ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 181 การพนัน

        “ฮิฮิ” จีหยู่ยี่ที่อยู่ข้างๆหัวเราะคึกคักขึ้น “ท่านเถ้าแก่ใหญ่ข้าบอกแล้วว่าคุณชายหลินน่ะเอาอยู่อยู่แล้ว หึหึ...ใช่แล้ว คุณชายหลินพวกเราได้เตรียมวัตถุธาตุไฟขั้นห้าขึ้นไปให้ท่านเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับท่านนะ”

        กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุนอย่างเต็มที่เพื่อมัดหลินหยางไว้เป็นพวกเดียวกันอย่างถาวรแม้ต้องควักเลือดเนื้อตัวเองออกมาถวายก็ตามพวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถของหลินหยาง

        “ขอบคุณ....” หลินหยางเองก็ไม่เกรงใจหลังจากที่รับวัตถุดิบมาแล้วก็ถามกลับไปว่า “ทางฝั่งอาณาจักรชูอวิ๋นมีปัญหาอะไรรึเปล่า?”

        “เรียบร้อยดีทุกอย่างเลยพวกเรากลุ่มใต้หล้าได้สั่งให้ยอดฝีมือของเราเข้าไปรักษาการณ์ที่ชูอวิ๋น อีกสักพักหนึ่งเถ้าแก่หลานห่ายก็จะไปที่ตระกูลเวินด้วยตัวเองเพื่อช่วยชี้แนะทั้งเรื่องวรยุทธ์และทักษะวิชาการช่างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”จีหยูยี่ยิ้มตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

        กลุ่มใต้หล้านั้นช่วยผ่อนเบาภาระทั้งหลายให้เขาได้มากจริงๆ

        “อย่างนั้นก็รบกวนพวกท่านด้วย...” ระหว่างที่หลินหยางกำลังพูดอยู่ในดวงตาของหลินหยางก็มีประกายแสงสีแดงวิ่งผ่านไปแวบหนึ่ง

        “ได้เลยถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่รบกวนการฝึกฝนของคุณชายหลินแล้ว”

        “ไม่ส่งนะ”

        หลังจากกล่าวลากับพวกของจูหงจางในตอนที่หลินหยางส่งทั้งสองคนนั้นกลับออกจากสวนส่วนตัวขนาดย่อมๆ ของเขาแล้ว เขากลับไม่ได้รีบไปไหนต่อแต่มองไปที่มุมหนึ่งของกำแพงด้วยแววตาอันเย็นชา

        “ท่านผู้นั้นน่ะดูเสร็จรึยัง? ถ้าดูเสร็จแล้วท่านช่วยปรากฏตัวออกมาพบกันหน่อยเถอะ”

        ทันทีที่พูดออกไปเสร็จ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

        อยู่ๆ ก็มีน้ำเสียงที่แสดงถึงความตกใจของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากความว่างเปล่า

        “เอ๋? นี่เจ้ามองเห็นข้าด้วยหรือนี่?”

        บนกำแพงนั้นก็พลันเกิดคลื่นสั่นสะเทือนแปลกๆ ขึ้นจากนั้นก็ราวกับมีเงาร่างสายหนึ่งโผล่ออกมาจากผิวน้ำจนเกิดเป็นระลอกคลื่นอยู่บนอากาศ

        ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่สวมเสื้อเหมือนจีวรพระแขนยาวที่เปลือยอกและแขนข้างหนึ่งไว้ก็ปรากฏตัวขึ้นเขาเบิกตากว้างจ้องมองไปที่หลินหยางด้วยความรู้สึกสงสัย

        “น่าแปลกใจจริงๆ ‘เนตรมองทะลุ’ ของข้านั้นสามารถมองเห็นไพ่พนันต่างๆ และเหล่าหญิงงามตามท้องถนนทั้งหมดในใต้หล้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งแท้ๆแต่ข้ากลับมองไม่เห็นระดับพลังของเจ้าเลย เจ้าหนูน้อย เจ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะ!”

