเมืองหลวง
“พะยะค่ะ”
“แล้วหลังจากที่ข้าอุ้มเฟิ่งเซียนออกมาพวกเจ้าจัดการนักฆ่าด้านนอกหมดหรือไม่?”
“จัดการทั้งหมดและให้คนของเราสวมรอยอย่างแนบเนียนนับสิบคนพะยะค่ะ”
“ดี!!!” มองขันทีคนสนิทข้างกาย “เรื่องที่ให้จัดการเล่า”
“กระหม่อมเอาตัวนางกำนัลที่วางยาปลุกกำหนัดแก่พระองค์ไปขังรอไว้ในคุกมืดแล้วพะยะค่ะ พระสนมฉีแสดงท่าทีลนลานเมื่อกระหม่อมไปจับกุมตัวนางกำนัลคนสนิทผู้นั้นไป นางรีบกล่าวปฏิเสธว่านางมิได้เป็นผู้ออกคำสั่งทั้งๆ ที่หลักฐานมีมัดตัวแน่นหนา”
“นางคงมิพอใจที่ข้าไปหานางเพียงแค่เดือนละครั้ง สกุลฉีช่างมักใหญ่ใฝ่สูงเสียจริงๆ เดิมทีข้าคิดเอาไว้ว่ารอให้มีฮองเฮาและนางมีบุตรให้ข้าคนแรกข้าก็จะสั่งยกเลิกสนมทั้งสองคนให้กลับไปอยู่สกุลเดิมอยู่แล้ว..เหตุใดพวกนางจึงโง่เง่า”
“พวกนางคงคิดว่าหากมีบุตรคนแรกก่อน ตำแหน่งฮองเฮาย่อมอยู่แค่เอื้อม” มุ่ยกงกงสำทับคำ
“วุ่นวาย..จับตาดูตำหนักเสียนเฟยและหวางเฟยอย่าให้คลาดสายตา”
“พะยะค่ะ/พะยะค่ะ” ขันทีและองครักษ์คนสนิทรับคำ ก่อนที่พระองค์จะนั่งมองฎีกาบนโต๊ะพลางถอนหายใจแล้วหยิบมันขึ้นมาดูทีละฉบับอย่างเบื่อหน่าย
๑-------------------๑
วันต่อมา
ท้องพระโรงในยามนี้เสียงคำตัดสินโทษประหารนางกำนัลคนสนิทดังก้องจนพระสนมหวางเฟยเป็นลมล้มพับไป ฮ่องเต้นั่งเท้าคางมองดูละครฉากใหญ่ตรงหน้าแล้วส่ายศรีษะเดินออกจากท้องพระโรงอย่างไม่สนใจใยดี ฉีลู่จื่อมองตามหลังบุตรเขยผู้สูงศักดิ์ออกไปอย่างแค้นใจที่ฝ่าบาทมิสนใจใยดีบุตรสาวที่เป็นสนมมานานเกือบสี่ปี แล้วเรื่องราวของวันนี้โด่งดังไปทั่วเมืองหลวงพร้อมคำสั่งกักบริเวณสนมฉีกวานฮวาตำแหน่งหวางเฟยอย่างไม่มีกำหนด ความอับอายลุกลามโด่งดังไปถึงนอกเมืองส่งผลให้จ้านชิงซวีสนมเสียนเฟย สนมคนแรกของฮ่องเต้เพ่ยหานหรงยกยิ้มชอบใจ นางอยากจะสมน้ำหน้าให้กับสตรีคู่แค้นที่มักใหญ่ใฝ่สูงผู้นั้นยิ่งนักหลังจากวันนี้ไปพระองค์คงจะเสด็จมาหานางบ่อยขึ้นเป็นแน่..หึ
๑-------------------๑
ปลายยามซื่อ (11.00)
โรงเตี๊ยมเสี่ยวซื่อซึ่งยามนี้ถูกจับจองหมดทุกชั้นจากคณะราชทูตแคว้นเจ้า เหล่าทหารหลายสิบนายในชุดรัดกุมเดินกันขวักไขว่ตรวจตราแข็งขัน
เจ้าเฟิ่งเซียนที่นอนอยู่บนเตียงกว้างด้วยใบหน้าเป็นตุ่มไม่เว้นแม้แต่แข้งขาเนียนสวยฟังคำพร่ำเพ้อของจางซิงอีสหายรุ่นเยาว์ของนางเอง
“คุณชายหานช่างหล่อเหลายิ่งนักพี่ว่าหรือไม่พี่เฟิ่ง” ท่าทีเหมือนสาวน้อยตกหลุมรักทั้งๆ ที่เมื่อก่อนตอนอยู่ในค่ายทหารนางมิเคยมีท่าทีเช่นนี้กับผู้ใดเลย
“อืม” อ้าปากดื่มยาสมุนไพรต้มจากหว่าหวาแล้วก็ทำสีหน้าขมเฝื่อน
“พี่เจอคุณชายเมื่อใด?”
“สองวันก่อน..แค่กๆๆ”
“เช่นนั้นพี่ก็นอนร่วมกันกับคุณชายรึ!!!”
“นอนร่วมอย่างไร เรานอนบนต้นไม้คนละต้นหาได้นอนร่วมกัน ยามนั้นข้ามัวแต่นึกถึงกุหลาบหาได้สนใจผู้ใดไม่?”
“อ่อ..พี่ว่าคุณชายมีฮูหยินหรือยัง?”
“ข้ามิได้ถาม” หลับตาลงพักผ่อน “ซิงอี..ข้าง่วง” ไล่สหายรุ่นเยาว์ออกจากห้องเพราะนางเหนื่อยและเพลียมากจริงๆ
“อ่อ เช่นนั้นข้าออกไปด้านนอก ไปรอรัชทายาทและพี่หยาง มิรู้ว่าเจอเสือขาวรึยัง เหตุใดจึงวุ่นวายเช่นนี้นะ”
“อืม” เจ้าเฟิ่งเซียนเริ่มเคลิ้มเมื่อหว่าหวาทายาแก้แพ้พิษเกสรกุหลาบเข้าไป แต่ก่อนจะหลับไปจริงๆ นางกลับพูดออกมาว่า
“ซิงอีชอบพี่หานงั้นรึ” หลับลึกลงไป