ทุกถ้อยคำชัดเจน ดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไปเพราะสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งและรู้ว่าต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ แล้วในวินาทีต่อมาผู้คนทั้งหลายต่างมองไปตามต้นเสียงก่อนจะพบกับเมิ่งฝานที่สวมชุดเกราะกำลังเดินออกมาจากกลุ่มคน
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ถอดชุดเกราะอันหนักอึ้งเอาไว้ข้างกายเมื่อถอดมันออกไปเขาพลันรู้สึกได้ว่าพลังปราณภายในร่างกายของตนเองถาโถมดุจดั่งสายธารหลากแล่นทะยานไปทั่วร่างอย่างชอบใจ
เห็นได้ชัดว่าเมื่อสวมชุดเกราะพลังปราณของเมิ่งฝานถูกสยบเอาไว้แต่เวลานี้เมื่อถอดมันออกร่างกายของเขาได้รับการปลดพันธนาการประหนึ่งมัจฉาที่ได้กลับคืนสู่ผืนน้ำดั่งอาชาที่ได้ขึ้นเขาทางใต้ก็ไม่ปาน ยามนี้ผู้ที่ยืนอยู่กับที่อย่างเมิ่งฝานมีพลังอันน่าสะพรึงผสานตัวอยู่ในฝ่ามือเวลานี้เขาต้องการเพียงการต่อสู้ ต้องการฉีกทุกอย่างให้ขาดสะบั้น!
เมื่อเห็นการปรากฏตัวของเมิ่งฝานสีหน้าของเฉาหลันก็เปลี่ยนไปในทันใดก่อนจะมุ่ยปากด้วยความไม่สบอารมณ์ นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วต้องให้เมิ่งฝานแสดงฝีมือ
หรือเขาจะสามารถทำให้สถานการณ์พลิกผันได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉาหลันจึงพึมพำเสียงเบา“หวังว่าคงจะมีปาฏิหาริย์!”
เมิ่งฝานเดินมาอยู่ข้างกายของเฉาหลันเขาลูบปลายจมูกก่อนจะเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเสียงเบา “ตอนนี้ถึงตาข้าบ้างแล้วสินะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันจึงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่มีความรู้สึกมากมายสับสนปนเปกันไปเมิ่งฝานสบตากับเมิ่งหุนในวินาทีต่อมาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับเมิ่งเทียนเซิง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งหุนก็ย่นคิ้วสงสัยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เขาเป็นลุงของข้า หืม?ว่าแต่เจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงได้ถามข้าเช่นนี้”
“ข้า...ก็คือผู้ที่จะสั่งสอนเจ้ากลับไปอย่างไรเล่า!”
เมิ่งฝานเอ่ยพลางคลี่ยิ้มจนเผยให้เห็นฟันขาวจากนั้นพลันเกิดเสียงอื้ออึงดังไปทั่วบริเวณ ยามนี้แม้แต่บรรดาคนของตระกูลเมิ่งก็ยังมองมายังเมิ่งฝานด้วยความสงสัยอย่างไรแล้วเมิ่งหุนก็ถือว่าเป็นศิษย์ตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิง ที่ค่อนข้างบ้าบิ่นไม่ว่าจะกระทำการใดก็ค่อนข้างอวดดี ทว่าบุรุษหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาในยามนี้กลับดูคล้ายว่าจะอวดดียิ่งกว่าเขา!
“หึ เจ้าหนู ข้าว่าเจ้ากำลังรนหาที่ตายเสียมากกว่า!”