        จากนั้นเงาร่างสายนั้นก็โผล่พรวดมายืนอยู่ในสวนนี้แล้วเขาเริ่มเดินสำรวจวนรอบหลินหยางเป็นวงกลมพร้อมกับยกมือขึ้นมาจับที่คาง

        “อืมม...ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายสินะแต่ในร่างกายกลับมีพลังของเพลิงพิสดารอยู่ด้วย มันคืออะไรเนี่ย...เพลิงอัสนีม่วงหรือ?แต่มันแปลกๆ นะ...แล้วไอ้หลิงไทนั่นมันบ้าอะไรเนี่ยข้าไม่เคยเห็นแบบนั้นมาก่อนเลย... แล้วก็ในโลกแห่งจิตสำนึกนี่ซ่อนอะไรเอาไว้เอ่ย...โอ้ว เจ้าหนู ยิ่งดูข้ายิ่งรู้สึกว่าเจ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะนี่!”

        หลินหยางมองไปที่ชายวัยกลางคนที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นเลยคนนี้แต่ในใจเขากลับเกิดความหวั่นไหวขึ้น

        ชายผู้นี้คือคนที่สามแล้วนับจากพ่อของเขาและต้วนเทียนหยาที่เขาไม่สามารถมองเห็นถึงระดับพลังความสามารถของอีกฝ่ายผ่านเนตรเพลิงสุพรรณได้

        และสิ่งที่ทำให้หลินหยางรู้สึกตะลึงยิ่งกว่าก็คือดวงตาของชายผู้ที่มีใบหน้าธรรมดาทั่วไปผู้นี้

        มันคือดวงตาสุดประหลาดพิสดารที่ส่องประกายแสงสีทองและสีเงินสลับไปมาราวกับว่าในดวงตาคู่นั้นมีดวงจันทร์และดวงตะวันซ่อนเอาไว้ระหว่างที่มันกำลังเปลี่ยนระหว่างสีทองและสีเงินอยู่นั้นมันก็ได้ปล่อยพลังสุดมหัศจรรย์ออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ดูท่าทางจะสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้อย่างที่เขาบอกไว้จริงๆ

        ไพ่ตายจำนวนมากที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ในร่างกายของตัวเองล้วนถูกดวงตาของอีกฝ่ายมองเห็นจนทะลุปรุโปร่งราวกับตัวของหลินหยางนั้นกำลังโปร่งใสอยู่ก็ไม่ปานนี่แหละสาเหตุที่ทำให้หลินหยางต้องเตรียมการไว้ร้อยแปดวิธีเผื่อเจอกรณีแบบนี้

        ซึ่งคนผู้นี้จะต้องเป็นยอดฝีมือที่มาจากภพภูมิอื่นๆเป็นแน่

        “โอ๊ย เจ้าหนูน้อย ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้าแค่รู้สึกสนใจในตัวเจ้าก็เลยมาสังเกตดูเฉยๆ”

        “แล้วท่านเป็นใคร” แต่หลินหยางก็ไม่ได้คลายความระวังตัวเลยแม้แต่น้อยบุคคลตรงหน้านั้นทั้งลึกลับและแข็งแกร่งมากเกินไป เกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก

        “ข้าชื่อเซวียนหยวนกวังปีศาจน้อยที่สุดยอดขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยแบบเจ้านี่มันหายากจริงๆเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถือว่าข้าให้เกียรติเจ้า เจ้าเรียกข้าว่า ลุงกวัง ก็แล้วกัน”

        ลุงกวัง...

        หลินหยางตากระตุกไปแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ารู้สึกพิลึกกับวิธีการเรียกแบบนั้น

        “เช่นนั้นไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเซวียนหยวนมาที่แผ่นดินชี่อู่เราทำไมหรือ?”

