~ ใจกลางป่าอสูรร่ำไห้ ~
พรึ่บ!
พรึ่บ!
ร่างของหยูเป่ยเทียนและหยานฉู่ข้ามผ่านต้นไม้ใหญ่ในขณะที่ติดตามการเคลื่อนไหวของจางหลินทุกฝีก้าว
แม้จะติดตามร่องรอยฝีเท้าของจางหลินมาอย่างละเอียด แต่ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันถึงหนึ่งในสี่ก้านธูป จางหลินจึงมีเวลามากพอที่จะทิ้งร่องรอยเพื่อหลอกหยานฉู่และหยูเป่ยเทียนได้
เมื่อทั้งสองมาถึงตำแหน่งลำธารที่ไหลลงสู่ทิศใต้ สีหน้าของหยูเป่ยเทียนก็หมองคล้ำ เพราะเขาพบเข้ากับรอยเท้าของจางหลินถึงสองเส้นทาง!
และเมื่อทั้งสองแยกย้ายกันไปตรวจสอบทั้งสองเส้นทางก็พบว่า ฝีเท้าจางหลินกลับหายไปเสียดื้อๆ พวกเขาจึงต้องวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง
จู่ๆ หยานฉู่ก็สังเกตเห็นบางอย่าง เขารีบกวาดใบไม้แห่งทั้งหมดด้วยพลังปราณ ก่อนจะพบเข้ากับรอยเท้าที่ถูกบดบังไว้!
หยานฉู่เข้าใจได้ในทันทีว่าชายสวมหน้ากากงิ้วคนนั้นจงใจทิ้งร่องรอยปลอมไว้ถึงสองเส้นทาง แต่แท้จริงแล้วชายสวมหน้ากากงิ้วได้หลบหนีไปยังเส้นทางที่สาม!
ความหงุดหงิดของพวกเขาทะลุขีดจำกัด พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะโดนกระต่ายตัวน้อยๆปั่นหัวได้ถึงขนาดนี้
โชคยังดีที่พวกเขาไม่หลงกลและออกจากที่แห่งนี้เสียก่อน มิเช่นนั้นพวกเขาจะไม่รับรู้เลยว่ายังมีเส้นทางที่สามซึ่งเป็นเส้นทางที่แท้จริงหลบซ่อนอยู่
จู่ๆ หยูเป่ยเทียนที่นั่งยองๆก็ลุกขึ้น สายตาที่เฉียบคมมองไปข้างหลังก่อนจะเอ่ยเรียกใครบางคน “ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดถึงไม่ยอมแสดงตัวต่อหน้าพวกเรา?”
หยานฉู่ที่กำลังอารมณ์ไม่ดีก็ผงะไปอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะสาปแช่ง “นอกจากหนูสกปรกนั่นแล้วยังมีคนอื่นๆอยู่อีกรึ!?”
ครื้น!
ทันใดนั้นเหนือน่านฟ้าพลันปรากฏให้เห็นระฆังเก่าแก่สีทองค่อยๆลอยลงมา บนนั้นคือร่างสีขาวในชุดนักพรตเต๋าของหยุนเหวินที่มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยขณะปรากฏตัว
“นักพรตเต๋า?” หยูเป่ยเทียนที่มองเห็นเครื่องแบบของอีกฝ่ายจากระยะไกลก็อุทานออกมา “ปรากฏว่าเป็นระฆังค้ำฟ้าจากสำนักจักรพรรดิดารา”
พรึ่บ!
หยุนเหวินปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง เขาประสานมืออย่างสุภาพเมื่อเขาจดจำคนตรงหน้าได้ “หยุนเหวินคารวะราชองครักษ์หยู”
จากนั้นเขาก็มองไปยังหยานฉู่ที่อยู่ด้านหลัง สีหน้าแววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็รีบโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว “คารวะองค์รัชทายาท”
เขาติดตามร่องรอยการต่อสู้มาจนถึงที่นี่ เพื่อต้องการจะดูว่าการต่อสู้นั้นเกิดจากกลิ่นอายของผู้ใดกันแน่
แต่เมื่อพบว่าอีกฝ่ายเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งและจดจำหยูเป่ยเทียนได้ เขาก็เตรียมตัวที่จะจากไปในทันที
เขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าทันทีที่เขากำลังจะจากไป เขากลับถูกเรียกตัวโดยหยูเป่ยเทียนเสียอย่างนั้น
แม้ว่าในสถานการณ์ปกติหยุนเหวินจะดูเอาแต่ใจและไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญจากราชสำนัก เขาก็เป็นเพียงแค่แมวที่ต้องยอมหมอบกราบต่อหน้าพยัคฆ์เท่านั้น
แต่ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะสาปแช่ง
[คนแรกก็ราชองครักษ์หยูผู้ปราดเปรื่อง]
[แม้แต่องค์รัชทายาทฉู่หยานก็อยู่ที่นี่ด้วย]
[พื้นที่อันห่างไกลที่ไม่น่าสนใจเช่นนี้มีอะไรที่ดึงดูดบุคคลสำคัญของแคว้นให้มาที่นี่ได้?]