เมิ่งหุนกระตุกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มร้ายกาจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“ในเมื่อเจ้าคือคนที่สามที่จะออกมาประลองถ้าอย่างนั้นก็ดี...วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้พิการ ให้เจ้านั้นได้รู้ว่าสิ่งใดคือฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
เมื่อเอ่ยเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งหุนก็อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารพร้อมกับชกออกไปเมื่อหมัดเงี้ยวโลกันตร์ถูกปลดปล่อยพลันมีความร้อนระอุปกคลุมไปทั่วบริเวณ สีหน้าของทุกคนต่างเปลี่ยนไปเพราะพลังหมัดนั้นทำให้ชนรุ่นหลังผู้แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลพวกเขาต้องพ่ายแพ้ไปแล้วถึงสองคนนับว่ามันเป็นพลังที่แข็งแกร่งและร้ายกาจยิ่ง
ชั่วพริบตาต่อมาหมัดของเมิ่งหุนก็ตรงไปยังศีรษะของเมิ่งฝานทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้วนี่ช่างเป็นพลังร้อนระอุที่เขาคุ้นชินยิ่ง เขาขยับแขนขวาชกออกไปเช่นเดียวกันเสียงของกำลังภายในทะลวงอากาศดังขึ้นในชั่วพริบตา ก่อนที่หมัดของเขาจะชกเข้าไปยังหมัดของเมิ่งหุนโดยตรง
ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านออกไปในชั่วพริบตาแม้แต่อากาศก็ยังสั่นไหวไปชั่วครู่ สีหน้าของเมิ่งหุนพลันเปลี่ยนไป เพราะแม้จะอยู่ภายใต้พลังหมัดอันแข็งแกร่งแต่ตนก็ยังไม่อาจทำอันตรายอีกฝ่ายได้แม้เพียงน้อยนิดเวลานี้เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่ นอกจากเสื้อผ้าที่โบกสะบัดแล้วนั้น...เขาไม่ได้ถอยไปแม้เพียงก้าวเดียว!
เป็นไปได้อย่างไร!
เมิ่งหุนตวาดด้วยความเดือดดาลก่อนจะชกยังเมิ่งฝานด้วยหมัดที่มีความเร็วปานสายฟ้า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังหมัดที่พุ่งเข้าหาตนเองในอากาศเมิ่งฝานก็ขยับท่อนแขนทั้งสองข้างด้วยความเร็วปานสายฟ้าแล้วชกออกไปเช่นกัน หมัดของทั้งสองจึงปะทะกันอยู่ในอากาศโดยการอาศัยพละกำลังอย่างสมบูรณ์หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลดกำลังลงก็เท่ากับว่าต้องพ่ายแพ้หรืออาจต้องตาย
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปะทะที่คล้ายกับเสียงสายฟ้าฟาดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องระลอกคลื่นจากการระเบิดของพลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณหลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกระเด็นออกไป คือเมิ่งหุนนั่นเองเจ้าของร่างอันสั่นเทามองไปยังเมิ่งฝานด้วยแววตาเหลือเชื่อซ้ำยังกระอักเลือดสีแดงสดออกมาเขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับเจ้าเด็กลึกลับผู้นี้!
“เป็นไปได้อย่างไรกันข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าสิ่งใดคือวรยุทธ์แห่งตระกูลเมิ่ง!” หากเทียบกับเมิ่งซีแล้วเมิ่งหุนค่อนข้างที่จะดุดันยิ่งกว่าและเวลานี้เขากำลังใช้หมัดเงี้ยวโลกันตร์โดยมีเส้นเอ็นแห่งพลังปราณปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือสามเส้นบ่งบอกว่าเป็นพลังแห่งสามสุริยันสอดผสาน ก่อนที่มันพุ่งเข้าใส่เมิ่งฝานโดยตรง
พลังหมัดอันแข็งแกร่งนั้น พลังของมันยังไปไม่ถึงแต่สายลมแห่งกำลังภายในกลับทำให้ทุกคนสั่นสะท้านต่อให้เป็นผู้อาวุโสที่อยู่ในวิหารแห่งนี้ก็ยังมีหลายคนที่ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถรับมือกับพลังเช่นนี้ได้อานุภาพของมันประหนึ่งมังกรที่ทะยานไปตามท้องฟ้า มนุษย์มากมายที่เคลื่อนขยับซึ่งพร้อมที่จะทำลายฟ้าดินได้ทุกเมื่อ
“พี่เมิ่งฝานระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ!”เฉาจื่อที่ยืนอยู่ข้างการประลองเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจก่อนจะยกมือป้องปากและมองไปยังการประลองด้วยความตื่นเต้น
ระลอกคลื่นแห่งพลังที่ถาโถมนั้นพร้อมจะฉีกทุกอย่างให้ขาดสะบั้นแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกเจ็บแสบไปทั้งใบหน้า แต่แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าอย่างใจเย็นและเอ่ยเสียงเข้ม
“ขออภัยด้วยเพราะของข้านั้น...คือสี่สุริยัน!”