        “อ่าว? ไม่เรียกว่าลุงกวังหรือ...เจ้าหนูน้อย เจ้าช่างไม่มีบุญเลยนะ รู้ไหมว่ามีคนมากเท่าไรที่ขอเรียกข้าด้วยคำว่าลุงน่ะแถมข้าก็ไม่เคยสนใจคนพวกนั้นเลยด้วย...” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ดูท่าทางเขาจะไม่ใส่ใจท่าทางอันเย็นชาของหลินหยางเลยแม้แต่น้อย

        เขากระโดดโลดเต้นไปมาอย่างกับลิงตัวหนึ่งดูไม่มีท่าทางหรือบรรยากาศแบบยอดฝีมือสุดลึกลับเลยแม้แต่น้อย

        “เจ้าวางใจเถอะที่ข้ามีที่นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญอย่างสวยงามก็เท่านั้นแหละพอเล่นจนพอใจแล้วข้าจะจากไปเอง...ใช่แล้ว ไหนๆ ข้าก็มาถึงที่นี่แล้ว เจ้าหนูเจ้าดูสิว่าแสงจันทร์คืนนี้มันงดงามขนาดนี้... เจ้าก็มาพนันกับข้าสักตั้งดีกว่า!!”

        พอพูดถึงเรื่องพนันแล้ว แววตาของเซวียนหยวนกวังก็ส่องประกายขึ้นมาทันทีราวกับแววตาของแมวที่มองเห็นหนูในตอนกลางคืน

        หลินหยางเงยหน้าขึ้นมอง

        ท้องฟ้าตอนนี้มืดสนิท มีแสงจันทร์อะไรนั่นที่ไหน

        เขาพบว่าคนตรงหน้านี้เป็นผีพนันอย่างแท้จริงเขาแค่หาเหตุผลมั่วๆ สักอย่างมาท้าพนันก็เท่านั้นเอง

        “ขอโทษที ผู้อาวุโส ข้าน้อยยังมีงานที่ต้องทำถ้าหากผู้อาวุโสไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เชิญท่านกลับไปเถอะ หลินหยางไม่ส่งแล้ว”

        “เจ้านี่มันน่าเบื่อจังเลยทำไมอายุแค่นี้แต่ทำตัวอย่างกับคนแก่เลยนี่... โห ที่จริงแล้วข้าคิดว่าถ้าเจ้าชนะข้าได้ข้าจะยอมบอกความลับสำคัญให้เจ้าแท้ๆ!”เซวียนหยวนกวังก้มหน้าลงด้วยสีหน้าท่าทางเกินจริง

        จากนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นอย่างกะทันหันราวกับว่าอย่างไรหลินหยางก็ต้องตกหลุมของเขาอยู่แล้ว“หึหึ เจ้าหนูเจ้าเชื่อรึเปล่าว่าไอ้การคัดเลือกงานจัดอันดับอะไรนั่นน่ะเจ้าอาจจะไม่ได้ที่หนึ่งก็ได้นะ ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ช่วงหลายวันมานี้มียอดคนเดินทางมาถึงที่นี่กันเยอะเลยละ!”

        หลินหยางที่กำลังจะหันกลับไปแล้วนั้นพลันหยุดชะงักลงทันที

        เซวียนหยวนกวังสุดลึกลับผู้นี้ได้ถือความลับที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เอาไว้ความลับเกี่ยวกับเหล่ายอดฝีมือชั้นสูงที่มาจากภพภูมิอื่นนั่น

        ซึ่งมันเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับหลินหยางอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว

        สิ่งที่เขาทำทั้งหมดตอนนี้ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อต่อกรกับเหล่ายอดฝีมือสุดแกร่งที่กำลังจะมาถึงทวีปชี่อู่จากภพภูมิอื่นถ้าหากเขามีข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในมือละก็มันย่อมต้องเป็นเรื่องดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว

        “ท่านอยากพนันอะไร?” หลินหยางเปลี่ยนใจแล้ว

        “ดีมาก ดีมาก พนันอะไรกันดีน้า...” เซวียนหยวนกวังตอนนี้กำลังตื่นเต้นอย่างเด็กน้อยคนหนึ่งเลยทีเดียว “ถ้าอย่างนั้นเรามาเล่นแบบบ้านๆ กันดีกว่า เล่นทอยลูกเต๋ากัน!”