แต่ถึงกระนั้นด้วยสถานะของเขา เขาย่อมไม่กล้าที่จะเอ่ยถามออกมา เพราะแม้แต่เจ้าสำนักก็ยังต้องให้ความเคารพแก่องค์รัชทายาท หากเขายังทำตัวเย่อหยิ่ง จุดจบของเขาคงน่าอเนจอนาถเป็นแน่
ฉู่หยานไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าเบาๆ หยูเป่ยเทียนจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างเคร่งขรึม “ไม่ทราบว่านักพรตเต๋าหยุนมาทำอะไรที่นี่?”
หยุนเหวินรีบล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ นั่นคือม้วนคัมภีร์สีทอง เขายื่นม้วนคัมภีร์นั้นให้แก่หยูเป่ยเทียนด้วยสองมือ
หยูเป่ยเทียนรับและคลี่ม้วนคัมภีร์ออกมาอ่าน
หลังอ่านจบเขาได้คืนม้วนคัมภีร์แก่หยุนเหวิน พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “ที่แท้นักพรตเต๋าหยุนถูกส่งมาที่นี่โดยเจ้าสำนัก เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่ผิดปกติในป่าอสูรร่ำไห้นี่เอง”
ครู่ต่อมาดวงตาของหยูเป่ยเทียนเผยร่องรอยเย็นชา ก่อนที่เขาจะกล่าวถามในลักษณะโยนหินถามทาง “ไม่ทราบว่านักพรตเต๋าหยุนพบเจอร่องรอยอะไรบ้างหรือไม่?”
ในตอนนี้หยูเป่ยเทียนได้ตัดสินใจแล้ว หากหยุนเหวินรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมบัติต้นกำเนิด พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงมือกับอีกฝ่ายเพื่อเก็บความลับนี้ไว้
หยุนเหวินกล่าวตอบอย่างระมัดระวัง “เมื่อข้ามาถึงทางเข้าป่าอสูรร่ำไห้ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์วิญญาณระดับสูง ข้ามั่นใจว่าสิ่งที่เป็นปัญหาและทำให้เจ้าสำนักส่งข้ามาที่นี่อาจจะเป็นเพราะสัตว์วิญญาณตนนั้น”
“หืม? แค่สัตว์วิญญาณเท่านั้นหรือ?” มุมปากของหยูเป่ยเทียนขยับด้วยเสียงแผ่ว บรรยากาศโดยรอบค่อยๆถูกปกคลุมด้วยรัศมีที่หนักอึ้งล้อมรอบหยุนเหวินไว้โดยที่เขาไม่ทันสังเกต
แต่มีหรือที่คนอย่างหยุนเหวินจะไม่รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ?
ทว่าเขาเป็นเพียงผู้อาวุโสของสำนักจักรพรรดิดาราเทียบไม่ได้กับบุคคลสำคัญของราชสำนัก ต่อให้รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาก็จะไม่ทำอะไรผลีผลามเป็นอันขาด “ถูกต้อง เป็นไปได้ไหมว่ามีเหตุผลอื่นอีก?”
หยูเป่ยเทียนมองไม่เห็นความโลภในแววตาของหยุนเหวิน เขาตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของสมบัติต้นกำเนิดอย่างแน่นอน
จากนั้นเขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างลึกลับ พลันยื่นข้อเสนอ “ในเมื่อจุดประสงค์ของเราเหมือนกัน ข้าอยากจะขอความร่วมมือจากนักพรตเต๋าหยุนให้ช่วยกำจัดสัตว์วิญญาณพร้อมกับพวกเราได้หรือไม่?”
หยุนเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง “พวกท่านเองก็มาเพื่อสัตว์วิญญาณงั้นรึ?”