เขากล่าวพลางชกออกไป อานุภาพของพลังหมัดที่ร้อนระอุพลันแตกระเบิดอยู่ในอกาศอาศัยพลังต้านทานพลัง ใช้หมัดต่อกรกับหมัด ระลอกคลื่นแห่งพลังอันน่าสะพรึงของทั้งสองปะทะกันอยู่ในอากาศทำให้สถานที่ประลองนี้สั่นสะท้านไปชั่วครู่ทั้งยังมีเสียงประหนึ่งสายฟ้าฟาดดังสนั่น
พื้นแตกร้าว พลังแผ่ซ่าน ท่ามกลางระลอกคลื่นแห่งพลังที่แผ่ซ่านไปทั่วสารทิศก็คือเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่กระเด็นออกไปซึ่งแน่นอนว่านั่นคือเมิ่งหุน เขาลอยกระเด็นไปเป็นเส้นโค้งอันสวยงามก่อนจะร่วงลงพื้นอย่างรุนแรงและกระอักเลือดออกมาเขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยความเหลือเชื่อ
นี่มัน...หมัดเงี้ยวโลกันตร์!
นึกไม่ถึงว่านี่จะเป็นวรยุทธ์ของตระกูลเมิ่งหมัดเงี้ยวโลกันตร์ นี่เป็นการออกหมัดด้วยแสงสว่างอันร้อนแรงดุจดั่งสุริยันซ้ำยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังของเมิ่งหุนเสียอีก
น่าสะพรึง!
บรรดาคนของตระกูลเมิ่งที่อยู่ด้านหลังเมิ่งหุนต่างก็ยืนตัวแข็งทื่ออ้าปากค้างพร้อมอาการตกตะลึงอย่างที่สุด
ชนะแล้ว!
สีหน้าของเฉาหลันที่อยู่ด้านหลังเมิ่งฝานเปลี่ยนไปนางนึกไม่ถึงเลยว่าเมิ่งฝานที่ตนเองเคยมองว่าหาได้มีฝีมือเท่าใดนักจะสามารถเอาชนะเมิ่งหุนจนหมดสภาพเช่นนี้อานุภาพแห่งพลังเช่นนี้ พลังหมัดอันแข็งแกร่งเช่นนี้...เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนเองเคยพูดเอาไว้กับเมิ่งฝานนางพลันหน้าแดงขึ้นมาราวกับถูกตบหน้าก็ไม่ปาน
“เจ้าฝึกวรยุทธ์ของตระกูลเมิ่งได้อย่างไร!”
ข้างลานประลอง สตรีผู้หนึ่งจากตระกูลเมิ่งเอ่ยถาม
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกเล็กน้อยก่อนจะบอกเสียงเรียบ“ไม่ต้องพูดให้มากความ คนที่สอง!”
เป็นการเอ่ยอย่างกระชับเช่นเดียวกับที่เอ่ยกับเมิ่งหุนเมื่อครู่และเวลานี้คนของตระกูลเฉาและตระกูลหวังที่มองไปยังเมิ่งฝานต่างก็มีสีหน้าแสดงความชอบใจปรากฏขึ้น
เป็นการพลิกกลับที่ยอดเยี่ยม!
สีหน้าของสตรีผู้นั้นพลันเปลี่ยนไปในชั่วพริบตานางก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับปล่อยพลังปราณออกมาจากร่าง ก่อนจะประสานมือแล้วกล่าวว่า“ตระกูลเมิ่ง เมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์!”
นางพลันเคลื่อนไหวร่างกายเข้าหาเมิ่งฝานประดุจนกนางแอ่นในชั่วพริบตาพลังปราณที่แผ่ซ่านบ่งบอกว่าเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์เองก็อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนเช่นกัน
เมื่อฝ่ามือของนางขยับก็ตามมาด้วยกำลังภายในที่ถาโถมเข้าใส่ใบหน้าของเมิ่งฝานอย่างดุดันซึ่งต่อให้เป็นเขาก็ยังต้องชะงักงันไปชั่วครู่ เพียงชั่วพริบตาต่อมาก็คล้ายกับว่าทั่วสารทิศมีจิตสังหารลอยตลบอบอวลเงาร่างของเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์ปรากฏขึ้นแทบทุกจุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่านี่คือวิชายุทธ์ที่นางฝึกฝนมา
แยกร่างนับร้อยซ่อนเร้นจิตสังหารเอาไว้ภายใน ท่ามกลางเงาร่างมากมายในอากาศนั้นมีร่างจริงของเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์เพียงร่างเดียวหากเมิ่งฝานเผยให้เห็นจุดอ่อนอีกฝ่ายก็จะลงมือสังหารเมิ่งฝานในทันใด วิชายุทธ์เช่นนี้นับว่าไม่เลวทีเดียว
ในชั่วพริบตาแห่งความเงียบงันนั้นเมิ่งฝานกลับครุ่นคิดขึ้นในใจว่าศิษย์ของตระกูลเมิ่งล้วนแต่ไม่เลวเลยทั้งสิ้น เพียงการต่อสู้ในเวลานี้เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหากเป็นจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนผู้อื่นไม่มีทางสู้นางได้เป็นแน่
ทว่าแม้กลยุทธ์ในขณะนี้จะใช้ได้ผลดีกับผู้อื่นแต่เมิ่งฝานกลับมองมันด้วยสีหน้าราบเรียบและเงียบงัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตบตาใดๆ เขาก็หาได้สนใจไม่ยิ่งไม่ได้ลงมือกระทำการใดๆ เลยแม้เพียงอย่างเดียว
เหยี่ยวแน่นิ่งดุจหลับใหลพยัคฆ์ร้ายออกล่าดุจเจ็บป่วย!
ทว่าเมิ่งฝานที่ยืนอยู่กับที่อย่างแน่นิ่งนั้นกลับดูคล้ายว่าจะอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันยิ่งใหญ่ก่อนที่สัตว์อสูรจะขย้ำมนุษย์ก็ล้วนแต่แสร้งว่าอยู่ในสภาวะสงบเพื่อเฝ้ารอโอกาสทั้งสิ้นและมันก็มีเพียงแค่การสังหาร!
เมิ่งฝานปล่อยพลังจิตให้กระจายออกไปทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
ท่ามกลางเงาร่างเหล่านั้นเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์ครุ่นคิดด้วยความตกตะลึงการที่ตนเองสร้างเงาลวงตาแล้วซ่อนจิตสังหารเอาไว้ภายในก็เพื่อทำให้ศัตรูรู้สึกร้อนรนจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ดูคล้ายว่าเมิ่งฝานจะสามารถตัดสินใจได้ในชั่วพริบตาใช้ความสงบนิ่งสยบความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบกาย
ประสบการณ์ในการต่อสู้ที่บ่งบอกว่าเคยประสบมาอย่างมากมายนั้นทำให้เมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์รู้สึกตกตะลึงยิ่งเมื่อคิดได้ว่าต้องหาโอกาสจู่โจมด้วยตนเอง นางจึงเข้าไปใกล้เมิ่งฝานมากกว่าเดิม ในชั่วพริบตานี้เองที่นัยน์ตาซึ่งเคยเงียบสงบของเมิ่งฝานได้วาวโรจน์ขึ้นมาเขามองไปยังเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์ก่อนที่จะขยับท่อนแขนแล้วชกออกไป
สายธารหลั่งสมุทร!
ร่างของเมิ่งฝานขยับขึ้นไปเบื้องหน้าในชั่วพริบตาพร้อมกับที่ระเบิดพลังออกมาอย่างดุดันพลังแห่งสายธารหลั่งสมุทรถูกปล่อยออกไปในอากาศด้วยเสียงที่คล้ายดังสายฟ้าฟาด พุ่งตรงไปยังร่างของเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์อย่างแม่นยำจนอีกฝ่ายต้องร้องออกมาด้วยความตกตะลึงแล้วใช้พลังปราณในการต้านทาน
ปัง!
เพียงชั่วพริบตาเงาร่างมากมายในอากาศจึงแตกสลายไปเมิ่งฝานตามหาร่างจริงของอีกฝ่ายจนเจอ นางจึงจำต้องล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ภายใต้พลังอันน่าสะพรึงของเมิ่งฝาน
ส่วนเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ข้าไม่ทำร้ายสตรี แต่ก็อย่าบีบบังคับให้ข้าต้องลงมือ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปความสามารถสูงสุดของตนเองถูกเมิ่งฝานจับทางได้อย่างง่ายดายนางรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งแล้วในชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งเยี่ยนเอ๋อรทำเพียงกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยออกไป
“ข้า...ยอมแพ้!”
ในชั่วพริบตานี้ห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยเสียงสนทนาที่แสดงถึงความตกตะลึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเมิ่งฝานที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างฉับพลันผู้นี้จะแข็งแกร่งจนสามารถเอาชนะได้ถึงสองครั้งติดกันเช่นนี้เขาทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตรแม้แต่ศิษย์ของตระกูลเมิ่งก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
เวลานี้ สีหน้าของเมิ่งหุนก็ซีดเผือดไปเมื่อได้เห็นลมปราณในร่างกายเดือดพล่าน ก่อนจะกัดฟันพูดออกไป “เจ้าหาใช่คนของตระกูลเฉาไม่เหตุใดจึงมีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองเช่นนี้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปทันทีเพราะเขาไม่ใช่คนของตระกูลเฉาจริง
ทว่าในเวลาต่อมากลับมีเสียงของเฉาหลันดังขึ้นมา“ผู้ใดบอกว่าไม่ใช่กันเล่า ข้าวางแผนว่าจะแต่งกับเขาฉะนั้นแล้วเขาจึงถือว่าเป็นคนของตระกูลเฉาเช่นกัน!”
เมื่อเสียงของเฉาหลันดังขึ้นคนทั้งหลายจึงตกอยู่ในความตกตะลึงรวมถึงผู้อาวุโสของตระกูลเฉาและตระกูลหวังด้วย ปกติแล้วเฉาหลันนั้นทะนงตนเป็นอย่างยิ่งทั้งยังมีศักยภาพที่น่าสะพรึง มีรูปร่างหน้าตาชั้นเลิศ... ต่อให้บุตรชายคนโตของตระกูลหวังอย่างหวังหยวนทอดสะพานรักมาเนิ่นนานนางก็ยังไม่หวั่นไหว
ทว่าในเวลานี้กลับกลายเป็นว่าทีภรรยาของเมิ่งฝานไปเสียได้ฉะนั้นแล้วจึงทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เกรงว่าคงจะทำให้หัวใจของบุรุษหนุ่มแห่งเมืองเทียนหลันแหลกสลายไปหลายคน
เมิ่งฝานกระแอมออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเฉาหลันเมื่อรู้ว่านี่คือแผนการของอีกฝ่ายเขาจึงพยักหน้ารับแล้วกลับมาเอ่ยวาจาด้วยเสียงจริงจัง“ใช่แล้ว เป็นอย่างที่นางบอก!”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองจะเข้ากันได้ดีทว่าเมิ่งหุนก็รู้ดีว่านี่หาใช่ความจริงไม่แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจทำอันใดได้ แล้วในเวลาต่อมาพลันมีเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาในอากาศ
“เมิ่งฝานต่อให้เจ้าเอาชนะได้แล้วสองครั้งก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้ให้สิ้นสุดเพียงเท่านี้แต่ในวันรุ่งขึ้นศิษย์พี่หญิงใหญ่ของข้าจะลงมือด้วยตนเอง แล้ว...จะสังหารเจ้าเหมือนดังสังหารสุนัขตัวหนึ่ง!”