        พอพูดเสร็จเขาก็เรียกเอาถ้วยลูกเต๋าสีดำสนิทสองถ้วยออกมาจากอากาศแต่ละถ้วยล้วนบรรจุลูกเต๋าหกหน้าเอาไว้อย่างละหกลูก เขาส่งให้หลินหยางอันหนึ่ง

        หนักมาก

        หลินหยางยื่นมือออกไปรับแค่มือเดียวฝ่ามือเขาพลันดิ่งลงพื้นไปทันที

        พลังกายภาพของหลินหยางตอนนี้อย่างต่ำๆ ก็น่าจะมีพละกำลังมหาศาลมากถึงหลักแสนชั่งอย่างน่าหวาดกลัวแสดงให้เห็นว่าไอ้ถ้วยลูกเต๋านี่มันหนักจนน่าตกใจถึงขนาดไหน

        “วิธีเล่นก็ง่าย ห้ามใช้มือ...พลิกหน้าลูกเต๋าในนี้ให้ได้แต้มมากที่สุดใครได้เยอะกว่าคนนั้นชนะ ถ้าเจ้าชนะ ข้าก็จะบอกข้อมูลที่เจ้าอยากรู้ให้แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าก็จงเรียกข้าว่าลุงกวังอย่างว่าง่ายเสียดีๆอันที่จริงมูลค่าเดิมพันมันไม่ค่อยเท่าเทียมกันเท่าไร ขนาดข้าเองบางทียังรู้สึกว่าตัวเองช่างใจดีอะไรขนาดนี้นะ...”

        สีหน้าของหลินหยางนั้นหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        ถ้ามองจากมุมง่ายๆ แล้ว แค่พลังจิตอันน่าสะพรึงกลัวของเซวียนหยวนกวังตรงหน้าที่เขาสัมผัสได้เขาก็กล้าฟันธงเลยว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบมาแน่ๆ

        โพ่ไห่ขั้นกลางหรือว่าขั้นท้าย?

        หรืออาจจะสูงกว่านั้น

        การพนันครั้งนี้อาจจะดูเหมือนแค่การเล่นเกมกันแต่อีกฝ่ายประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าห้ามใช้มือฉะนั้นการเล่นครั้งนี้มันก็คือการประลองพลังจิตกันดีๆ นี่เอง

        นอกจากจะต้องควบคุมถ้วยลูกเต๋าเอาไวให้ได้แล้วอีกทั้งยังต้องฝืนเปลี่ยนหน้าลูกเต๋าให้ชนะอีกฝ่ายให้ได้ด้วย หลินหยางเองกยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารชนะได้รึเปล่า

        แต่โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงเจตนามุ่งร้ายออกมาเลยสักครั้งตั้งแต่ปรากฏตัวออกมาดูท่าทางเขาน่าจะแค่มาเล่นๆ จริงๆ อย่างที่บอกหลินหยางเลยพอจะเบาใจได้ว่าอีกฝ่ายเจตนาที่จะแข่งขันกันอย่งบริสุทธิ์ใจจริงๆ

        เขาเองก็สามารถใช้การประลองครั้งนี้เพื่อประเมินระดับพลังจิตของตัวเองได้ด้วยเหมือนกันว่าตกลงแล้วพลังจิตของเขานั้นแข็งแกร่งถึงระดับไหนแล้ว

        “ถ้าอย่างนั้น หลินหยางขอเริ่มเลยแล้วกัน”

        “ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นถ้าแพ้แล้วก็แค่เรียกลุงสักหน่อยก็แค่นั้นเอง ไม่ได้ให้ตายสักหน่อย ฮ่าฮ่าผ่อนคลายน่ะผ่อนคลาย”