หยูเป่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “ถูกต้อง แต่ข้าสัมผัสได้ว่าสัตว์วิญญาณตนนั้นดุร้ายเกินไป หากข้าได้รับความช่วยเหลือจากนักพรตเต๋าหยุน พวกเราจะกำจัดมันได้ง่ายกว่ามาก”
“เพียงแต่หลังจากจัดการกับสัตว์วิญญาณได้ พวกเราต้องขอแกนวิญญาณเป็นการตอบแทน และเจ้าสามารถเอาส่วนอื่นๆของสัตว์วิญญาณไปได้...ว่าอย่างไร?” หยูเป่ยเทียนยื่นข้อเสนออีกครั้ง
“ข้ามิกล้า” หยุนเหวินประสานมืออย่างสุภาพ “หากองค์รัชทายาทต้องการความช่วยเหลือ ข้าก็พร้อมที่จะช่วยโดยไม่ขอสิ่งตอบแทน”
หยูเป่ยเทียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นักพรตเต๋าหยุน จิตใจของเจ้าช่างกว้างขวางยิ่งนัก… ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะหาวิธีตอบแทนเจ้าหลังจากกลับไปที่วังหลวง”
หยุนเหวินประสานมือขอบคุณ เขามองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยถามบางอย่างออกมา “ว่าแต่ข้าติดตามร่องรอยการต่อสู้มาถึงที่นี่ แต่ข้าสัมผัสได้ว่ายังมีกลิ่นอายอื่นๆอีกนอกจากพวกท่าน… ไม่ทราบว่าคนผู้นั้นคือ?”
ใบหน้าของรัชทายาทฉู่หยานมืดลงในทันที และเป็นเวลาเดียวกันกับที่หยูเป่ยเทียนกล่าวออกมาอย่างเย็นชา “คนผู้นั้นสะกดรอยตามพวกข้ามาจนถึงที่นี่ และมันได้วางยาพิษองค์รัชทายาท ตอนนี้พวกเรากำลังตามล่ามันอยู่!”
“อะไร!? วางยาพิษ!?” หยุนเหวินกลืนน้ำลายด้วยสีหน้าซีดเผือด เขามองไปยังฉู่หยานอย่างตั้งใจอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าผิวพรรณของฉู่หยานซีดเซียวผิดปกติ แม้แต่ริมฝีปากของเขาก็กลายเป็นสีม่วง
ดูเหมือนฉู่หยานจะถูกยับยั้งการไหลเวียนปราณด้วยพลังปราณของหยูเป่ยเทียนเพื่อสกัดกั้นผลกระทบของยาพิษไว้
การที่จะให้บุคคลอย่างหยูเป่ยเทียนพยายามระงับผลของพิษแต่ไม่สามารถขับพิษออกไปได้อย่างสมบูรณ์ บุคคลที่หยูเป่ยเทียนกำลังตามล่าคงจะเป็นปรมาจารย์พิษอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
และอีกอย่างการที่คนผู้นั้นสามารถวางยาพิษฉู่หยานและสามารถหนีรอดจากการไล่ล่าของหยูเป่ยเทียนได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นั้นคงจะเป็นปรมาจารย์ฝึกยุทธ์ระดับสูงเช่นกัน
นั่นคือสิ่งที่หยุนเหวินคิด
[คนผู้นั้นต้องมีความกล้าหาญเพียงใดที่จะวางยาพิษองค์รัชทายาทของแคว้น?]
[คนผู้นั้นกินดีหมีมาหรืออย่างไร?]
หากฉู่หยานเป็นอะไรขึ้นมา นั่นจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อแคว้น เพราะเขาคือรัชทายาทอันดับหนึ่ง หากเขาเกิดมีอันเป็นไป นั่นอาจจะส่งผลกระทบต่อบัลลังก์ของฉู่หยานและเกิดการต่อสู้ระหว่างพี่น้องเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ในยามที่เขาอ่อนแออย่างแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่จะตามมาเป็นสิ่งที่แม้แต่หยุนเหวินก็ยังไม่กล้าที่จะคาดเดา...
“เอาล่ะ พวกเราคลาดสายตาจากไอ้สารเลวนั่นมาสักระยะแล้ว พวกเราไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป!” ฉู่หยานกล่าวเพียงแค่นั้น ก่อนที่เขาจะมองไปยังเส้นทางที่นำไปสู่ถ้ำที่มืดมิด
จากนั้นหยูเป่ยเทียนก็หันไปพูดกับหยุนเหวินว่า “หากเป็นไปได้ข้าหวังว่านักพรตเต๋าหยุนจะสามารถช่วยพวกเราตามล่าปรมาจารย์พิษผู้นั้นได้”
หยุนเหวินไม่จำเป็นต้องคิดนาน เขาทำได้เพียงแค่พยักหน้าเบาๆและตอบตกลง