        เซวียนหยวนกวังยังคงมีท่าทีไม่จริงจังสักเท่าไร

        ถ้าอย่างนั้นก็มาเถอะ

        หลินหยางตั้งใจเต็มที่แล้ว ไร้ซึ่งความลังเลอะไรอีก

        เขาที่ยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีดำยามรัตติกาลนั้น พลังจิตที่อยู่ในโลกแห่งจิตสำนึกพลันไหลทะลักออกมาราวกับธารน้ำหลากจากนั้นก็รวมตัวกันเป็นฝ่ามือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งเข้าไปยกถ้วยลูกเต๋าที่วางอยู่บนฝ่ามือของตัวเองขึ้น

        หนักมาก

        หลินหยางขมวดคิ้วจนเป็นปม

        ถ้วยลูกเต๋าที่หนักจนน่ากลัวนี้ไม่รู้ว่ามันสร้างจากสุดยอดวัตถุดิบอะไรขนาดแค่หนึ่งกำมือของมันก็หนักราวๆ กับภูเขาไท่ซานแล้ว

        และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือไม่ใช่แค่ถ้วยลูกเต๋าเท่านั้นที่จะหนักจนน่ากลัวแม้แต่ตัวลูเกเต๋าเองก็หนักอย่างต่ำๆประมาณสองหมื่นชั่งเลยทีเดียว เมื่อรวมกันแล้วพลังจิตของเขาต้องยกสิ่งที่หนักมากถึงสองแสนชั่งเลยทีเดียว

        ซึ่งมันเป็นขีดจำกัดสูงสุดของพลังจิตของหลินหยางในตอนนี้แล้ว

        แกร๊ง แกร๊ง

        เขาเริ่มขยับลูกเต๋าในถ้วยแล้ว ซึ่งทุกครั้งที่ขยับนั้นเขารู้สึกราวกับว่ากำลังเคลื่อนย้ายภูเขาขนาดใหญ่พร้อมกันหกลูกเลยทีเดียวแค่เพียงครู่เดียวก็มีเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาเปียกท่วมหัวเขาแล้ว

        ซึ่งระหว่างที่หลินหยางกำลังขยับลูกเต๋าอยู่นั้นทุกครั้งที่เกิดเสียงกระทบกันระหว่างลูกเต๋าและถ้วยลูกเต๋าอันแสนบาดหูดังขึ้นนั้นเขาจะรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับมีเข็มมาทิ่มแทงเข้าไปในสมองเขาตรงๆ เลยก็ไม่ปานเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างรุนแรงจนเขาแทบสลบไป

        นี่มันลูกเต๋าบ้าอะไรกัน!!

        หลินหยางรู้สึกว่าเขาประเมินความยากของการพนันครั้งนี้ต่ำมากเกินไปไกลโขเลยไอ้ลูกเต๋าหกหน้าอันนี้จะต้องเป็นสุดยอดสมบัติด้านพลังจิตอย่างแน่นอนด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้แล้ว แค่ขยับมันนิดเดียวยังแทบจะไม่ไหวแล้วไม่มีทางสามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงของมันออกมาได้แน่ๆ

        แต่ที่หลินหยางรู้สึกตกใจยิ่งกว่าก็คือเซวียนหยวนกวังที่ตอนนี้กำลังแสยะยิ้มมองมาทางเขาอยู่นั้น

        ถ้วยลูกเต๋าในมือของเขานั้น กำลังร่ายรำอย่างพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อสีดำตัวหนึ่งเลยทีเดียวเขาขยับให้มันบินว่อนวนรอบตัวเขาอย่างคล่องแคล่วส่วนลูกเต๋าหกหน้าที่อยู่ในนั้นก็กลิ้งหลุนๆอย่างสนุกกสนานอยู่ในถ้วยราวกับล้อรถก็ไม่ปานท่าทางของเขาดูสบายๆ อย่างที่มิอาจเทียบได้

        เป็นความห่างชั้นที่ห่างกันอย่างสุดขั้วเลย

        ระดับพลังจิตที่อีกฝ่ายแสดงให้แห็นนั้นอย่างต่ำก็น่าจะอยู่ในระดับโพ่ไห่ขั้นกลางหรืออาจจะอยู่ในระดับโพ่ไห่ขั้นสูงเลยก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆ คือจะต้องแข็งแกร่งกว่าศัตรูที่เก่งที่สุดที่เขาเคยปะทะด้วยอย่างเมี่ยชางเซิงแน่นอน

        แถมดูจากท่าทางอันสบายๆ ของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่านั่นยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขา

        “ฮ่าฮ่า เจ้าหนู สู้สู้! คุณลุงคนนี้กำลังดูเจ้าอยู่นะ!”

        เซวียนหยวนกวังได้ขยับถ้วยลูกเต๋าให้หมุนวนไปรอบหัวเขาอีกครั้งจากนั้นก็กระแทกลงไปบนพื้นอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังอื้ออึงขึ้น

        จากนั้นเขาก็มองไปที่หลินหยางด้วยแววตาผ่อนคลายพร้อมกับที่กำลังส่ายหน้าอยู่ในใจ

        ระดับพลังของเขานั้นในภพภูมิชั้นต่ำแบบนี้ย่อมแข็งแกร่งอย่างที่มิอาจมีใครเทียบได้อยู่แล้วแม้แต่ในภพภูมิขั้นกลางเขาก็ยังถือเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับได้ยากอยู่เช่นกันแต่พออยู่ในภพภูมิขั้นสูงแล้วคนที่มีระดับพลังทัดเทียมกับเขานั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนเลยเชียวละ

        ฮ่าฮ่า...

        คงทำให้ตกใจได้นิดๆ ละนะ

        ตรงข้ามนั้น

        หลินหยางกำลังพยายามควบคุมให้ถ้วยลูกเต๋าที่พลิกไปมาแค่ไม่กี่ครั้งให้ไปตั้งลงบนพื้นอีกทั้งยังต้องใช้พลังจิตทั้งหมดในการพลิกหน้าลูกเต๋าให้อยู่ที่เลขหกทั้งหมดหกลูกด้วย

        เลขหกทั้งหมดหกลูก

        คือแต้มสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้วเพียงแต่หลินหยางรู้ว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

        หลังจากที่วางลงบนพื้นเสร็จเรียบร้อยแล้วจากนี้ไปต่างหากที่จะเป็นการปะทะกันด้วยพลังจิตอย่างแท้จริง

        “เจ้าหนู พร้อมรึยัง? คุณลุงจะมาแล้วนะเออ!”เซวียนหยวนกวังที่คิดว่าตัวเองมองหลินหยางออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วนั้นเขาคิดที่จะจบการเล่นเกมครั้งนี้แล้ว

        พลังจิตของเขาเมื่อเทียบกับหลินหยางนั้น ก็เหมือนเอามหาสมุทรไปเทียบกับแม่น้ำลำคลองทั้งสองคนนั้นอยู่คนละระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง

        เขาแค่อยากจะเห็นพลังของคนรุ่นหลังที่ดูโดดเด่นคนนี้ก็เท่านั้นซึ่งตอนนี้มันก็ได้เวลาที่จะปิดฉากการละเล่นครั้งนี้แล้ว

        “จบเกมกันเถอะ” เขายิ้มขึ้นมาเบาๆ

        “ยังไม่จบหรอก!”

        ใครจะคิดว่าหลินหยางกลับกัดฟันแน่นพร้อมกับตะเบ็งเสียงต่ำออกไป

        “โอ้ว! เจ้าหนูน้อยคนนี้นี่เด็ดเดี่ยวใช้ได้!”

        เซวียนหยวนกวังรู้สึกว่าอีกฝ่ายได้ปล่อยพลังจิตของตัวเองเข้าไปในลูกเต๋าลูกหนึ่งที่อยู่ในถ้วยของเขาอย่างกะทันหันเพื่อที่จะขยับมัน

        “ถ้าคิดว่าแค่นี้ก็สามารถชนะลุงได้แล้วละก็เอ็งคิดผิดถนัดเลยละเจ้าหนู” เซวียนหยวนกวังเกาหูของตัวเองครู่หนึ่งจากนั้นก็ออกแรงเป่าลมลงไปในถ้วยที่วางอยู่บนพื้นทันที

คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน